คัดลอกลิงก์เเล้ว

In October. ปลายฝนต้นหนาว

โดย Sergei

ตุลาคมเดือนแห่งความทรงจำดีๆของผม "วินเทอร์" ผมเป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียว ไม่สิ! ไม่มีใครอยากที่จะอยู่คนเดียวหรอกจริงไหม? แต่แล้ววันนึงผมก็ได้เจอกับใครคนนึงคนที่ทำให้ผมหวั่นไหวนั่นแหละครับจุดเริ่มต้น

ยอดวิวรวม

9

ยอดวิวเดือนนี้

9

ยอดวิวรวม


9

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  13 ต.ค. 62 / 06:58 น.
นิยาย In October. ½˹ In October. ปลายฝนต้นหนาว | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีครับผมชื่อ วินเทอร์ ผู้เคยชินกับการอยู่คนเดียวไม่ชอบสุงสิงหรือวุ่นวายกับใคร
แต่การใช้ชีวิตแบบนี้มันทำให้ผมรู้สึกเหงามาก แต่ก็นั่นแหละผมยังรู้สึกว่าตัวเองอยู่ได้
มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความสุขแต่เอาจริงๆมันก็ค่อนข้างจะน่าเบื่อ
จนวันนึงผมได้เจอใครคนนึงที่ผมก็ไม่คิดว่าวันนึงเขาจะเข้ามาเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง
ในชีวิตประจำวันของผม จากที่รู้สึกเหงาก็ไม่เหงา จากที่ไม่ค่อยยิ้มก็มีรอยยิ้ม
แบบนี้ล่ะมั้งข้อดีของการมีใครสักคนคอยใส่ใจ ต้นเหตุของรอยยิ้มและความสุขในแต่ละวันของผม

เนื้อเรื่อง อัปเดต 13 ต.ค. 62 / 06:58


เรื่องสั้น

In October. ปลายฝนต้นหนาว



ฤดูฝนที่เปียกชื้นและเงียบเหงากำลังจะผ่านไปตอนรับฤดูหนาวที่คงจะเงียบเหงาไม่ต่างกัน การไม่มีใครคอยอยู่ข้างๆคงจะกลายเป็นความเคยชินสำหรับผม ‘มันก็เหงานะแต่มันก็อยู่ได้แหละ’ นี่เป็นคำพูดที่ผมใช้ตอบพี่สาวตัวเองเป็นประจำหลังจากโดนถามอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมถึงยังไม่มีแฟนสักที มันชินแล้วกับการที่ต้องทำอะไรคนเดียวไปไหนมาไหนคนเดียวจนบางครั้งผมก็คิดว่าคนแบบไหนกันนะที่จะทำให้ผมไม่อยากที่อยู่คนเดียวแบบนี้ เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้นปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ก่อนจะมองหน้าจอที่สว่างขึ้นโชว์ชื่อของคนในสาย

“ว่าไงครับพี่เรน” ผมพูดทักทายพี่สาวด้วยน้ำเสียงสดใสน่าฟังที่สุดเท่าที่จะทำได้

“จะมาหาพี่ไหม?” ปลายสายถามเสียงติดกังวล

“สัญญาแล้วไม่ไปได้ไงล่ะครับ” ผมตอบกลับไปแบบสบายๆ

“พี่เตรียมห้องไว้ให้แล้วมาเมื่อไหร่บอกพี่ด้วยนะ” พี่เรนพูดเน้นเสียง

“ครับวินไม่เบี้ยวหรอกน่า” ผมพูดอย่างเอือมๆ

“โอเคงั้นพี่ไม่กวนแล้ว” พูดจบพี่เรนก็วางสายไป

แล้วผมก็กลับมาอยู่ในโหมดเดิมๆของตัวเองอีกครั้ง นั่งเหงาๆอยู่ตรงระเบียงห้องรับลมเย็นๆ ปล่อยความรู้สึกโดดเดี่ยวให้ลอยออกไป การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีแต่การแข่งขันมันเหนื่อยจริงๆ ผมเลยอยากจะลองหนีไปอยู่ในที่ที่เงียบสงบอย่างบนเขาหรืออะไรประมาณนี้ เผื่อสมองและความรู้สึกของผมจะปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง อาทิตย์ต่อมาผมตัดสินใจลาพักร้อนแบบยาวๆเพื่อที่จะได้กลับไปหาพี่สาวที่ต่างจังหวัด

เมื่อผมไปถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพี่สาวและครอบครัวของพี่ ตอนนี้หลานชายคนเดียวของผมก็โตจนเข้าโรงเรียนแล้วแต่ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมก็เลยมีเวลาวิ่งเล่นให้ผู้ใหญ่อย่างเราๆปวดหัวกันไป นี่ผมคิดถูกหรือคิดผิดกันนะที่มาที่นี่เนี่ย

“ทำไมไม่ย้ายมาอยู่กับพี่ที่นี่เลยล่ะมาช่วยพี่ดูแลร้าน” พี่เรนเริ่มเปิดประเด็นที่เราคุยกันไปหลายครั้งแล้วขึ้นมาอีกครั้ง

“ผมไม่อยากรบกวนพี่เรนนี่ครับ” ผมพูดไปตามที่ผมรู้สึก

“รบกวนอะไรกันมาช่วยงานพี่ที่ร้านพี่จะได้มีเวลาไปดูไร่กาแฟของเราเพิ่มขึ้นไง เห็นไหมว่าพี่ต้องการคนช่วย” พี่เรนทำตาปริบๆ

“ขอคิดดูก่อนนะครับ” ผมเลยต้องพูดเลี่ยงไปอย่างช่วยไม่ได้

“ไปพักผ่อนเถอะเดินทางมาเหนื่อยๆพี่ไม่กวนวินแล้ว” พี่เรนยิ้มให้ผมก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นไปนอนข้างบน บ้านของพี่เรนเป็นบ้านสองชั้นต่อเติมร้านกาแฟออกมาหน้าบ้าน บรรยากาศภายในร้านจึงเหมือนกับได้นั่งดื่มกาแฟอยู่ที่บ้านมีทั้งมุมส่วนตัว และมุมที่เอาไว้นั่งคุยกันแบบกลุ่มเพื่อนดูอบอุ่น ที่จริงผมก็ชอบที่นี่นะแต่ก็ไม่อยากรบกวนพี่เรนจริงๆ

เช้าวันต่อมาผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงไปข้างล่างเพื่อหาอะไรกินทันทีเพราะตอนนี้รู้สึกหิวมาก

“หวัดดีเราคงเป็นน้องชายของเรนใช่ไหม? พี่ชื่อแทนไทนะเรียกพี่ว่าพี่แทนก็ได้ พี่เป็นหุ้นส่วนร้านนี้กับเรนน่ะ” พี่แทนไทแนะนำตัวให้ผมรู้จักทันทีที่เห็นหน้าผม ส่วนผมน่ะหรอตอนนี้ยังมึนๆงงๆอยู่เลย

“อ่า..ครับ ผมวินเทอร์ครับเรียกว่าวินเฉยๆก็ได้” ผมตอบกลับไปตามมารยาท

“กินอะไรไหมเดี๋ยวพี่ทำให้” พี่แทนเอ่ยถามผมด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไรครับ” ผมพูดด้วยความเกรงใจ

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่าชอบกินกาแฟอะไร?” พี่แทนถามอย่างไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่ผมพูดนัก

“คาปูชิโนครับ” ผมเลยจำใจที่จะต้องตอบไปแบบนั้นแต่ว่าผมไม่ได้โกหกว่าชอบกินคาปูชิโนนะ พี่แทนให้ผมไปนั่งรอก่อน ผมจึงเดินไปเลือกที่นั่งตรงโซนที่เป็นส่วนตัวที่สุดเพราะว่าไม่อยากจะไปสุงสิงกับใครนัก ผ่านไปครู่หนึ่งพี่แทนก็ยกกาแฟกับแซนวิชมาให้ผม

“ปกติไม่กินข้าวเช้าหรอ?” พี่แทนถาม ผมว่าดูเหมือนเขาจะอยากผูกมิตรกับผมมากๆเลยล่ะ แต่โทษทีผมไม่ค่อยชอบยุ่งกับใครเท่าไหร่

“ครับ” ผมตอบรับไปสั้นๆ พี่แทนเพียงแค่พยักหน้าหงึกๆสองทีแล้วก็เดินจากไป ในเมื่อมีคนช่วยดูร้านให้แล้วจะอยากให้เรากลับมาทำไมกันนะ ผมเกิดคำถามขึ้นมาในใจแต่ก็ไม่กล้าพูดออกไปอยู่ดี ผมเหลือบไปมองเห็นพี่สาวของผมเดินเข้าไปพูดอะไรกับพี่แทนสักอย่างก่อนจะเดินออกไปขึ้นรถที่จอดอยู่หน้าบ้านแล้วก็ขับออกไป สงสัยจะไปที่ไร่กาแฟล่ะมั้งผมคิดแบบนั้นแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไร

“วินออกไปไร่กาแฟกับพี่ไหม?” พี่แทนเดินเข้ามาถามผมด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เอาดีกว่าครับ” แน่นอนว่าผมปฏิเสธทันทีอย่างไรเยื่อใยสุดๆ

“โห! ไร้เยื้อใยสุดๆ แต่ไม่เป็นไร” พี่แทนก็ยังคงยิ้มให้ผมอยู่อย่างนั้น ทำไมเค้ายิ้มเก่งจัง

“งั้นไปที่อื่นก็ได้” พี่แทนทำหน้าเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก

“ไปไหนครับ?” ผมถามอย่างงุนงง

“ไปแล้วก็รู้เองแหละ” พูดจบพี่แทนก็ลากผมให้ออกไปกับเขาทันที

“พี่แทนผมไม่ไป” ผมพยายามยื้อตัวเองไว้แต่ เหอะ! คนบ้าอะไรตัวใหญ่แล้วยังจะแรงเยอะอีก

“เอาน่าถ้าไม่ชอบพี่ให้เตะก้านคอเลยเอาดิ!” พี่แทนพูดอย่างจริงจัง

“พี่พูดแล้วนะ” ผมหันไปมองหน้าเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์สุดๆ

“อะ..เอาจริงหรอ?” พี่แทนยิ้มเจื่อนๆทันที

“ครับ” ผมตอบไปสั้นๆ

“แหะๆๆ” พี่แทนเกาท้ายทอยตัวเองแล้วหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะลากผมให้เดินตามเขาไปอีก พี่แทนพาผมเดินเลาะริมลำธารมาเรื่อยๆจนถึงต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่มีบ้านหลังเล็กสร้างอยู่บนนั้น

“นี่ไงที่พี่จะพามาบ้านต้นไม้ของพี่” พี่แทนพูดอย่างภูมิใจ

“มีอะไรน่าตื่นเต้นหรอครับ?” ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างจากบ้านต้นไม้หลังอื่นยังไง

“ถามซะไปต่อไม่ถูกเลย.. อะแฮ่ม! คือว่าพี่แค่จะหามุมสงบให้เราน่ะบางวันที่ร้านก็ค่อนข้างจะวุ่นวายเพราะว่าลูกค้าเยอะเราจะได้ไม่ต้องอึดอัดไง ที่นี่น่ะน่าจะเหมาะกับวินนะ” พี่แทนอธิบายด้วยรอยยิ้มอีกเช่นเคย

“ขอบคุณนะครับ” ผมรู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้แฮะที่มีคนมาใส่ใจผมแบบนี้

“เวลายิ้มแล้วดูดีจะตายทำไมไม่ยิ้มเยอะๆล่ะ?” พี่แทนมองหน้าผมแล้วฉีกยิ้มกว้าง เมื่อกี้นี้ผมยิ้มหรอ? บ้าน่าเป็นไปไม่ได้

“ผมเปล่ายิ้มซะหน่อย” ผมทำเป็นตีเนียนไม่รู้ไม่ชี้

“ครับๆไม่ยิ้มก็ไม่ยิ้ม” พี่แทนหัวเราะเบาๆ

“ผมขึ้นไปดูได้ไหม?” ผมถาม

“ก็ลองขึ้นไปดูสิ” พี่แทนตอบยิ้มๆ

พอพี่แทนอนุญาตผมก็ค่อยๆปีนบันไดเชือกขึ้นไปตรงระเบียงก่อนจะเดินไปเปิดประตูแล้วเข้าไปดูในตัวบ้าน ในนี้กว้างพอสมควร มีที่นอน หมอน มุ้ง กระติกน้ำ แก้วน้ำ ชั้นวางหนังสือเล็กๆตรงที่นอน แล้วก็มีโต๊ะญี่ปุ่นตัวนึงตั้งอยู่ตรงกลางบ้านด้วย อุปกรณ์ทำความสะอาดก็มีพร้อมอีกต่างหาก ไม่ใช่ว่าเวลามาที่นี่พี่แกจะอินดี้มานอนที่บ้านต้นไม้นะ ผมมองไปรอบๆแล้วก็คิดว่าบรรยากาศที่นี่ดีชะมัดเลยตอนกลางคืนยังไงก็ไม่ร้อนแน่นอน

“ปกติพี่แทนมานอนที่นี่หรอ?” ผมถามด้วยความสงสัย

“ก็นะ..แต่ก็ไม่บ่อยหรอก แหะๆ หรือช่วงนี้อาจจะมาบ่อยๆก็ได้” พี่แทนเกาท้ายทอยตัวเองด้วยอาการขัดๆเขินๆ เขาเป็นอะไรของเขานะ

“มันน่าอยู่มากเลยท่าทางจะเงียบสงบดี” ผมพูดก่อนเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนที่พี่แทนจะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปผม

“พี่ถ่ายรูปผมทำไมน่ะ?” ผมไม่ใช่แค่งงนะตอนนี้แต่คือโคตรงงเลย

“มีหลักฐานแล้วนะ” พี่แทนฉีกยิ้มกว้างก่อนจะส่ายมือถือในมือไปมาเบาๆ

“ลบเลย!” ผมรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่! จะเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าเวลาวินยิ้มแล้วมันดูดีขนาดไหน ทำไมถึงไม่ยิ้มให้เยอะๆล่ะ? น่ารักดีออกนะพี่ว่า” ตรงประโยคสุดท้ายพี่แทนพูดเสียงอ้อมแอ้มจนผมฟังไม่รู้เรื่อง

“ก็ผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยิ้มนี่นา” ผมบ่นไปเรื่อย

“ไม่เห็นจำเป็นจะต้องใช้เหตุผลขนาดนั้นเลยนี่ ก็แค่ยิ้มให้กับคนที่เรารัก สิ่งที่เราชอบ ความสุขเล็กๆในแต่ละวันก็มากพอแล้วที่เราจะยิ้ม” พี่แทนพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอีกเช่นเคย

“เวลายิ้มมันดีขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” ผมรู้สึกไม่เข้าใจจริงๆนะต่อให้ผมไม่ยิ้มก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ไม่ปกติตรงไหนเลย

“ดีสิดีมากด้วยวินน่าจะลองยิ้มดูนะ” พี่แทนพูดยิ้มๆ

“ไม่ล่ะผมกลับบ้านก่อนดีกว่า” พูดจบผมก็รีบกลับลงไปข้างล่างทันที ผมไม่เข้าใจพี่แทนจริงๆว่าเขาจะอยากให้ผมยิ้มอะไรนักหนาก็ไม่รู้ แล้วผมก็รีบเดินกลับบ้านไปโดยที่ไม่ได้สนใจพี่แทนอีกเลย

“พี่เรนปกติพี่แทนเค้ามาที่นี่บ่อยไหมครับ?” นี่แหละคำถามที่ผมอยากรู้ที่สุด

“ปกติก็มาบ่อยนะถ้าเป็นช่วงนี้” พี่เรนพูดไปพรางเล่นกับลูกชายไปพราง

“หมายถึงช่วงเดือนตุลาคมนี้หรอครับ?” แล้วทำไมถึงมาแค่ช่วงเดือนนี้ล่ะนั่นก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผมสงสัย

“หมายถึงช่วงหน้าหนาวน่ะเค้าจะชอบมาที่นี่” พี่เรนตอบ

“แล้วทำไมถึงต้องเป็นช่วงหน้าหนาวด้วยล่ะครับ?” ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องอยากรู้ขนาดนี้

“แล้วทำไมวินไม่ไปถามเค้าเองล่ะ พี่ก็ไม่ค่อยรู้หรอก แต่ทุกปีแทนไทจะมาที่นี่ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้แล้วก็จะมาอยู่ที่นี่ตลอดช่วงหน้าหนาวพอหมดช่วงหน้าหนาวก็จะกลับไปอยู่กรุงเทพมั้งนะ” พี่เรนเล่าให้ฟังอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก

“อ่อครับ” ผมรับคำสั้นก่อนที่จะไม่ได้ถามอะไรต่อ แล้วเดินกลับขึ้นไปบนห้องนอนก่อนจะออกไปยืนเล่นรับลมหนาวอยู่หน้าระเบียงห้อง

“หนาวจัง” ผมบ่นออกมาเบาๆก่อนจะมองไปรอบๆแล้วสะดุดตาเข้ากับบ้านต้นไม้ที่มีแสงไฟสลัวๆลอดออกมา เค้านอนที่นั่นจริงๆด้วยแหะแปลกคนชะมัด ทั้งๆที่ผมไม่ชินกับการมีคนเข้าหาแบบนี้แท้ๆแต่คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะชินกับเค้าไปเองนั่นแหละ

วันต่อมาผมก็เดินลงไปหาอะไรกินข้างล่างตามปกติ แต่วันนี้ดูเหมือนลูกค้าจะเยอะกว่าเมื่อวาน ข้างล่างดูจะยุ่งๆนิดหน่อย

“อ่าว! วินวันนี้รับอะไรดีครับ” พี่แทนที่ดูยุ่งๆหันมาทักทายผมด้วยรอบยิ้มเช่นเคย

“พี่แทนทำงานเถอะครับเดี๋ยวผมไปหาอะไรกินในครัวเองดีกว่า” ผมปฏิเสธไปด้วยความเกรงใจ

“พี่เตรียมไว้ให้แล้วล่ะวางอยู่บนโต๊ะในครัวส่วนกาแฟ..อ่ะนี่เสร็จพอดีเลย” พี่แทนยื่นกาแฟมาให้ผม ผมจึงรับมันมาถือไว้แบบงงๆก่อนจะเดินเข้าไปในครัวแล้วเห็นกล่องแซนวิชที่พี่แทนวางไว้ในครัว เค้ารู้หรือไงว่าปกติตอนเช้าผมกินอยู่แค่นี้แปลกดีแหะ พอผมกินข้าวเสร็จผมก็ออกมาช่วยงานที่ร้าน ผมเห็นพี่แทนคุยกับลูกค้าด้วยรอยยิ้มแบบนั้นดูดีชะมัดเลย ลูกค้าสาวๆดูจะมีอาการเขินๆด้วยซ้ำ รอยยิ้มมันดีแบบนี้สินะ สงสัยต้องลองยิ้มดูบ้างแล้ว

“ขออนุญาตเสิร์ฟนะครับ” ผมพูดก่อนที่จะยิ้มให้ลูกค้าที่นั่งอยู่ตรงนี้สองสามคน

“เป็นพนักงานใหม่หรอคะไม่เคยเห็นหน้าเลย” ผู้หญิงผมสั้นหน้าตาเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้เอ่ยถามผมก่อนจะยิ้มหวานจนมดแทบจะขึ้น

“จะว่าแบบนั้นก็ได้ครับ” ผมยิ้มรับนิดๆ

“แบบนี้คงต้องมากินกาแฟที่นี่บ่อยๆแล้วล่ะค่ะ” พูดจบเธอก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง

“ขอบคุณมากนะครับทานให้อร่อยครับ” ผมค้อมหัวเล็กน้อยก่อนจะเดินกลับออกมา

“ที่กับสาวๆเนี่ยยิ้มจนปากจะฉีกเลยนะ” พี่แทนมองหน้าผมแบบงอนๆ

“อะไรล่ะก็พี่เป็นคนบอกเองนี่ว่ายิ้มแล้วจะดีน่ะ?” ผมรีบเถียงกลับทันทีเลย ก็เป็นคนบอกเองนี่นาแล้วแบบนี้จะมางอนเรื่องอะไรล่ะ

“เออ! ก็จริงเนอะ” พี่แทนเกาท้ายทอยแก้เก้อ

“ผมเอากาแฟไปเสิร์ฟให้ลูกค้าต่อดีกว่า” พูดจบผมก็ยกกาแฟที่วางอยู่ตรงเคาว์เตอร์ไปเสิร์ฟ ผ่านไปสักพักลูกค้าก็เริ่มน้อยลง ที่ร้านจ้างพนักงานไว้สี่คนที่จริงมันก็เยอะพอแล้วนะ พี่แทนแค่เข้าไปช่วยส่วนผมก็เหมือนกันและหลังจากไม่มีลูกค้าผมก็ว่างอีกตามเคย

“วิน..คืนนี้ไปนอนดูดาวบนดอยแล้วตอนเช้าก็ดูทะเลหมอกด้วยกันไหม?” พี่แทนเอ่ยชวนก่อนฉีกยิ้มกว้าง

“ไปกันแค่สองคนหรอครับ?” ผมถามด้วยความสงสัย

“แล้วอยากให้ใครไปด้วยไหมล่ะ เรนก็คงไม่ไปหรอกน้องซัมเมอร์กำลังซนแบบนี้ด้วย” ซัมเมอร์คือหลานชายของผมเองครับ อันที่จริงพี่สาวของผมชื่อเรนนี่ส่วนผมชื่อวินเทอร์ ชื่อพวกเรามาจากฤดูกาลในภาษาอังกฤษน่ะครับพ่อกับแม่เป็นคนตั้งให้

“ก็ไม่รู้สิครับแต่ผมว่าแค่ไปดูหมอกตอนเช้าก็พอมั้งครับ ไม่ต้องไปนอนค้างหรอกดูดาวที่นี่ก็ดูได้” ผมพูดจริงนะที่นี่ก็ดูดาวได้เหมือนกันเพราะไม่ได้มีแสงไฟมากมายขนาดที่จะกลบแสงดาวบนท้องฟ้าซะหน่อย

“แบบนั้นก็ได้แต่พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้ามากเลยนะ” พี่แทนรับคำอย่างว่าง่าย

“ครับ” ผมพูดยิ้มๆก่อนจะออกไปเดินเล่นริมลำธาร บรรยากาศที่นี่เงียบสงบมากจนอาจจะทำให้เหงาไปบ้าง แต่ก็น่าอยู่มากๆเลย

“วิน!” ผมได้ยินเสียงเรียกจึงหันกลับไปตามเสียงนั้น แชะ! เสียงกล้องในมือของพี่แทนดังขึ้นทันทีที่ผมหันกลับไป

“พี่ถ่ายรูปผมอีกแล้วนะ” ผมมองหน้าพี่แทนแบบเซ็งๆ

“ยืมตัวเป็นนายแบบหน่อยสิพี่กำลังเรียนถ่ายภาพอยู่” พี่แทนพูดยิ้มๆ

“จะดีหรอครับ?” ผมถามเพราะคิดว่าบางทีผมก็ไม่ได้หล่อขนาดนั้นนะ

“ดีสิดีมากๆเลย” พี่แทนฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ผมเองก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ก็ได้ครับ” แล้วก็ตอบตกลงไปทั้งอย่างนั้น วันนี้ทั้งวันผมเลยกลายเป็นนายแบบจำเป็นให้พี่แทนไปโดยปริยาย และในเช้าของวันต่อมาพี่แทนก็พาผมขึ้นไปดูหมอกบนดอยในยามเช้า วันนี้อากาศหนาวมากแต่บรรยากาศรอบๆนี่สวยชะมัดเลย ทะเลหมอกกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องยามเช้ามันน่าอัศจรรย์ใจที่สุดเลย ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองแสดงสีหน้าอะไรออกไปด้วยซ้ำ เพราะถ้าให้พูดตามตรงผมไม่ค่อยมีเวลาออกไปเที่ยวสักเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยมีโมเมนต์แบบนี้เกิดขึ้นมากนัก

“ชอบไหม?” พี่แทนเอ่ยถามผมพร้อมกับทอดมองไปตรงทะเลหมอกที่อยู่ข้างหน้า

“ชอบครับชอบมากเลยมันสวยมากๆ” ผมหันไปยิ้มให้เค้า อยากจะขอบคุณเค้าจริงๆเลย ไม่อย่างนั้นผมคงจะอยู่แต่ที่บ้านไม่ยอมออกไปไหนตามเคย

“เราน่ะหัดพาตัวเองไปอยู่ในที่ดีๆกินของกินอร่อยๆพักผ่อนเยอะๆแล้วก็ยิ้มให้เยอะๆด้วย คนเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขนะและคนที่เลือกก็คือตัวเราเอง” พี่แทนมองหน้าผมแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เฮ้ย! ทำไมผมมองหน้าเค้าแล้วอยู่ๆหน้าก็ร้อนแบบนี้ละบ้าจริง ผมรีบเสมองไปทางอื่นทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกประหลาดนี้ ช่วงสายๆพี่แทนก็พาผมไปหาของกินอร่อยๆเดินเที่ยวหาซื้อของฝากกลับไปฝากพี่เรนกับน้องซัมเมอร์

“ขอบคุณนะครับพี่แทนวันนี้สนุกมากๆเลย” ผมยิ้มเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของวันนี้

“อืม..พี่ดีใจนะที่วันนี้ได้เป็นต้นเหตุของรอยยิ้มของวินน่ะ” พี่แทนพูดพร้อมกับยิ้มแบบนี้อีกแล้ว โอ๊ยให้ตายเถอะผมกำลังจะสติแตกเพราะเค้าเหรอ? แย่ล่ะ!

“ผม..ผมเข้าบ้านก่อนดีกว่า” พูดจบผมก็รีบเดินเข้าบ้านไปอย่างว่องไวโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมองพี่แทนอีกเลย ใจผมเต้นแรงจนจะหลุดออกมาอยู่แล้วให้ตายเถอะ ก่อนหน้าที่ผมจะมาที่นี่ผมยังตั้งคำถามแบบนั้นกับตัวเองอยู่เลย ไม่นะผมอาจจะแค่สับสนเพราะไม่เคยมีใครใส่ใจผมถึงขนาดนี้นี่นา ก็หวังว่าจะเป็นแบบที่ผมคิด

วันนี้ผมก็ตื่นแต่เช้าลงมาหาอะไรกินอีกตามเคย

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณวิน” แปลกดีแฮะวันนี้ไม่เห็นพี่แทนเหมือนทุกวัน

“อรุณสวัสดิ์ซัน” ผมทักทายตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม อ่อ! ซันเป็นพนักงานที่นี่น่ะครับ

“คุณแทนให้ผมเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้วครับ แล้วนี่ก็คาปูชิโนร้อนๆสำหรับมื้อเช้าครับ” ซันยื่นกาแฟในมือมาให้ผมก่อนจะกลับไปทำงานต่อ

“วันนี้พี่แทนไม่มาหรอ?” ผมลองถามซันดูว่าเขาจะรู้ไหม

“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” ซันตอบยิ้มๆ

“อ่อ..” แล้ววันนี้ผมจะทำอะไรดีล่ะเนี่ย ปกติพี่แทนจะคอยชวนผมไปทำนั่นทำนี่แต่วันนี้ไม่รู้จะทำอะไรดีจริงๆ ผมก็เลยอาสาไปนั่งเล่นเป็นเพื่อนกับน้องซัมเมอร์แทนพี่เรนในวันนี้

“ทำไมวันนี้น้องชายพี่ทำหน้าหมดอาลัยตายอยากแบบนั้นล่ะจ๊ะ?” พี่เรนเดินเข้ามาจ้องหน้าผมแล้วถามด้วยความสงสัย

“เปล่านี่ครับก็แค่ไม่รู้จะทำอะไรดีก็เลยอยากมาเลี้ยงหลานบ้าง ก็..ก็แค่นั้นแหละครับ” ผมตอบไปแบบนึกอะไรไม่ออกก็เลยพูดออกไปทั้งอย่างนั้น

“ไม่ใช่ว่าวันนี้ไม่มีใครชวนไปเที่ยวที่ไหนก็เลยเบื่อๆหรือเปล่าจ๊ะ?” พี่เรนทำหน้าล้อเลียนผมแล้วทำเสียงเล็กเสียงน้อย

“พรุ่งนี้ผมก็ต้องกลับแล้ว” ผมพูดออกมาเนือยๆ เอาจริงๆยังไม่อยากกลับเลยอยากพักผ่อนที่นี่ต่ออีกสักสองสามวัน

“ไม่อยู่ต่อจริงๆหรอ?” พี่เรนมีสีหน้าเศร้าสลดลงทันที

“ไม่ดีกว่าครับก็บอกแล้วไงว่าผมเกรงใจพี่น่ะ” ผมตอบ

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเกรงใจ” พี่เรนพูดเสียงงอนๆผมเล็กน้อย

“เอาน่าเอาไว้ถ้าผมกลับไปแล้วรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ที่นั่นแล้ว ผมจะกลับมาอยู่ที่นี่กับพี่นะโอเคไหม?” ผมต่อลองยืดเวลาออกไปอีกหน่อย

“พูดแล้วนะถ้าไม่ทำตามที่พูดล่ะน่าดู!” พี่เรนคาดโทษผมไว้อย่างจริงจัง ผมพยักหน้ารับหงึกหงักอันที่จริงก็คิดแบบนีมาตลอดนั้นแหละนะ แต่พอกลับไปก็รู้สึกว่าตัวเองอยู่ได้ก็เลยไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาอะไร และหลังจากกลับจากที่นี่ก็คงจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่านะ? ผมเดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะมารู้ตัวอีกทีว่าผมมานั่งห้อยขาอยู่บนระเบียงบ้านต้นไม้คือก็ไม่รู้หรอกว่ามาทำอะไรแต่ก็นั่นแหละมาอยู่ที่นี่แล้ว

“เหมือนจะมีใครบางคนคิดถึงพี่อยู่หรือเปล่าน้าาาาา?” พี่แทนที่ไม่รู้ว่าเดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงล้อเลียนได้กวนประสาทจริงๆ

“ผมก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศนั่งเล่นเฉยๆ ไหนพี่บอกว่าให้ผมมานั่งเล่นที่นี่ได้ไงล่ะ?” ผมมองหน้าพี่แทนแล้วถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

“ได้ครับอยากมาเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้นแหละ” พี่แทนพูดพร้อมกับปีนบันไดขึ้นมานั่งข้างๆผม

“อ่ะ..นี่กุญแจบ้านเผื่อว่าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศอะไรประมาณนี้” พี่แทนยัดกุญแจมาใส่มือผมก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น

“ไม่เป็นไรหรอกครับพรุ่งนี้ผมก็กลับแล้ว” ผมยิ้มจางๆ

“ไม่กลับไม่ได้เหรอ?” พี่แทนทำหน้าหงอยเหงาเหมือนลูกหมากำลังถูกทิ้งเลย

“ไม่ได้ครับผมต้องกลับไปทำงาน” ผมตอบไปตามความจริงและนั่นก็ทำให้พี่แทนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ออกมายังไงยังงั้น

“แล้วปีหน้าจะมาไหม?” พี่แทนถามต่อ

“ไม่รู้สิครับ” ผมก็ไม่รู้จริงๆนั่นแหละว่าจะมีเวลาว่างกลับมาที่นี่อีกตอนไหน

“มาเถอะนะพี่มีอะไรอยากจะบอก” พี่แทนเท้าแขนแล้วเอาคางเกยตรงราวระเบียงแล้วหันมายิ้มให้ผม

“แล้วทำไมถึงไม่บอกตอนนี้เลยล่ะครับ?” ผมเอียงคอแล้วถามเค้าก่อนกระตุกยิ้มออกมานิดๆ

“ก็ถ้าวินกลับมาก็แสดงว่าวินจะตอบตกลง” พี่แทนยิ้มก่อนจะเกาท้ายทอยแก้เขิน

“เหรอครับ?” ผมพยักหน้าหงึกๆเป็นเชิงเหมือนกับว่าเข้าใจ

“หรืออาจจะไม่” พี่แทนยิ้มเจื่อนๆก่อนจะหันหน้าหนีไปทางอื่น

“เดือนตุลาคมปีหน้าถ้าผมกลับมาที่นี่ ผมสัญญาว่าผมจะตอบตกลง” ผมเท้าคางบนแขนที่พาดอยู่บนราวระเบียงก่อนจะทำเป็นชมนกชมไม้รอบๆไปเรื่อยเปื่อย

“พูดจริงหรอ?” ผมไม่รู้ว่าพี่แทนทำหน้ายังไงในเวลานี้ แต่รู้แค่ว่าตอนนี้คือผมแทบจะหุบยิ้มไม่ได้แล้วตอนนี้ ให้ตายสิ! ผมไม่ยอมตอบอะไรก่อนจะรีบปีนลงจากบ้านต้นไม้แล้วกลับเข้าบ้านไปทันที

วันต่อมาพี่แทนอาสามาส่งผมขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพ ส่วนพี่สาวผมน่ะหรอ เหอะ! เต็มใจซะยิ่งกว่าเต็มใจให้พี่แทนมาส่งผม

“พี่จะกลับไปเรียนทำกาแฟที่ออสเตรเลียแล้วจะรีบกลับมานะ” พี่แทนพูดแล้วยิ้มให้ผมรอยยิ้มอบอุ่นนั่นทำผมใจเต้นแรงทุกที

“เจอกันเดือนตุลาคมปีหน้านะครับ” ผมพูดยิ้มๆ

“เดินทางปลอดภัยนะครับ” พี่แทนโบกมือแล้วยิ้มจนตาหยี

“แล้วเจอกันนะครับ” ผมโบกมือให้เค้าก่อนจะเดินเข้าไปเตรียมตัวขึ้นเครื่องบิน

ก็อย่างที่คาดการเอาไว้ครับหลังจากกลับมา ผมรู้สึกเหงากว่าเดิมแต่พอคิดถึงรอยยิ้มนั่นผมก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวซะอย่างนั้น ตอนนี้ผมได้เรียนรู้อย่างนึงว่าการคิดถึงใครบางคนมันทั้งมีความสุขแล้วก็มีความทุกข์ไปพร้อมๆกันและนี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมอยากให้ถึงช่วงใกล้หน้าหนาวเร็วๆ เมื่อไหร่กันนะการรอคอยของผมจะมาถึงสักที

.

.

.

“อะไรคือสิ่งที่ทำให้น้องชายพี่เปลี่ยนใจกลับมาอยู่บ้านกันน้าาาาา?” พี่เรนเอ่ยแซวผมแบบนี้ทุกวันเลยหลังจากที่ผมตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน

“ก็ผมบอกแล้วไงถ้าผมรู้สึกไม่โอเคกับที่โน่นก็จะย้ายกลับมา” ผมตีหน้าซื่อบอกไปทั้งอย่างนั้น

“จ้าๆแต่กลับมาก็ดีแล้วล่ะ” พี่เรนลูบหัวผมแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน

หลังจากกลับมาผมก็ช่วยงานอยู่ที่ร้านของพี่เรนทุกวัน จนตอนนี้มีลูกค้าประจำหลายคนและใช่การยิ้มมันทำให้ผมเข้ากับลูกค้าได้ดีมากๆเลยล่ะ แต่คนๆเดียวที่ผมอยากเจอและอยากยิ้มให้ที่สุดกลับยังไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ บางทีความคิดถึงก็โหดร้ายกับเรามากๆเลย หน้าฝนกำลังจะผ่านไปแล้วในที่สุดวันที่รอคอยก็กำลังจะมาถึง บางทีผมก็คิดนะว่าคนที่ผมอยากเจอเค้าจะอยากเจอผมบ้างหรือเปล่า เอาล่ะตอนนี้ใครๆคงคิดว่าผมพร่ำเพ้อมากเกินไปหน่อย แต่คุณลองได้คิดถึงใครสักคนอาการก็อาจจะไม่ต่างจากผมก็ได้นะ พอถึงเดือนตุลาคมผมก็ยังรอเค้า เอาจริงๆผมก็ไม่รู้ว่าเค้าจะกลับมาไหมแต่ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงยังรอ แล้ววันนี้ผมก็มานั่งเล่นอยู่ที่บ้านต้นไม้อีกตามเคยเพิ่งรู้ว่าตอนกลางคืนตรงนี้อากาศดีแบบนี้ ผมลองไปค้นหนังสือในชั้นมาอ่านดูแต่ดันไปค้นเจออัลบั้มภาพผมก็เลยถือวิสาสะเปิดดู เอ่อ! มันทำให้ผมอึ้งค้างไปเลยนี่มันรูปผมตอนที่ยังเรียนอยู่มัธยมต้นนี่ พี่แทนไปเอารูปผมมาจากไหนให้ตายสิตั้งแต่เจอกับเค้าผมก็เจอแต่เรื่องแปลกๆแต่มันกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก แล้วผมก็เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้พอตื่นมากลับรู้สึกหนักตัวแปลกๆเหมือนโดนเอาอะไรมาทับไว้

“อรุณสวัสดิ์ครับน้องวิน” พี่แทนฉีกยิ้มกว้างจนหน้าหมั่นไส้ทั้งๆที่ยังกอดผมอยู่

“พี่แทนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?” ผมถามออกไปด้วยความงุนงง

“มาถึงเมื่อคืนน่ะเรนบอกว่ามีใครบางคนยอมย้ายกลับมาจากกรุงเทพมาอยู่ที่นี่ทั้งๆที่พยายามโน้มน้าวให้กลับมาอยู่หลายปีแต่ก็ไม่ยอมกลับ สงสัยจังทำไมอยู่ๆถึงอยากกลับมาล่ะ” พี่แทนพูดไปยิ้มไปดูจะมีความสุขกว่าใครเลยตอนนี้

“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย” ผมแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่แทนพูด

“คำตอบล่ะ?” อยู่ๆพี่แทนก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ผมยังไม่รู้คำถามเลยแล้วผมจะตอบได้ยังไงล่ะครับ?” ผมนี่งงเป็นไก่ตาแตกเลยทีนี้

“ก็ไหนวินบอกกับพี่ว่าสัญญาว่าจะตอบตกลงไง?” พี่แทนทำหน้าหงอยๆอย่างกับว่าผมไปหักอกเค้าอย่างนั้นแหละ

“ใช่ผมสัญญากับพี่แทนว่าจะตอบตกลงแต่พี่แทนก็ควรจะถามผมก่อนหรือเปล่าล่ะ?” ก็ถ้ามันเป็นคำถามแปลกๆแล้วผมดันไปตอบตกลงผมก็แย่อะดิ

“คิดก่อนนะ” พี่แทนทำหน้าครุ่นคิดพร้อมกับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

“พี่แทนปล่อยเลยอยู่ๆมากอดโดยไม่ขออนุญาตแบบนี้ได้ไง” ผมดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของพี่แทน

“ทำไมต้องขอล่ะในเมื่อคำตอบก็คือตกลงอยู่ดี?” พี่แทนพูดออกมาหน้าตาเฉย

“อ๋อ! คือที่รอเจอกันมาเป็นปีเพื่อจะขอกอดผมแค่นี้น่ะหรอ?” ผมสูดหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ตัวเองนิดหน่อย

“หรืออยากให้พี่ทำมากกว่านี้ล่ะ?” พี่แทนทำหน้ากวนประสาทผมชะมัด

“ปล่อยเลยผมจะกลับบ้านแล้ว!” ผมหงุดหงิดพี่แกชะมัดเลยตอนนี้

“โอ๋ๆไม่แกล้งแล้วครับพี่ไม่แกล้งแล้ว” พี่แทนกอดผมแน่นกว่าเก่าเพราะกลัวว่าผมจะหนี

“ปล่อยผมเถอะมันอึดอัดนะพี่กอดผมแน่นขนาดนี้” ผมอึดอัดจริงนะพูดเลยจะหายใจไม่ออกแล้วเนี่ย

“เป็นแฟนกันนะ” พี่แทนกระซิบข้างหูผมเบาๆ เอ่อ…เมื่อกี้นี้ผมฟังไม่ผิดใช่ไหม?

“คำตอบล่ะ?” พี่แทนรอคำตอบจากผมด้วยสีหน้ามีความหวังสุดๆ

“ผมตอบไปแล้ว” ผมแกล้งเขาคืนบ้างโทษฐานที่แกล้งผมก่อน

“ตอนไหน?” พี่แทนทำหน้างง

“เมื่อปีที่แล้วไงครับผมตอบคำถามนี้ของพี่ไปแล้ว” ผมยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ พี่แทนหรี่ตาหมองผมอย่างหมั่นเขี้ยวก่อนจะรั้งคอผมเข้าไปจูบเบาๆแล้วผละออกช้าๆ

“กวนนักนะ” พี่แทนบีบจมูกผมเบาๆด้วยความหมั่นไส้

“พี่มีรูปผมตอนอยู่มัธยมต้นได้ไงกัน?” นี่ละคำถามที่ผมสงสัยตั้งแต่เมื่อคืน

“ตอนนั้นพี่เพิ่งย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน แล้วก็บังเอิญได้ไปเรียนที่เดียวกับวินไง นั่นเป็นครั้งแรกที่พี่ได้เจอกับวินที่นั่นแหละ แต่เรียนที่นั่นได้ไม่นานก็ย้ายไปเรียนที่กรุงเทพก็เลยไม่ทันได้รู้จักกัน” พี่แทนค่อยๆเล่าให้ผมฟังด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“แล้วพี่มาเป็นหุ้นส่วนกับพี่เรนได้ไง?” นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ผมสงสัย

“ลูกเจ้าของไร่กาแฟที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ตามตัวไม่ยากหรอก” พี่แทนพูดแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

“พี่เป็นสต็อกเกอร์หรือไงกัน?” ผมมองหน้าพี่แทนอย่างไม่ไว้ใจ

“จะว่างั้นก็ได้มั้งพี่ก็ไม่เคยชอบใครเหมือนที่ชอบเรามาก่อนเหมือนกัน” พี่แทนยิ้มเขินๆ

“ผมก็ไม่เคยชอบใครมาก่อนจนได้มาเจอพี่เหมือนกันครับ” ผมซุกหน้าไปที่อกของพี่แทนด้วยความเขิน พี่แทนจึงจูบเบาๆที่หัวของผมอย่างรักใคร่

“แบบนี้ก็แย่สิพี่คงไม่อยากไปไหนอีกแล้วล่ะ” พี่แทนกอดผมไว้แน่นอีกครั้ง

“อะไรกันล่ะครับผมไม่ได้ขังพี่ไว้ซะหน่อย?” ก็ผมไม่ได้ขังเขาไว้จริงๆนี่จะไปไหนไม่ได้ได้ไงล่ะ

“ไม่ได้ขังตัวแต่ขังหัวใจไว้ไงถ้าอยู่ห่างกว่านี้พี่คงต้องตายแน่ๆ” พี่แทนเกยคางบนหัวผมเบาๆ

“เลี่ยนไปแล้วนะครับพี่แทน” ผมพูดแซวพี่แทนเล่นๆ

“ก็รักนี่นาให้พี่ทำไงได้ล่ะ?” พี่แทนขยี้คางที่หัวผมอย่างหมั่นเขี้ยว

“ผมก็รักพี่แทนครับ” ผมกอดตอบพี่แทนไปเช่นกัน



กับคนบางคนบางทีก็ไม่ต้องทำอะไรเลยจริงๆแต่กลับทำให้ใครคนนึงตกหลุมรักได้ซะอย่างนั้น

แต่กับคนบางคนที่เข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตเราเปลี่ยนวันที่แสนเหงาให้กลายเป็นรอยยิ้มบางทีเราก็ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีความรู้สึกดีๆให้ใครคนนั้น แต่ก็นะความรู้สึกมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในแต่ละเดือนของผมผ่านไปอย่างน่าเบื่อและเงียบเหงา แต่ว่าตอนนี้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ผมจะไม่เหงาอีกต่อไปแล้วล่ะ 

และนี่คือความทรงจำที่ดีที่สุดในเดือนตุลาคมนี้ของผม





                                        วินเทอร์






ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Sergei จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น