จ้างรักวิวาห์หวาน (กำลังรีไรท์นะคะ)

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 4 ตามใจฉัน [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,501
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    19 ม.ค. 64

 

ตอนที่ 4 ตามใจฉัน

 

 

            ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังพันเดชพาไปส่งถึงบ้าน ร่างแน่งน้อยก็แทบปล่อยโฮเมื่อต้องจำใจลากสังขารให้ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อรับผิดชอบต่อคำโกหกของตัวเองจนนำความลำบากมาสู่ชีวิต

            “ทำไมวันนี้รีบตื่นล่ะนาว เพิ่งจะนอนไปไม่กี่ชั่วโมงเอง”

            เสียงงัวเงียของคนที่นอนบนเตียงชั้นสองเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนรักตื่นขึ้นมาแต่เช้าทั้งที่ปกติจะตื่นขึ้นมาอาบน้ำเป็นคนสุดท้ายทุกวัน

            “พอดีมีธุระต้องรีบออกไปน่ะพลอย นอนต่อเถอะ”

            “ธุระอะไรเหรอ ทำไมออกแต่เช้าจัง”

            คนโกหกทำหน้าลำบากใจ ไม่อยากปิดบังเพื่อนรักเลยสักนิด แต่ก็ไม่รู้จะบอกอย่างไรดี 

            “รับจ๊อบตอนเช้าก่อนเข้าเรียนไว้น่ะ ไปอาบน้ำก่อนนะ”

            “อื้อ” พลอยใสตอบรับเบาๆ ในลำคอด้วยความง่วงงุน แต่ก็ไม่วายห่วงใยคนเป็นเพื่อน “ไม่ไหวก็พักนะนาว อย่าหักโหมเกิน”

            “อ่า...อืม...ไม่ต้องห่วง สบายมาก”

            สบายก็แย่แล้วละ เธอง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว แต่ร่างบางก็จำต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนิสิตสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ใช้เวลาแต่งตัวไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จากคนเอาแต่ใจ จึงรีบวิ่งออกไปก่อนที่คนตื่นเช้าอย่างนัทตี้ที่มักจะตื่นเร็วเพื่อแต่งหน้าก่อนออกจากบ้านจะตื่นขึ้นมาเห็นเสียก่อน

            “หนีผีในบ้านมาหรือไง”

            พันเดชเอ่ยทักร่างแน่งน้อยที่สวมชุดนิสิตพอดีตัววิ่งเร็วๆ ออกมาจากบ้านราวกับหนีอะไรมา หากนาราลักษณ์ไม่ตอบทันที หลังเบียดตัวเข้ามานั่งในรถก็หอบหายใจเพียงอย่างเดียว

            “ขับออกไปสิคุณ รออะไร”

            เสียงเหนื่อยปนหอบนิดๆ หันมาสั่งอย่างลืมตัว หากสารถีหนุ่มกลับไม่ยอมออกรถง่ายๆ เขาจ้องมองใบหน้าเนียนใสที่เข้ากับชุดเครื่องแบบนักศึกษาเป็นที่สุดอย่างเกิดความสงสัย และแน่นอนว่าหากไม่ได้รับคำตอบพันเดชไม่มีทางพาเธอไปไหนแน่

            “สรุปหนีอะไร ดูรีบร้อนแปลกๆ”

            “ปะ...เปล่า ฉันแค่ไม่อยากเจอรถติด” คนโกหกทำหน้าเลิ่กลั่ก “คุณก็รู้ไม่ใช่หรือคะว่ากรุงเทพฯ รถติดยิ่งกว่านรก ออกช้าห้านาทีชีวิตเปลี่ยนนะ”

            “ตอนนี้เพิ่งตีห้า เอาอะไรมาติด”

            “ไม่ติดก็ไม่ติดค่ะ แต่ถ้าคุณมัวแต่ถามฉันจะลงไปโบกแท็กซี่”

            “ลงได้ก็ลงไปสิ”

            ร่างสูงท้าทายยิ้มๆ ขณะที่มือกดล็อกประตูไว้หมดทุกด้าน ส่งผลให้คนตกเป็นรองมองใบหน้าหล่อเหลาตาขุ่นแต่เช้าตรู่

            “แน่จริงปลดล็อกสิคะ”

            “อยากลงก็เอื้อมมากดเอาเอง”

            เขาชี้จุดให้ด้วยอีกต่างหาก แต่นาราลักษณ์ไม่หลงกล เพราะหากเธอเอื้อมมือไปปลดล็อกประตู หญิงสาวก็จะต้องคร่อมตัวเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้ แล้วเรื่องอะไรเธอจะต้องเปลืองตัวโดยใช่เหตุแบบนั้น

            “ไปสักทีเถอะค่ะ”

            “บอกก่อนว่าหนีอะไรมา”

            “ไม่ได้หนีค่ะ แค่กลัวคุณรอนานเลยรีบวิ่งมาแค่นั้น”

            “เป็นห่วงฉันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร”

            คิ้วเข้มเลิกขึ้นถาม รู้ทันอยู่หรอกว่าเธอพูดปด แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด พอได้ยินเช่นนี้แล้วอารมณ์ของเขาที่มันดีอยู่แล้วกลับยิ่งดีขึ้นไปอีก

            มันก็เป็นคำตอบที่รื่นหูใช้ได้

            “ไม่ได้เป็นห่วงค่ะ มันเป็นมารยาท” เธอแก้

            “งั้นหรือแม่คนมารยาทงาม” พันเดชมองคนข้างๆ อย่างนึกหมั่นไส้ “จะให้ฉันไปส่งที่ไหนก็บอกทางมา”

            “ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยค่ะ” หญิงสาวรีบตอบ 

            “ได้ เดี๋ยวพาขึ้นคอนโดฯ หากิจกรรมเข้าจังหวะทำสักรอบแล้วจะวนรถกลับมาส่ง”

            เมื่อถูกรวนมาพันเดชจึงกวนกลับพร้อมกับเหยียบคันเร่งเคลื่อนรถออกจากหน้าบ้าน ทำเอานาราลักษณ์ร้องห้ามเสียงหลงด้วยกลัวว่าเขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆ

            “มหาลัยค่ะ ไปส่งฉันที่คณะ”

            “ก็แค่นั้น”

            คนพ่ายแพ้ทุกทางทำปากขมุบขมิบอย่างนึกโมโห หากแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องนั่งรถไปอย่างเงียบๆ 

            “ง่วงหรือเปล่า ถ้าง่วงก็ปรับเบาะแล้วนอนไปเลย” เสียงห้าวที่ฟังดูอ่อนละมุนกว่าปกติเอ่ยขึ้น ทำให้คนที่นั่งหันหน้ามองข้างทางเผลอหันไปเหลือบมองอย่างอดไม่ได้ 

            หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ อย่างสับสน เพราะอยู่ๆ หัวใจก็เกิดรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด แต่มันดูจะไร้เหตุผลมากเกินไปร่างบางจึงรีบสลัดความรู้สึกดังกล่าวทิ้งอย่างรวดเร็ว

            “แล้วคุณไม่ง่วงหรือคะ...คุณก็น่าจะนอนน้อยพอๆ กัน”

            “ง่วงแล้วจะให้ทำไง มันมีคนบางคนโกหกตารางเรียนไปเรื่อยจนต้องรีบแหกขี้ตาตื่นนี่”

            คนถูกพาดพิงถึงกับเบิกตากว้าง ขยับตัวอย่างร้อนรนทันที

            “ใครโกหกตารางเรียนคะ”

            “ยังจะแถต่อนะ”

            “พูดเหมือนคุณรู้ตารางเรียนของฉัน” ถามอย่างดูเชิง และเมื่อได้รับคำตอบที่เหนือความคาดหมายก็ทำเอานาราลักษณ์อ้าปากค้างอย่างอึ้งๆ

            “ฉันรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอนั่นละ” เจ้าของเสียงทุ้มหันมามองสบตาเล็กน้อยสลับกับมองทาง

            “ล้อเล่นหรือเปล่าคุณ”

            “วันนี้เธอมีเรียนแปดโมงหรือเปล่าล่ะ ถ้าใช่ก็คงไม่ล้อเล่น”

            “คะ...คุณรู้ตารางเรียนฉันได้ยังไง” คราวนี้หญิงสาวโพล่งถามด้วยความตกใจ และนั่นก็ทำให้พันเดชยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์

            “อยากรู้ก็ให้ฉันจูบทีหนึ่งแล้วจะบอก”

            “นอนฝันเอาเถอะ!”

            หญิงสาวสะบัดค้อนอย่างนึกโมโห ไม่เคยจะรู้อะไรจากเขาสักอย่าง ครั้นพอเธอสงสัยเขาก็มักจะเอาเรื่องล่อแหลมเข้ามาขู่ แล้วใครมันจะอยากเอาตัวเองไปแลกให้เปลืองตัวกันเล่า

            เมื่อเห็นแม่ตัวดีหยุดถามพันเดชจึงยิ้มขันเล็กน้อย ชายหนุ่มขับรถพาคนตัวเล็กไปส่งที่คณะของเธอตามที่หญิงสาวขอ ทว่าครั้นหันไปอีกทีตอนเลี้ยวเข้าไปในเขตมหาวิทยาลัยก็พบว่าคนข้างๆ ผล็อยหลับไปเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงจึงตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถที่ขับผ่าน ก่อนจะพาดลำแขนกับพวงมาลัยรถและนั่งมองคนหลับอย่างเงียบๆ

            นาราลักษณ์หลับตาพริ้ม หายใจสม่ำเสมอ ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกว่าเจ้าตัวเหนื่อยล้าเหลือทน...ตัวก็เล็กเท่านี้ แต่หญิงสาวกลับเข้มแข็งและอดทนอย่างไม่น่าเชื่อ

            เรื่องบางเรื่องที่เด็กสาวคนนี้เจอมา แม้แต่ผู้ชายอกสามศอกอย่างเขายังต้องยอมรับว่ามันหนักเกินไป แต่เธอกลับไม่เคยปริปากบ่นและสู้ไม่เคยถอย

            ทั้งที่มีช่องทางที่จะทำให้เธอสบายกว่านี้ตั้งมากมาย แต่นาราลักษณ์กลับไม่เคยเลือกใช้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้พันเดชรู้สึกนับถือและอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเกิน แต่มั่นใจว่าเธอคงไม่รับ เขาจึงต้องสร้างเงื่อนไขสุดเอาแต่ใจนั้นขึ้นมา

            แรกจุดประสงค์มีเพียงแค่อยากช่วยเหลือ แต่ยิ่งได้เข้าใกล้และได้พูดคุยก็ดูเหมือนเป้าหมายของเขามันชักจะเปลี่ยนไปทีละนิด

            แน่นอนว่าพันเดชไม่เคยทำดีเพื่อหวังผล...ถ้าของตอบแทนไม่น่าสนใจพอ

            ชายหนุ่มคิดแล้วยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไปมองคนหลับใกล้ๆ อย่างอดไม่ได้ ทว่ากลิ่นหอมสบู่และแป้งเด็กจากตัวอีกฝ่ายมันช่างดึงดูดจนแทบอดใจไม่ไหว

            ‘คุก’

            อยู่ๆ คำนี้ก็สว่างวาบขึ้นมาในหัว แต่เมื่อคิดว่าเธอบรรลุนิติภาวะเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าคมก็ไม่ยับยั้งตัวเองอีกต่อไป

            ‘นิดหน่อยน่า...ตำรวจไม่จับหรอก’

            เขาบอกตัวเองในใจก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากมนเบาๆ แล้วถอนใบหน้าออกมาช้าๆ เพื่อไม่ให้การกระทำดังกล่าวของตนไปรบกวนการนอนของคนตัวเล็ก

            ทว่าพันเดชกลับคิดผิดมหันต์เมื่อสายตาคมดันไปจับจ้องกลีบปากเล็ก แล้วมีหรือคนตามใจตัวเองอย่างเขาจะนั่งมองอยู่เฉยๆ 

            ใบหน้าหล่อเหลาเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะก้มลงไปช้าๆ หมายจะชิมความหวานที่กำลังล่อใจดูเสียหน่อย หากแต่ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะทันได้ครอบครองกลีบกุหลาบสีชมพูระเรื่อ พลันเปลือกตาบางของคนหลับก็ลืมโพลงขึ้นมาเสียก่อน

            “ทะ...ทำอะไร!”

            นาราลักษณ์เอ่ยถามอย่างตกใจก่อนจะผลักเขาออกพลางดีดตัวขึ้นนั่งตัวตรง ทว่าร่างหนาช่างแข็งแกร่งดุจยักษ์ปักหลั่น เพราะแรงผลักของเธอไม่อาจทำอะไรเขาได้ 

            และแทนที่เขาจะตกใจที่ถูกจับได้จังเบ้อเร่อ แต่พันเดชกลับยังไม่ละสายตาไปจากริมฝีปากอิ่มสวย มิหนำซ้ำมือหนายังกดไหล่บางตรึงไว้กับเบาะจนดิ้นไม่หลุด

            “อยู่เฉยๆ เดี๋ยวรถโยก...ฉันแค่จะจูบ ไม่ได้จะเอา”

            คนฟังถึงกับอ้าปากค้างอย่างอึ้งๆ ด้วยไม่คิดว่าเขาจะพูดจาโจ๋งครึ่มโดยไม่กระดากอายเช่นนี้ หากแต่นั่นกลับกลายเป็นการเปิดช่องให้คนที่จ้องจะจูบโดยไม่รู้ตัว

            “อื้อๆๆ”

            กำปั้นน้อยๆ ทุบตีไหล่หนาอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อเขาประทับจูบลงมาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ทำเอาความรู้สึกของนาราลักษณ์หมุนคว้างเป็นนาที ยิ่งเมื่อปลายลิ้นร้อนสอดแทรกเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงความมืดมนที่ค่อยๆ โรยตัวลงมาจนภาพทั้งหมดกลายเป็นสีดำ

            พันเดชดูดเม้มกลีบปากบางและกลืนความหวานลงคออย่างเผลอตัว แต่แล้วไม่นานหัวคิ้วเข้มก็ย่นเข้าหากันอย่างแปลกใจ เพราะเจ้าของริมฝีปากแสนหวานไม่ต่อต้านหรือตอบโต้เหมือนอย่างตอนแรกแล้ว แถมยังตัวอ่อนปวกเปียกยิ่งกว่าขี้ผึ้งลนไฟเสียอีก

            ด้วยความสงสัยจึงค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมา แต่เมื่อพบว่าคนตัวเล็กหลับสนิทแบบคอพับคออ่อนทั้งที่เขาเพิ่งจะจูบเธออย่างเร่าร้อนแท้ๆ ก็ทำเอาพันเดชถึงกับกะพริบตาอย่างมึนงง

            “นาว...นาว”

            เขาส่งเสียงเรียกพลางใช้มือตบแก้มเนียนเบาๆ อย่างเรียกสติ แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรนาราลักษณ์ก็ไม่ยอมตื่น

            “เวร! จูบแค่นี้ถึงกับเป็นลมเลยหรือวะเนี่ย”

            ไม่รู้ว่าจะสงสารหรือว่าขำดี เพราะเกิดมาเขายังไม่เคยเจอใครอ่อนหัดเท่านี้มาก่อน แต่เมื่อคิดว่ามันเป็นจูบแรก พลันรอยยิ้มพอใจก็ระบายออกมาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะปรับเบาะให้คนเป็นลมเอนนอนอย่างถนัดถนี่มากขึ้น

            “หึๆ เด็กเกิ๊น”

 

 

 

**********************

คุก คุก คุก

คุณตำหนวดดดด มาจับค่ะ คนแก่ลวนลามเด็ก ^O^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

469 ความคิดเห็น

  1. #426 Jreye (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 13:18

    กวนได้ใจ
    #426
    0
  2. #425 MMMstar (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 09:08
    อย่าทำน้อนนนนน 555
    #425
    0
  3. #424 panon40 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มกราคม 2564 / 08:33

    คุกๆๆๆๆค่ะป๋าขาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #424
    0
  4. #16 aranyaorchid (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 07:51
    พี่พันคิดจะทำอะไรอยากลองของว่างั้น
    #16
    1
  5. #15 Paiky Klongluang (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 06:03
    จริงๆ สนใจน้องล่ะซิ..
    #15
    1