จ้างรักวิวาห์หวาน (กำลังรีไรท์นะคะ)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 4 ตามใจฉัน [2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,746
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    18 ม.ค. 64

 

ตอนที่ 4 ตามใจฉัน

 

 

            ร่างบอบบางปิดปากเงียบเมื่อขึ้นมานั่งในรถคันหรูของคนเป็นเจ้านายซึ่งพ่วงท้ายด้วยตำแหน่งเจ้าหนี้หน้าเลือด พยายามประหยัดคำพูดเพราะไม่อยากให้ช่องว่างระหว่างเธอกับเขาถูกร่นเข้าหากัน

            คนเจ้าเล่ห์อย่างพันเดช ไม่ควรสนิทสนมด้วยเลยสักนิด เพราะยิ่งคุยด้วยยิ่งมีแต่เรื่องเสียเปรียบ

            “ปกติเลิกงานแล้วไปไหนต่อ” สารถีกิตติมศักดิ์เริ่มชวนคุยทำลายความเงียบ

            “กลับบ้านสิถามแปลก”

            “ฉันหมายถึงแวะที่ไหนก่อนกลับ”

            แม้จะเป็นคนเลือดร้อนแต่พันเดชกลับใจเย็นกับม้าแสนพยศตัวนี้อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่สายตาคมมองแน่วแน่อยู่กับถนน หากก็มีหลายครั้งที่เขาเหลือบมองคนข้างๆ อยู่เป็นระยะ

            และเมื่อเห็นเธอเงียบราวกับการเสวนากับเขามันจะทำให้ดอกพิกุลในปากร่วงออกมาก็นึกอยากปราบความอวดดีขึ้นมาครามครัน จึงจอดรถข้างทางเสียดื้อๆ ทำเอาคนนั่งเงียบเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนกทันที

            “จะ...จอดรถทำไม”

            “กำลังคิดอยู่ว่าถ้ายังถามแล้วไม่ได้คำตอบอีกครั้งเดียวจะพาเธอแวะหาอะไรทำข้างทางก่อนกลับ”

            ไม่มีแววล้อเล่นปะปนอยู่ในสายตาของคนพูดสักนิด และที่นี่ก็เปลี่ยวเกินกว่าที่หญิงสาวจะกล้าพยศกับเขาจึงจำต้องกัดฟันตอบอย่างไม่เต็มใจ

            “แวะกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย”

            “ก็แค่นั้น” เขาว่าก่อนจะหันไปขับรถต่อ “ถึงร้านก็บอกด้วย เดี๋ยวแวะให้”

            นาราลักษณ์หน้าบึ้ง ไม่เข้าใจพันเดชเลยสักนิด อยู่ๆ เขาก็เข้ามาวุ่นวายในชีวิตเธอ สร้างเงื่อนไขมัดมือชกให้หญิงสาวต้องตกเป็นเบี้ยล่างอย่างจงใจ หากจะบอกว่าที่ทำไปเพียงต้องการตัวเด็กเสิร์ฟอย่างเธอไปสนองตัณหา มันก็ช่างดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

            เพราะรายล้อมตัวเขามีผู้หญิงสวยๆ มากมายมาให้เลือกไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้งพันเดชยังมีว่าที่คู่หมั้นที่สวยหยดย้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบรนด์หรูทั้งตัว และมีเครื่องประดับราคาแพงบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมอันสูงส่ง

            ผู้หญิงของเขามีหน้ามีตาพร้อมให้เชิดชูเสียขนาดนั้น แต่เจ้าตัวกลับยังมักมากหาเรื่องเอาเปรียบคนจนอย่างเธอไม่หยุด ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักพอเอาเสียเลย

            “จะถึงปากซอยเข้าหมู่บ้านเธอแล้ว ไหนล่ะร้านก๋วยเตี๋ยวที่ว่า”

            นาราลักษณ์ย่นคิ้วอย่างไม่ชอบใจ แต่กระนั้นก็จำต้องบอกแต่โดยดี เพราะหากเธอขัดใจเขาแม้แต่น้อย คนบ้าดีเดือดอย่างพันเดชคงพาหญิงสาวแวะหาอะไรทำข้างทางอย่างที่ขู่ไว้เป็นแน่

            “เลี้ยวเข้าซอยก็เจอแล้ว มีอยู่ร้านเดียว”

            “พูดให้มันหวานๆ เพราะๆ เหมือนตอนคุยกับผู้ชายคนอื่นหน่อย”

            “จำเป็นด้วยหรือ?” หญิงสาวถามกลับเสียงห้วน

            พันเดชไม่ตอบคำถามนั้นทันที ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าไปในซอย และเมื่อเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่หญิงสาวว่าก็หาที่จอด ทว่าทันทีที่รถสปอร์ตคันหรูจอดเทียบฟุตพาทได้สำเร็จ มือหนาก็เลื่อนไปกดแผงควบคุมการเปิดปิดประตูเอาไว้แล้วหันไปมองคนข้างๆ นิ่ง

            นาราลักษณ์พยายามเปิดประตูแต่ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จจึงหันขวับมามองคนต้นเหตุตาขุ่น

            “ถ้าจะกินก็เปิดประตูสิคุณ”

            “ป๋าคะ...ไหนลองเรียก” เขาสั่ง และนั่นก็ทำให้นาราลักษณ์ทำหน้าขนลุกขนพองทันที

            “อี๋...ใครจะเรียก ฝันไปเถอะ ฉันไม่ใช่เด็กในสังกัดของคุณนะ”

            “ถ้าไม่เรียกก็ไม่ต้องลงจากรถ...หรือจะหาอะไรทำในรถตอนนี้ดี” คนเจ้าเล่ห์แกล้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้พลางยกมุมปากอย่างมีเลศนัย “แต่ถ้ารถมันโยกแรงจนคนข้างนอกสงสัยก็ช่วยไม่ได้นะ”

            “คนบ้า! โรคจิต พูดอะไรออกมาแต่ละอย่างไม่รู้จักอายเลยสักนิด!”

            “หึๆ จะอายทำไมกันเล่า มันก็เรื่องธรรมชาติทั้งนั้น ใครๆ เขาก็ทำกัน”

            “อย่ามาเหมารวม เพราะฉันไม่ทำเรื่องทุเรศๆ แบบคุณหรอก”

            “อ้าว...พูดแบบนี้แสดงว่ายังไม่รู้ใช่ไหมว่าเรื่องแบบนี้มันทำคนเดียวไม่ได้ ถ้าไม่เชื่อเดี๋ยวสาธิตให้ดู”

            ว่าแล้วคนตัวโตก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วจนริมฝีปากหนาเกือบจะเข้ามาแตะกลีบปากบางสำเร็จ โชคดีเหลือเกินที่นาราลักษณ์ยกมือขึ้นมาดันใบหน้าสากได้ทันท่วงที 

            เขายิ้มตาเป็นประกายอย่างคนกำลังสนุก แตกต่างจากเธอลิบลับที่หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตกใจจนแทบช็อก

            “ถะ...ถอยไป...ค่ะ”

            เกือบลืมหางเสียงตามที่เขาเรียกร้องเสียแล้ว แต่กระนั้นพันเดชก็ยังไม่พอใจอยู่ดี เขาดันใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาจนมือเล็กแทบป้องไว้ไม่อยู่ ก่อนจะขยับปากพูดอย่างคนเอาแต่ใจ

            “ป๋าคะ ไหนพูด”

            นาราลักษณ์เม้มปากแน่นอย่างโมโห หากแต่สถานการณ์สุ่มเสี่ยงเกินไปจึงจำต้องพูดตามอย่างไม่อาจเลี่ยง

            “ป๋า...คะ”

            หญิงสาวกัดฟันพูดจนเสียงที่เปล่งออกมาน่าขบขันในความรู้สึกของคนฟัง เขารู้ว่าเธอไม่เต็มใจ แต่พอเห็นหญิงสาวทำอะไรตามคำสั่งแบบนี้แล้วมันก็ทำให้พันเดชอารมณ์ดีเหลือเกิน

            “หึๆ ทีหลังก็พูดให้มันชินปาก แล้วก็หัดพูดให้มันรื่นหู มีคะมีขา...อย่าให้ได้ยินว่าพูดห้วนๆ ใส่อีก ไม่งั้นฉันจะลงโทษเธอ”

            “ค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงประชด

            “ยังอีก”

            “ทราบแล้วค่ะป๋า เปิดประตูได้หรือยังคะ”

            นาราลักษณ์จำต้องยอมพูดกับเขาดีๆ เพราะหากยังต่อปากต่อคำกันไปเรื่อยๆ วันนี้เธอคงไม่ได้กลับบ้านสักที 

            “เอาเลขบัญชีมาก่อนสิจ๊ะ พูดถูกใจป๋าเดี๋ยวให้ค่าขนม”

            หญิงสาวถึงกับหลับตาลงอย่างข่มใจ นี่ปะไร พอเธอยอมเขาก็พูดจากวนประสาท จะไม่ให้นาราลักษณ์โมโหได้อย่างไร แต่เพื่อให้เรื่องปวดประสาทจบลงโดยเร็ว หญิงสาวจึงจำต้องเล่นไปตามน้ำ ตามใจคนเอาแต่ใจให้ถึงที่สุด ให้สาแก่ใจเขาไปเลยก็แล้วกัน

            “รับแต่เงินสดค่ะ”

            พันเดชกลั้นขำเมื่อหญิงสาวตอบมาแบบนั้น แน่นอนละว่าเธอกำลังแกล้งเอาใจประชดชายหนุ่ม แต่ใครจะยอมเสียชื่อ อยากได้เงินสดเศรษฐีหนุ่มก็จัดให้ได้

            ว่าแล้วก็หันไปหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบเงินจำนวนห้าพันบาทออกมา ทำเอาคนท้าทายอำนาจเงินถึงกับอึ้ง ด้วยไม่คิดว่าเขาจะบ้าบิ่นได้ถึงเพียงนี้

            “อ้าว...มัวทำหน้าอึ้งอยู่ทำไม รับซะสิ”

            “จะบ้าหรือไงคุณ อยู่ดีๆ จะมาให้เงินเพียงแค่พูดถูกใจเนี่ยนะ” พันเดชมีมายด์เซ็ตแบบไหนนาราลักษณ์สงสัยจริงๆ

            “หายใจผิดจังหวะฉันก็ให้ถ้าพอใจ”

            “ประสาท”

            “ผู้ใหญ่ให้เงินก็รับๆ ไป แล้วจะกินไหมก๋วยเตี๋ยว ถ้าไม่กินจะได้พาฝึกขย่มรถ” เขาเปลี่ยนเรื่องอย่างหน้าตาเฉย แต่คำพูดแต่ละอย่างที่หลุดออกมาทำเอานาราลักษณ์แทบฟังไม่ได้

            “โอ้ย...คุณหยุดพูดจาน่าเกลียดสักทีได้ไหม”

            “ถ้าไม่อยากให้พูดก็รีบรับไป ไม่อยากเอาใส่กลับคืนมันหนักกระเป๋า”

            ‘จ้ะ! พ่อคนรวย’

            “ฉันไม่บ้าจี้ไปกับคุณหรอกนะ เอาเก็บเข้ากระเป๋าคุณเลย”

            “ดื้อ” เขาพูดสั้นๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้ใบเก่าของหญิงสาวขึ้นมาแล้วยัดเงินห้าพันบาทเข้าไปอย่างรวดเร็ว และก่อนที่นาราลักษณ์จะล้วงออกมาคืน ปลายนิ้วเรียวยาวก็ชี้หน้างามอย่างคาดโทษจริงจัง

            “ให้แล้วไม่รับคืน ถ้าไม่เชื่อฟังฉันจะจูบเธอให้ลิ้นขาดตรงนี้”

            หญิงสาวถึงกับอึ้งและรีบยกมือปิดปากอย่างตกใจ เมื่อเห็นอากัปกิริยาเช่นนั้นของคนจอมพยศก็ทำให้พันเดชยกยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะปลดล็อกประตูแล้วพาร่างบางแวะรับประทานก๋วยเตี๋ยวร้านประจำของเธอกับเพื่อนสนิท ซึ่งต่อจากนี้มันจะกลายเป็นร้านประจำของเธอกับเขา

 

 

************************

 

 

            “อ้าว...นาว ไหนเหนือบอกว่าวันนี้เราเลิกดึกไม่ใช่หรือ?”

            ป้าพู่เจ้าของร้านเอ่ยถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นนาราลักษณ์เดินหน้ามุ่ยเข้ามาในร้าน เพราะทิศเหนือเพิ่งจะแวะมาเอาก๋วยเตี๋ยวที่สั่งไว้ก่อนไปรับหญิงสาวที่ผับและกลับไปเมื่อสักครู่นี้เอง

            “เอ่อ...ตอนแรกก็จะเลิกดึกค่ะ แต่พอดีมีคนมาทำแทนแล้วเลยเลิกปกติได้”

            “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง...แล้วนั่นใครหรือ หล่อเชียว...อย่าบอกนะว่าแอบนอกใจเหนือของป้า” ป้าพู่พยักพเยิดไปยังหนุ่มเซอร์ที่เดินตามหลังเข้ามา ทำเอานาราลักษณ์มีสีหน้าเหนื่อยใจ 

            “เหนือกับนาวเป็นเพื่อนสนิทกันค่ะป้าพู่ ไม่เคยจะเชื่อกันเลย”

            “แหม...ใครจะเชื่อเล่า ก็เคมีเราสองคนมันเข้ากันเสียขนาดนี้” ป้าพู่ว่า ก่อนจะทำสายตากรุ้มกริ่มแล้วกระซิบกับหญิงสาวเบาๆ อย่างล้อเลียน “ถ้าเหนือไม่ใช่แฟน งั้นแสดงว่าแฟนตัวจริงของหนูก็ต้องเป็นคนนี้แล้วสิ ใช่ไหม?”

            “ไม่ใช่ทั้งคู่เลยค่ะป้าพู่ คนนี้เป็นเจ้านายนาว เขาบังเอิญผ่านทางนี้พอดีเลยให้ติดรถกลับบ้าน” 

            “แต่เคมีความแฟนนี่แรงกว่าเหนือนาวอีกนะเนี่ย” ป้าพู่ว่ายิ้มๆ ตามประสาคนชอบดูละครและจับนักแสดงจิ้นกันนอกจอ

            “ก็แย่แล้วค่ะป้าพู่...สั่งก๋วยเตี๋ยวดีกว่า ของนาวเอาเหมือนเดิมนะ”

            “แล้วพ่อหนุ่มนั่นล่ะ”

            หญิงสาวหันไปถามเขาก่อนจะได้คำตอบสั้นๆ ว่า “เอาเหมือนเธอ” จากนั้นร่างบางก็เดินนำไปหาที่นั่ง

            “นั่งรอก่อนนะคุณ ฉันไปเอาน้ำก่อน”

            “อืม” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้พลางมองตามร่างระหงอย่างเงียบๆ 

            นาราลักษณ์เดินไปหยิบแก้วใส่น้ำแข็งมาสองใบอย่างชำนาญ ก่อนจะเดินกลับมานั่งแล้วรินน้ำในเหยือกใส่จนเต็มและเลื่อนแก้วหนึ่งมาให้เขา

            “พรุ่งนี้มีเรียนกี่โมง” พันเดชยกแก้วน้ำขึ้นจิบพอคลายกระหายพลางมองหน้าคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงข้าม 

            อันที่จริงเขาก็พอจะรู้อยู่แล้วละ เพราะสืบประวัติของหญิงสาวมาอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีอะไรในชีวิตของนาราลักษณ์ที่พันเดชอยากรู้แล้วไม่รู้...บางทีเขาอาจจะรู้อะไรมามากกว่าเจ้าตัวก็เป็นได้

            แต่ก็ถามเพื่อให้พอมีหัวข้อสนทนากับเธอเท่านั้น

            “พรุ่งนี้ไม่มีเรียนค่ะ”

            เอาละ! เด็กมันพยศอีกแล้ว

            เศรษฐีหนุ่มรู้แม้กระทั่งตารางเรียนของหญิงสาว เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่าเธอกำลังโกหก ช่างเป็นม้าพยศได้ตลอดเวลาจริงๆ แต่คิดหรือว่าหลีกเลี่ยงไม่ยอมบอกตารางเรียนแล้วจะหนีเขาพ้น

            คนเจ้าเล่ห์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะต้อนเด็กเลี้ยงแกะให้จนมุมอย่างใจเย็น

            “งั้นพรุ่งนี้มาหาฉันที่คอนโดฯ ก่อนเก้าโมง พอดีห้องกำลังรก ฉันต้องการแม่บ้านมาทำความสะอาด”

            “เอ่อ...”

            นาราลักษณ์อ้ำอึ้งอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะไปหาเขาก่อนเก้าโมงได้อย่างไรในเมื่อพรุ่งนี้เธอมีเรียนช่วงเช้า

            “พะ...พรุ่งนี้ฉันไม่ว่างค่ะ นัดทำงานกลุ่มกับเพื่อนเอาไว้”

            “กี่โมง”

            “เช้า...เช้ามากค่ะ และกว่าจะเสร็จก็คงเย็น” ดวงตาคู่สวยดูหลุกหลิกผิดแผกไปจากปกติ บ่งบอกว่ากำลังรู้สึกร้อนรนเพราะคำโกหกของตัวเอง

            ‘โกหกไม่เก่งยังริจะสร้างเรื่อง’ พันเดชส่ายหน้า

            “จะออกจากบ้านกี่โมง”

            “เจ็ดโมง...เอ้ย! ไม่ใช่...ตีห้า...ตีห้าค่ะ” คนเผลอหลุดปากบอกเวลาออกจากบ้านปกติรีบกลับคำเสียงหลง ทำเอาคนที่รู้ทุกอย่างแต่ไม่ยอมพูดนึกขันในใจ แต่กระนั้นก็ไม่หยุดแกล้งง่ายๆ

            “โอเค งั้นพรุ่งนี้ตีห้าเจอกันหน้าบ้านเธอ เดี๋ยวไปรับ”

            ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นอย่างจนแต้ม ยิ่งพยายามหลบเลี่ยงยิ่งเหมือนโดนไล่ต้อนให้จนมุมไปไหนไม่รอด เมื่อไม่อาจหาเหตุผลมาหลีกหนีเขาได้อีกจึงได้แต่มองคนตัวโตหน้าตาบูดบึ้ง

            ชาติที่แล้วเธอเคยไปขโมยของสำคัญของเขามาหรืออย่างไร ชาตินี้พันเดชถึงได้ตามรังควานหญิงสาวเป็นเจ้ากรรมนายเวรเสียขนาดนี้

            “คุณว่างขนาดนั้นเลยหรือคะ”

            “ก็ถ้ามันเป็นความพอใจ ยุ่งแค่ไหนฉันก็ทำให้ว่างได้”

            “แต่ฉันต้องไปกับเพื่อน”

            “เพื่อนคนไหน” เสียงของคนเอาแต่ใจแข็งขึ้นเล็กน้อยจนนาราลักษณ์ถึงกับงงว่าเธอพูดอะไรผิด

            “บอกไปแล้วคุณจะรู้หรือไงคะ”

            “ก็ลองบอกมา ฉันจะได้รู้” 

            “ใจคอคุณจะรู้ทุกเรื่องในชีวิตของฉันเลยหรือคะ” หญิงสาวถามอย่างอ่อนใจ

            “ถ้าได้อย่างนั้นก็ดี”

            “ถามจริงๆ เถอะค่ะ คุณทำอย่างนี้ทำไม?”

            ในที่สุดนาราลักษณ์ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ เพราะพันเดชกำลังทำให้เธองุนงงและสับสนกับการกระทำของเขา มันไม่มีเหตุผลความจำเป็นอะไรที่ชายหนุ่มต้องรู้เรื่องของเธอไปเสียทุกเรื่อง ทว่าคนตรงหน้าก็ยังพยายามที่จะรู้ให้ได้ 

            “คืนนี้ไปนอนกับฉันสิ แล้วฉันจะบอก”

            “ฝันไปเถอะ!”

            “หึ” เขายิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ “งั้นก็เลิกสงสัย”

            นาราลักษณ์ค้อนควักอย่างโมโห แน่นอนว่าเธอไม่มีทางยอมขึ้นเตียงกับคนเอาแต่ใจอย่างเขาเพื่อแลกกับความสงสัยเล็กๆ นี้หรอก

            “มาแล้วจ้า...”

            เสียงของป้าพู่ยุติบทสนทนาลงเพียงเท่านั้น พันเดชไม่ได้สนใจชามก๋วยเตี๋ยวที่ถูกนำมาเสิร์ฟ หากสายตาคมกลับจ้องมองคนที่นั่งตรงหน้าอย่างไม่วางตา 

            หญิงสาวไม่ยอมเปิดปากคุยกับเขาอีก ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ก่อกวนอะไรเธอ ปล่อยให้ร่างบางรับประทานก๋วยเตี๋ยวอย่างหิวโหยด้วยสายตาเอื้อเอ็นดู หากแต่ทุกครั้งที่ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองเขาอย่างขุ่นขวาง สายตาคมก็เปลี่ยนจุดโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว นาราลักษณ์จึงไม่ทันเห็นสายตาชนิดนั้นที่อาจจะทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ ได้โดยง่ายหากเผลอสบเข้าจังๆ

 

 

**********************

ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายแล้วนาวเอ้ย ตามยิ่งกว่าเจ้าหนี้ ฮ่าๆ

ชาติที่แล้วหนูแอบไปขโมยตังค่าขนมเสี่ยมารึป๊ะ ชาตินี้ถึงตามขนาดนี้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

469 ความคิดเห็น

  1. #423 Orathaiff (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 17:12
    อ่านรอบที่2 แล้วค่าาา
    #423
    0
  2. #422 Jreye (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มกราคม 2564 / 12:57

    5555น่ารักดี อ่านเพลิน เจ้านายกวนดีแท้
    #422
    0