จ้างรักวิวาห์หวาน (กำลังรีไรท์นะคะ)

ตอนที่ 1 : บทนำ [ความจนมันน่ากลัว]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15,608
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    15 ม.ค. 64

บทนำ 

[ความจนมันน่ากลัว]

 

 

            “ไว้เจอกันที่บ้านนะพวกแก ต้องรีบไปละ”

            ร่างบอบบางพูดโดยไม่มองหน้าใครเพราะวุ่นกับการกวาดสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะเข้ากระเป๋า เพื่อนหนุ่มแต่หัวใจสาวหนึ่งเดียวในกลุ่มจึงจีบปากจีบคอพูดขึ้นอย่างเป็นห่วง

            “ลาเถอะค่ะชะนี เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอน แถมวันนี้ก็เรียนตั้งแต่เช้ายันเย็น เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมาใครจะช่วยหล่อนยะ”

            “นั่นสินาว อาทิตย์นี้นาวทั้งเรียนทั้งทำงานจนไม่มีวันหยุดเลย เดี๋ยวร่างกายจะไม่ไหวเอานะ ”

            พลอยใสสำทับอย่างเป็นห่วงไม่แพ้นัทตี้ เพราะเห็นว่าพักนี้ ‘นาราลักษณ์ หรือ นาว’ เพื่อนสนิทของเธอโหมงานหนักเกินไปจริงๆ

            “ขอบใจพวกแกที่เป็นห่วงนะ แต่มันหยุดทำไม่ได้จริงๆ”

            ใช่ว่านาราลักษณ์ไม่เหนื่อย สังขารของเธอมันประท้วงไม่รู้กี่ครั้งว่าต้องการพัก หากแต่ความจนกลับบีบให้เธอต้องกัดฟันสู้ เพราะนาราลักษณ์ไม่ได้มีแค่ตัวคนเดียว ทว่าหญิงสาวต้องส่งเงินจุนเจือแม่และน้องชายที่อยู่ต่างจังหวัดด้วย

            ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเธอไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด และมารดาก็ไม่ได้มีเงินมากพอที่จะส่งเสียเธอเหมือนคนอื่นๆ มิหนำซ้ำสุขภาพของท่านก็ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก หน้าที่หาเงินเข้าบ้านจึงเป็นของนาราลักษณ์แต่เพียงผู้เดียว

            แต่ในความโชคร้ายก็ยังพอมีความโชคดีอยู่บ้าง คือนาราลักษณ์ได้ทุนเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเธอก็จะสำเร็จการศึกษาตามที่ตั้งใจแล้ว นาราลักษณ์หวังไว้ว่าหลังเรียนจบจะหางานประจำทำ เงินเดือนของเด็กจบใหม่อาจจะไม่มาก แต่คนที่มีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งพ่วงท้ายอย่างเธอคงมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

            “เฮ้อ...ดื้อเป็นที่หนึ่ง ฉันก็เข้าใจแหละว่าแกอยากได้เงินส่งให้แม่ให้น้อง แต่แกอย่าลืมนะนาว ร่างกายของแกมันไม่ใช่เหล็ก เกิดแกเป็นอะไรไปแม่กับน้องแกจะอยู่ยังไง”

            นัทตี้เอ่ยเตือนอย่างจริงจัง ซึ่งนานๆ ครั้งคนที่มีนิสัยเฮฮาไปวันๆ จะพูดจามีสาระ เมื่อเก็บของใส่กระเป๋าเสร็จนาราลักษณ์จึงเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนรักทั้งสองคนอีกครั้งอย่างซาบซึ้งใจ

            พลอยใสและนัทตี้เป็นเพื่อนในคณะการบัญชีที่นาราลักษณ์สนิทที่สุด ทั้งสามคนรู้จักกันตั้งแต่ปีหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจมาเช่าบ้านพักใกล้มหาวิทยาลัยด้วยกันตอนขึ้นปีสอง และอยู่ด้วยกันเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ ทั้งสามคนจึงรู้ประวัติชีวิตของเพื่อนแต่ละคนเป็นอย่างดี

            “สตรีเหล็กอย่างฉันไม่เป็นไรง่ายๆ หรอกน่า ไม่ต้องห่วง ทำวันนี้อีกวันก็พอส่งให้แม่กับน้องละ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดค่อยพักยาวๆ”

            “ย่ะ งั้นก็ตามใจหล่อนเถอะ เนอะลูกสาว”

            นัทตี้เบ้ปากใส่แม่คนหัวรั้นที่อ้างตนว่าเป็นสตรีเหล็กอย่างคร้านจะห้าม ก่อนจะหันไปหาแนวร่วม ซึ่งสาวเรียบร้อยอย่างพลอยใสก็ได้แต่ยิ้มส่ายหน้าให้เพื่อนทั้งสอง

            ทั้งสามคนมีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พลอยใสเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ ส่วนนัทตี้ดูจะก๋ากั่นและมีจริตจะก้านนำหน้าเพื่อนสาวทั้งสอง ทางด้านนาราลักษณ์เป็นคนขยันอดทน ทว่าในหัวคิดแต่วิธีหาเงินเข้ากระเป๋า จนแทบไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หากไม่ใช่เพราะมีรูปร่างหน้าตางดงามดุจสวรรค์สร้างมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว หญิงสาวคงแทบดูไม่ได้เลยละ

            “งั้นฉันไปละนะ มัวแต่คุยกับพวกแก เสียเวลาไปเป็นสิบนาทีแล้วเนี่ย”

            “เชิญค่า ไม่มีใครมัดขาหล่อนไว้”  

            นัทตี้ผายมืออย่างไม่แยแส ทว่าบนใบหน้ากลับประดับรอยยิ้มตลอดเวลาบ่งบอกว่าเขาเป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยนิยมความเครียดนัก แต่เพียงแค่นาราลักษณ์ผละออกจากห้องเรียนได้ไม่ถึงสองก้าว พลันชายหนุ่มรูปร่างสูงเพรียวที่แต่งหน้าหนาด้วยเครื่องสำอางแบบจัดเต็มจนใบหน้าแทบจะโดดเด่นกว่าส่วนอื่น เรียกเพื่อนรักเอาไว้เสียงหลง

            “เฮ้ยๆ เดี๋ยวค่ะชะนี กลับมารับสารก่อนค่า”

            “อะไรของแกอีกนัทตี้ คนยิ่งรีบๆ ถ้าฉันเข้างานสายคืนนี้ฉันจะกลับไปทุ่มหัวแกถึงเตียงเลยคอยดู”

            นาราลักษณ์โผล่มาแต่หน้าพลางจ้องคนเรียกอยู่ขอบประตู นัทตี้ฉีกยิ้มประดิษฐ์ก่อนจะพูดเสียงเล็กเสียงน้อยตามประสาคนมีฝันอยากเป็นผู้หญิง

            “ถ้าเจอป๋าเดชตัวเป็นๆ ฝากบอกเขาด้วยว่าเมียคนนี้นอนรอที่เตียงทุกวันเลยค่ะ”

            “เฮ้อ...เสียเวลาชีวิตฉันจริงๆ เลย”

            นาราลักษณ์ถอนหายใจพลางกรอกตาบนอย่างระอา ตั้งแต่นัทตี้รู้ว่านาราลักษณ์ไปสมัครงานที่ผับของไฮโซหนุ่มมาดเซอร์อย่าง ‘พันเดช’ หรือที่ใครๆ เรียกเขาว่า ‘ป๋าเดช’ นัทตี้ก็มักจะฝากข้อความทำนองนี้กับนาราลักษณ์แทบทุกวัน

            แรกๆ เธอคิดว่านัทตี้คงแค่พูดเล่นสนุกปากเหมือนปกติ แต่พออีกฝ่ายพูดถึงเจ้าของผับหนุ่มบ่อยเข้าก็ทำเอานาราลักษณ์ชักจะเชื่อขึ้นมาเสียแล้วว่าเพื่อนรักของเธอหวังใจจะเป็นเมียของผู้ชายคนนั้นจริงๆ

            “อ้าว! นังชะนีไร้ผัว หล่อนมันจะไปเข้าใจหัวอกคนมีผัวดุอย่างฉันได้ยังไงยะ แล้วไอ้ที่ฝากๆ ไปเนี่ย เคยถึงหูผัวฉันบ้างรึป๊ะ!”

            “เอาอะไรมาถึง ป๋าเดชป๋าเด๋ออะไรของแกเนี่ย หน้าตาเป็นไงฉันยังไม่เคยเห็นเลย”

            เป็นเรื่องจริงที่นาราลักษณ์ไม่เคยเจอหน้าพันเดชตัวเป็นๆ เลยสักครั้ง เพราะเธอทำงานเป็นเพียงเด็กเสิร์ฟ ซึ่งลูกค้าในผับแน่นขนัดทุกคืน หญิงสาวจึงไม่มีเวลามาสนใจเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานมากนัก แต่กระนั้นก็พอจะได้ยินเด็กในร้านพูดถึงเจ้าของผับรายนี้อยู่บ่อยๆ เลยพอจะรู้รูปพรรณสัณฐานบ้าง

            “อ๊าย! ตบปากตัวเองเท่าอายุเดี๋ยวนี้ กล้าดียังไงมาเรียกชื่อเทพเจ้าผัวว่าเด๋อ นังชะนีไร้หัวใจ ตายด้าน สนิมเกาะ เกิดมาเสียชาติความเป็นหญิง น้องน้อยไม่เคยได้ใช้งาน ชิ!”

            นัทตี้ร่ายคำด่าเป็นชุด หากนาราลักษณ์กลับรู้สึกขบขันเสียมากกว่าเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายด่าเพื่อสร้างอรรถรสไปอย่างนั้น

            “เฮ้อ...ตาป๋าเดชอะไรนั่นก็ฮ็อตเหลือเกิ๊น ทั้งชะนีน้อยชะนีใหญ่ และชะนีเทียมแบบแกรุมอยากเป็นเมียกันไปหมด ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย”

            “เมียอย่างฉันต้องรู้อะไร บอกมาเดี๋ยวนี้นังชะนีน้อย”

            นัทตี้หรี่ตามองคนที่ทำหน้าเหมือนกุมความลับสุดยอดเอาไว้อย่างคาดคั้นระคนหมั่นไส้

            “แกเป็นเมียคนที่เท่าไรของเขาเอางี้ดีกว่านัทตี้” พูดพลางถลกแขนเสื้อ “ในฐานะที่เราเป็นเผิงโย่วเลิฟกัน ฉันจะบอกแกเอาบุญนะ ไอ้ป๋าเดชอะไรของแกเนี่ย มีเมียตั้งแต่ปากซอยยันท้ายตลาด แถมลูกนงลูกน้องในผับก็ไม่มีเว้น พวกเด็กดริ๊งค์เอามาเม้าท์สรรพคุณฮีแทบทุกคืน”

            “ว๊าย...แซ่บมากเจ้าค่ะ! ทำไมผัวดุอะไรเบอร์นี้คะเนี่ย”

            ยิ่งพูดนัทตี้ยิ่งหวีดตาวาว ชื่นชมพันเดชเข้าไปใหญ่จนนาราลักษณ์อ่อนใจ คร้านจะคุยต่อจึงหันไปกล่าวกับพลอยใสที่นั่งมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างคนพูดตามไม่ทัน

            “ฝากดูแลเพื่อนด้วยนะพลอย กลับถึงบ้านก็รีบหายาระงับความแรดให้มันกินซะ ก่อนจะคลุ้มคลั่งออกไปไล่ปล้ำชาวบ้านเขา เป็นภาระสังคมเข้าไปอีก ไปละ”

            “ฮ่าๆ จ้า นาวรีบไปทำงานเถอะเดี๋ยวจะสายเอา ทางนี้พลอยดูแลเอง”

            “หน็อย...นังชะนีน้อยปากดี ช่างไม่รู้คุณค่าของเทพเจ้าผัว หล่อ ดิบ เถื่อน แถมรวย มีรถขับ เหมือนสวรรค์จงใจส่งมาเกิดอย่างป๋าเดช ต่อให้ต้องเป็นเมียคนที่พันก็ไม่มีใครปฏิเสธหรอกจ้ะ”

            นัทตี้ตะโกนไล่หลัง หากคนมีงานต้องทำไม่อยู่ฟังเสียแล้ว เจ้าของใบหน้าโบ๊ะเครื่องสำอางจึงสะบัดค้อนอย่างหมั่นไส้ แล้วหันมาเก็บของใส่กระเป๋าเตรียมกลับบ้าน

            แต่ที่เขาพูดไปนั้นไม่เกินจริงสักนิด แม้จะยังไม่เคยเห็นพันเดชตัวเป็นๆ แต่ก็เห็นรูปเขาผ่านตาตามโซเชียลของคนรู้จัก ซึ่งนัทตี้พูดได้คำเดียวเลยว่า

            ‘แซ่บ!’

 

 

********************

เริ่มอัพใหม่แล้วนะคะ กำลังรีไรท์ เน้อ ใครรออ่านตอนที่ 11 

อีกประมาณ 2-3 วันนะคะ

ก่อนหน้านี้ติดปิดต้นฉบับอีกเรื่องอยู่ (เขียนจ้างรักไม่จบตามเป้าเลยชนกันตูม T_T)

ฝากติดตามต่อด้วยน้าทุกคน 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

469 ความคิดเห็น