จ้างรักวิวาห์หวาน (กำลังรีไรท์นะคะ)

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 1 เด็กเสิร์ฟ [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,473
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    7 ม.ค. 64

 

ตอนที่ 1 เด็กเสิร์ฟ

 

        

            ปังๆๆ

            “ตื่นๆๆๆ วันนี้เวรใครกรุณาตื่นมาทำกับข้าวเดี๋ยวนี้ คนสวยหิวแล้ว ตื่นนนนนน”

            เสียงทุบประตูดังลั่นทั่วบ้านทำเอานาราลักษณ์จำต้องดึงตัวลุกขึ้นมาด้วยสภาพงัวเงีย ก่อนจะเหวี่ยงขาลงจากเตียงเดินโซเซเมาขี้ตาออกไปเปิดประตู

            “จะทุบให้ประตูมันพังไปเลยเหรอไอ้นัท ลืมหรือไงว่าบ้านนี้ยังต้องจ่ายค่าเช่าทุกเดือนน่ะฮะ”

            “นัทตี้ กรุณาเรียกใหม่ ไม่งั้นไม่คุย”

            นัทตี้จีบปากจีบคอพลางกระชับที่คาดผมหูกระต่ายสีขาวสุดน่ารักแล้วเม้มปากแน่นบ่งบอกว่าจะไม่ยอมเปิดปากพูดด้วย หากเพื่อนสาวยังเรียกชื่อที่ไม่ถูกใจ

            “มีอะไรกันหรือนาว นัทตี้” 

            เสียงหวานจากด้านหลังทำให้คนตัวสูงที่สุดในบ้านยอมเปิดปากพูดในที่สุด

            “ก็วันนี้เป็นเวรนังชะนีน้อยทำกับข้าวน่ะสิ แต่จะเก้าโมงแล้วชียังไม่แหกหูแหกตามาทำอะไรไว้เลย ฉันหิวจนจะเป็นลมแล้วเนี่ย”

            ด้วยความที่ทั้งสามคนอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน และเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติจึงตกลงแบ่งหน้าที่กันภายในบ้าน โดยหน้าที่ทำกับข้าวจะตกเป็นของนาราลักษณ์และพลอยใสสลับกันทำ ส่วนหน้าที่ล้างจานนัทตี้อาสาทำให้ทุกวัน เนื่องจากเธอทำอาหารไม่เป็น

            และวันนี้ก็ถึงคิวทำอาหารของนาราลักษณ์แล้ว ซึ่งหญิงสาวทำงานหนักมาตลอดสัปดาห์ อีกทั้งเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็เกือบจะค่อนเช้า เลยทำให้หญิงสาวตื่นสายกว่าปกติและลืมลุกมาเตรียมอาหารไว้เหมือนทุกครั้ง

            “เพิ่งได้นอนตอนเกือบๆ ตีสี่อะแก โทษที” นาราลักษณ์พูดพลางแกะขี้ตาและพยายามสะบัดศีรษะขับไล่ความง่วงงุน

            “แกไหวหรือเปล่าเนี่ย ฉันไม่ได้ตั้งใจมาเร่งนะเว้ย เห็นปกติแกลุกมาเตรียมได้ตลอดอะชะนี”

            เมื่อเห็นสภาพอิดโรยของเพื่อนก็ทำเอานัทตี้รู้สึกผิดทันที หากนาราลักษณ์ปัดมืออย่างไม่ถือสาก่อนจะเดินแทรกออกไปจากห้อง

            “ไม่เป็นไรแก ตื่นมาก็ดีละจะได้หาอะไรกินแล้วมานอนต่อยาวๆ”

            “ไม่ต้องแล้วชะนี กลับไปนอนต่อเลย เดี๋ยวฉันโทร.สั่งมากินเอาก็ได้” นัทตี้รีบตามไปลากแขนเพื่อนสาวกลับเข้าห้องตามเดิม พลอยใสจึงรีบสำทับด้วยความเป็นห่วง

            “นั่นสินาว นอนต่อเถอะ เดี๋ยววันนี้พลอยทำให้เอง”

            “เอางั้นเหรอ”

            “เอางี้แหละ ไปๆ ไปนอน” นัทตี้รีบรุนหลังคนนอนน้อยเข้าไป ก่อนจะคว้าแขนเล็กของพลอยใสลากออกมาข้างนอกแทน

            “นอนไปเลย เดี๋ยวเสร็จแล้วฉันขึ้นมาเรียกลงไปกินละกัน”

            “อืมๆ ขอบใจพวกแกมาก”

            นาราลักษณ์กล่าวกับเพื่อนรักทั้งสองอย่างซาบซึ้งใจ เมื่อประตูถูกปิดลงร่างบางจึงลากขาไปทิ้งตัวนอนลงบนเตียงทันที

            บ้านหลังนี้มีทั้งหมดสองชั้น ประกอบด้วยห้องนอนใหญ่หนึ่งห้อง ห้องนอนเล็กหนึ่งห้อง มีห้องน้ำทั้งด้านบนและด้านล่าง รวมถึงครัวเล็กๆ อยู่หลังบ้าน โดยนาราลักษณ์และพลอยใสนอนห้องใหญ่ ใช้เตียงสองชั้นขนาดสามฟุตครึ่งเป็นที่หลับนอน ส่วนห้องเล็กยกให้คนที่มักจะพูดเสมอว่าตนนั้นสวยที่สุดในบ้านอย่างนัทตี้

            หากแต่ทิ้งตัวนอนได้เพียงไม่นานเสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่ใช้งานมาหลายปีก็ดังขึ้น ทำให้คนนอนน้อยต้องควานมือหาและกดรับสายโดยไม่ได้มองหน้าจอ

            “ฮัลโหล...”

            “นาวเหรอ นี่พี่เกดนะ”

            “ค่ะพี่เกด มีอะไรหรือคะ” หญิงสาวพยายามทำเสียงไม่ให้ดูงัวเงียจนเสียมารยาท ก่อนจะตั้งใจฟังปลายสายพูด

            “คือวันนี้นาวว่างหรือเปล่า พอจะมาช่วยงานที่ร้านให้พี่หน่อยได้ไหม พอดีพนักงานประจำลาป่วยกะทันหันน่ะ พี่เลยหาคนไม่ทัน คือ...พี่เข้าใจนะว่าวันนี้นาวตั้งใจจะหยุดรับงาน แต่มาช่วยพี่อีกสักวันได้ไหมน้องรัก”

            “ทำกี่ชั่วโมงหรือคะ”

            นาราลักษณ์เอ่ยถามออกไปเพราะบางครั้งอีกฝ่ายก็ไม่ได้จ้างเธอเต็มวัน แต่นั่นก็ทำให้คนปลายสายใจชื้น เพราะบ่งบอกว่าหญิงสาวไม่ปฏิเสธคำขอร้องของตน

            “คงต้องทำเต็มวันจ้ะเพราะวันนี้คนน้อย แต่พี่ให้นาวเข้างานตอนเที่ยงก็ได้”

            “งั้นเดี๋ยวนาวจะรีบออกไปนะคะ”

            “จ้า ขอบใจนะนาว”

            พูดจบฝ่ายนั้นก็วางสายไป ทิ้งให้นาราลักษณ์ถอนหายใจยาวเหยียดระบายความเหนื่อยล้า วันนี้หญิงสาวตั้งใจจะนอนพักผ่อนทั้งวันเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย แต่เมื่อการะเกดเอ่ยปากขอให้ช่วยจึงไม่กล้าปฏิเสธ เพราะอีกฝ่ายคอยป้อนงานพาร์ทไทม์ให้หญิงสาวอยู่บ่อยๆ

            ร่างบางนั่งตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปคว้าผ้าเช็ดตัวหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานก็เดินกระโจมอกออกมาเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดสำหรับใส่ออกไปทำงาน แต่เนื่องด้วยนาราลักษณ์ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด หญิงสาวจึงไม่ค่อยได้ซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่

            ในตู้ของเธอมีเพียงชุดนิสิตสองสามตัวกับชุดไปรเวทไม่ถึงสิบชุด ซึ่งหญิงสาวใส่ซ้ำอยู่บ่อยๆ จนคนรอบข้างจำได้หมดทุกตัวแล้ว หากนาราลักษณ์ไม่เคยอายที่ต้องใส่เสื้อผ้าเดิมๆ จนหลายตัวก็เรียกได้ว่าล้าสมัย เพราะแฟชันทุกวันนี้ไปเร็วยิ่งกว่าจรวด

            นาราลักษณ์หยิบเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ตัวเก่งออกมาอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด ก่อนจะรีบแต่งตัวและคว้ากระเป๋าสะพายเดินลงไปข้างล่าง

            “อ้าว ชะนีน้อย จะไปไหนของหล่อน ฉันกำลังจะไปตามลงมากินข้าวพอดี”

            “โทษทีนะแก พอดีพี่เกดโทร.มาขอให้ไปช่วยงานที่ร้านอะ ฉันต้องรีบไปแล้ว”

            “แล้วแกทำไหวเหรอเนี่ย เมื่อกี้ฉันนึกว่าซากศพ” นัทตี้ถามอย่างเป็นห่วง 

            “ไหวๆ” นาราลักษณ์ว่าพลางรีบสวมรองเท้าผ้าใบ ก่อนจะหันไปกล่าวกับเพื่อนอีกครั้งก่อนไป “ฉันไปก่อนนะแก ฝากบอกพลอยด้วยว่าเย็นนี้ไม่ต้องทำกับข้าว เดี๋ยวเอาอาหารจากร้านพี่เกดมาฝาก”

            “โอเคๆ”

            ทุกครั้งที่ไปช่วยงานร้านอาหารของการะเกด นาราลักษณ์มักจะได้อาหารจากร้านกลับบ้านมาฝากเพื่อนๆ เสมอ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นัทตี้และพลอยใสรักและเป็นห่วงเพื่อนคนนี้มาก

            “อ้าว...นาวออกไปไหนเหรอนัทตี้”

            พลอยใสที่ยกหม้อหุงข้าวออกมาจากครัวเอ่ยถามอย่างแปลกใจ เพราะทันเห็นเพื่อนสาวตอนปิดประตูเดินออกจากบ้านพอดี

            “เห็นว่าพี่เกดเรียกให้ไปช่วยงานที่ร้านน่ะค่ะลูกสาว”

            “แย่จัง แบบนี้ก็ไม่ได้พักอีกแล้วน่ะสิ”

            “เฮ้อ...ก็ตามนั้นแหละ” นัทตี้ถอนหายใจพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เพื่อรับประทานอาหาร “เห็นแล้วคนสวยละเหนื่อยแทน ทำงานแทบไม่ได้หยุด คนเรามันต้องลำบากอะไรขนาดนี้วะเนี่ย อายุก็เพิ่งแค่นี้”

            เมื่อเทียบกับนัทตี้ที่มีพ่อแม่ส่งเสียให้เรียนมาตลอด แม้ครอบครัวจะไม่ได้มีฐานะมากมาย แต่ก็ไม่เคยต้องลำบากตรากตรำอย่างนาราลักษณ์

            “เราจะช่วยเหลือนาวยังไงได้บ้างนะนัทตี้ เห็นนาวทำงานหนักแบบนี้แล้วพลอยสงสารจัง” 

            พลอยใสทำหน้าเศร้าพลางตักข้าวใส่จานให้เพื่อน ตัวเธอเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เป็นเพียงคนธรรมดาที่มีฐานะไม่ได้แตกต่างจากเพื่อนๆ นัก แต่ก็ไม่ได้ลำบากจนต้องไปทำงานพิเศษอย่างนาราลักษณ์

            “ช่วยอะไรได้ล่ะ ก็เป็นกำลังใจให้ได้อย่างเดียวเนี่ยแหละ หรือไม่ก็ช่วยกันสวดมนต์ขอให้ชะนีน้อยมันได้ผัวรวยเร็วๆ ชีวิตจะได้สุขสบายกับเขาสักที”

            “พูดอย่างกับว่าทุกวันนี้ไม่มีคนรวยมาจีบนาวงั้นแหละนัทตี้”

            นาราลักษณ์เล่าให้ฟังเสมอว่ามีลูกค้ามาเสนอเงินให้บ่อยๆ หากเพื่อนสาวหวังพึ่งสามีรวยคงไม่ทนลำบากทำงานหนักเช่นนี้ตั้งแต่แรก

            “เออว่ะ! ฉันลืมไปว่านังชะนีน้อยมันตายด้าน” ว่าแล้วก็ถอนหายใจ “ เฮ้อ...งั้นก็ภาวนาขอให้มันเรียนจบและมีงานทำดีๆ เงินเดือนสูงๆ อย่างที่มันหวังก็แล้วกัน”

 

 

***********************

 

 

            เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์แท้ๆ แต่แทนที่พันเดชจะได้นอนยาวๆ โดยไม่มีอะไรมารบกวน กลับต้องเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงแทบไม่ทัน

            “อะไรของเธอเนี่ยซอนญ่า! เข้ามาในห้องพี่ได้ยังไง”

            ชายหนุ่มมองคนที่นอนอวดหุ่นอวบอัดอยู่บนเตียงของตนอย่างหัวเสีย ซอนญ่าจึงจำต้องลุกขึ้นมามองเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึงอย่างคนถูกขัดใจ

            “ก็ไม่เห็นจะยากเลยนี่คะ แค่ขอคีย์การ์ดจากคุณป้า ง่ายนิดเดียว” เธอพูดอย่างไม่แยแส

            “แต่นี่มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของพี่ เธอหรือใครก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาทั้งนั้น ถ้าไม่ได้รับอนุญาต”

            พันเดชอธิบายด้วยความหงุดหงิด เสยผมหยักศกที่ยาวประบ่าขึ้นอย่างหัวเสีย ทว่าคนมองกลับรู้สึกว่าท่าเสยผมของเขามันช่างมีเสน่ห์และเซ็กซี่จนอยากเข้าไปลองสัมผัส โดยเฉพาะแผงอกแกร่งที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ และยิ่งเห็นรอยสักรูปเพกาซัสหรือม้ามีปีกในเทพนิยายที่กำลังสยายปีกงดงามข้างลำตัวด้านซ้าย พลันหัวใจของซอนญ่าก็เต้นแรงด้วยความหลงใหล

            ต้นแขนขวาที่อุดมด้วยมัดกล้ามถูกสักเป็นรูปคลื่นน้ำขนาดยักษ์คลุมไปจนถึงข้อศอก ส่งให้เจ้าของร่างกำยำดูร้อนแรงจนเธอเผลอลอบกลืนน้ำลาย แต่น่าเสียดายที่ซอนญ่ายังไม่เคยมีโอกาสลิ้มลองความแข็งแกร่งตรงหน้าแม้สักครั้ง เพราะพันเดชใจแข็งเหลือเกิน

            “ทำไมพี่เดชถึงทำท่าทางรังเกียจซอนญ่านักคะ ซอนญ่าไม่สวยตรงไหน”

            ซอนญ่าถามอย่างไม่เข้าใจ ความสวยของเธอแทบจะเรียกได้ว่าไร้ที่ติ แต่มันกลับไม่เคยมีผลอะไรกับผู้ชายตรงหน้า

            “เธอสวยทุกตรงนั่นละซอนญ่า แต่พี่แค่ไม่ได้รักเธอ”

            “ใจร้ายตลอดเลยนะคะพี่เดช ซอนญ่าจีบพี่มาเป็นปีแล้วนะคะ เมื่อไรจะใจอ่อนสักที”

            หญิงสาวมองเขาอย่างตัดพ้อ พันเดชจึงถอนหายใจยาวก่อนจะพูดกับเธออย่างจริงจัง

            “ต่อให้เธอจีบพี่ไปจนตายคำตอบมันก็เหมือนเดิมนั่นละซอนญ่า...พี่เห็นเธอเป็นแค่น้องสาว และพี่ก็ไม่อยากทำให้ความสัมพันธ์ของแม่เราต้องสั่นคลอน เข้าใจหรือเปล่า?”

            “ถ้าไม่อยากทำให้แม่เราต้องผิดใจกัน พี่เดชก็ลองมารักกับซอนญ่าดูสักครั้งสิคะ ซอนญ่ารู้ว่าพี่ไม่ชอบการผูกมัด ซอนญ่าเองก็ไม่ซีเรียส แล้วมันติดตรงไหนหรือคะ?”

            พันเดชมองคนที่เริ่มพูดไม่รู้เรื่องด้วยสายตาเย็นชา เขาเข้าใจความหมายของซอนญ่าดี เธอต้องการเซ็กซ์จากเขา แต่การมีความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดเป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด พันเดชจึงหลีกเลี่ยงหญิงสาวมาโดยตลอด

            เขาไม่ต้องการแต่งงานหรือจริงจังกับผู้หญิงคนไหนทั้งสิ้น ซึ่งหากเผลอพลาดท่ากับผู้หญิงอย่างซอนญ่า พันเดชเชื่อพันเปอร์เซ็นต์เลยว่าเธอจะนำพาความวุ่นวายมาสู่ชีวิตของเขาอย่างแน่นอน

            ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอาแค่ที่ผ่านมาก็เห็นถึงการกระทำของเจ้าหล่อนจนระอาเต็มทนแล้ว ขนาดยังไม่ได้เป็นอะไรกันซอนญ่ายังตามติดเขาถึงขนาดนี้ แถมยังชอบแสดงความเป็นเจ้าของกับพันเดชอยู่เรื่อย แล้วถ้าเผลอแต่งงานกันไป มีหวังเขาคงกลายเป็นนักโทษคุมขังถูกจองจำตลอดชีวิตเป็นแน่

            “มันติดตรงที่เธอเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องอย่างนี้ไงซอนญ่า...ออกไปจากห้องพี่ในตอนที่พี่ยังใจดีกับเธออยู่เถอะ”

            “ออกไปก็ได้ค่ะ...แต่พี่เดชต้องออกไปด้วย ไม่งั้นซอนญ่าจะเฝ้าพี่ทั้งวันทั้งคืน...ซอนญ่าจะถอดชุดออกทีละชิ้น...ทีละชิ้น” เธอทำสายตาท้าทายอย่างคนเอาแต่ใจ “ก็มาลองดูแล้วกันว่าพี่เดชจะทนได้สักกี่น้ำ”

            ไม่ว่าเปล่าหากนิ้วสวยเริ่มสะกิดสายเดี่ยวตกลงไปหนึ่งข้างแล้ว ทว่าสายตาของพันเดชกลับยังเย็นชาอยู่เช่นเดิม

            ซอนญ่ามั่นใจในความสวยของตัวเอง แต่หญิงสาวช่างไม่รู้เสียแล้วว่าพันเดชนั้นผ่านผู้หญิงมามากมายกว่าที่เธอคิดไว้มาก เขาไม่ใช่คนมักมากที่พร้อมกระโจนขย้ำอิสตรีอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่คู่นอนของเขาล้วนถูกเลือกมาเป็นอย่างดี ไอ้ประเภทที่ชอบเอาเขาไปพูดลับหลังว่าเคยขึ้นเตียงด้วยนั้น มโนทั้งเพ!

            แล้วต่อให้ซอนญ่าถอดจนไม่เหลืออาภรณ์ติดกายสักชิ้น ก็ไม่อาจทำให้คนอย่างพันเดชหันไปสนใจเธอได้

            “ออกไป”

            พันเดชพูดเสียงลอดไรฟันทว่าสายตานั้นจริงจังไร้ซึ่งแววล้อเล่น หากซอนญ่ายังคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เมื่อสายตาของเขาจ้องเธอเขม็งตลอดเวลา หญิงสาวจึงใช้โอกาสนี้เพื่อทำให้เขาติดบ่วง

            ดวงตาสวยที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพงทอดมองเขาอย่างเชิญชวน ก่อนจะปลดชุดเดรสสายเดี่ยวลงกองแทบเท้า เหลือเพียงกางเกงในลายลูกไม้สีดำตัวเดียวที่ปกปิดส่วนสงวน

            เธอยกยิ้มอย่างพอใจในผลงานของตัวเอง ก่อนจะทอดปลีน่องไปหยุดตรงหน้าร่างสูงอย่างช้าๆ หมายจะเย้ายวนให้เขามาสัมผัส ทว่าจนแล้วจนรอดเขาก็ยังนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านจนเธอต้องเป็นฝ่ายยื่นมือไปสัมผัสกับแผงอกแกร่งเสียเอง แต่แล้วก็ต้องชะงักกึกและหน้าชากับคำพูดร้ายกาจของคนตรงหน้า

            “ราคาถูกไปหน่อยนะซอนญ่า...ถ้าคิดจะขึ้นเตียงกับพี่ ลองกลับไปทำตัวให้มันดูแพงขึ้นกว่านี้หน่อย”

            “มันจะมากไปแล้วนะคะ!”

            “หึ! เห็นแล้วนะว่าต่อให้ถอดจนไม่เหลืออะไร ถ้าพี่ไม่เอาก็คือไม่เอา!”

            พูดจบร่างสูงใหญ่กว่าหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรก็หมุนตัวออกไปจากห้องนอนของตัวเองทันที ทิ้งให้ซอนญ่ากำมือแน่นมองตามด้วยความโกรธ

            “สักวันเถอะ! ซอนญ่าจะทำให้พี่ต้องเปลี่ยนคำพูด”

         

 

 

*************************

พี่ไม่ใช่พระอิฐพระปูน แต่พี่ก็ไม่เอาเธอนะซอนญ่า

หน้าชากันไปเนอะ ยิ้มมุมปาก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

467 ความคิดเห็น

  1. #417 muminahmingyk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 มกราคม 2564 / 01:21
    รอคับ 🥰
    #417
    0
  2. #2 kittyphoon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กันยายน 2563 / 20:11
    ควรมาต่อๆๆๆๆ
    #2
    1