นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 4 : กราบอาจารย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 659
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    27 พ.ค. 63

เรียงจากทางซ้ายไล่ไปทางขวาก็คือผู้อาวุโสเขาเฟิงอู่,เขาตงเฟิง,เขาเป่ยเฟิง,เขาซีเฟิงและเขาหนานเฟิงผู้อาวุโสหยูปกครองเขาตงเฟิงอยู่ทางทิศตะวันออกเป็นผู้อาวุโสที่โดดเด่นในเรื่องอาคมค่ายกล ว่ากันว่าหากผู้ไม่ได้รับอนุญาตบุกเข้าไปในเขามีสิทธิ์ติดค่ายกลจนตายอยู่บนเขา ผู้อาวุโสหญิงอีกท่านคือผู้อาวุโสฉิน นางปกครองเขาซีเฟิงความสามารถขึ้นชื่อในเรื่องการรักษา เมื่อรวมกับสีหน้าที่อ่อนโยนใจดีแล้วไม่ว่าใครก็อยากกราบนางเป็นอาจารย์ทั้งนั้น ส่วนผู้อาวุโสเฉินเหลียงจะปกครองยอดเขาหนานเฟิง มีชื่อเสียงในด้านการหลอมศาตรา เป็นอาจารย์ที่เคยถูกเรียกว่ายอดอัจฉริยะ ศิษย์ใหม่มากมายที่ต้องการจะหลอมศาสตราพยายามแสดงความโดดเด่นให้เข้าตาเพื่อได้รับเลือกเป็นศิษย์สายตรงเพียงแต่ตั้งแต่ตอนที่เขาขึ้นรับตำแหน่งผู้อาวุโส เขาก็ไม่เคยมีศิษย์สายตรงเลยสักคนเดียวส่วนศิษย์พี่ของเขาผู้อาวุโสม่อเหวินก็ครอบครองเขาเป่ยเฟิง โดดเด่นเรื่องการโจมตีทั้งระยะใกล้ระยะไกล ได้รับฉายาว่าปิศาจสงครามม่อเหวิน ตัวของเขามีศิษย์สายตรงถึง 3 คน ศิษย์ทั้ง 3 คนล้วนแต่เป็นยอดคนเหนือยอดคนหนึ่งในนั้นก็คือโอวหยางลั่วเซิน คนสุดท้ายคือผู้อาวุโสหนุ่มที่ไม่พูดไม่จาเพียงแค่โบกพัดขนนกไปมาเงียบเชียบ ผู้เป็นเจ้าของเขาเฟิงอู่ ผู้อาวุโสที่ถูกขนานนามว่าเทพโอสถ เฉินเว่ย

เขาเป็นบุคคลที่มีแซ่เดียวกับผู้อาวุโสเฉินเหลียง แถมใบหน้าที่คล้ายคลึงกันเพียงแต่ผู้อาวุโสเฉินเว่ย จะสุขุมเงียบขรึมมากกว่า อีกทั้งใบหน้าก็เย็นชาราวกับมีน้ำแข็งฉาบไว้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาลดเลยแม้แต่น้อย เมิ่งหลิงจิ้งเดาว่าพวกเขาสองคนน่าจะเป็นพี่น้องกัน

“ศิษย์คนแรก ลู่เหวินมู่ ก้าวออกมา” ผู้อาวุโสหยูประกาศเรียก

เด็กหนุ่มลู่เหวินมู่ วัย 15 ก้าวออกไปนอกแถว รูปร่างสมส่วนนั้นดูหนักแน่นรับกับแววตาที่มุ่งมั่น ไม่หวั่นเกรง เมิ่งหลิงจิ้งก็แอบคาดเดาไว้ว่าเขาน่าจะเข้าสู่สายต่อสู้เต็มตัว

“เจ้ามีแก่นพลังธาตุแดงทอง รากปราณดาบครองนภา เหมาะสำหรับเป็นศิษย์ในของสายนักรบ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” ผู้อาวุโสม่อเหวินเอ่ย

“ศิษย์น้อมรับคำผู้อาวุโส” ลู่เหวินมู่ไม่เสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย

นั่นปะไร เมิ่งหลิงจิ้งคิดในใจเงียบๆ มองลู่เวินมู่ถูกพาตัวไปโดยศิษย์ของสายต่อสู้ การเลือกสายต่อสู้ยังดำเนินไปเรื่อย นางสนใจเก็บข้อมูลไว้ทุกคนจนกระทั่งมาถึงคนที่นางสนใจใคร่รู้ที่สุด จางเหม่ยเหลียน

“จางเหม่ยเหลียนก้าวออกมา”

“เจ้าค่ะ” ร่างในชุดสีชมพูประสานมือคาระผู้อาวุโสทั้งหลายอย่างอ่อนช้อย เรียกเสียงทอดถอนหายใจอย่างชมเชยจากศิษย์พี่มากมายทันที ไม่ว่านางจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครต้านทานความงดงามนี้ได้จริงๆ

“แก่นพลังธาตุผันแปรน้ำแข็งรากปราณจิ้งจอกสวรรค์....ข้ามองดูแล้วเจ้าน่าจะเหมาะสมกับเขาซีเฟิง” ผู้อาวุโสฉินเอ่ยอย่างอ่อนโยน

“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ แต่ศิษย์ต้องขอปฏิเสธ” นางนิ่งไปครู่และเอ่ยต่อ “ศิษย์อยากเข้าเรียนสายนักรบเจ้าค่ะ”

สายต่อสู้ของสหพันธ์เฟิงคือสายที่มีลูกศิษย์เยอะที่สุด อัตราการแข่งขันรุนแรงที่สุดและเป็นหน้าเป็นตามากที่สุด อีกทั้งทุกคนที่เข้าไปฝากตัวในสายนี้สามารถพัฒนารากปราณขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าสายนี้มีแต่พวกคลั่งการต่อสู้ทั้งนั้นและส่วนมากจะเป็นบุรุษ การที่จางเหม่ยเหลียนเสนอตัวเช่นนั้นทำเอาศิษย์พี่หลายคนลอบยิ้มอย่างยินดี ในขณะที่บางคนก็ทำหน้าเสียดาย

“รากปราณของเจ้าแข็งแกร่งหายาก ข้าไม่ปฏิเสธหรอกนะ” ผู้อาวุโสม่อเหวินพูด

“ศิษย์พี่ม่อ...” ผู้อาวุโสฉินมองไปทางผู้อาวุโสม่อเหวินอย่างขอร้อง

“ศิษย์น้องฉิน ข้าช่วยไม่ได้จริงๆ” ผู้อาวุโสหนุ่มยิ้มปลอบใจ “เจ้ารอคนถัดไปแทนเถอะ”

“ขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองที่เมตตาเจ้าค่ะ” จางเหม่ยเหลียนขอบคุณด้วยแววตาเป็นประกาย

“เจ้ามาเป็นศิษย์สืบทอดของข้าอีกคนแล้วกัน” ผู้อาวุโสม่อเหวินเอ่ยทันทีและพยักหน้าให้โอวหยางลั่วเซินไปรับนาง

การตัดสินใจนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายของใครเลย รากปราณที่หายากขนาดนี้ไม่ได้เป็นก็แปลกแล้ว และถัดจากจางเหม่ยเหลียนมาไม่กี่คนก็ถึงตานาง

“เมิ่งหลิงจิ้ง....”

“คนนี้ข้าจอง!!! ใครก็ห้ามแย่ง”ยังไม่ทันจะจบประโยคผู้อาวุโสเฉินเหลียงผู้เลือดร้อนก็ตะโกนก้อง

“ศิษย์น้องเฉิน เจ้ารีบร้อนไปแล้ว” ผู้อาวุโสม่อเหวินเอ่ย “เจ้าควรให้นางเลือก”

“ต้องเลือกอะไร? เลือกเจ้าหรือ? ไม่ต้องเลยข้าไม่สนใจหรอก” ผู้อาวุโสเฉินเหลียงไม่สนใจผู้อาวุโสอีกท่าน เขาก้าวลงมาจากเก้าอี้ตรงมาหาเมิ่งหลิงจิ้ง

“คำนับข้าเป็นอาจารย์สิ”

“ท่านผู้อาวุโสเฉินศิษย์ต้องขอขอบคุณในเกียรติครั้งนี้แต่...”

“หากเจ้ายอมเป็นศิษย์ข้า ข้าจะยกตำแหน่งศิษย์สายตรงให้ แถมด้วยกับศาตราวุธระดับตำนานอีก 2 ชิ้น” ผู้อาวุโสเฉินไม่ยอมให้นางปฏิเสธยื่นข้อเสนอต่อมาทันที

ได้ยินดังนั้นผู้คนในห้องโถงก็ส่งเสียงวิพากย์วิจารทันทีศาตราวุธระดับตำนานถือเป็นสิ่งที่หลอมยากมากมีเพียงผู้ผนึกปราณชั้นสูงที่มี ศาสตราวุธของโลกใบนี้แบ่งออกเป็นระดับ ต้น กลาง สูง ตำนานและเทพศาตรา

“เจ้าทุ่มทุนเหลือเกิน” เจ้าสำนักกล่าว เขาส่ายหน้าน้อยๆอย่างอ่อนใจ “เจ้าให้ได้ ข้าก็ให้ได้”

คราวนี้เกิดเสียงฮือฮาหนักกว่าเมื่อครู่อีกที่ท่านเจ้าสำนักกล่าวเช่นนี้หมายความว่าต้องการเมิ่งหลิงจิ้งไปเป็นลูกศิษย์สายตรงอีกคนสินะ ทั้งๆที่ผ่านมาเจ้าสำนักมีลูกศิษย์สายตรงเพียงแค่คนเดียว หากว่าเมิ่งหลิงจิ้งตกลงนางก็แทบจะมีโอกาสครึ่งครึ่งที่จะเป็นเจ้าสำนักรุ่นต่อไปทันที แม้แต่จางเหม่ยเหลียนก็ยังอดมองอย่างริษยาไม่ได้ แม้ว่าสหพันธ์เฟิงจะยอมรับศิษย์มากมายหลากหลายพลังธาตุแต่ธาตุไฟก็ยังถือเป็นธาตุหลักที่ได้รับความสำคัญมากอยู่ดี นั่นเป็นเพราะผู้ก่อตั้งสหพันธ์เฟิงรุ่นแรกเป็นผู้มีแก่นพลังธาตุแสงนั่นเองแม้กระทั่งลูกศิษย์คนแรกของเจ้าสำนักก็มีแก่นพลังธาตุแสงที่หายาก เมื่อเมิ่งหลิงจิ้งปรากฏกายนางก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีฐานะสำคัญสำหรับเจ้าสำนักทันที

“นะ นี่ท่าน!! ท่านก็มีเจ้าเด็กเยี่ยเล่ยอยู่แล้ว จะมาแย่งกับข้าทำไม” ผู้อาวุโสเฉินเหลียงโมโหจนใบหน้าดำเป็นก้นหม้อ

“นางมีธาตุไฟบริสุทธิ์ สามารถพัฒนาเป็นธาตุแสงได้” เจ้าสำนักหลี่ไป๋เฟิงอธิบายอย่างใจเย็น “ให้มาอยู่ในการดูแลของข้าจะดีกว่า นี่ยังไม่นับที่ข้ามีธาตุแสงเช่นกัน จะต้องสั่งสอนนางได้เป็นอย่างดี”

“ข้ายังไม่เคยมีสิทธิ์สืบทอดสักคน ท่านก็คิดจะแย่งข้าไปหรือนี่” ผู้อาวุโสเฉินหงุดหงิดจนเดินหนีไปนั่งบนเก้าอี้อย่างแรง

เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าสำนักหลี่ไป๋เฟิงก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายยอมหลีกทางให้ เขาจึงหันมาหาร่างน้อยตรงหน้า

“ศิษย์เมิ่งหลิงจิ้งต้องขออภัยที่ล่วงเกินผู้อาวุโส!!” นางพูดพร้อมคุกเข่าทันที

นี่นางกล้าปฏิเสธกระทั่งเจ้าสำนัก????เสียงในใจศิษย์มากมายร่ำร้องโหยหวน ทำไมพวกเขาถึงไม่มีโอกาสแบบนี้นะ นางกล้าปฏิเสธเจ้าสำนัก กล้าปฏิเสธผู้อาวุโสเฉินเหลียงที่โด่งดัง...ใครกันที่นางอยากกราบเป็นอาจารย์? หรือนางอยากจะข้ามขั้นไปขอฝากตัวกับเจ้าสำนักรุ่นก่อนและกลายเป็นอาจารย์อาของพวกเขาคิดถึงตรงนี้หลายคนก็รีบส่ายหน้าไล่ความคิดไร้สาระออกไป

“ข้าขอฟังความคิดเจ้าหน่อยสิ เด็กน้อย” เจ้าสำนักหลี่ไป๋เฟิงพูดอย่างใจดี ร่างสูงหมุนกายกลับไปนั่งบนเก้าอี้เหมือนเดิม ไม่เพียงแค่เจ้าสำนักหลี่เท่านั้นที่อยากรู้ แม้กระทั่งผู้อาวุโสคนอื่นก็อดตื่นเต้นไม่ได้

“ศิษย์ขอบังอาจตอบ...ศิษย์อยากเป็นผู้หลอมโอสถเจ้าค่ะ”เมิ่งหลิงจิ้งกลั้นใจเงยหน้ามองไปทางผู้อาวุโสเฉินเว่ย

เงียบ.... ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ในตอนนี้ศิษย์ใหม่ทั้งหลายก็ร่วมลุ้นไปกับนาง แต่ศิษย์พี่ทั้งหลายกลับมีสีหน้าลำบากใจ นั่นเพราะผู้อาวุโสเฉินเว่ยรักสันโดษมากเสียจนแม้กระทั่งศิษย์ในสักคนก็ไม่มี เขากลายเป็นผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุด แต่ก็แปลกประหลาดมากที่สุดเช่นกัน

ในความเงียบที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงโบกพัดเบาของผู้อาวุโสเฉินเว่ย เมื่อคำขอของเมิ่งหลิงจิ้งออกจากปาก ผู้อาวุโสเฉินเหลียงก็เหลือบไปมองน้องชายของตนเองอย่างเป็นกังวล

“เจ้า...กล้า?” เพียงแค่สองคำก็ทำให้ก้อนเนื้อในอกสั่นสะท้านอยากหวาดหวั่น แต่เมิ่งหลิงจิ้งจะไม่ยอมพ่ายแพ้เด็ดขาด

“ศิษย์กล้าเจ้าค่ะ!” ตอบไปอย่างฉาดฉานมั่นใจ เมื่อสบกับแววตาเฉยชานั้นก็ยิ่งสั่น มือเล็กกำแน่นเพื่อข่มความรู้สึก นางจะมายอมแพ้ไม่ได้ นางเคยตามาแล้วมีชีวิตมา 200 ปีกราบเทพอสูรหรงเหยียนเป็นอาจารย์ นางจะยอมแพ้ความกดดันจากผู้อาวุโสเฉินเว่ยไม่ได้

“เข้ามากราบข้าเป็นศิษย์ใกล้ๆ”พอประโยคนี้หลุดออกจากได้รูป เจ้าสำนักหลี่และผู้อาวุโสคนอื่นก็มองอย่างตื่นตะลึง

“เฉินเว่ยเจ้า...” ผู้อาวุโสเฉินเหลียงพยายามจะกล่าวอะไรสักประโยคแต่คำพูดนั้นกลับกลืนลงไปเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยต่อว่า

“อยากเป็นศิษย์ข้าก็เข้ามากราบข้าใกล้ๆ”

“เจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งลุกขึ้นเดินเข้าไปหาร่างสูงทันที แต่เมื่อนางเริ่มก้าวเท้าบรรยากาศก็พลันหนักอึ้ง ก้าวที่สองเริ่มหายใจไม่ออก ความกดดันมากเท่าทวี หากเบนสายตาไปทางผู้อาวุโสทั้งหลายก็จะเห็นว่าท่านทั้งหลายล้วนแต่มีสายตาที่แสดงความเป็นห่วงเหตุผลที่สาขาหลอมโอสถเข้ายากนั่นเพราะตัวผู้อาวุโสเฉินเว่ยที่เป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ แม้กระทั่งผู้อาวุโสเฉินเหลียงที่เจ้าอารมณ์หากเทียบกันก็นับว่าเบากว่านัก

“หยุดทำไม? เจ้าไม่อยากเป็นศิษย์ข้าหรือ?” สายตาคมหรี่ลงยามทอดมาที่นาง

“มิได้เจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งสูดหายใจก้าวต่อไป ทุกอย่างก้าวทำให้ร่างนางหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าระยะทางจะไม่กถึง 20 ก้าว แต่ความรู้สึกกลับห่างไกลหลายหมื่นลี้นางตั้งมั่นโคจรพลังธาตุทั่วร่างเปล่งแสงสีน้ำเงินระเรื่อ เมิ่งหลิงจิ้งใช้พลังธาตุไฟบริสุทธิ์ปกคลุมร่างกายเพื่อต้านกับแรงกดดันวิญญาณ แม้มันจะดีขึ้นแต่ว่าเมื่อก้าวเข้าไปใกล้ก็รู้สึกแทบจะทนไม่ได้ ทั่วทั้งร่างเร่งเดินลมปราณปะทะ ในหูได้ยินเสียงจอแจชื่นชมที่นางประจันหน้ากับผู้อาวุโสเฉินเว่ยอย่างไม่ย่อท้อ นั่นทำให้หลายคนเอาใจช่วยนาง อีกสิบก้าวเท่านั้น ยามที่เมิ่งลิงจิ้งยกเท้าก้าวไปข้างหน้า จะปรากฏรอยแตกที่พื้นหินอ่อนเป็นรอยเท้านาง นั่นเป็นเพราะแรงกดที่เหมือนกับมีฝ่ามือที่มองไม่เห็นกดกายนางไว้

อีกห้าก้าวเท่านั้น เมิ่งหลิงจิ้งสูดลมหายใจเข้าและยกเท้าเดินต่อแต่พอไปถึงสามก้าว กายบางก็ทรุดลงหัวเข่าติดพื้น นางเม้นปากแน่น ไม่ให้นางเดินอย่างนั้นหรือ? ใครจะไปยอมกัน!!! เมิ่งหลิงจิ้งขยับเข่าเคลื่อนที่ต่อไป แม้ว่านางจะถูกกดดันเสียจนทรุดแต่นางก็ยืดกายตรงอย่างมั่นคง แววตาเป็นประกาย

“เจ้าเหลืออีกตั้งสามก้าว เจ้าพอเถอะ” ผู้อาวุโสหยูทนมองอาจารย์กดดันลูกศิษย์อีกไม่ได้นางและทุกคนก็รู้ว่าการลงไม้ลงมือกับศิษย์ใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องสมควรเลยแม้แต่น้อย แต่กฎเกณฑ์เช่นนี้ใช้ไม่ได้กับเฉินเว่ยนางรู้สึกสงสารสาวน้อยตรงหน้าเป็นอันมากดีที่แม่นางน้อยคนนี้สามารถใช้พลังธาตุเดินลมปราณสู้ได้ ถ้าไม่อยากนั้นคงไม่สามารถเข้ามาใกล้ได้ขนาดนี้หากเป็นศิษย์ใหม่คนอื่นเพียงแค่ก้าวแรกก็คงกะอักเลือดหมดสติไปแล้ว

“ท่านกล่าวหนักไปแล้วผู้อาวุโสหยู” เมิ่งหลิงจิ้งผินหน้ามายิ้มให้อีกฝ่าย “ศิษย์เหลืออีกเพียงแค่สามก้าวเท่านั้น” ว่าแล้วนางก็ฝืนกายเข้าไปใกล้รวดเดียวอีกสองก้าว มาถึงตรงนี้หลายคนแทบจะหยุดหายใจ ยิ่งใกล้ตัวของผู้อาวุโสเฉินเว่ยก็แทบจะขาดอากาศในขณะที่สายตาเริ่มพร่าเลือน ในขณะที่ความมืดกำลังครอบงำการมองเห็นเมิ่งหลิงจิ้งก็คิดถึงคำพูดของหรงเหยียน

‘ไหนเจ้าบอกว่าความตายหนักดั่งขุนเขาอย่างไร เหตุใดจึงอ้าแขนรับมันง่ายเช่นนี้เล่า’

ใช่แล้วนางจะไม่แพ้อีกเด็ดขาด!!! คิดได้ดังนั้นก็ระเบิดพลังปราณออกมา

ปั้ง!!! อากาศรอบด้านรอบนางเกิดการสั่นสะเทือน เบื้องหลังร่างบางปรากฏเป็นรูปร่างกิเลนโลกันต์เลือนราง

“นั่นนางไม่แม้กระทั่งใช้ผนึกเซียนด้วยซ้ำ!!” ศิษย์พี่ผู้ยืนล้อมอดไม่ได้ที่จะอุทานอย่างตื่นเต้น

“พรสวรรค์พร้อมด้วยความมุ่งมั่น ไม่ว่าอะไรก็ขวางไม่ได้” เจ้าสำนักหลี่ไป๋เฟิงหยักยิ้ม

เมื่อรากปราณกิเลนโลกันต์ปรากฏเมิ่งหลิงจิ้งก็รูสึกถึงแรงกดดันที่ลดฮวบ ความมืดพลันกลายเป็นแสงสว่างเบื้องหน้านางคือผู้อาวุโสเฉินเว่ย หางเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้นเอง

เมิ่งหลิงจิ้งฉวยโอกาสที่ร่างสูงตรงหน้ากำลังตกตะลึงขยับวูบเดียวเข้าไปชิดขาเรียวยาวและคำนับสามครั้งทันที

“ศิษย์เมิ่งหลิงจิ้งขอคารวะท่านอาจารย์เฉินเว่ย!!!!”

เฮ!!!! ศิษย์ใหม่หลายคนบ้างโห่ร้องอย่างยินดี บ้างมีรอยน้ำตาแม้กระทั่งศิษย์พี่ทั้งหลายก็เป่าปากอย่างโล่งใจ การกระทำที่ไม่ยอมแพ้ของเมิ่งหลิงจิ้งได้จุดประกายให้ใครหลายคนทันที พวกเขาทั้งหลายล้วนมุ่งหวังจะเป็นใหญ่ในใต้หล้า การเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่มีทางสู้นั่นจะต้องเกิดขึ้นในสักวัน แต่วันนี้นางเป็นศิษย์ใหม่กลับกล้าเดินลมปราณสู้ผู้อาวุโสเฉินเว่ย พวกเขาอดไม่ได้ที่จะเอาใจช่วยศิษย์ใหม่คนนี้ แม้ว่านางจะมีโอกาสได้เป็นถึงศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักแต่นางกลับทิ้งโอกาสมาขอคารวะผู้อาวุโสที่ประหลาดที่สุด นี่สินะคือตัวอย่างของคำว่าลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

“หึ” ผู้อาวุโสเฉินเว่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ มือเรียวยื่นพัดมาให้นาง “ของขวัญต้อนรับเจ้า”

“ขอบคุณท่านอาจารย์” เมิ่งหลิงจิ้งรีบรับพัดขนนกมาอยู่ในมือ เมื่อมองใกล้ๆนางถึงรู้ว่าพัดนี้กลึงหยกเป็นซี่บางๆนับรวมกันได้ยี่สิบซีหยกละเอียดสีขาวบริสุทธิ์เจือแดงทำให้รู้ว่าใช้หยกเลือดนกยูงมาทำประดับด้วยขนอินทรีทะลเทรายอินทรีทะเลทรายนั้นมีถิ่นกำเนิดที่ทะเลทรายวสันต์เท่านั้นทั่วทั้งลำตัวมีสีเหมือนทะเลทรายแซมสีน้ำตาลแต่จะมีเพียงไม่อสูรระดับราชาของอินทรีทะเลทรายที่จะมีขนสีแดงเข้มเหมือนเลือด ที่นางรู้เพราะว่าเมื่อตอนที่นางยังอยู่กับหรงเหยียน นางได้จดจำสัตว์อสูรมากมาย จุดอ่อน จุดเด่น จุดสังเกต นั่นคืออีกความรู้ที่หรงเหยียนมอบให้

“ผู้อาวุโสท่านอื่นอาจจะมอบศาตราวุธระดับตำนานให้เจ้าถึงสองชิ้น แต่ข้าเป็นเพียงผู้หลอมโอสถจนๆ มีเพียงแค่พัดเก่าเช่นนี้ที่ให้ได้ หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสาอาจารย์” เสียงทุ่มเอ่ยขึ้น

“หามิได้ ศิษย์ดีใจมากเจ้าค่ะ” เมิ่งหลิงจิ้งรีบคำนับอีกครั้ง การกระทำนั้นนำมาซึ่งความพอใจของเฉินเว่ย ส่วนประโยคยาวๆเมื่อสักครู่ก็ทำให้เหล่าผู้อาวุโสแทบจะค้อนปะหลับปะเหลือก

พัดเก่าๆนั่นน่ะนะ??? กล้าเรียกพัดโลหิตมารว่าพัดเก่าๆ อีกทั้งบอกว่าตนเองยากจน หากว่าผู้อาวุโสเฉินเว่ยเรียกว่ายากจน แม้กระทั่งฮ่องเต้ก็อาจจะไม่กล้าเรียกตนเองว่ารวยเสียด้วยซ้ำ

“ขยับมายืนข้างหลังข้า” ได้ยินร่างสูงพูดดังนั้นเมิ่งหลิงจิ้งก็ไม่รอช้ากระเถิบกายไปด้านข้างค่อยๆลุกเดินไปอยู่หลังเก้าอี้ หันไปด้านหลังผู้อาวุโสก็พบศิษย์พี่สายตรงมากมายกำลังส่งยิ้มให้กำลังใจ เมิ่งหลิงจิ้งจึงค่อมศีรษะตอบรับไป มีเพียงผู้อาวุโสเฉินเหลียงที่ไร้ซึ่งศิษย์สายตรงผ่านไปอีกครู่ใหญ่ศิษย์ใหม่หลายคนก็ได้รับการเลือกสายเป็นที่เรียกร้อย ในปีนี้สายที่ผู้คนเลือกเข้ามากที่สุดหาใช่สายนักรบเช่นทุกปีแต่เป็นสายอาคมต่างหากที่ศิษย์ใหม่กว่า 20 คนพร้อมใจกันขอเข้าไปอยู่ในสายค่ายกลอาคมวิญญาณ อีก 15 คนแบ่งไปอยู่กับสายนักรบ 9 คนเป็นของสายผู้รักษา 6 คนเข้าสู่สายช่างหลอมประดิษฐ์ที่แสนยาก และหนึ่งเดียวอย่างเมิ่งหลิงจิ้งก็กลายเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสเฉินเว่ยสาขาหลอมโอสถและเป็นศิษย์คนแรกและคนเดียวในตอนนี้ของเขาเช่นกัน

“ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายได้” ผู้อาวุโสหลี่ไป๋เฟิงประกาศก้อง หมุนกายจากไป ผู้อาวุโสที่เหลือก็เดินนำกลุ่มศิษย์ของแต่ละคนกลับไปที่ยอดเขาของตนเอง

ผู้อาวุโสเฉินเว่ยลุกขึ้นเดินนำนางออกไปด้านนอก สะบัดมือเพียงครั้งเดียวก็ปรากฏเป็นร่างใหญ่โตของกระเรียนสีขาวมุกทั้งตัวเป็นประกายยามต้องแสงแดด ขนละเอียดดวงตาเรียวยาวสีม่วงเหลือบมองมาที่นาง บนศีรษะปรากฏเป็นหงอนแดงสามเส้นงอกยาวพลิ้วไปตามสายลม

นี่มันสัตว์อสูรวิญญาณระดับราชา เทพผู้ทรงภูมิที่ว่ากันว่ามีสติปัญญาเฉียบแหลม กระเรียนคืนวิญญาณไม่ต้องพูดเรื่องการหายากอีก

“เจ้าจะเหม่ออีกนานไหม?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เรียกสติให้เมิ่งหลิงจิ้งรู้ตัว ในตอนนี้ผู้อาวุโสเฉินเล่ยได้ขึ้นไปอยู่บนกระเรียนคืนวิญญาณเรียบร้อยแล้ว

“ขออภัยเจ้าค่ะ” นางว่าและจับมือผู้อาวุโสเฉินเว่ยขึ้นไปยืนบนหลังกระเรียนคืนวิญญาณ เมื่อยืนอย่างมั่นคงร่างใหญ่โตนั้นก็โผทะยานไปทางยอดเขาเฟิงอู่ทันทีทั่วทั้งยอดเขาเฟิงอู่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบมองจากด้านบนไม่เห็น เมิ่งหลิงจิ้งได้กลิ่นอายของเขตอาคมบางเบากระเรียนคืนวิญญาณร่อนลงจอดบนยอดเขาอย่างนิ่มนวลหน้าบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นเป็นเรือนไม้ที่ดูสวยงามมั่นคงถัดไปไม่ห่างมีเรือนไม้ไผ่อีกหลังตั้งอยู่ ขนาดย่อมกว่าแต่ว่าน่าจะอยู่ได้ถึง 6 คน ทั้งสองหลังห่างเพียงสวนหินกั้น เมิ่งหลิงจิ้งก้าวลงจากหลังกระเรียนมาพร้อมกับผู้อาวุโสเฉินเว่ย มองไปรอบกายก็พบกับสมุนไพรวิญญาณหลากลหายชนิด แถมแต่ละชนิดก็เป็นสมุนไพรวิญญาณที่ล้ำค่า บางส่วนก็คือที่ที่มีเห็นได้ทั่วไปแต่จากความรู้ที่สั่งสมมาสมุนไพรที่หายากพวกนี้ก็มีวิธีใช้ที่คาดไม่ถึงมากมายนัก

“เรือนของเจ้าคือเรือนไม้ไผ่นั่น..ไปเก็บของแล้วมาหาข้าที่เรียนใหญ่” ร่างสูงสั่งจบก็เดินเข้าเรือนใหญ่ไปเมิ่งหลิงจิ้งยกยิ้มอย่างยินดี นางรีบเข้าไปเก็บของและสำรวจเรือนไม้ไผ่ เรือนไม้ไผ่ยกสูงต้องเดินขึ้นบันไดไม้ไผ่ห้าขั้นระเบียงหน้าเรือนมีโต๊ะรับแขกและเก้าอี้ไม้ไผ่ 4 ตัว เมื่อเข้าไปด้านในก็จะพบกับห้องโถงใหญ่ก่อน ทางซ้ายมีประตูเมื่อผลักเข้าไปก็จะพบกับห้องที่มีหม้อหลอมโอสถตั้งอยู่ บนชั้นเต็มไปด้วยขวดมากมาย หากผลักประตูชั้นในของห้องนั้นก็จะพบกับห้องนอนและห้องอาบน้ำ ภายในห้องนอนมีตั่งเตียงวางอยู่ตรงกลาง มุ้งสีขาวห้อยระโยงคลุมจากหลังคา โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า รวมทั้งกระจกบานใหญ่ ทั้งๆที่ไม่มีใครอยู่แต่กลับไม่มีฝุ่นแม้สักเล็กน้อย แสดงว่าจะต้องถูกทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอแน่นอนนางรีเก็บของและเดินทางไปพบกับเทพโอสถ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #2 MeSeleene (@MeSeleene) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 05:49
    อ่านรวดเดียวถึงบทนี้ ขอบคุณไรท์กับงานเขียนนี้ สนุกน่าติดตาม แต่ระวังตัวสะกดนิดนึง ที่เหลือคือติดตามกันยาวๆไป
    #2
    1
    • #2-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 4)
      29 พฤษภาคม 2563 / 14:11
      ไรท์จะพยายามระวังเรื่องการสะกดนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่า
      #2-1
  2. #1 Thean123 (@Thean123) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 / 00:04
    ติดตามๆ สนุกค่ะ จะรอนะคะ
    #1
    1
    • #1-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 4)
      28 พฤษภาคม 2563 / 00:10
      ขอบคุณมากนะคะ ตอนที่ 5 จะมาวันนี้ตี 5 ค่ะ ไว้รออ่านได้เลยน๊าาา
      #1-1