นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 11 : สู่หุบเขาพันวิญญาณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 635
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    6 มิ.ย. 63

หลังจากได้ยินคำตอบของเมิ่งชูเจี๋ย บิดาของตระกูลเมิ่งก็ดูราวกับจะไม่สามารถกล่าวอะไรได้ เขาเพียงแค่มองลูกชายคนรองอย่างชั่งใจ

“หากเจ้าตัดสินใจเช่นนั้น...พ่อก็ไม่ขัดข้อง” ในที่เมิ่งอวิ๋นก็พูดออกมา ประโยคอนุญาตนี้คือสิ่งที่เมิ่งชูเจี๋ยอยากได้ยินในที่สุดเขาก็ได้มาถึงจุดเริ่มต้นของการฝึกปราณแล้ว

หลังจากค่ำคืนนั้น เมิ่งหลิงจิ้งก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกนางคิดถึงเรื่องหอสังหารกับเมิ่งชูเจี๋ยแล้วก็มองว่า นอกจากจะเป็นเรื่องของโชคชะตาแล้ว หอสังหารเองก็เป็นสถานที่ที่ประมาทไม่ได้ หากว่าพี่ชายของนางกลายเป็นศิษย์คนสำคัญของที่นั่น แม้กระทั่ง 7 ตระกูลใหญ่ก็ไม่อาจแตะต้องได้โดยง่ายนั่นเพราะคติของหอสังหารคือ พี่น้องกันวันหนึ่ง ร่วมเป็นตายตลอดไปหากได้ลงมือกับใครในสำนักสักคนลูกศิษย์ที่เหลือรวมทั้งศิษย์พี่ อาจารย์ก็จะกลายเป็นศัตรูของคนผู้นั้นเสมอ

“บางทีนี่อาจจะเป็นทางที่ดีที่สุด” เมิ่งหลิงจิ้งถอนหายใจและหลับตาลง ด่ำดิ่งสู่ความฝันอันยาวไกล....

ในตอนเช้าก็ถึงเวลาที่เมิ่งหลิงจิ้งจะกลับไปที่สหพันธ์เฟิง ก่อนกลับนางล่ำลาบิดามารดา พี่ชายคนรอง

“จิ้งเอ๋อ เจ้าต้องรักษาตัวดีดีนะ รู้ไหม?” ฮูหยินตระกูลเมิ่งย้ำเป็นรอบที่ 3

“จิ้งเอ๋อทราบเจ้าค่ะ” มารดาของนางเป็นคนขี้กังวล นางมักจะห่วงใยในทุกๆเรื่องของบุตรทั้งสาม

หลังจากที่บิดามารดาถอยออกไป เมิ่งชูเจี๋ยก็ก้าวมาข้างหน้า ร่างสูงดึงนางเข้าไปกอดไว้ก่อนที่จะกระซิบแผ่วเบา

“พี่รองจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”

“ข้าไม่เคยผิดหวังในตัวท่าน” เมิ่งหลิงจิ้ยกมือขึ้นโอบกอดเขาไว้แน่นๆ ก่อนที่จะหมุนกายขึ้นรถม้า ถึงเวลาต้องกลับสหพันธ์แล้ว

.....................................................................................................................................................................

เมิ่งหลิงจิ้งได้จากไปจวนตระกูลเมิ่งก็ดูจะเงียบลงในฉับพลัน บุตรชายคนรองของบ้านเมื่อส่งน้องสาวเสร็จเขาก็เดินกลับไปที่ห้องหนังสืออ ภายในห้องหนังสือนอกจากจะมีหนังสือ ตำรามากมาย ก็ยังมีชุดโต๊ะน้ำชาวางไว้มุมหนึ่งของห้องเพื่อพักผ่อน

เมิ่งชูเจี๋ยเดินไปหยิบตำราเล่มหนึ่ง เมื่อเขาเปิดออกก็พบกับป้ายไม้เล็กๆที่สลักเป็นรูปศีรษะเหยี่ยว หากพลิกป้ายด้านหลังก็จะพบกับชื่อชื่อหนึ่ง “ฝูซวง”

ฝูซวง คือชื่อของเจ้าของป้ายไม้สลักนี้ เป็นบุคคลที่เมิ่งชูเจี๋ยได้บังเอิญ ช่วยเหลือไว้เมื่อนานมาแล้ว เขาหยิบป้ายเก็บไว้ในอกเสื้อก่อนที่จะออกเดินทางจากจวนของตระกูลไปนอกเมือง

ตลอดการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น เมิ่งชูเจี๋ยให้คนขับรถม้าไปส่งเขาที่นอกประตูตะวันตก ร่างสูงลงจากรถม้าหายเข้าไปยังป่าข้างทางเมิ่งชูเจี๋ยเดินไปเรื่อยๆตามทิศทางที่เคยถูกบอกมา รอบกายเริ่มมีต้นไม้ขึ้นหนาปกคลุม เสียงฝีเท้าของเขาก็ยังมั่นคงเช่นเดิม เขาเดินอย่างไม่ช้าแต่ก็ไม่เร่งร้อน เมิ่งชูเจี๋ยเงยหน้ามองพระอาทิตย์เป็นระยะๆ หลังจากที่เดินมาได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม เขาก็พบกับโรงเตี๊ยมกลางป่าใหญ่ สถานที่ที่ซึ่งเร้นกายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซุกซ่อนตนเองจากสายตาผู้คนได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเมิ่งชูเจี๋ย ร่างสูงไม่รอช้าที่จะเดินเข้าประตูใหญ่ไปทันที

เมิ่งชูเจี๋ยขยับเท้าเข้าไปด้านในก็พบกับโต๊ะและเก้าอี้ที่ว่างเปล่า มีเพียงเด็กรับใช้ที่อยู่ต้อนรับ

“ยินดีต้อนรับสู่โรงเตี๋ยมเฟิงฟู่” เด็กรับใช้ต้อนรับอย่างดี เขาพาเมิ่งชูเจี๋ยมานั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง

“คุณชายต้องการสั่งอะไร?”

“ได้ยินว่าสุราดอกกุ้ยของที่นี่หอมหวานยิ่งนักไม่ทราบว่าเจ้าจะยกมาให้ข้าสักไหได้หรือไม่?” เมิ่งชูเจี๋ยกล่าวพลางยิ้มละไม ได้ยินดังนั้นเสี่ยวเอ้อผู้ดูแลโรงเตี๊ยมก็รีบพูดต่อว่า

“แม้ว่าสุราดอกกุ้ยจะมีชื่อเสียงแต่ว่าเราก็ยังมีสุราดอกท้อเช่นกัน หอมหวานไม่แพ้สุราดอกกุ้ย ไม่ทราบว่าคุณชายสนใจหรือไม่?”

“ข้าต้องการเพียงสุราดอกกุ้ยเท่านั้น” เมิ่งชูเจี๋ยตอบ

“สุราดอกกุ้ยหนึ่งไหราคา 400 เหรียญทอง รบกวนคุณชายชำระเงินตอนนี้เลยขอรับ”

“ข้าไม่ได้นำเงินมา” เมิ่งชูเจี๋ยส่ายหน้าน้อยๆ “ข้ามีเพียงป้ายไม้นี้เป็นของแลกเปลี่ยน”

ร่างสูงยื่นป้ายไม้ให้เสี่ยวเอ้อรับไปยามที่ได้เห็นป้ายไม้ เสี่ยวเอ้อก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยแต่เขาก็เปลี่ยนมันเป็นรอยยิ้มสุภาพเช่นเดิม

“รอสักครู่ขอรับ” ว่าจบเสี่ยวเอ้อก็หายเข้าไปข้างในครัว เมิ่งชูเจี๋ยมองสำรวจรอบตัวเอง เขาพบว่านอกจากเขาก็ไม่มีใครอื่นอีก รอเพียงไม่นานก็มีชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยเดินมาหา

“คุณชายท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรให้โรงเตี๊ยมเฟิงฟู่ของเรารับใช้ ข้าคือ หวังเว่ยหมิน เจ้าของที่นี่” หวังเว่ยหมินมีใบหน้าที่น่ามอง รูปลักษณ์ดูคล้ายบัณฑิตแต่ทั่วทั้งร่างกลับมีไอสังหารจางๆปกคลุม

“ข้าน้อยเพียงต้องการแผนที่สู่แดนประจิมไม่ทราบว่าท่านจะช่วยได้หรือไม่?” เมิ่งชูเจี๋ยแจ้งความประสงค์ แผนที่สู่แดนประจิมก็คือ เส้นทางสู่หุบเขาพันวิญญาณ สถานที่ตั้งของหอสังหาร

เมื่อหวังเว่ยหมินได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ้มละไม

“ขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดคุณชายถึงต้องการที่จะไปที่แห่งนั้น?”

“ข้ามีสิ่งที่ต้องการอยู่หนึ่งอย่าง เป็นความปรารถนาที่มีมานาน...มีเพียงสถานที่นั้นเท่านั้นที่จะทำให้ความปรถนานเป็นจริง”

“แม้ว่าจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งน่ะหรือ?” หวังเว่ยหมินถาม

“ใช่แล้ว” เมิ่งชูเจี๋ยตอบอย่างไม่ลังเลหอสังหารเท่านั้นที่เขาต้องไป

“ข้าเข้าใจแล้ว” หวังเว่ยหมินล้วงแผนที่ออกมาจากอกเสื้อ แผนที่นั้นเป็นแผ่นหนังหนึ่งม้วน

“ขอบคุณท่านมาก” เมิ่งชูเจี๋ยลุกขึ้นประสานมือคารวะ “ผู้น้อยขอลา”

“ประเดี๋ยวก่อน...ถ้าหากว่าต้องการจะไปที่นั่นจงจำไว้ว่าให้ไปถึงภายในคืนจันทร์เต็มดวง มิฉะนั้นคุณชายจะหาทางเข้าไม่เจอ”

“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส” เมิ่งชูเจี๋ยแย้มยิ้มก่อนจะจากไป

หลังจากที่ชายหนุ่มจากไป ภายในโรงเตี๋ยมที่ว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยชายหญิงชุดดำที่เดินออกมาจากมุมต่างๆ บ้างนั่ง บ้างยืน รายล้อมหวังเว่ยหมิน

“ท่านหัวหน้าสาขาหวัง...เจ้าหนุ่มคนนั้นคือ?” ชายชุดดำคนหนึ่งถามอย่างสนใจ

หวังเว่ยหมินได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบอะไร

“ท่านจะไม่บอกพวกเราจริงๆหรือ เหตุใดเขาถึงมีป้ายประจำตัวของท่านเจ้าสำนักฝู?”

“พวกเจ้าชอบยุ่งเรื่องคนอื่นจริงๆ” หวังเว่ยหมินส่ายหน้าน้อยๆ “ถ้าอยากรู้ก็ติดตามเขาไปสิ ข้าเองก็สนใจเช่นกัน”

เมื่อได้ยินคำอนุญาตเช่นนี้ หลายคนก็รีบเร้นกายออกไปจากโรงเตี๋ยมแทบจะทันใด ป้ายของเจ้าสำนักฝูซวงเลยนะ!! คนที่มีมันต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่

แท้จริงแล้วโรงเตี๊ยมเฟิงฟู่คือสถานที่แลกเปลี่ยนข่าวสาย ขายอาวุธลับ ยาพิษ เป็นหนึ่งในกิจการของหอสังหาร แน่นอนว่าเป็นด่านแรกของการคัดคนเข้าสมัครเป็นลูกศิษย์หอสังหารเช่นกัน หวังเว่ยหมินก็เป็นอีกคนที่ต้องคัดสรรผู้มีความสามารถรุ่นเยาว์ ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากการที่คนในสำนักแนะนำเช่น ถ้ามีศิษย์ระดับสูงหรือผู้อาวุโสท่านใดไปพบผู้มีพรสวรรค์ก็มักจะชี้แนะหรืออาจจะถึงขั้นพามาฝากฝังให้รับใบสมัครด้วยตนเองที่สาขาต่างๆของหอสังหาร แผนที่สู่แดนประจิมก็คือใบสมัครส่วนการทดสอบก็คือการไปให้ถึงหอสังหารในคือวันเพ็ญ

ทางด้านเมิ่งชูเจี๋ย เมื่อเขาได้กลับมาถึงจวนเมิ่ง ร่างสูงก็คำณวนเวลาการเกิดจันทร์เต็มดวงครั้งถัดไปนับได้อีก 6 ราตรีจากนี้ เขาต้องรีบเก็บของออกเดินทาง

การที่จะไปให้ถึงหุบเขาพันวิญญาณนั้นต้องเดินทางออกจากเมืองเฟิงไปที่เมืองหยุน เพราะที่นั่นคือฐานที่มั่นของหอสังหาร หุบเขาพันวิญญาณเป็นที่รู้จักกันของป่าที่รายล้อมรอบเมืองหยุน มีเพียงทางเข้าเดียวที่ปลอดภัยคือประตูทางทิศใต้เมืองหยุนห่างจากเมืองเฟิงหากควบม้าไม่พักก็ประมาณ 4 ราตรีเป็นอย่างเร็ว แต่ถ้าเดินทางอย่างไม่เร่งร้อนก็ประมาณ 7 ราตรีเมิ่งชูเจี๋ยต้องไปให้ถึงเมืองหยุนหลังจากนั้นต้องออกจากเมืองโดยใช้ประตูทางทิศตะวันตก เดินตามแผนที่ไปให้ถึงใจกลางหุบเขาพันวิญญาณ

เมิ่งชูเจี๋ยเก็บของเตรียมตัวอย่างว่องไวหลังจากที่เขาเก็บทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็ไปล่ำลาบิดามารดา แน่นอนว่าทั้งสองท่านล้วนตกใจที่เขาต้องจากไปอย่างกะทันหัน แต่เนื่องจากบิดามารดาเห็นเขาแข็งแรงขึ้นมากจึงวางใจ เหลังจากกำชับหลายคำพวกท่านก็ปล่อยให้ลูกชายคนรองออกจากจวนไปพร้อมม้าเร็ว

นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งชูเจี๋ยได้ควบม้า เพราะร่างกายเขาไม่ได้แข็งแรงแม้กระทั่งการออกกำลังกายก็ไม่อาจทำได้สายลมที่ปะทะใบหน้าทำให้ชายหนุ่มสดชื่อเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเวลาที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่ง

“ย้า!!” เมิ่งชูเจี๋ยควบม้าออกจากเมือง ยิ่งทิ้งเมืองเฟิงไว้เบื้องหลังมากเท่าไรชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกราวกับเป็นตัวเองมากขึ้น ต้องขอบคุณน้องสาวของเขาเมิ่งหลิงจิ้ง นางรับปากว่าจะรักษาอาการเจ็บป่วย นางก็ทำได้ในเมื่อนางมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูตระกูลเมิ่ง เขาในฐานะพี่ชายของนางก็ยิ่งต้องพยายาม เขาจะไม่ยอมให้ใครรังแกนางหรือครอบครัวเขาได้อีก เมิ่งชูเจี๋ยรู้ดีแก่ใจว่าน้องสาวเขาระเบิดพลังสังหารศัตรู 3 คนเพื่ออะไร นอกจากจะปกป้องเขาแล้ว นางก็ยังทำเพื่อประกาศศักดาของตระกูลเมิ่งให้ทุกคนรับรู้ว่าบัดนี้ ตระกูลเมิ่งไม่ได้มีเพียงเมิ่งหมิงหางที่เป็นศิษย์สำนักใหญ่ ยังมีนางอีกคนที่เป็นคนของสหพันธ์เฟิง อีกทั้งยังเป็นศิษย์สายตรงเพียงคนเดียวของเทพโอสถฐานะเช่นนางคนมีสมองไม่กล้าล่วงเกินเป็นแน่ ตัวเขาเองได้ยินมานานว่าเทพโอสถรักสันโดษไม่สุงสิงกับใคร แต่ตอนนี้มีเพียงน้องสาวเขาที่อยู่ใกล้ชิดเป็นเพียงผู้สืบทอดหนึ่งเดียว หากว่ามีผู้ใดลงมือกับนาง เทพโอสถจะต้องไม่ปล่อยไว้เป็นแน่ นอกจากจะเป็นเทพโอสถแล้ว เฉินเว่ย ยังได้สมญานามว่า มารหมื่นพิษ เช่นกัน นั่นเป็นชื่อที่นานมาแล้วเมื่อ 100 ปีก่อน แม้ว่าเฉินเว่ย จะเป็นศิษย์สืบทอดของสหพันธ์เฟิง แต่ไม่ทราบประการใดเขาถึงเริ่มศึกษาพิษต่างๆ เขาสร้างสรรค์ยาพิษร้ายกาจนับพันนับหมื่นประเภทจนกระทั่งเขาได้กลับมาที่สหพันธ์เฟิงอีกครั้ง ขึ้นเป็นเทพโอสถและหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ยินชื่อ มารหมื่นพิษอีกเลย

เมิ่งชูเจี๋ยรอนแรมมาแทบไม่หยุดพัก ทุกคืนเขาจะเพียงกินอาหารดื่มน้ำ กินโอสถรักษารากปราณและเดินลมปราณตลอดนั่นทำให้เขาไม่เหนื่อย ไม่ล้าแม้จะไม่ได้หลับตาเลยสักชั่วยาม เมิ่งชูเจี๋ยก็ยังมีสติครบถ้วน ในที่สุดเขาก็มาถึงสถานที่ที่เขาต้องการ

“เมืองหยุน” เมิ่งชูเจี๋ยทอดสายตามองเมืองใหญ่เบื้องหน้า ผู้คนมากมายสัญจรไปมา การค้าขายเจริญก้าวหน้า เมืองคังเป็นเมืองท่าติดทะเล มักจะมีการค้ากับผู้คนที่มาจากต่างแผ่นดิน แม้กระทั่งอีกทวีป เมืองเฟิงคือศูนย์กลางของทวีป เป็นเมืองหลวงที่มีอาณาจักรซีหลางตั้งเป็นฐานที่มั่นส่วนเมืองหยุนจะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องสมุนไพรหลายชนิด อีกทั้งยังเป็นเมืองหลักของเหล่าผู้ที่โลดแล่นอยู่ในโลกของผู้ผนึกปราณ เรียกได้ว่าที่นี่ ไม่มีใครที่ใช้ปราณไม่ได้

เมิ่งชูเจี๋ยลงเดิน เปลี่ยนเป็นจูงม้าเข้าไปในเมืองแทน ร่างสูงสง่าในชุดสีน้ำเงินเรียบง่าย สายตามองรอบตัวอย่างสนใจ แม้จะอยู่ในชุดเรียบง่ายเช่นไร ก็ไม่อาจปิดบังความงามสง่าของตนเองไว้ได้ ร่างสูงจูงม้าขอเข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

เสี่ยวเอ้อพาเมิ่งชูเจี๋ยขึ้นไปที่ห้องชั้นสอง ห้องของเขาเป็นห้องมุมที่เงียบสงบ ซึ่งชายหนุ่มก็ชอบมาก หลังจากที่จ่ายค่าที่พักเป็นจำนวนหนึ่ง เขาก็อาบน้ำชำระร่างกายและเริ่มเดินลมปราณ

จากที่ตะวันตรงศีรษะก็เลื่อนคล้อยตกดิน เข้าสู่ยามราตรีอากาศเย็นสบาย เมิ่งชูเจี๋ยเปลี่ยนเป็นชุดสีดำรัดรูป ทะมัดทะแมง เขาเก็บของทุกอย่างเดินออกจากห้องไป คล้อยหลังเขาก็มีชายหญิงชุดดำ 4 คนผลุบออกจากเงามืด

“เขาจะเดินทางกลางคืนอย่างนั้นหรือ?” หนึ่งในนั้นส่งเสียงถามอย่างงุนงง

“หรือเขาจะรู้เนื้อหาการทดสอบ?” อีกเสียงใสถามอย่างตื่นเต้น

“ไม่น่ารู้นะ รีบตามไปเถอะ” ว่าจบทั้ 4 คนก็เร้นกายตามไปอย่างเงียบเชียบ

เมิ่งชูเจี๋ยทิ้งม้าไว้ที่โรงเก็บสัตว์ส่วนตัวเขาก็ออกวิ่ง ฝีเท้าของชายหนุ่มแผ่วเบาราวกับแมวไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกจากปลายรองเท้าแม้แต่น้อย ร่างสูงใช้ลมปราณหนุนไว้ที่ฝ่าเท้า ออกแรงส่งแม้จะไม่เคยร่ำเรียนการฝึกปราณใดๆ แต่เมิ่งชูเจี๋ยก็นับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งชายหนุ่มแตกฉานกับการใช้ปราณของตนเองราวกับมักคุ้นมันมานานตั้งแต่เกิด

“นั่นมันก้าวร่างเหยียบเมฆา” หนึ่งในกลุ่มชุดดำอุทาน

“เขามีฝีมือมากกว่าที่คิด” อีกคนเอ่ย

“จะเสียงหน้ารุ่นพี่ไม่ได้หรอกนะ เขาไปแล้วรีบตาม”

เมิ่งชูเจี๋ยออกวิ่งปะทะสายลมมาได้สักพัก ยิ่งเขาเร่งฝีเท้าก็ยิ่งเร็วราวกับมีปีกที่มองไม่เห็นงอกออกจากหลัง มุมปากหยักโค้งอย่างช่วยไม่ได้ แผนที่ถูกจดจำไว้ในหัวอย่างแม่นยำ การจะไปยังหอสังหารนั้นเส้นทางกลางวันกับกลางคืนจะแตกต่างกันเนื่องจากสภาวะอากาศและแสง ที่หุบเขาพันวิญญาณถูกเรียกเช่นนั้นก็เป็นเพราะการบุกรุกของอาณาจักรอวิ๋นซิน แห่งทวีปหลงเฟย พวกเขาหมายจะยึดอาณาจักรซีหลาง พวกเขาสู้รบกันมาตั้งแต่เมืองคัง เมืองเฟิงที่แตกพ่าย ราชสำนักลี้ภัยรอนแรมมาถึงเมืองหยุน แน่นอนว่าเจ้าเมืองหยุนในตอนนั้นเป็นศิษย์น้องของเจ้าสำนักหอสังหารรุ่นที่ 6 ว่ากันว่ารุ่นที่ 6 ขึ้นชื่อลือชาเรื่องรักพวกพ้องยิ่งนัก พอรู้ว่าศิษย์น้องเปิดประตูรับนักโทษการเมืองเขาก็โมโหปึงปังอยากจะบีบให้ไล่ฮ่องเต้กับทหารออกไป แต่เนื่องจากถูกศิษย์น้องตัวเองเกลี้ยกล่อม เจ้าสำนักรุ่นที่ 6 จึงระดมกำลังของหอสังหาร ดำเนินการลอบสังหารอย่างเงียบเชียบ ทั้งวางยาพิษตัดกำลัง ทำลายเสบียง กลศึกแบบที่ไร้ปราณีถูกงัดออกมาใช้ทั้งหมด ทุกอย่างดำเนินแผนการภายใต้มันสมองเช่นเจ้าสำนัก อาณาจักรอวิ๋นซิน ไม่สามารถต่อต้านได้เนื่องจากการสู้รบที่ทำให้ทหารอ่อนกำลัง เมื่อมาพบการรบแบบกองโจรของหอสังหาร ขวัญกำลังหายไปมากกว่าครึ่ง สุดท้ายได้แต่ทิ้งชีวิตทหารนับพันนับหมื่นไว้ในอาณาเขตของหอสังหาร ฮ่องเต้ในตอนนั้นจึงได้ทำข้อตกลงกับเจ้าสำนักหอสังหาร ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พระองค์จะไม่ยุ่งเกี่ยวกวาดล้างอะไรกับหอสังหาร และยกเมืองหยุนให้หอสังหารจัดการเอง แม้ว่าจะมีการส่งขุนนางมาประจำก็ทำเป็นพิธี ทั้งราชสำนักและหอสังหารอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขมาหลายร้อยปี ที่ไม่มีใครสามารถแตะต้องที่แห่งนี้ได้ก็เป็นเพราะเหตุผลนี้เช่นกัน ยามใดที่หอสังหารมีภัยแม้กระทั่งฮ่องเต้ก็อาจจะยกทัพมาช่วยเหลือด้วยซ้ำ ศึกเมืองหยุนครั้งนั้นถูกเรียกว่า สังหารล้างกองทัพ นี่คือสิ่งที่ทำให้หอสังหารกลายเป็น 1 ใน 6 สำนักใหญ่ทันที แม้กระทั่งสำนักพรรคเจิดจรัสก็ยังลอบส่งของขวัญมายืนดีที่ชนะศึกได้ หลายสำนักใหญ่ของโลกนี้ล้วนขัดแย้งกับอาณาจักรอวิ๋นซินอย่างลับๆ ยิ่งหลังจากที่รัชทายาทถูกลอบปลงพระชนม์ 3 ตระกูลยิ่งใหญ่ถูกใส่ร้ายและขับไล่ ความสกปรกโสมมของอาณาจักรอวิ๋นซินก็ยิ่งขจรขจายราวกับโรคระบาด ด้วยอำนาจเงินตราและความแข็งแกร่ง หลายร้อยปีมานี้หลายสำนักซ่องสุมกำลังอย่างลับๆ เพื่อเตรียมการสำหรับภายภาคหน้า หากว่ายามใดที่อาณาจักรอวิ๋นซินหันปลายดาบมา พวกเขาจะได้ไม่พลาดพลั้ง!!

เมิ่งชูเจี๋ยหยุดเท้าที่ชายป่าเขาสูดลมหายใจก่อนที่จะหมุนกายขึ้นไปบนกิ่งไม้แผ่วเบา การเข้าป่าตอนกลางคืนเป็นเรื่องอันตราย บนพื้นจะเต็มไปด้วยสัตว์ดำร้ายที่ออกหากินอีกทั้งความมืดมิดที่โรยตัวก็เป็นอุปสรรคแต่ว่าสาเหตุที่ชายหนุ่มเลือกจะมากลางคืนเป็นเพราะ คำพูดของผู้อาวุโสหวังเว่ยหมินเขาต้องมาให้ทันคืนเพ็ญ นั่นก็หมายความว่าทางเข้าสู่สำนักจะปรากฏยามค่ำคืนเท่านั้น ค่ายกลที่ถูกกางอยู่ในป่าก็เป็นอีกอย่างที่ทำให้การทดสอบยากยิ่งขึ้น

ชายหนุ่มสูดลมหายใจและหลับตานี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่น้องสาวเขาถ่ายทอดให้ สัมผัสภายใน!!!

ก่อนจะจากไปเมิ่งหลิงจิ้งได้ทะลวงปราณให้พี่ชาย นางมอบเคล็ดลับสัมผัสภายในให้ สัมผัสนี้จะทำให้ชายหนุ่มเห็นกลางคืนเป็นกลางวัน ไม่ว่าจะมีแสงหรือไม่สัมผัสที่แผ่ออกไปจะบ่งบอกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้าย กับดัก ค่ายกล หรือแม้กระทั่งผู้มาเยี่ยมยามวิกาลเช่นกลุ่มคนที่ติดตามเขามาตั้งแต่เมืองเฟิงเมิ่งชูเจี๋ยแจ้งแก่ใจทุกอย่างแต่เมื่ออีกฝ้ายไม่ได้ลงมืออะไร เขาก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นราวกับว่าคนกลุ่มนั้นเพียงแค่อยากจับตามองเท่านั้น อีกทั้งยังรักษาระยะห่าง 100 ก้าวตลอดเวลา

เมิ่งชูเจี๋ยใช้ลมปราณหนุนฝ่าเท้ากระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่งอย่างว่องไวไม่มีผิดพลาดเขาหลบกับดักและค่ายกลต่างๆอย่างง่ายดายสำหรับเมิ่งชูเจี๋ยคือการทดสอบที่ราบรื่นหากไม่ใช่เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอีกหลายชีวิตที่เร้นกายอยู่ในป่า คนพวกนั้นกลิ่นไอไม่เหมือนกับกลุ่มคนที่ติดตามเขาสัมผัสภายในที่รับรู้ก็คือความแข็งแกร่งของลมปราณ

ร่างสูงจึงเลือกที่จะใช้ทางเลี่ยงแต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวแม้จะเป็นอัจฉริยะเรียนรู้เร็วแค่ไหนชายหนุ่มก็อ่อนด้อยประสบการณ์ยิ่งนัก กลุ่มคนปริศนาพุ่งตรงเข้าหาเมิ่งชูเจี๋ย ในขณะที่อีกกลุ่มก็พุ่งเขาหากลุ่มคนทั้ง 4 ที่

ตู้ม!!! เสียงระเบิดดังสนั่นป่าหลังจากการปะทะของคนทั้งสิบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #17 nammon101 (@nammon101) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 06:39
    รอออออออออ
    #17
    1
    • #17-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 11)
      7 มิถุนายน 2563 / 20:52
      มาแล้วววว
      #17-1
  2. #14 tttatang (@arunee2545) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 18:52

    อยากเห็นฉากบู๊พี่รองงงง
    #14
    1
    • #14-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 11)
      6 มิถุนายน 2563 / 19:19
      อดใจรออออ
      #14-1