จ้างรักวิวาห์หวาน (กำลังรีไรท์นะคะ)

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 1 เด็กเสิร์ฟ [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,557
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    16 ม.ค. 64

 

ตอนที่ 1 เด็กเสิร์ฟ

 

        

            “หงุดหงิดฉิบหาย อะไรนักหนาวะ!”

            พันเดชสบถอย่างหัวเสีย เพราะความโมโหและหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาพักผ่อน ทำให้หุนหันเดินออกจากห้องทั้งที่สวมเพียงกางเกงนอนตัวเดียว ครั้นจะกลับเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็เกรงว่าจะต้องไปเสียเวลารบกับความวุ่นวายของซอนญ่า ชายหนุ่มจึงยอมกัดฟันเดินเข้าลิฟต์ไปทั้งอย่างนั้นและสู้กับสายตาแปลกๆ ของคนในลิฟต์ 

            ยังดีที่คว้าโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ติดมือมาด้วย

            โครกคราก...

            ‘เอาเข้าไป! นี่มันวันบ้าอะไรวะ!’

            พันเดชกัดกรามกรอดอย่างหงุดหงิดเมื่ออยู่ๆ ท้องเจ้ากรรมก็ดันมาส่งเสียงร้องจนน่าอับอาย หากร่างสูงทำได้เพียงกัดฟันกรอดและเมินสายตาประหลาดของผู้ที่ร่วมโดยสารจนกระทั่งลงมาถึงที่หมาย

            ขายาวก้าวสวบๆ ออกไปทันที ก่อนจะเดินตรงไปที่รถสปอร์ตสีดำคันหรูและก้าวเข้าไปนั่งด้านในอย่างรวดเร็วเพื่อหนีสายตาหลายคู่ที่มองตามอย่างน่ารำคาญ

            และสิ่งแรกที่พันเดชทำหลังเข้ามานั่งในรถคือหยิบเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กส์สีดำที่แขวนติดไว้ในรถเผื่อกรณีฉุกเฉินมาสวมใส่ จากนั้นก็หยิบแว่นกันแดดสีดำราคาแพงมาใส่เป็นเกราะป้องกันความอายอีกชั้น แล้วขับรถออกไปจากคอนโดมิเนียมส่วนตัวที่กำลังจะไม่เป็นพื้นที่ส่วนตัวอีกต่อไป

            ครืดๆ

            มือหนาคว้าโทรศัพท์ที่กำลังสั่นเตือนอย่างรุนแรงขึ้นมา ก่อนจะกดรับสายเมื่อเห็นชื่อคนโทร.มา

            “แม่เอาคีย์การ์ดห้องผมไปให้คนอื่นแบบนั้นได้ยังไงครับ” รับสายได้ก็โวยลั่นทันที

            “คนอื่นที่ไหนกันตาเดช หนูซอนญ่าเป็นลูกของน้าพิมพ์เพื่อนแม่ เราก็รู้จักน้องมาตั้งแต่เด็ก พูดแบบนี้ได้ยังไง”

            “ไม่ใช่แม่กับเมียก็เป็นคนอื่นทั้งนั้นละครับ”

            “งั้นแกก็แต่งกับน้องให้เป็นเรื่องเป็นราวสักทีสิ แค่นี้หนูซอนญ่าก็ได้เป็นเมียแกแล้ว”

            พันเดชกรอกตาเมื่อถูกมารดาตื๊อไม่เลิก หากไม่ติดว่าเป็นแม่บังเกิดเกล้าเขาคงจะตัดคุณหญิงแสงสุรีออกจากสารบบเป็นคนแรก

            “เมื่อไรจะเลิกพยายามจับคู่ผมกับลูกสาวเพื่อนแม่สักทีครับ ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง”

            “ก็จะทำจนกว่าแกจะแต่งกับน้องนั่นละ ว่าแต่แกไปไหนตาเดช เมื่อกี้น้องโทร.มาบอกว่าแกทิ้งน้องไว้ในห้องคนเดียว ทำไมถึงทำกับน้องแบบนั้น”

            “ก็สมควรแล้วนี่ครับ มีอย่างที่ไหนมาถอดเสื้อผ้าในห้องผู้ชาย ผมไม่ด่าให้ก็บุญเท่าไรแล้ว”

            “โอ้ย...ตายๆ นับวันยิ่งปากร้ายเข้าไปทุกที แล้วแกว่าใครถอดผ้าถอดผ่อน หนูซอนญ่าเรียบร้อยอย่างกับผ้าพับไว้ อย่ามาใส่ร้ายน้องแบบนั้นนะ”

            นั่นปะไร พูดความจริงก็หาว่าเขาใส่ร้าย พันเดชส่ายหัว ไม่รู้ว่ามารดาของเขาใช้อะไรมองถึงได้เชื่อว่าซอนญ่าเป็นกุลสตรีเรียบร้อย หล่อนก็เรียบร้อยแค่เฉพาะต่อหน้าคุณหญิงแสงสุรีเท่านั้นละ นอกเหนือจากนั้นเละเทะจนพันเดชต้องเบือนหน้าหนี

            “งั้นก็แล้วแต่แม่เถอะครับ ผมขับรถก่อน”

            “ไม่ต้องหนีเลยนะ รีบกลับไปหาน้องเดี๋ยวนี้เลย”

            “บอกให้หล่อนยึดห้องไปเลยครับ เพราะผมจะไม่กลับไปนอนที่นั่นแล้ว”

            “เดี๋ยวสิตาเดช ตาเดช!”

            พันเดชดึงโทรศัพท์ออกจากหูแล้วกดปิดเครื่องหนีทันที เพราะรู้ดีว่าหากไม่ทำตามความต้องการ คนเป็นแม่จะต้องป่วนเขาทั้งวันเป็นแน่

            “ประสาทจะแดก!”

            โครกคราก...

            ชายหนุ่มสบถอย่างหัวเสียก่อนจะชักสีหน้าอย่างหงุดหงิดเมื่อท้องเจ้ากรรมส่งเสียงร้องอีกครั้ง

            “เออ! รู้แล้วว่าหิว กำลังหาร้านอยู่นี่ไงวะ”

            คนโมโหหิวบริภาษกระเพาะตัวเองเสียงขุ่น ก่อนจะเปิดไฟเลี้ยวหมุนพวงมาลัยเข้าไปจอดในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งเป็นทางผ่านพอดี

            “ทุเรศจริงๆ ฟันก็ไม่ได้แปรง”

            ชายหนุ่มส่ายศีรษะ เช็กกลิ่นไม่พึงประสงค์และตรวจสอบความเรียบร้อยบนใบหน้าก่อนจะลงจากรถและเดินเข้าไปในร้าน คนอื่นคงดูไม่ออกหรอกว่าพันเดชยังไม่ได้อาบน้ำแปรงฟัน แต่เขารู้ดีอยู่เต็มอกเลยรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองนัก

            “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบคุณลูกค้าจะรับอะไรดีคะ”

            “กะเพราหมูสับครับ”

            “ไข่ดาวไหมคะ”

            “ครับ”

            “รบกวนรอสักครู่นะคะ”

            เมื่อรับออเดอร์เสร็จเรียบร้อยการะเกดผู้เป็นเจ้าของร้านก็เดินกระฉับกระเฉงเข้าไปในครัวทันที วันนี้เป็นวันที่พนักงานเหลือน้อยที่สุดตั้งแต่เปิดร้านมา เธอจึงต้องมาทำหน้าที่รับออเดอร์เองรวมถึงเสิร์ฟอาหารด้วย เนื่องจากพนักงานลากลับบ้านและลาป่วยกะทันหัน

            “ผัดกะเพราหมูสับบวกไข่ดาวหนึ่งจ้านาว”

            “สักครู่นะคะพี่เกด”

            นาราลักษณ์ร้องตอบก่อนจะรีบเทผัดไทยกุ้งสดใส่จานส่งไปให้เจ้าของร้านรุ่นพี่ จากนั้นก็รีบจัดการทำเมนูล่าสุดที่การะเกดสั่งอย่างรวดเร็ว

            เดิมทีเวลาที่นาราลักษณ์มารับงานที่นี่ เธอมักจะถูกจ้างให้มาล้างจานหรือไม่ก็ช่วยเสิร์ฟอาหาร แต่ครั้งนี้คนที่ลาป่วยกะทันหันเป็นแม่ครัวประจำร้าน หญิงสาวจึงต้องรับหน้าที่เป็นแม่ครัวจำเป็นให้หนึ่งวัน

            “พี่ชักอยากจองตัวนาวมาเป็นแม่ครัวประจำแล้วนะเนี่ย รู้ไหมว่าลูกค้าชมฝีมือเราทุกโต๊ะเลยนะ”

            “ขอบคุณค่ะพี่เกด แต่นาวคงไม่มีเวลามาทำประจำหรอกค่ะ เพราะที่ทำอยู่ตอนนี้ก็แทบรับไม่ไหวแล้วค่ะ”

            อีกอย่างนาราลักษณ์คงรับงานประจำไม่ได้ ด้วยไม่อยากไปแย่งอาชีพของแม่ครัวอีกคนที่เป็นพนักงานประจำ เพราะหญิงสาวรู้ดีว่างานมันสำคัญกับคนหาเช้ากินค่ำอย่างพวกเธอมากแค่ไหน

            “จ้า พี่เข้าใจ”

            การะเกดยิ้มให้สาวน้อยที่เธอเอ็นดูเหมือนน้องอย่างคนใจดี ก่อนจะยืนรอครู่หนึ่งเพราะเห็นว่านาราลักษณ์ทำผัดกะเพราใกล้จะเสร็จแล้ว

            “ไม่ใส่พวกเห็ด ข้าวโพด อะไรพวกนี้หรือจ๊ะ”

            คนอายุมากกว่าเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เพราะปกติมักจะเห็นแม่ครัวใส่เครื่องเคียงหลายอย่างผสมลงไปในผัดกะเพราจนแทบจะหาเนื้อสัตว์ไม่เจอ การะเกดไม่ได้หวงของหรอก เพียงแต่เธอไม่ค่อยเห็นใครทำแบบนี้เท่านั้น

            “ผัดกะเพราแบบโบราณน่ะค่ะพี่เกด ใส่แค่พริกกับใบกะเพราก็อร่อยแล้วค่ะ”

            “อืม...แต่กลิ่นหอมมากเลยเนอะ”

            การะเกดเอ่ยชมก่อนที่แม่ครัวจำเป็นจะตักผัดกะเพราสูตรเด็ดที่เคยเรียนมาจากคุณยายราดลงไปบนข้าวสวยร้อน โปะด้วยไข่ดาวไม่สุกจนเจ้าของร้านชักอดใจไม่ไหว

            “ทำให้พี่จานสินาว”

            “ได้ค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับก่อนจะจัดการผัดกะเพราต่ออีกจานทันที

 

 

*************************

 

 

            พันเดชขมวดคิ้วเมื่อเห็นหน้าตาผัดกะเพราแปลกไปจากร้านอื่นๆ เพราะเขาไม่เคยรับประทานผัดกะเพราที่เป็นสูตรโบราณอย่างนี้มาเป็นยี่สิบกว่าปีแล้ว นับตั้งแต่คุณย่าของเขาจากไป

            ครั้นเมื่อลองตักชิมรสชาติก็ทำเอาคนหิวเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะมันเหมือนกับที่คุณย่าเคยทำให้เขารับประทานตอนเด็กไม่มีผิด

            “คนทำอายุเท่าไรวะเนี่ย”

            ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองก่อนจะจัดการอาหารจานเดียวจากร้านอาหารเล็กๆ ที่เขาไม่ได้คาดหวังเรื่องรสชาติมากกว่ารับประทานเพื่อให้อาการท้องร้องมันเงียบสงบลง ทว่ารสชาติมันกลับถูกปากจนพันเดชต้องสั่งเพิ่มถึงสองจาน

            และก่อนกลับก็ไม่ลืมให้ทิปเป็นรางวัลสำหรับแม่ครัวคนดังกล่าวที่คาดเดาอายุเล่นๆ ว่าคงจะสักหกสิบขึ้นไป เพราะคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำผัดกะเพราที่เรียบง่ายและอร่อยสมเป็นกะเพราอย่างนี้

            “ฝากให้แม่ครัวด้วยนะครับ ทำอร่อยมาก”

            “พะ...พันหนึ่งเลยหรือคะ”

            “ครับ ฝากเอาไปให้แม่ครัวด้วย” ชายหนุ่มย้ำอีกครั้ง

            “ค่ะๆ ได้ค่ะ อย่าลืมแวะมาอีกนะคะคุณลูกค้า”

            “ครับ ไว้วันหลังผมจะแวะมาใหม่” 

            พันเดชตอบก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์ดีขึ้น สงสัยคงเป็นเพราะท้องอิ่มและได้อาหารถูกปากนั่นละ

 

 

       

 

 

*************************

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

กว่าจะได้มาอัพต่อ เกือบครึ่งเดือน งือออ

ไม่รู้ยุ่งอะไรนักหนา 

ตั้งแต่ย้ายของกลับมาอยู่บ้านที่ตจว. ช่วงปีใหม่ ไม่มีเวลาทำงานเบย

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะคะทุกคน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

467 ความคิดเห็น

  1. #419 lafindor (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 08:12
    รอต่อไปค่ะ
    #419
    0
  2. #418 suansailom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 07:35
    ดีใจ ได้อ่านแล้วววว
    #418
    0
  3. #3 kittyphoon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 07:05
    อิเสี่ย จะให้เพื่อน หรือกินเองหว่า
    #3
    1