จ้างรักวิวาห์หวาน (กำลังรีไรท์นะคะ)

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 3 เธอทำมันแตก! [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,074
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    17 ม.ค. 64

 

ตอนที่ 3 เธอทำมันแตก!

 

 

            “ดูแลสุขภาพตัวเองบ้างนะลูก ทั้งเรียนทั้งทำงาน อย่าหักโหมจนเกินไปนะ แม่เป็นห่วง”

            เพียงแค่ได้รับกำลังใจจากมารดาวันละเล็กละน้อยนาราลักษณ์ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแล้ว หญิงสาวระบายยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยเสียงใส

            “สบายมากค่ะแม่ นาวแข็งแรงดีทุกประการ ห่วงก็แต่สุขภาพของแม่ ถ้ารู้สึกไม่ดีรีบไปหาหมอเลยนะคะ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน นาวพอมีให้”

            “แม่สบายดีลูก”

            “ไม่จริงพี่นาว แม่ไม่สบายแต่ไม่ยอมไปหาหมอ” เสียงน้องชายวัยสิบห้าปีดังแทรกเข้ามาในสาย ทำให้รอยยิ้มของนาราลักษณ์เลือนไป

            “เอ๊ะ! นนท์ อย่ามาพูดให้พี่ไม่สบายใจแบบนี้ แม่สบายดี”

            นารีรีบดุบุตรชายด้วยกลัวลูกสาวคนโตจะไม่สบายใจ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว เพราะหัวใจของนาราลักษณ์กำลังหนักอึ้งด้วยความเป็นห่วง

            “แม่ทำไมไม่ไปหาหมอคะ ถ้าเงินไม่พอพรุ่งนี้เช้านาวจะรีบไปโอนให้”

            “ไม่ใช่ลูก แม่สบายดี อย่าไปฟังน้องมาก” นารีปฏิเสธ

            “แม่คะ...แม่ก็รู้ใช่ไหมว่านาวทำทุกอย่างก็เพื่อแม่กับน้อง และกำลังใจของนาวคือเห็นแม่กับน้องมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีความสุข ถ้าแม่ไม่ดูแลตัวเองแล้วนาวจะมีกำลังใจสู้งานทางนี้ได้ยังไงคะ”

            “นาว แม่ขอโทษลูก...เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่จะไปหาหมอ” นารียอมในที่สุดเมื่อลูกสาวพูดอย่างจริงจัง

            “ค่ะ งั้นนาวจะรีบไปโอนเงินให้แต่เช้านะคะ”

            “ไม่ต้องหรอกลูก เงินที่นาวโอนมาคราวก่อนยังเหลืออยู่เลย”

            “พี่นาว แม่...”

            “ตานนท์! หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว ไปทำการบ้านของเราเดี๋ยวนี้”

            เสียงน้องชายที่เหมือนอยากพูดอะไรสักอย่างเงียบลงไปเนื่องจากถูกดุอย่างจริงจัง ทำให้นาราลักษณ์เริ่มไม่สบายใจ ครั้นพยายามถามมารดาก็ได้รับเพียงคำปฏิเสธ จึงได้แต่คิดในใจว่าเธอจะเก็บเงินและหาเวลากลับบ้านไปดูให้เห็นกับตาว่ามีอะไรเกิดขึ้นโดยที่หญิงสาวไม่รู้หรือเปล่า

            “แล้ววันนี้ไม่ไปทำงานหรือจ๊ะ ทำไมคุยได้นาน”

            นารีเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เพราะปกติบุตรสาวไม่ค่อยมีเวลาคุยกับเธอนานนัก เพราะต้องรีบไปทำงาน แต่วันนี้นาราลักษณ์กลับคุยโทรศัพท์กับผู้เป็นแม่นานเกือบครึ่งชั่วโมง

            “พรุ่งนี้มีสอบเก็บคะแนนสำคัญน่ะค่ะ นาวเลยหยุดหนึ่งวัน”

            “สู้ๆ นะลูก ใกล้จะจบแล้ว” น้ำเสียงที่ซ่อนความภูมิใจในตัวลูกสาวไว้ไม่มิดทำให้นาราลักษณ์เผลอยิ้มออกมาด้วยหัวใจที่พองโต

            ใช่แล้วละ อีกไม่นานเธอจะมีอนาคตที่ดี มีงานที่ดีทำ คงจะไม่ต้องทำงานหนักเท่าเดิมอีกแล้ว

            “ขอบคุณค่ะแม่”

            “จ้า งั้นแม่ไม่กวนแล้ว อ่านหนังสือเถอะจ้ะ”

            “ค่ะ รักแม่นะคะ”

            เมื่อมารดาวางสายนาราลักษณ์ก็ตั้งท่าจะอ่านหนังสือต่อ แต่ถูกเสียงจีบปากจีบคอของนัทตี้ขัดขึ้นเสียก่อน

            “เรื่องงานที่ผับอะชะนี ตกลงจะออกจริงๆ เหรอ?”

            “ก็เล่าให้ฟังหมดแล้ว แกคิดว่าควรอยู่ต่อหรือออกไปหางานใหม่ดีล่ะ”

            นาราลักษณ์ถามกลับ เธอเล่าให้เพื่อนฟังทุกเรื่อง และขอให้ทิศเหนือช่วยหางานใหม่ตั้งแต่ออกมาจากผับเมื่อคืนแล้วละ เพียงแต่อาจจะต้องทนทำต่ออีกสักอาทิตย์ระหว่างรองาน

            “เฮ้อ...ก็เตือนแล้วว่าให้เอายาลดความสวยของฉันไปกินก็ไม่เชื่อ เห็นมะ มีปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน”

            คนฟังแทบกลั้นขำไม่อยู่เมื่อได้ยินเพื่อนสาวชมตัวเองอย่างไม่กระดากปากสักนิด นัทตี้เป็นอีกหนึ่งสีสันในชีวิตที่ทำให้นาราลักษณ์ยิ้มได้เสมอแม้จะเจอเรื่องร้ายๆ มาก็ตาม เพราะเพื่อนคนนี้เต็มไปด้วยพลังบวกและพลังความสุขจนคนรอบข้างพลอยได้รับสิ่งดีๆ จากตัวอีกฝ่ายไปด้วย

            “เปลี่ยนงานก็ดีนะนาว ทำที่ผับเสี่ยงหลายอย่าง แถมนอนดึกด้วย” สาวหวานอย่างพลอยใสพูดเสริม

            “แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ถ้านังชะนีน้อยลาออก แล้วใครจะคอยส่งสารไปให้เทพเจ้าผัวของฉันล่ะยะ”

            เสียงโอดครวญของนัทตี้ทำให้นาราลักษณ์ต้องส่ายหน้า ตอนที่หญิงสาวเล่าเรื่องเจ้าของผับหนุ่มให้อีกฝ่ายฟังครั้งแรก นัทตี้กรีดร้องลั่นบ้าน เพราะเพื่อนคนนี้เป็นแฟนคลับตัวยงของพันเดช ไม่ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำจะร้ายแค่ไหน แต่นัทตี้ก็ยังชื่นชมในความร้ายนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

            “ชอบนักก็ไปบอกเองสิ บ้ากามแบบตานั่น กับแกฉันก็คิดว่าไม่น่าละเว้น”

            “อุ๊ย...บ้าเหรอ เห็นฉันสวยๆ อย่างนี้ก็เขินเป็นนะยะ” 

            นัทตี้แกล้งตีแขนเพื่อนแล้วเขินตัวบิดเมื่อคิดว่าพันเดชเกี้ยวพาราสีและเสนอเงินเลี้ยงดูอย่างที่ทำกับนาราลักษณ์

            “แต่ถ้าป๋าอยากให้ค่าขนมจริงๆ ไม่ต้องถึงสิบล้านก็ได้ค่ะ นัทตี้ไปตั้งแต่ร้อยหนึ่งแล้ว ฮิๆ”

            “แกนี่ท่าจะบ้า”

            นาราลักษณ์และพลอยใสต่างมองนัทตี้แล้วยิ้มขัน แต่หลังจากจบประเด็นนี้ทุกคนก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออย่างจริงจัง

 

 

**********************

 

 

            ร่างสูงใหญ่หงุดหงิดงุ่นง่านทั้งวันจนแทบไม่มีใครเข้าหน้าติด และไม่ทราบสาเหตุด้วยว่าคนเป็นเจ้านายไปกินรังแตนมาจากที่ไหนถึงได้ฟาดงวงฟาดงากับลูกน้องไปทั่ว แม้แต่เลขาฯ อย่างสมพงษ์ยังโดนหางเลขไปแบบงงๆ

            หลังเดินทางกลับจากดูงานที่ชลบุรี พันเดชตั้งใจจะกลับไปนอนที่คอนโดมิเนียมแห่งใหม่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผับนัก แต่ไม่รู้ว่าอีท่าไหนถึงได้ขับรถเลยมาจนถึงวันไนท์ผับ และที่แปลกไปกว่าทุกครั้ง คือชายหนุ่มไม่ได้ตรงขึ้นชั้นสามอย่างปกติ หากแต่เดินตรวจงานไปทุกส่วนจนพนักงานเกร็งกันไปหมด

            “เกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมวันนี้ป๋ามาเดินตรวจงานละเอียดยิบขนาดนี้ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นลงมาจากหอคอยงอช้างของแก”

            เสียงเด็กเสิร์ฟชั้นสองคุยกันแข่งกับเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มด้านล่าง ก่อนที่อีกฝ่ายจะตอบอย่างระมัดระวัง เนื่องจากพันเดชกำลังยืนตีหน้ายักษ์อยู่ไม่ไกลนัก

            “ผีเข้าแน่ๆ กูว่า มาถึงก็ฟาดตั้งแต่เด็กเสิร์ฟยันผู้จัดการเลย ดูดิ พี่ชัชก้มหน้าคอตกอย่างกับถูกสั่งประหาร”

            “ให้คนไปรับหมอผีมาด่วนเลยงั้น ป๋าแม่งน่ากลัวฉิบ”

            “เฮ้ย! มึง แยกๆ ป๋ามองมาทางนี้” ว่าแล้วทั้งสองคนก็รีบแยกย้ายไปทำหน้าที่ตัวเองอย่างแนบเนียน

            พันเดชกวาดสายตามองไปทั่วชั้นสองอย่างหงุดหงิด หลังเดินหน้าเข้มหาจุดบกพร่องของผับและตำหนิไปหลายส่วนจนลูกน้องแทบไม่เป็นอันทำงาน

            “คุณไม่เห็นหรือว่าพนักโซฟามันขาด ทำไมถึงยังเอามาให้ลูกค้านั่ง ต้องให้ผมบอกหรือเปล่าว่าควรทำยังไงกับเรื่องแค่นี้”

            “ขอโทษจริงๆ ครับคุณเดช เรื่องนี้ผมจัดการเรียบแล้วครับ รอให้ทางร้านนำของมาเปลี่ยนอยู่ครับ”          ชัชนันท์ค้อมศีรษะอย่างน้อมรับ และรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อถูกคนเป็นนายตำหนิหลายอย่างจนตั้งรับแทบไม่ทัน ไม่ใช่แค่เรื่องโซฟาชำรุด แต่ดูเหมือนว่าอะไรก็ดูขัดตาพันเดชไปเสียหมดจนลูกน้องหนุ่มใหญ่เอาใจไม่ถูก

            “แล้วทำไมพนักงานเสิร์ฟมีอยู่แค่นี้ ลูกค้าบางโต๊ะผมเห็นนั่งรอมาสี่ห้านาทีแล้วยังไม่มีใครเข้าไปดูแล ผมจ้างให้มาทำงานนะไม่ได้จ้างให้มากินแรงคนอื่น”

            ชัชนันท์แทบอยากยกมือขึ้นเกาศีรษะ หันไปนับพนักงานเสิร์ฟในใจพลางขมวดคิ้ว คนก็เท่าเดิมทุกวัน เหตุใดพันเดชถึงเพิ่งมารู้สึกว่ามีพนักงานไม่เพียงพอ

            “พนักงานก็มาครบทุกคนนะครับ”

            “จะครบได้ยังไง เด็กเสิร์ฟคนนั้นผมก็ยังไม่เห็น” เจ้าของผับเถียงเสียงขุ่น

            “ถ้าคุณเดชหมายถึงนาว วันนี้น้องลานะครับ ไม่ได้กินแรงคนอื่นแต่อย่างใด”

            คำตอบของผู้จัดการหนุ่มใหญ่ทำให้คนอารมณ์ขึ้นง่ายในวันนี้ค่อยๆ สงบลง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม

            “ลาไปไหน เหตุผลเพียงพอหรือเปล่า ถ้าแค่ลาไปทำเรื่องไร้สาระหรือเพราะติดแฟนก็ไล่ออกไป! หาคนที่มีใจทำงานกว่านี้มาทำแทน”

            “ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณเดช น้องมันลาไปอ่านหนังสือสอบครับ เห็นว่าพรุ่งนี้มีสอบเก็บคะแนนครั้งสำคัญน่ะครับ” ชัชนันท์รีบอธิบาย

            “อีกอย่างนาวมันก็ไม่ใช่พนักงานประจำด้วย น้องมันมีสิทธิ์ที่จะมาหรือไม่มาทำได้ครับ...ส่วนเรื่องไล่ออกผมว่าคงไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะน้องกำลังจะลาออกอยู่พอดี”

            “ฮะ!” พันเดชโพล่งขึ้นอย่างลืมตัว “เด็กนั่นกำลังจะลาออก?”

            “ใช่ครับ”

            “ทำไม”

            ชัชนันท์มองหน้าเจ้านายอย่างงุนงง เพราะไปๆ มาๆ ดูเหมือนบทสนทนากำลังจะหนักไปที่เรื่องของเด็กเสิร์ฟสาว ราวกับว่านี่คือจุดประสงค์หลักของพันเดชอย่างไรอย่างนั้น

            “น้องมันใกล้จะสอบปลายภาคแล้วน่ะครับ เลยต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือแต่เนิ่น”

            “เฮอะ! ใกล้สอบอะไรกัน อีกตั้งเกือบสองเดือนไม่ใช่หรือไง ยังมีเวลาทำงานได้อีกเป็นเดือน หาเรื่องไม่มาทำงานเพราะมีปัญหากับแฟนหรือเปล่าเถอะ”

            พันเดชบอกอย่างพาลๆ ผู้จัดการหนุ่มใหญ่จึงรีบออกตัวปกป้อง เพราะทราบข้อมูลประวัติส่วนตัวของเด็กเสิร์ฟสาวเป็นอย่างดี

            “เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้เลยครับคุณเดช เพราะนาวยังไม่มีแฟน ผมว่าน้องมันคงอยากโฟกัสกับเรื่องการเรียนจริงๆ นั่นละครับ”

            “ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนคุณชัช ผมเห็นกับตาว่าแฟนเธอมารับกลับบ้านเมื่อคืน” พันเดชเถียงคอเป็นเอ็น เพราะเชื่อในสิ่งที่ตาตัวเองเห็นมากกว่าคำพูดไร้น้ำหนักของคนเป็นลูกน้อง

            หากชัชนันท์ไม่ยอมแพ้เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่พันเดชเห็นไม่มีมูลความจริงเลยสักกระผีก

            “ถ้าคุณเดชหมายถึงไอ้เด็กตัวสูงๆ ที่หน้าหล่อๆ ขี่มอเตอร์ไซค์เวฟสีแดง คนนั้นไม่ใช่แฟนนาวนะครับ นั่นเป็นเพื่อนสนิทของน้องมัน ทิศเหนือมันมารับนาวกลับบ้านอย่างนี้ทุกคืน คนไม่รู้ก็คิดว่ามันเป็นแฟนกันหมดแหละครับ แต่จริงๆ ไม่ใช่ ผมยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”

            แม้ชัชนันท์จะยืนยันหนักแน่น หากพันเดชก็ยังไม่เชื่อง่ายๆ

            “แล้วคุณได้ซ้อนท้ายไปกับเขาหรือไง ถึงมั่นใจว่าหลังออกจากผับพวกเขาจะไม่แวะไปที่อื่น เผลอๆ อาจจะพักที่เดียวกันด้วยซ้ำ”

            “ไม่ต้องซ้อนท้ายผมก็รู้ครับคุณเดช เพราะเหนือมันเป็นญาติของผม สองคนนั้นพักในหมู่บ้านเดียวกันก็จริง แต่อยู่กันคนละหลังนะครับ เหนือมันอยู่คนเดียว ส่วนนาวเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนอีกสองคน”

            “งั้นเหรอ” คนไม่เชื่อทำเสียงอ่อนลง

            “ครับ”

            “งั้นก็แล้วไป” คนเป็นนายว่า “คุณไปทำงานเถอะ ผมจะขึ้นไปเคลียร์งานของผมต่อ”

            พูดจบร่างสูงใหญ่ก็เดินหนีไปเสียดื้อๆ ทำเอาชัชนันท์มองตามอย่างงุนงง

            “อะไรของเขาวะ เอ๊ะ! แล้วสรุปคุณเดชจะคุยเรื่องงานหรือคุยเรื่องนาวกันแน่”

 

 

 

**********************

หงุดหงิดอะไรคะเสี่ย 

แต่คงสบายใจแล้วเนาะ รู้แล้วนี่ว่าน้องยังไม่มีแฟงงงงงงงงงงงงงงง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

469 ความคิดเห็น

  1. #449 MALiTTLE BOSS (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 มกราคม 2564 / 16:25
    หวงเด็กแหละดูออก
    #449
    0
  2. #8 aranyaorchid (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กันยายน 2563 / 14:23
    หาทางหนีทีไล่ให้ดีก็แล้วกันนะคะพี่เดช
    #8
    1