เกมร้อนมาเฟียร้าย [ลำดับที่ 1 ในซีรีย์ชุด ผู้หญิงของมาเฟีย ]

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 3 ข้อตกลงที่พ่อต้องยอมรับ 3-1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,206
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    26 ก.ย. 61

ตอนที่ 3 ข้อตกลงที่พ่อต้องยอมรับ

 

อังเดรย์ เมนิแกนด์ อดีตประธานบริษัทเมนิแกนด์วัย 72 ปี ยืนกอดอกมองผ่านกระจกใสลงไปเบื้องล่างด้วยใบหน้าเรียบนิ่งน่าเกรงขาม เขาภูมิใจอย่างมากที่บุตรชายเพียงคนเดียวมารับช่วงบริหารโรงแรมต่อและทำได้ดีกว่าตอนที่อังเดรย์ทำไว้เสียอีก บาสเตียนทำธุรกิจอย่างชาญฉลาด ชายหนุ่มสามารถรับมือกับศัตรูได้ทุกรูปแบบและกุมอำนาจของผู้มีอิทธิพลในประเทศนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ คู่แข่งทางธุรกิจหรือแม้แต่แก๊งมาเฟียที่เคยเป็นอริกันจึงไม่ค่อยมีใครอยากมีปัญหากับเขาอย่างออกนอกหน้าสักเท่าไร


                “แด็ดมานี่แต่เช้ามีธุระอะไรหรือครับ?”


                เสียงของบุตรชายเรียกให้ผู้เป็นพ่อหันหลังกลับไปและมองบาสเตียนด้วยท่าทางสบายๆ


                “ไม่มีอะไรหรอกบาส แด็ดแค่อยากแวะมาเยี่ยมลูกเท่านั้น” อังเดรย์พูดพลางเดินไปนั่งที่โซฟารับแขก บาสเตียนจึงเดินตามไปเงียบๆ และเลือกที่นั่งฝั่งตรงข้าม


                “แม่เป็นยังไงบ้างครับ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน ป่านนี้คงบ่นถึงแล้ว”


                “แม่เขาก็คิดถึงลูกตามประสานั่นแหละ แต่คงไม่ค่อยมีเวลามานั่งบ่นหาลูกเท่าไรหรอก ช่วงนี้เขาไปปฏิบัติธรรมกับเพื่อน เห็นว่านิมนต์พระจากประเทศไทยมาเทศนาแล้วก็ฝึกวิปัสสนากรรมฐานอะไรของเขา”


                “แล้วแด็ดไม่คิดไปทำดูบ้างหรือครับ เผื่อจะปล่อยวางอะไรได้บ้าง” บาสเตียนดึงบทสนทนาเข้าประเด็นโดยไม่คิดประวิงเวลา คนเป็นพ่อจึงยักไหล่ยิ้มๆ ยอมพูดสิ่งที่ทำให้เขาต้องเร่งรีบมาหาบุตรชายแต่เช้าด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ


                “โอเคๆ ในเมื่อลูกรู้ทันแด็ดก็จะไม่อ้อมค้อม...” อังเดรย์เปลี่ยนท่าทีจริงจังมากขึ้นเมื่อถึงเวลาพูดเรื่องสำคัญ “เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนลูกก็จะครบสามสิบหกปีแล้ว แด็ดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ลูกควรจะยอมรับความจริงและแต่งงานสักที...ปล่อยไว้นานหนูซิดนีย์จะเสียชื่อเสียงเอาได้เพราะเราก็หมั้นหมายกันมาหลายปีแล้ว”


                บาสเตียนยิ้มเย็นให้ผู้เป็นพ่อ ชายหนุ่มเคารพท่านเสมอในฐานะบิดา แต่สำหรับเรื่องข้อตกลงอย่างลูกผู้ชายที่เคยคุยกันไว้เมื่อหลายปีก่อนไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากท่านคิดจะกลับคำเขาคงต้องผิดคำพูดเช่นกัน


                “แด็ดลืมข้อตกลงของเราแล้วหรือครับ?”


                อังเดรย์ถึงกับเงียบเมื่อถูกบุตรชายย้อนถาม เขาไม่เคยลืมหรอกว่าก่อนที่บาสเตียนจะยอมตกลงหมั้นหมายกับผู้หญิงที่พ่อเลือกให้นั้นต้องทำข้อตกลงอะไรกับเจ้าลูกชายคนนี้บ้าง แต่อังเดรย์ก็เชื่อเหลือเกินว่าระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบาสเตียนยังหาผู้หญิงที่เหมาะสมกว่าซิดนีย์ไม่ได้ ซึ่งนั่นก็แปลว่าชายหนุ่มต้องแต่งงานกับหญิงสาวตามสัญญา


                “แด็ดไม่เคยลืม...แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกบาสเตียนที่ลูกจะตกหลุมรักผู้หญิงคนไหนได้ก่อนที่อายุจะครบสามสิบหกซึ่งก็เหลืออีกไม่กี่เดือนเท่านั้น”


                “เป็นไปได้หรือเปล่าก็รอให้ถึงวันสุดท้ายของอายุสามสิบห้าก่อนแล้วกันครับ” บาสเตียนยังคงยืนยันคำเดิมด้วยท่าทีเรียบนิ่งทว่าหนักแน่นมั่นคง ต่างจากผู้เป็นพ่อที่เริ่มแสดงความหงุดหงิดเมื่อการเจรจากับเจ้าลูกชายไม่เป็นผล


                “แด็ดไม่เข้าใจว่าลูกจะประวิงเวลาไปทำไมบาสเตียน หนูซิดนีย์เป็นผู้หญิงที่สวยและเพียบพร้อมทุกอย่าง ไม่มีเหตุผลที่ลูกจะไม่อยากแต่งงานกับเธอเลย”


                “ครับผมทราบ...แต่ถ้าแด็ดยังไม่หยุดต่อรองบางทีการหมั้นอาจถูกยุติลงในวันนี้ก็ได้นะครับ”


                “บาสเตียน!” อังเดรย์บดกรามกรอดๆ แต่เมื่อการต่อรองล้มเหลวจึงลุกพรวดพราดออกไปอย่างหัวเสีย


                บาสเตียนมองตามบิดาด้วยสายตาเรียบนิ่ง เขาไม่อยากใช้วิธีทำสงครามน้ำแข็งกับท่านสักเท่าไรนัก แต่หากชายหนุ่มไม่ทำเขาคงต้องยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่บิดาเลือกให้เป็นแน่ และมันคงสวนทางกับหัวใจของเขาในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง

.

.

.

                สองบอดี้การ์ดค้อมศีรษะให้บิดาของเจ้านายหนุ่มเมื่อเขาเดินออกจากห้องทำงานของบาสเตียนด้วยสีหน้าถมึงทึง เมื่ออังเดรย์และบอดี้การ์ดของเขาออกไปจนหมดดิออล์จึงหันมาคุยกับคู่หูรุ่นพี่ทันที


                “สงสัยโดนคุณบาสเตียนขัดใจอีกตามเคย”


                เฟียสไม่แปลกใจที่บาสเตียนยังคงปฏิเสธการแต่งงานแม้จะเหลือเวลาตามข้อตกลงอีกไม่มากก็ตาม ทว่าบอดี้การ์ดหนุ่มรู้สึกทึ่งในความคิดกว้างไกลของผู้เป็นนายมากกว่าที่ปิดช่องโหว่ให้ตัวเองจนคนอื่นไม่อาจปฏิเสธได้แม้ว่าสุดท้ายแล้วบาสเตียนจะยกเลิกการหมั้นในวินาทีสุดท้ายก็ตาม


                “ฉันยังคิดไม่ออกเลยว่าถึงวันที่งานหมั้นถูกยกเลิกคุณอังเดรย์กับทางคุณซิดนีย์จะทำหน้ายังไง”


                “ผมว่าคุณซิดนีย์ไม่มีทางยอมหรอกครับ เธอประกาศออกสื่ออยู่บ่อยๆ ว่าใกล้จะได้ฤกษ์แต่งเต็มที” ดิออล์ว่า


                “ไม่ยอมแล้วยังไง? เจ้านายของเราไม่แต่งเสียอย่างใครจะกล้าบังคับคุณบาสเตียน...ขนาดนายท่านยังไม่กล้าขัดเลย”


                “ก็จริงนะครับ เป็นศัตรูกับคุณบาสเตียนคงต้องคิดจนตัวตาย” ดิออล์คล้อยตามคู่หูรุ่นพี่ เฟียสจึงมองบอดี้การ์ดรุ่นน้องยิ้มๆ อย่างมีเลศนัย


                “แต่ฉันว่าตอนนี้น่าจะมีคนที่อยู่เหนืออำนาจของคุณบาสเตียนแล้วละ...อย่างน้อยก็มีหนึ่งคน”


                “ใครหรือพี่?” ดิออล์ทำหน้าสนเท่ห์


                “ก็คนที่อยู่ในเพนท์เฮ้าส์นั่นไง” เฟียสว่ายิ้มๆ หากไม่ได้พูดอะไรต่อนอกจากคว้าแฟ้มเอกสารเดินหายเข้าไปในห้องทำงานของบาสเตียน ปล่อยให้ดิออล์มองตามอย่างไม่เข้าใจ เขารู้ว่าคนที่อยู่ในเพนท์เฮ้าส์ตอนนี้มีเพียงพราวฟ้าคนเดียวเท่านั้น ทว่าดิออล์เห็นแต่ภาพที่พราวฟ้าก้มหน้าหงอๆ เหมือนทั้งกลัวทั้งเกรงใจบาสเตียนเอามากๆ เขายังมองไม่เห็นความเป็นไปได้อยู่ดีว่าเธอจะอยู่เหนืออำนาจของเจ้านายหนุ่มได้อย่างไร

.

.

.

.               

เมื่อทานข้าวทานยาเสร็จพราวฟ้าก็กลับเข้ามาพักผ่อนที่ห้องของเธอ หญิงสาวนั่งหย่อนเท้าอยู่บนเตียงหนานุ่มสักพักก็ล้มตัวลงนอน ดวงตาคู่สวยมองกวาดไปรอบห้องเป็นครั้งแรก ภายในห้องกว้างขวางมาก มีมุมนั่งเล่นสบายๆ อยู่ใกล้กับระเบียง เฟอร์นิเจอร์ครบชุดเรียบหรูดูดีสมฐานะมหาเศรษฐี แม้แต่โต๊ะเครื่องแป้งหรือตู้เสื้อผ้ายังดูมีราคามากกว่าสมบัติในบ้านของเธอที่เมืองไทยเสียอีก...แต่ไม่ว่าห้องนี้จะกว้างขวางแค่ไหนหากพราวฟ้าก็มั่นใจว่าห้องของบาสเตียนใหญ่กว่าหลายเท่านัก!


“ห้องฉันนี่เล็กที่สุดในเพนท์เฮ้าส์แล้ว...”


“ไม่เห็นจะเล็กตรงไหน”


พราวฟ้าย่นปลายจมูกอย่างหมั่นไส้เมื่อนึกถึงคำพูดของชายหนุ่มขึ้นมา...ความเงียบที่ได้ยินเพียงเสียงฮิตเตอร์ทำงานทำให้สาวไทยวัย 25 ปี เริ่มคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา...โชคชะตาคนเรามักสร้างเรื่องน่าเหลือเชื่อให้กับชีวิตได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกับเธอที่ทำงานอยู่เมืองไทยดีๆ ก็ต้องย้ายมาอิตาลีอย่างปัจจุบันทันด่วน ไม่มีเวลาเตรียมใจหรืออะไรทั้งนั้น...ย้อนกลับไปก่อนเดินทางมาโรมเพียงหนึ่งอาทิตย์


“มีโควตาจากสาขาใหญ่ให้พนักงานไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่โรมเป็นเวลาสามเดือนจำนวนหนึ่งโควตา...มีใครต้องการจะไปยกมือขึ้น”


เงียบกริบ! ไม่มีใครขานรับสักคนเมื่อทราบเรื่องนี้ พราวฟ้าเองก็ไม่ได้อยากไปเพราะหญิงสาวชอบทำงานในเมืองไทยมากกว่า


“แผนกเราไม่มีใครไปหรอกฮ่ะหัวหน้า...กะเทยคนหนึ่งละฮ่ะที่สละสิทธิ์” กะเทยร่างใหญ่จีบปากพูดพลางจิกสายตาใส่หัวหน้าแผนกฟร้อนออฟฟิศที่นำข่าวมาแจ้ง อีกฝ่ายจึงทำเสียงล้อเลียนกลับไปอย่างหมั่นไส้


ไม่ไปไม่ได้หรอกฮ่ะกะเทยเพราะโควตานี้มีให้เฉพาะแผนกที่ต้องออกหน้าเท่านั้น นั่นก็คือฟร้อนและพนักงานต้อนรับ! โจทย์คือต้องส่งไปหนึ่งคนตามโควตา และต้องไปด้วยความสมัครใจด้วย ถ้าโดนจับได้ทีหลังว่าฉันบังคับใครไปโดนไล่ออกยกแผนก!”


“โห...อยากรู้จริงๆ ใครเป็นคนคิดโครงการนี้เนี่ย” กะเทยร่างยักษ์สบถเสียงแตกแบบออกอากาศไม่ได้ตามประสาของเธอ ส่วนคนอื่นๆ ก็มีความคิดไปในทางเดียวกัน ไม่มีใครอยากไปทำงานที่สาขาใหญ่เลยสักคน แน่ละสิ! ใครจะอยากไปล่ะ ทั้งเสี่ยงตกงานทั้งเสี่ยงความเครียดอื่นๆ สภาวะกดดันก็มากกว่าที่นี่หลายเท่าตัว กิตติศัพท์ของที่นั่นไม่ใช่เล่นๆ


“คุณบาสเตียน! รู้แล้วแกจะทำอะไร?”


“คะ...คุณบาสเตียน สะ...สงสัยเป็นเพราะมาเมืองไทยคราวนั้นแน่ๆ คงมีอะไรไม่ถูกตาเลยทำโครงการนี้เพื่อสแกนพนักงานออก!”


เกิดเสียงวิจารณ์อย่างอื้ออึงเมื่อกะเทยร่างยักษ์เปิดประเด็น พราวฟ้ามีสีหน้าไม่สบายใจ ดูเหมือนทุกคนจะขยาดกับคำว่า สาขาใหญ่ มากจริงๆ


“เอาล่ะๆ ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ ถึงเราจะรู้แบบนั้นแล้วแต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าถามว่าใครคนใดคนหนึ่งในนี้ทำงานด้อยกว่ามาตรฐานหรือเปล่า ฉันในฐานะหัวหน้าคงต้องบอกอย่างสัจจริงว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีแล้ว แต่คำว่าดีของเราอาจจะยังไม่เท่าเส้นที่เจ้านายกำหนดไว้ ฉะนั้นแล้วต้องมีหนึ่งคนในนี้เสียสละไปพิสูจน์ความสามารถ!


“ฉันไม่ไป”


“หนูไม่เอา”


“กะเทยก็ไม่ไปฮ่ะ”


ทุกคนสั่นหัวดิกก่อนที่สายตาทุกคู่จะตกมาอยู่ที่พราวฟ้าซึ่งนั่งเงียบไม่ออกความเห็นกับคนอื่น สายตาอ้อนวอนและกดดันอยู่ในทียังความลำบากใจมาสู่คนถูกมอง


“ยายพราว...เธอต้องไป!!”


ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน หญิงสาวไม่ได้เต็มใจมาที่นี่สักเท่าไร แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนว่าง่ายและมีนิสัยเสียสละพราวฟ้าจึงยอมมาโดยไม่อิดออด หญิงสาวเชื่อว่าเธอมีความมุ่นมั่นพร้อมเรียนรู้งาน หากทำจนสุดความตั้งใจแล้วไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับทุกอย่างตามชะตาลิขิต แต่ครั้นจะไปบอกบาสเตียนว่าเธอไม่ได้สมัครใจมาหญิงสาวก็รู้เงื่อนไขเป็นอย่างดีว่าพูดไม่ได้ เพราะนั่นจะสร้างความลำบากให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ไปด้วย

.

.

.

. 

บาสเตียนมองนาฬิกาข้อมือเล็กน้อย วันนี้ประชุมเสร็จเร็วกว่าที่คิด แต่ก็ยังมีงานให้เขาต้องใช้ดุลพินิจอีกมาก ชายหนุ่มนั่งทำงานต่อไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง พลันเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นส่งผลให้เจ้าของโรงแรมหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองทันที


“ของที่คุณบาสเตียนให้ไปซื้อเรียบร้อยแล้วครับ ให้ผมเอาไปให้คุณพราวฟ้าเลยไหมครับ” ดิออล์รีบขันอาสาอย่างกระตือรือร้นก่อนจะสะดุดกับสายตาเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยความดุดันของเจ้านายหนุ่มจนต้องก้มหน้าลงอย่างเกรงๆ


“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวฉันถือไปเอง ขอบใจมาก”


“ครับคุณบาสเตียน” ดิออล์ค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะวางของลงบนโซฟารับแขกแล้วเดินออกไปอย่างเงียบๆ บอดี้การ์ดหนุ่มเริ่มรับรู้ได้ถึงรังสีอะไรบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวผู้เป็นนาย รังสีที่ว่าคือรังสีความหวง...เห็นทีเขาคงต้องระวังตัวมากขึ้นเสียแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจมีสิทธิ์คอขาดโดยไม่รู้ตัว


บาสเตียนก้มหน้าอ่านเอกสารต่ออีกสักครู่ก็วางงานลงแล้วเอนหลังกับพนักเก้าอี้ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายไปที่เพนท์เฮ้าส์อย่างไม่ลังเล เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก็มีคนรับสาย รอยยิ้มพึงพอใจจึงระบายเล็กน้อยก่อนที่เสียงหวานๆ จากปลายสายจะดังขึ้น


“สวัสดีค่ะ...”


“เป็นยังไงบ้าง...วันนี้มีไข้อีกหรือเปล่า?” บาสเตียนเอ่ยถามเสียงนุ่มอย่างเอื้ออาทรจนพราวฟ้าเดาได้ทันทีว่าคนที่โทร. เข้ามาเป็นใคร


“คุณบาสเตียน...ไม่มีแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเบา ไม่รู้ทำไมเธอถึงเผลอยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเสียงของเขา


“ดีแล้ว...แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจ ให้พยาบาลช่วยเช็ดตัวให้อย่าเพิ่งอาบน้ำล่ะ”


“ค่ะ คุณพยาบาลเพิ่งเช็ดตัวให้เมื่อสักครู่นี้ค่ะ”


“ฉันเคลียร์งานใกล้เสร็จแล้ว เดี๋ยวขึ้นไปหา...อยากออกไปเดินเล่นข้างนอกไหม” ชายหนุ่มถามอย่างใจดีทำเอาคนอยากกลับห้องพักพนักงานดวงตาเป็นประกายทันควัน


“พราวกลับไปพักที่ตึกพักพนักงานได้แล้วใช่ไหมคะ”


“ยัง!” บาสเตียนตอบเสียงเรียบติดห้วน นึกหมั่นไส้คนปลายสายที่พอหายดีก็อยากตีปีกหนีเขาทันที “เธอต้องอยู่จนกว่าฉันจะแน่ใจว่าเธอไม่มีไข้แล้วจริงๆ”


“ถ้าเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเลยค่ะ ยาที่คุณบาสเตียนให้ทานดีมากๆ อาการปวดหัวหายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ...ส่วนไข้ก็น่าจะหายแล้ว คุณพยาบาลวัดไข้ให้ยังบอกเลยค่ะว่าหายแล้ว เหลือแค่รู้สึกเพลียๆ ซึ่งพราวไปพักต่อที่ห้องอีกแค่วันสองวันก็ทำงานได้สบายเลยค่ะ” พราวฟ้าสาธยายยาวเหยียดจนคนฟังอดประชดไม่ได้


“ฉันเพิ่งรู้นะว่าเธอพูดยาวๆ เป็นก็ตอนที่อยากได้อะไรมากๆ”


“ปะ...เปล่านะคะ...ขอโทษค่ะ” หญิงสาวทำเสียงอ่อย ชายหนุ่มเดาได้ทันทีว่าเธอกำลังทำหน้าอย่างไร แต่จ้างให้บาสเตียนก็ไม่ยอมใจอ่อนหรอก เขายังทลายกำแพงเล็กๆ ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องในความรู้สึกเธอไม่ได้ เรื่องอะไรจะปล่อยหนูน้อยออกจากกับดัก


“แต่ฉันถามหมอแล้ว ที่ร่างกายเธอยังเพลียก็เพราะยังมีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อยู่ในตัว เธอต้องอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายดีร้อยเปอร์เซ็นต์”


“แต่ว่า...” พราวฟ้าเหมือนอยากเถียงแต่ไม่กล้า อีกนัยหนึ่งก็เพราะโดนบาสเตียนชิงพูดเสียก่อนนั่นละ


“พยาบาลกับหมอเธอจะเชื่อใครล่ะพราวฟ้า”


“เชื่อหมอ...ก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างไม่เต็มเสียงนักแต่ก็สร้างความสุนทรีให้คนฟังมากทีเดียว บาสเตียนระบายยิ้มก่อนจะสรุปสั้นๆ


“อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงฉันจะขึ้นไปหา จะพาขึ้นไปนั่งเล่นบนดาดฟ้า ที่นั่นเป็นที่ส่วนตัวของฉัน รับรองว่าเงียบสงบไม่วุ่นวาย”


“ค่ะ” พราวฟ้ารับคำเบาๆ แต่ก่อนชายหนุ่มจะวางสายหญิงสาวก็รีบพูดบางอย่างที่ทำให้เธอมายืนละล้าละลังอยู่หน้าโทรศัพท์ยกหูโทรศัพท์เป็นว่าเล่นก่อนหน้าที่เขาจะโทร. เข้ามาว่า


“คุณบาสเตียนคะ...พราวอยากจะขออนุญาตใช้โทรศัพท์โทร. ทางไกลได้ไหมคะ”


เอ่ยไปแล้วก็เกรงใจไม่น้อย ยิ่งบาสเตียนเงียบยิ่งทำให้คนขอรู้สึกใจไม่ดี ความจริงเธอไม่ควรขอหรือต่อรองใดๆ ด้วยซ้ำ เพียงเท่านี้พราวฟ้าก็รบกวนชายหนุ่มมากเกินพอแล้ว หญิงสาวตัดใจหากเขาไม่อนุญาต ทว่า...


“โทร. หาใคร” ชายหนุ่มเอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบไม่ได้แสดงความใคร่รู้นัก ตรงกันข้ามกับแววตาในตอนนี้ที่ครุ่นคิดไม่น้อยเพราะเกรงว่าพราวฟ้าจะติดต่อใครที่เมืองไทย...โดยเฉพาะคนคนนั้นอาจเป็นผู้ชาย


“โทร. หาพ่อค่ะ ตั้งแต่มาถึงพราวยังไม่ได้ติดต่อพ่อเลยค่ะ กลัวท่านเป็นห่วง”


“อ๋อ...ก็โทร. สิ ของทุกอย่างในเพนท์เฮ้าส์เธอหยิบใช้ได้ตามสบายไม่ต้องขอหรอก คิดซะว่าทุกอย่างเป็นของเธอเหมือนกัน...”


“เอ่อ...ขอบคุณค่ะ” พราวฟ้าถึงกับอึ้งและทำตัวไม่ถูกอยู่นานกับคำอนุญาตที่แสนกำกวมของชายหนุ่ม...ใบหน้าหวานร้อนผ่าวอย่างช่วยไม่ได้ บาสเตียนเหมือนรู้ว่าหญิงสาวกำลังรู้สึกเช่นไรจึงยิ้มออกมาอย่างพอใจก่อนจะวางสายไปอย่างอารมณ์ดี


ร้อนหรือคุณพราวฟ้า? หน้าแดงมากเลยนะคะพยาบาลสาวใหญ่วัยสามสิบปลายๆ เอ่ยถามอย่างเป็นห่วงพราวฟ้าวางหูโทรศัพท์ลง คนถูกถามรีบส่ายหน้าปฏิเสธ


เปล่าค่ะคุณพยาบาล พราวฟ้าทำหน้าปั้นยากด้วยกลัวถูกอีกฝ่ายจับความรู้สึกได้ แต่โชคดีที่คำยืนยันของเธอทำให้พยาบาลประจำโรงแรมไม่ติดใจสงสัยอะไร สาวใหญ่ร่างอวบพยักหน้าเบาๆ แล้วจึงเดินกลับไปนั่งที่โซฟาตามเดิม


เป็นอะไรของเธอนี่พราวฟ้า เขาเป็นเจ้านาย เขาแค่ใจดีแค่นั้น...เขาไม่ได้คิดอะไรอย่างที่เธอเข้าใจหรอก...'


หญิงสาวพยายามปรามตัวเองก่อนจะเผลอคิดเกินเลยไปไกล ทว่าคำพูดและการกระทำของบาสเตียนหลายๆ อย่างก็ทำให้พราวฟ้าอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังรู้สึกกับเธอมากกว่าเจ้านายกับลูกน้อง และยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบระเบิดออกจากอก ในที่สุดหญิงสาวก็ยุติความคิดฟุ้งซ่านด้วยการต่อสายถึงบิดาที่อยู่ประเทศไทย




อิ๊ๆๆ แอบใช้เน็ตที่ทำงานอัพนิยายไว้ก่อน กลับห้องแล้วเน็ตง่อย 

อ่านให้สนุกนะคะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้าา ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจค่ะ ^_^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

344 ความคิดเห็น