นางพญาสั่งแค้น

ตอนที่ 10 : สำนักศึกษากลาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 836
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 100 ครั้ง
    2 มิ.ย. 63

ตู้ม ปั้ง!!  ลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งปะทะเข้ากับเกาะลมที่มองไม่เห็น รอบกายของเมิ่งหลิงจิ้งนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสายลม  พลังธาตุเช่นนี้เป็นของเมิ่งชูเจี๋ย!!

ใบหน้าของชายหนุ่มมีเหงื่อผุดซึมจากการฝืนใช้พลังลม หากนึกภาพไม่ออกก็เหมือนกับการกลั้นหายใจนานๆจนอึดอัด หากว่ายามใดที่พลังธาตุลมหายไป ลูกไฟสองลูกนั้นจะปะทะเข้ากับสองพี่น้องทันที 

“พี่รองท่านอย่าฝืน!” เมิ่งหลิงจิ้งกระซิบเสียงเครียด แม้จะได้ยินเช่นที่น้องสาวเตือนแต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมถอยแม้เพียงก้าวทั่วทั้งร่างกำลังปริออก เขาถึงกับได้ยินเสียงกรีดร้องจากปราณที่เสียหาย

เมื่อเมิ่งชูเจี๋ยไม่ถอย น้องสาวของเขาก็ตัดสินใจกระทำบางอย่าง นางก้าวข้ามเขตอาคมสายลมออกไปในทันใด

“ระวัง”ด้วยอารามตกใจที่เห็นร่างบางก้าวเข้าสู่เขตอาคม เมิ่งชูเจี๋ยจึงปลดอาคมออกชั่วขณะเนื่องจากเกรงว่าน้องสาวจะเป็นอันตรายจากพลังตนเอง  แต่เมื่อไร้การป้องกันลูกไฟทั้งสองก็พุ่งปะทะกับร่างของเมิ่งหลิงจิ้งอย่างในบัดดล

ตู้ม!!! เสียงกัมปนาทดังสนั่นเปลวเพลิงได้กลืนร่างน้อยหายเข้าไปเหลือ ภาพนั้นกระจ่างชัดในสายตาของเมิ่งชูเจี๋ย

น้องสาวของเขายอมสละชีวิตเพื่อเขา!! นางรู้ว่าเขากำลังเจ็บปวดมากจากการเค้นพลัง นางถึงเลือกที่จะก้าวออกไปเป็นโล่มนุษย์ให้ แม้ว่าเมิ่งหลิงจิ้งจะมีความสามารถเข้าไปศึกษาหนทางของผู้ผนึกปราณที่สหพันธ์เฟิง แต่นั่นก็เพิ่งผ่านมาแค่ครึ่งปี นางจะรับมือกับลูกไฟเช่นนี้ได้หรือ?

ภาพการเสียสละของเมิ่งหลิงจิ้งทำให้บรรยากาศเริ่มด่ำดิ่งสู่ความหวาดกลัว  แม้กระทั่งหลงหรู่เสียงก็พลันตื่นตะลึง เหตุเพราะโทสะจึงทำให้เขาเผลอใช้พลังทั้งหมดโจมตีพี่น้องทั้งสองคน หากว่าเกิดการสูญเสียชีวิตขึ้นแม้แต่ตระกูลหลงก็อาจจะไม่สามารถปกป้องเขาไว้ให้ อาจารย์ทั้งหลายในสถานศึกษากลางก็รีบวิ่งออกมาตามเสียงนั้น  ภาพกองเพลินขนาดใหญ่ที่ลุกโชติกอปรกับสีหน้าหลายอารมณ์ของคนทำให้สถานการณ์ตรึงเครียดขึ้นไปอย่างยิ่งยวด  ไม่กี่อึดนั้นก็มีเสียงหวานใสดังขึ้นจากในกองเพลิง

“ไฟแผ่วเช่นนี้ไม่ค่าแม้จะให้หลบด้วยซ้ำ” เสียงนี้เป็นเสียงของน้องสาวเขา เมิ่งชูเจี๋ยโห่ร้องในใจ แววตาคู๋งามฉายชัดถึงความหวัง ใช่แล้วน้องสาวเขาไมได้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว ตอนนี้นางเติบโตขึ้นมาก

“นั่นเสียงนาง??” 

“บ้าน่า นางไม่ได้ตายได้อย่างไร? ปิศาจชัดๆ” 

เสียงความคิดเห็นของนักเรียนในสถานศึกษาดังขึ้นรอบๆ  ทุกคนต่างแสดงความเห็นอย่างไม่ยอมกันจนกระทั่งได้เสียงก็ดังขึ้นมาอีก

“อ่อนหัด” สิ้นคำของเมิ่งหลิงจิ้ง ก็ราวกับเกิดพายุรอบกายนางดูดเอาไฟที่ลุกท่วมสู่จุดศูนย์กลาง ยามที่ไฟทั้งหมดหายเข้าไปในร่างของเมิ่งชูเจี๋ย นางยืนอยู่โดยไม่มีแม้สักรอยไหม้ มิใช่เพียงร่างกายแต่กระทั่งเสื้อผ้าก็ไม่เห็นร่องรอยใดๆ!!! 

“ปิศาจ...” หลงหรู่เสียงครางอย่างหวาดหวั่น แววตาของเขาพรั่นพรึงกับการถูกคุกคามครั้งแรกในชีวิต  เมิ่งชูเจี๋ยจ้องหน้าบุคคลทั้งสามและเอ่ยอย่างเหี้ยมเกรียม

“คุกเข่า!!!”

ตึง!!!!  ร่างของชายหนุ่มทั้งสามถูกกดลงกับพื้นราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบบังคับ  ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนเช่นไรก็ไม่ประสบผล 

เมิ่งหลิงจิ้งเหยียดมองชายทั้งสามด้วยแววตาอำมหิต ภาพที่พี่รองพยายามจะปกป้องนางช่างดูคล้ายคลึงกับหลายช่วงเวลาในชาติที่แล้ว รวมถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่เขาพยายามจะใช้พลังธาตุของตนเองเพื่อนาง นั่นทำให้ดวงประทีปของเขาดับลง พิษที่เข้าสู่ร่างกายมายี่สิบปีทำให้ชายหนุ่มไม่อาจเป็นผู้ผนึกปราณหรือแม้กระทั่งนักสู้พลังธาตุ ถึงตลอดมาจะสามารถรักษาชีวิตได้แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาไม่เคยใช้พลังธาตุเลยสักครั้ง  ยิ่งใช้พลังก็ยิ่งกระตุ้นการทำงานของพิษ!!

“สิ่งที่เจ้าทำเขาไม่ได้เรียกกันว่าลูกไฟ.....” ร่างบางพูดเสียงแผ่ว 

“ลูกไฟมันต้องแบบนี้” ว่าจบเหนือศีรษะของเมิ่งหลิงจิ้งก็มีดวงไฟสีน้ำเงินดวงใหญ่ลอยอยู่ มันมีขนาดใหญ่ราวกับดวงอาทิตย์ไอร้อนระอุแผ่ไป 360 องศา ส่งผลให้บางคนที่ทนไม่ได้ต้องหมดสติ ส่วนพวกที่ยังครองสติได้ก็รีบวิ่งหนีออกไป เพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับผลกับความร้อนนี้คือเมิ่งชูเจี๋ย  เขารู้สึกว่าทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมไปด้วยไอบางๆที่มองไม่เห็น ต่างจากคนอื่นเขารู้สึกว่าดวงไฟของเมิ่งหลิงจิ้งอ่อนโยนราวกับจันทราเสียมากกว่า

“แม่นางน้อย...จะ..เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้ ข้าเป็นถึงบุตรชายคนที่สามของตระกูลหลง ถ้าเจ้าลงมือกับข้า บิดาข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” 

หลงหรู่เหสียงพยายามเค้นเสียงขู่

“เช่นนั้นหรือ?แต่หากว่าเจ้ากลับไปเล่ามิได้ใครจะรู้กัน?” เมิ่งหลิงจิ้งกล่าว พลันลูกไฟดวงนั้นก็ขยายขึ้นอีกความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้ต้นไม้ใบหญ้าแห้งกรอบกลายเป็นผุยผง

“ได้โปรด...ไว้ชีวิตข้า” หลงหรู่เสียงขอร้องเสียงสั่น “ไว้ชีวิตข้า แล้วข้าจะให้เจ้าทุกอย่าง”

“ทุกอย่าง?” 

“ใช่ ทุกอย่าง” เสียงเน้นย้ำของหลงหรู่เสียงทำให้เมิ่งหลิงจิ้งพอใจเล็กน้อย

“ข้าต้องการชีวิตของเจ้า” ว่าจบลูกไฟขนาดใหญ่ก็พุ่งปะทะกับร่างทั้งสามทันที เปลวไฟสีน้ำเงินโลมเลียร่างกายจนไม่เหลือแม้เพียงเศษเถ้า   นางเผาทุกอย่างราบเป็นหน้ากอง!!

“จิ้งเอ๋อ..” เมิ่งชูเจี๋ยรีบเรียกน้องสาวตนเอง เขาตกใจกับภาพตรงหน้าเป็นอันมาก สิ่งที่ทำให้เขาหวั่นใจมิใช่ความตายของคน แต่เป็นเพราะน้องสาวเขาลงมือไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย

“พี่รอง ท่านปลอดภัยดีนะ” เพียงหันกลับมาเมิ่งชูเจี๋ยก็กลายเป็นน้องสาวตัวน้อยของเขาเช่นเดิน  นางวิ่งเข้ามากอดเขาแน่น  ฝังใบหน้าลงกับอก

“เจ้าลงมือได้เด็ดขาดยิ่ง” ร่างสูงพึมพำ

“ข้ารู้...แต่เพียงแค่ข้าไม่อาจยกโทษให้กับคนที่จะเข้ามาทำร้ายครอบครัวของเราได้” เมิ่งหลิงจิ้งพูด  “ท่านทำเพื่อข้ามามากพอแล้วต่อไปนี้ก็ขอให้เป็นตาของข้าบ้าง แม้ว่าจะต้องข้ามภูเขาดาบ ทะเลเพลิงข้าก็จะปกป้องท่าน”

เมิ่งชูเจี๋ยจับความปวดร้าวในน้ำเสียงนั้นได้ น้องสาวเขากำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่างและสาเหตุจากความหวาดกลัวนั้นก็มาจากเขา

“จิ้งเอ๋อ เจ้าไม่ต้องทำถึงเพียงนั้นหรอก ประโยคที่เจ้าเอ่ยมันควรจะเป็นของข้า” ร่างสูงยิ้มงดงาม ยกมือขึ้นลูบเส้นผมน้องสาวอย่างแผ่วเบา 

“ไม่ว่าต้องข้ามภูเขาดาบ ทะเลเพลิงเช่นไรข้าก็จะปกป้องน้องสาวคนเดียวนี้ให้ได้” 

ใช่...ท่านปกป้องข้าจนตัวตาย เมิ่งหลิงจิ้งคิด นางหลับตาลงในอ้อมกอดของชายหนุ่มกลั้นน้ำตาที่ร้อนผ่าวไม่ให้ไหลออกมา 

ครั้งนี้เป็นเพราะนางประมาทไป..ไม่ควรยุ่งกับเจ้าสำนักน้อยเจิดจรัสจริงๆ หากเพียงแต่นางกลับมาเร็วกว่านี้พี่รองของนางก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรอก

หรือนี่จะคือสิ่งที่แลกเปลี่ยนกัน? สามชีวิต

“กลับกันเถอะ” เมิ่งหลิงจิ้งดึงตัวออกจากร่างสูง นางจูงมือเขาออกไปหน้าประตูใหญ่อย่างไม่สนใจผู้ใด แน่นอนว่าไม่มีใครจะหาญกล้าหยุดนางแม้แต่คนเดียว

เมิ่งหลิงจิ้งพาเมิ่งชูเจี๋ยควบม้ากลับจวนกระกูลเมิ่งอย่างรวดเร็ว  เมื่อผ่านประตูใหญ่แล้วนางก็รีบนำเขาเข้าไปในห้องนอนทันที

“พี่รอง ท่านดื่มโอสถนี้” นางสะบัดมือครั้งเดียวก็มีขวดโอสถมากมายวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ 

“นี่คือ?”

เมิ่งชูเจี๋ยหยิบขึ้นมาหนึ่งขวด มองมันด้วยความสงสัย

“โอสถรักษารากปราณ ต่อจากนี้ไปท่านต้องกินมันทุกวันวันละขวด” เมิ่งหลิงจิ้งอธิบาย “ในหนึ่งขวดจะมี 5 เม็ดท่านจะต้องกินหลังตื่นนอน หลังอาหารเช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน” 

“ยาล้ำค่าเช่นนี้จะมิเป็นการสิ้นเปลืองหรือหรือ?” เมิ่งชูเจี๋ยถาม

“ของเช่นนี้จะนับเป็นอะไรหากเทียบกับท่าน?” เมิ่งหลิงจิ้งพูดอย่างไม่สนใจ “ทุกขวดนั้นข้าหลอมมันขึ้นมาด้วยตัวเองเพื่อให้ท่านได้ใช้  จะพูดว่าสื้นเปลืองได้เช่นไร”

“แต่ว่า...” 

“ไม่มีแต่ ข้าบอกท่านแลวว่าข้าจะช่วยฟื้นฟูตระกูลเรา” เมิ่งหลิงจิ้งตัดบทบังคับพี่ชายให้กลืนโอสถทันที เมื่อเห็นว่าเขายอมกลืนนางก็นั่งลงจับข้อมือเขาไว้

“ข้าจะค่อยๆใช้พลังธาตุช่วยท่านโคจรปราณ อย่าตกใจ” 

“เข้าใจแล้ว” ได้ยินดังนั้นนางก็เบาใจ เมิ่งหลิงจิ้งไม่รอช้าใช้ถ่ายพลังธาตุไฟเข้าสู่ร่างอีกฝ่ายทันที  นางกระทำอย่างระมัดระวัง แม้ว่าเมิ่งชูเจี๋ยจะเป็นธาตุลมแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นธาตุต้านแต่อย่างใด ในหลายๆด้านยังส่งเสริมธาตุไฟอีกการถ่ายพลังธาตุจึงเป็นไปอย่างราบรื่น  ตัวชายหนุ่มก็ร็สึกถึงกระแสอุ่นที่คลื่นไหวไปทั่วร่าง มีบางครั้งที่มันติดขัดแต่ก็สามารถเคลื่อต่อไปได้ ทุกครั้งที่ติดขัดเมิ่งชูเจี๋ยจะรู้สึกหายใจไม่ออกแต่เพียงชั่วครู่ก็จะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกโล่งสบาย  การกระทำนี้ดำเนินไปจนทั้งสองหลงลืมเวลา เมิ่งหลิงจิ้งไม่หยุดพักไม่สนใจผู้ใด นางเอาแต่ถ่ายพลังธาตุไปขจัดพิษ ในขณะเดียวกันก็จะบอกให้ร่างสูงกินยาฟื้นพลังปราณสลับกับโอสถรักษารากปราณ  โอสถทั้งสองชนิดนั้นถูกนางทำให้บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดจึงไม่เป็นผลร้ายต่อผู้กิน เช่นที่เคยกล่าวไว้ว่าผู้หลอมโอสถนั้นหายาก แต่กระนั้นก็มีบางคนพยายามที่จะปลอมออกมาแต่ไม่ด้วยความสามารถที่ไม่ถึงขั้นจึงทำให้โอสถพวกนั้นปกเปื้อนพิษเล็กน้อย หากกินเข้าไปมากๆก็จะเกิดผลร้ายต่อตนเอง

เมิ่งหลิงจิ้งวนพลังตามจุดต่างๆในร่างกายชายหนุ่มหลายครั้งเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าพิษส่วนใหญ่ 9 ใน 10 ส่วนได้ถูกกำจัดไปเรียบร้อยแล้ว

“เหลือเพียงหนึ่งส่วน” นางเอ่ย มือบางก็ปล่อยข้อมือของชายหนุ่ม บนใบหน้างามีเหงื่อซึมแต่กระนั้นดวงตาก็และดูกระจ่างใสขึ้นมาก 

“พี่รองรู้สึกอย่างไร?” เมื่อได้ยินน้องสาวถาม  เมิ่งชูเจี๋ยก็ตอบทันที

“เหมือนว่า...ข้าหายใจได้มากขึ้นอีกทั้ง....” บนฝ่ามือเขาปรากฏเป็นลมหมุนสายเล็กๆ

“แล้วอย่างไรอีก?” เมิ่งหลิงจิ้งถามย้ำ

“รู้สึกถึงพลัง” 

“ท่านลองโคจรพลังปราณเรียงตามจุดที่ข้าทำเมื่อสักครู่สิ” เมิ่งหลิงจิ้งเสนอ  พี่ชายของนางไม่ใช่คนหัวช้าแม้แต่น้อย เขาโคจรพลังตามนางในทันใดนั้นทั่วทั้งร่างก็รู้สึกเหมือนพลังที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดกำลังค่อยๆเอ่อล้นออกมา ยิ่งโคจรปราณหลายครั้งก็ยิ่งทำให้รู้สึกแข็งแกร่ง ไม่เพียงแค่แข็งแรงแต่ทั่วร่างราวกับมีการเกิดกระดูกใหม่งอกออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าบางครั้งจะเจ็บปวดแต่หลังจากความเจ็บหายไปเขาก็รู้สึกดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่ง

เมิ่งหลิงจิ้งมองเมิ่งชูเจี๋ยโคจรพลังปราณ อีกทางก็ใช้สัมผัสภายในกับเขาเพื่อทดสอบซึ่งผลก็เป็นที่น่าพอใจยิ่ง  พิษที่เหลือเพียงหนึ่งส่วนกำลังจะถูกเมิ่งชูเจี๋ยขจัดออกทั้งหมด  รากปราณพยัคฆ์เมฆาเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถ้าเทียบกับตอนแรก ตอนนี้รากปราณกำลังสั่นสะท้าน ยิ่งโคจรพลังก็ยิ่งมีแสงเรืองรอง ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม สายลมจากที่พัดเอื่อยๆก็เริ่มพัดแรงขึ้น  ร่างตรงหน้านางกำลังเข้าสู่การทะลวงปราณ!!!!

เมิ่งหลิงจิ้งเบิกตามองอ่านตื่นเต้นยินดี พี่ชายของนางนั้นไม่ได้เป็นแม้กระทั่งขั้นเบิกจิต แต่ตอนนี้เขากำลังทะลวงปราณสู่ขั้นที่สูงขึ้น ข้อสันนิษฐานของนางก็คือพิษเฉกเช่นเดียวกับที่รากปราณหงส์อัสนีเติบโต  พิษที่หมิงชิงหยูโดนเป็นพิษร้ายแรง บวกกับถูกนางกระตุ้นและปัจจัยหลายอย่างส่งผลให้รากปราณของเขาทะลวงขึ้นยิ่งเมื่อเขาพยายามคลายผนึกของวิหค รากปราณก็ยิ่งเติบใหญ่   พี่ชายนางเมิ่งชูเจี๋ยถูกพิษตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ร่างกายเขาจึงอ่อนแอ พลังปราณถูกปิดกั้นมันก็เหมือนกับการที่ตัวเขาแช่อยู่ในบ่อพิษตลอดเวลา รวมเข้ากับโอสถมากมายที่ใช้บำรุงและยื้อชีวิตจึงทำให้ร่างกายของเขากลายเป็นอะไรที่ยากจะเข้าใจ  การกระตุ้นของนางบวกกับโอสถรักษารากปราณ เมื่อเพิ่มการโคจรพลังเข้าไปก็เหมือนกับกุญแจที่ไขได้ถูกกล่อง ตอนนี้แสงสว่างสีนวลพุ่งกระจายออกมาจากห้องส่องสว่างเสียราวกับดวงจันทร์ แต่มันไม่รุนแรงเฉกเช่นการทะลวงปราณของหมิงชิงหยู นั่นคงเพราะรากปราณคนละประเภทกับธาตุคนละอย่าง

ตู้ม!! เมิ่งหลิงจิ้งได้ยินเสียงระเบิดพร้อมๆกับเมิ่งชูเจี๋ย  แสงสีนวลตาได้อันตธานไปในอากาศ เบื้องหลังของร่างสูงปรากฎก่อร่างปราณพยัคฆ์ตัวใหญ่สีขาว บนหลังมีปีกงอกออกมา 6 ปีก ใบหน้าดุดันแต่แววตาแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน เฉกเช่นเจ้าของร่าง!!!  ในตอนที่แสงทั้งหมดหายไปเมิ่งชูเจี๋ยก็มีเหงื่อซึมราวกับเพิ่งผ่านการออกกำลังกายครั้งใหญ่    เห็นดังนั้น เมิ่งหลิงจิ้งจึงยกยิ้มอย่างพึงใจ

“ขั้นปราณสถิต” 

“อะไรนะ?? ปราณสถิต” เมิ่งชูเจี๋ยตกใจไม่น้อยที่ได้ยินนางพูด แต่พอเขาเอ่ยจบตัวเองก็รู้สึกได้ถึงขุมพลังมหาศาลภายในตัว

“ได้อย่างไรกัน? ข้าไม่เคยทำได้แม้กระทั่งขั้นปราณเบิกจิต” 

“ข้อหนึ่งเป็นเพราะท่านมีพรสวรรค์ ข้อสองทุกอย่างเป็นเพราะรากปราณพยัคฆ์เมฆา” เมิ่งหลิงจิ้งตอบ “ลองสัมผัสสิ ท่านหลับตาลงแล้วเพิ่งสัมผัสไปที่รากปราณ” 

เมิ่งชูเจี๋ยหลับตาลงและทำตามที่นางว่า ฉับพลันเขาก็ได้พบกับรากปราณของตนเองเป็นครั้งแรก รูปลักษณ์ไม่ต่างจากที่เมิ่งหลิงจิ้งเคยอธิบายแม้แต่น้อย!!

“จิ้งเอ๋อ....ข้าไม่รู้จะตอบแทนเจ้าอย่างไรดี  เจ้าทำให้คนไร้ค่าเช่นข้าได้มีพลังมากขนาดนี้” 

เมิ่งชูเจี๋ยพยายามห้ามไม่ให้น้ำตาร้อนริน เขาตื้นตันกับน้องสาวตนเองเหลือเกิน ในทีแรกเขาคิดว่านางพูดไปเช่นนั้นที่จะรักษาเขาแต่นางกลับทำได้ อีกทั้งยังทำได้ภายใน 6 เดือน 

“พลังนี่ไม่นับว่ามากอะไร ท่านจะต้องกล้าแกร่งยิ่งกว่านี้” เมิ่งหลิงจิ้งพูด “ไม่ได้การละ ข้าจะต้องบอกท่านพ่อท่านแม่เรื่องนี้เพื่อให้ส่งพี่ชายไปสำนักใหญ่”

ว่าจบร่างบางก็ผุดลุกขึ้นทันที เห็นดังนั้นเมิ่งชูเจี๋ยก็ไม่รอช้ารีบวิ่งตามน้องสาวไปอีกคน ในวันนั้นเองที่จวนตระกูลเมิ่งได้เกิดเรื่องยินดีถึงสองเรื่อง เรื่องแรกคือการที่เมิ่งหลิงจิ้งกลับบ้าน กับเรื่องสองที่ยิ่งใหญ่กว่าคือเมิ่งชูเจี๋ยขจัดพิษสำเร็จและเข้าสู่ขั้นปราณสถิตได้อย่างสมบูรณ์

ภายในห้องโถงใหญ่ตระกูลเมิ่ง บรยยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นหลังจากมื้อค่ำแล้ว ทั้งสี่คนอันประกอบด้วยประมุขของตระกูล ฮูหยิน และสองทายาทก็กำลังนั่งลงบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอีกฝ่ายฟัง

“ถ้าเช่นนั้นชูเจี๋ยก็หายแล้ว ใช่ไหม?” มารดาของเมิ่งหลิงจิ้งพูดอย่างตื่นตัน 

“เจ้าค่ะ” 

“ดีแล้วๆ จากที่พ่อดูก็รู้สึกได้ว่าชูเจี๋ยจะต้องก้าวไปอีกไกลแน่นอน” เมิ่งอวิ๋นพูดชม 

“จิ้งเอ๋อ เจ้าบอกพ่อสิว่าเจ้ากำลังคิดอะไรไว้ในใจ” 

“ขอไม่ปิดบัง จิ้งเอ๋อคิดว่าหากเป็นไปได้เราน่าจะส่งพี่รองเข้าสู่สำนักใหญ่” เมิ่งหลิงจิ้งตอบบิดา

“มีหลายสำนักที่น่าสนใจ สำนักเจิดจรัสก็ดี หรือจะเป็นอสูรวิญญาณ หรือว่าสหพันธ์เฟิงก็ล้วนเยี่ยมยอดทั้งนั้น” 

“พี่รองน่าจะมีสำนักในใจอยู่แล้ว...ลูกคิดว่าเราต้องถามความเห็นของพี่รองก่อน”  เมิ่งหลิงจิ้งไม่อาจเอื้อมตัดสินใจ นางเชื่อเสมอว่าตัวของชายหนุ่มนับว่าเป็นอัจฉริยะดังนั้นสิ่งที่เขาเลือกจะต้องดีกว่าสิ่งที่นางเลือกเป็นแน่

“ลูกอยากฝากตัวเป็นศิษย์ของหอสังหาร” เมิ่งชูเจี๋ยกล่าว เพียงเท่านั้นบิดาก็พูดอะไรไม่ออกส่วนเมิ่งหลิงจิ้งเองก็เหนือคาดเหมือนกันกับความคิดนี้

หอสังหารเช่นนั้นหรือ? ก็ตามชื่อหอสังหารเป็นหนึ่งในสำนักใหญ่ที่เร้นกายอยู่กลางป่า  รอบด้านเต็มไปด้วยค่ายกล หอสังหารนั้นลูกศิษย์ทั้งหลายมักจะกลายเป็นมือสังหารโลดแล่นอยู่ในแผ่นดิน  ประพฤติตนตามใจ พอใจใครก็ช่วยเหลือ ชิงชังใครก็สังหาร อิสระเสียจนไม่สามารถควบคุมได้ ถือเป็นอีกหนึ่งขั้วอำนาจที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับนครหลวง  ถือเป็น 1 ใน 6 สำนักใหญ่ที่ไม่น่าจะเป็นได้ อาจจะเพราะด้วยชื่อหรือวิชาการสังหารที่เฉียบขาด ว่องไว เคล็ดวิชาการฝึกปราณเป็นความลับไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ เมิ่งหลิงจิ้งประเมิณสำนักนี้ในใจหากตัดเรื่องความโหดเหี้ยออก  หอสังหารก็หาใช่ตัวร้ายของแผ่นดิน พวกเขาเพียงใช้ชีวิตตามใจแต่ก็ไม่ได้มาปล้น ฆ่าผู้ใด  หน้าที่หลักคือรวบรวมข่าวสาร การค้าข่าวกรองทำรายได้เป็นกอปเป็นกำ แต่เรื่องนี้ยากนักที่จะมีคนทราบ นางรู้ได้ก็เพราะชาติที่แล้วนางเคยเห็นพี่ชายรอง เมิ่งชูเจี๋ยติดต่อกับคนของหอสังหารครั้งหนึ่ง และก็เป็นชายคนนั้นที่มาเตือนว่า  7 ตระกูลใหญ่กำลังเดินทางมาถอนรากถอนโคนตระกูลเมิ่ง จะว่าไปแล้วพี่ชายของนางก็มีวาสนากับสำนักนี้เหลือเกิน...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 100 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #13 เล็ก (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2563 / 05:24

    อ่านสนุกรออ่านตอนต่อไปอยู่นะคะ

    #13
    1
    • #13-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 10)
      6 มิถุนายน 2563 / 13:11
      ได้เลยยยยยย
      #13-1
  2. #12 r123123 (@r123123) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 20:42

    ขอบคุณที่ลงเรื่องสนุกๆมาให้ได้อ่าน

    #12
    1
    • #12-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 10)
      3 มิถุนายน 2563 / 14:49
      ดีใจที่รีดชอบนะคะ
      #12-1
  3. #11 Bns (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 11:25

    แต่งได้ดี อ่านเพลิน ผูกเนื้อเรื่องได้ดี แต่ระวังอย่าให้ออกทะเลจ้า

    #11
    0
  4. #10 ผิง (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 08:06

    กำลังสนุกรอตอนต่อไหนะไรท์

    #10
    1
    • #10-1 Blue Memory (@0869838563) (จากตอนที่ 10)
      2 มิถุนายน 2563 / 19:01
      ได้จ้าาาา
      #10-1