(e-book+เปิดให้อ่านถึง 20กพ64) Fierce Set : พยัคฆ์

ตอนที่ 2 : (up 100%) พยัคฆ์ของเกี๊ยว : 01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,818
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    4 ก.ย. 63



 

 


 

 

EPISODE 01

 


 


 

เกี๊ยว Talk

 

ตาของฉันเบิกกว้าง ตัวของฉันแข็งทื่อไปหมด มือทั้งสองข้างกำหมัดเอาไว้แน่น ในขณะที่ริมฝีปากของฉันกำลังถูกริมฝีปากของใครอีกคนประกบลงมา ฉันกำลังถูกจูบอยู่ ไม่สิ มันเป็นแค่การประกบริมฝีปากลงมาแค่นั้น ไม่ได้รุกรานหรือว่าขยับไปไหนเลย เขาเพียงแค่แช่ริมฝีปากอยู่บนริมฝีปากของฉันเพียงแค่นั้น มันเลยไม่ได้เรียกว่าจูบอย่างที่ควรจะเป็น

 

แต่..ในสายตาคนอื่นที่มองมาคงอาจจะคิดว่าตอนนี้ฉันกำลังจูบอยู่กับเจ้าของริมฝีปากนี้อย่างดูดดื่มอยู่ แต่ความจริงมันมีแค่ฉันกับเขาเท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็นยังไง

 

แต่การที่ฉันต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์กับคนแปลกหน้าที่พึ่งเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวแบบนี้มันเป็นเพราะว่าฉันอยากจะทำให้ใครอีกคนเลิกยุ่งกับฉัน มันเลยทำให้ฉันร้องขอให้ผู้ชายคนนี้ช่วยฉัน ผู้ชายที่ฉันพึ่งเคยเจอแค่ครั้งเดียว แต่เป็นคนที่เคยช่วยฉันเอาไว้ เขาน่าจะเป็นคนดีเพราะไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ช่วยฉันหรอก จริงไหม

 

ย้อนไปเมื่อสองวันก่อน ตอนนั้นฉันกำลังเดินกลับไปที่คอนโดของตัวเอง แต่เพราะว่าฉันต้องแวะซื้อของใช้จำเป็นที่ร้านสะดวกซื้อที่อยู่ข้างๆ คอนโดของฉันก่อนมันเลยทำให้ฉันต้องย้อนเดินกลับไปมาอย่างที่เห็น เพราะระยะห่างจากร้านสะดวกซื้อมันมีซอยมืดๆ ทึบๆ อยู่สองสามซอย บวกกับเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำแบบนี้มันเลยทำให้บรรยากาศค่อนข้างเปลี่ยวมากพอสมควร

 

ฉันที่ซื้อของใช้จนเต็มสองมือทั้งสองข้าง เพราะของใช้ในห้องฉันมันดันหมดพร้อมกันฉันถึงได้ซื้อของจนเต็มมือแบบนี้ และตอนนี้ฉันแค่เดินผ่านซอยนี้ไปเพียงแค่ซอยเดียวเท่านั้นฉันก็จะสามารถโผล่ไปถึงคอนโดที่ฉันอยู่ได้แล้ว แต่...

 

หมับ!

 

ทว่าในระหว่างที่ฉันกำลังเดินพ้นซอยเปลี่ยวๆ นั่น จู่ๆ ก็มีมือของใครบางคนเอื้อมมาปิดปากของฉันไว้ก่อนที่เจ้าของมือนั่นจะลากให้ฉันเดินหายเข้าไปในซอย

 

“อื้อ!”

 

ฉันเปล่งเสียงครางประท้วงขึ้นมาด้วยความตกใจ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นมาตามสัญชาตญาณ เหงื่อของฉันแตกพลั่กออกมาทันทีด้วยความตื่นกลัว

 

“เงียบ แล้วส่งของที่มีค่าทุกอย่างมาซะ”

 

มันไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้นแต่ฉันรู้สึกว่ากำลังมีอะไรบางอย่างมาจี้อยู่ที่เอวของฉัน มะ มีดอย่างนั้นเหรอ นะ นี่ฉันกำลังถูกจี้อยู่อย่างนั้นเหรอ

 

ตุบ!

 

ด้วยความตกใจมันเลยทำให้มือไม้ของฉันอ่อนไปหมด ถุงของใช้ที่ฉันถือไว้ทั้งสองข้างมันหลุดออกไปจากมือของฉันแล้วหล่นลงไปกองอยู่กับพื้นจนเกิดเสียงขึ้นมา แต่เพราะว่าเจ้าของมือที่กำลังปิดปากฉันอยู่ตอนนี้เขาต้องการแค่ของมีค่าจากฉัน เขาคงไม่คิดที่จะทำร้ายร่างกายของฉันหรอก เพราะแบบนั้นฉันจึงค่อยๆ ใช้มือของฉันที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัวดึงเอากระเป๋าแล้วยื่นส่งไปให้เขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

 

พรึบ!

 

“อะ!”

 

ผู้ชายคนนั้นผลักให้ฉันล้มลงไปกองกับพื้นทันทีหลังจากที่เขากระชากเอากระเป๋าที่ฉันยื่นส่งให้เขาไปเมื่อกี้ไปค้นดู ตอนนั้นฉันเลยได้โอกาสเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเขา ก็เห็นว่าคนร้ายสวมแมสปิดปากและหมวดแก๊ปอำพรางใบหน้าอยู่มันเลยทำให้ฉันไม่สามารถเห็นหน้าของเขาได้

 

“อย่าคิดตุกติก มันอย่างนั้นเธอตายแน่”

 

เขาเอ่ยขู่ฉันมาพร้อมกับใช้มีดชี้มาทางฉัน ในขณะที่มือของเขายังคงค้นหาของมีค่าอย่างอื่นในกระเป๋าของฉันไปด้วย

 

“ยะ อย่าทำอะไรฉันเลย”

 

“เงียบ! แน่ใจนะว่ามีของมีค่าแค่นี้”

 

ตุบ!

 

เขาเอ่ยก่อนที่จะโยนกระเป๋าของฉันลงบนพื้นแล้วหันมาขู่เอาของมีค่าจากฉันอีก อ๊าย แต่เขารู้ไหมว่ากระเป๋าที่เขาพึ่งโยนลงพื้นอย่างไร้ค่าเมื่อกี้มันใบละกี่บาท ถ้าเขาเอาไปขายคงได้มากกว่าเงินที่อยู่นะกระเป๋าสตางค์ฉันซะอีก นั่นกระเป๋าแบรนเนมเลยนะ

 

“มะ มีแค่นี้จริงๆ ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันสาบานว่าจะไม่แจ้งความจับนาย”

 

ฉันบอกเพราะของพวกนั้นมันก็แค่ของนอกกาย ตอนนี้ฉันห่วงชีวิตตัวเองมากที่สุด การที่มีมีดมาจี้หน้าตัวเองอยู่แบบนี้เป็นใครบ้างล่ะที่จะไม่กลัวตาย ฉันคนหนึ่งแหละที่กลัว

 

“หืม อีนี่หน้าตาดีนี่หว่า”

 

หน้าตาดีอย่างนั้นเหรอ อ่า ฉันควรรู้สึกดีใจไหมที่คนร้ายมาชมฉันว่าหน้าตาดีแบบนี้

 

“ไม่ได้จี้คนสวยๆ มานานแล้วสิ ไหนขอดูหน้าชัดๆ หน่อยซิว่าคนอย่างน้องเหมาะที่จะเป็นเมียพี่ด้วยหรือเปล่า”

 

มะ เมียอย่างนั้นเหรอ อ๊าย ไอ้บ้านอกจากจะมาจี้ฉันแล้วยังคิดที่จะปล้นสวาทฉันอีกอย่างนั้นเหรอ ไม่ได้การ แค่ของมีค่าฉันขอให้เขาได้ แต่ไอ้เรื่องพรรค์นี้ฉันยอมให้เขาไม่ได้หรอก ต้องหนี ต้องเอาตัวรอดให้ได้ยัยเกี๊ยว ไม่อย่างนั้นได้แกตกเป็นเมียโจรแน่ๆ แต่..ฉันจะหนีได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้ฉันกลัวจนแทบขาฉันอ่อนไปหมดแล้วเนี้ย ร้องให้คนช่วยอย่างนั้นเหรอ ถ้าขืนฉันเปล่งเสียงตะโกนออกไปผู้ชายคนนี้คงได้เอามีดมาปาดคอฉันแน่ๆ ทำยังไงดี คิดสิคิดยัยเกี๊ยว

 

หมับ!

 

แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังคิดหาทางเอาตัวรอดให้ตัวเองอยู่นั้นมือหยาบกร้านของไอ้คนร้ายก็เอื้อมมาจับใบหน้าของฉันเพื่อบังคับให้ฉันเงยหน้าขึ้นให้เขามองหน้าฉันให้ชัดเจนขึ้น

 

“หึ สวยแบบนี้ถูกใจกูจริงโว๊ย”

 

“อย่าทำอะไรฉะ...”

 

ตุบ! แก๊ง!

 

ประโยคของฉันเมื่อกี้ก็ชะงักไปทันทีเมื่อฉันเห็นอะไรบางอย่างลอยมาปะทะเข้าที่หัวของคนร้ายเข้าอย่างจังก่อนที่สิ่งสิ่งนั้นมันจะตกลงบนพื้นจนเกิดเสียง ฉันเลยหันไปมองก็เห็นว่าเป็นกระป๋องโค้กที่ยังไม่ได้เปิด

 

“โอ๊ย! เหี้ย ใครวะ”

 

การที่ถูกกระป๋องโค้กกระแทกหัวเมื่อกี้มันทำให้คนร้ายเซถอยหลังไปทันที เพราะแรงกระแทกของกระป๋องโค้กที่มีของเหลวบรรจุไว้เต็มกระป๋องมันก็เปรียบเหมือนถูกก้อนหินขนาดย่อมปาใส่หัวดีๆ นี่เอง แต่ใครกันล่ะที่เป็นคนปามา

 

ผลัวะ! ตุบ!

 

“อึก”

 

ความสงสัยของฉันเมื่อกี้มันก็ได้คำตอบทันทีเมื่อเท้าของใครบางคนถีบเข้าที่ห้องของคนร้ายอย่างแรงจนร่างของคนร้ายกระเด็นลงไปกองกับพื้น ก่อนที่เจ้าของขาที่ใช้ถีบคนร้ายเมื่อกี้จะเดินเข้าไปเตะมีดออกจากมือของคนร้ายพร้อมกับใช้เท้าของเขากระทืบลงที่ท้องของคนร้ายเต็มแรงจนคนที่ทั้งถูกถีบทั้งถูกกระทืบเมื่อกี้นอนสลบไปทันที ไม่รู้ว่าสลบไปเพราะเหตุผลอะไรกันแน่ แต่ที่รู้ๆ คือตอนนี้ฉันรอดแล้ว

 

“แจ้งเหตุครับ มีคนถูกจี้ที่ซอยxxx ตอนนี้คนร้ายสลบไปแล้ว ช่วยส่งคนมาดูด้วยครับ”

 

ฉันเงยหน้ามองดูเขาคนนั้นทันทีก็เห็นว่าตอนนี้เขากำลังวางสายจากตำรวจหลังจากที่เขาโทรแจ้งเหตุไปเมื่อกี้และตอนนี้เขาก็กำลังปรายตาลงมามองดูฉันที่นั่งกองอยู่กับพื้นด้วยสายตาเรียบนิ่ง

 

ผิวที่ไม่ได้ขาวมาก กับใบหน้าที่หล่อเหลาได้ที่ติของเขาทำให้ฉันชะงักค้างไปทันทีที่ฉันเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน ผู้ชายคนนี้คือคนที่ช่วยชีวิตฉันไว้จากคนร้ายเมื่อกี้ ไม่คิดเลยว่าคนที่หน้าตาดีมากอย่างเขาจะเป็นคนดีมากด้วย อ่า ถ้าเขาไม่มาช่วยฉัน ฉันต้องแย่แล้วแน่ๆ

 

“โอเคนะ”

 

เขาเอ่ยถามฉันมาก่อนที่เขาจะก้มลงไปเก็บกระป๋องโค้กที่เขาใช้ปาใส่หัวของคนร้ายเมื่อกี้ขึ้นมาถือไว้

 

“ค่ะ ขอบคุณที่มาช่วยค่ะ”

 

“เรื่องเล็กน้อย ลุกเองไหวนะ”

 

“ค่ะ”

 

ฉันตอบไปก่อนที่จะยันกายลุกขึ้นยืนโดยมีเขาคนนั้นช่วยเก็บข้าวของแล้วยื่นส่งมาให้ฉัน แล้วหลังจากนั้นไม่นานตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุและมันก็เป็นจังหวะเดียวกันที่คนร้ายได้สติตื่นขึ้นมาพอดี แต่เขาตื่นช้าไปหน่อยเพราะตอนนี้เขาถูกตำรวจจับใส่กุญแจมือไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตลอดเวลาตั้งแต่ตำรวจมาจนตำรวจจับกุมคนร้ายไปได้ เขาคนนั้นก็ยืนอยู่ข้างๆ ฉันตลอด และนั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ฉันได้เจอกับเขาครั้งแรก แต่ฉันไม่คิดว่าวันนี้ฉันจะได้บังเอิญมาเจอกับเขาอีก และเขาก็กำลังช่วยฉันไว้อีกครั้งแล้ว

 

แต่การช่วยของเขามันแปลกไปมาก มีใครเขาช่วยด้วยการจูบด้วยอย่างนั้นเหรอ ถึงฉันจะรู้สึกสงสัยกับวิธีการช่วยของเขาอยู่บ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้ขัดขืนต่อการกระทำของเขา เพราะตอนนี้ฉันรู้ว่ากำลังมีใครอีกคนกำลังมองมาที่พวกเราสองคนอยู่ ใครคนนั้นที่ฉันกำลังพยายามทำให้เขาเลิกยุ่งกับฉัน

 

เขาคนนั้นมีชื่อว่า เฟลม เขาเป็นรุ่นพี่ที่อยู่บ้านหลังข้างๆ ฉัน เขาตามจีบฉันมาหลายปีแล้ว แต่ฉันไม่เล่นด้วยเพราะฉันคิดกับเขาเพียงแค่พี่ชายข้างบ้านที่เจอมาตั้งแต่เด็กเท่านั้น ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยปฏิเสธเขา ฉันปฏิเสธเขามาตลอด แต่เขาก็ยังตามตื๊อที่จะจีบฉันอยู่ แต่เป็นเพราะวิธีที่เขาใช้จีบมันเริ่มทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังถูกคุกคาม เขาตามฉันราวกับว่าเป็นสตอล์กเกอร์ คอยตามฉันเหมือนกับเป็นพวกโรคจิต และฉันมันทำให้ฉันเริ่มกลัว กลัวว่ามันจะแย่ไปมากกว่านี้ เพราะอย่างนั้นฉันเลยต้องหาวิธีทำให้เขาเลิกยุ่งกับฉัน ฉันถึงได้มาขอร้องให้ผู้ชายที่ฉันไม่รู้จักคนนี้เขาช่วยฉันยังไงล่ะ หวังว่ามันจะได้ผลนะ

 

เอ๊ะ!

 

ฉันอุทานขึ้นมาในใจทันทีเมื่อรู้สึกว่าริมฝีปากที่เคยแช่ไว้นิ่งๆ เมื่อกี้มันเริ่มมีการเคลื่อนไหว เหมือนริมฝีปากของเขากำลังขบเม้มที่ริมฝีปากของฉันเบาๆ แรงขบเมื่อกี้ทำให้มือของฉันที่กำลังกำแน่นไว้เมื่อก่อนหน้านี้เอื้อมไปจับยึดเสื้อของเขาเอาไว้ทันที เพื่อห้ามไม่ให้เขาทำอะไรมากไปกว่านี้ แต่ผู้ชายคนนี้กลับโอบกอดเอวของฉันไว้แน่นแทนมันเลยทำให้ร่างกายของฉันแนบชิดกับร่างกายของเขา และในตอนนั้นเองฉันก็รับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังดุนดันเข้ามาในริมฝีปากของฉัน มันคือลิ้น ลิ้นที่กำลังดุนเข้ามา แต่...

 

“เกี๊ยว”

 

หมับ!

 

แต่ในตอนนั้นเองร่างของฉันถูกแรงขนาดหนึ่งกระชากมาจากทางด้านหลังมันเลยทำให้ฉันคนนี้ต้องหลุดออกมาจากอ้อมกอดของผู้ชายคนที่กำลังจูบฉันอยู่ทันที และเจ้าของมือที่กระชากฉันออกไปเมื่อกี้ก็เป็นของพี่เฟลม ผู้ชายที่ตามตื๊อฉันคนนั้นแหละ อ่า เกือบไปแล้ว เมื่อกี้ผู้ชายคนนี้เกือบเอาลิ้นเข้ามาในปากของฉันแล้ว

 

หมับ!

 

แต่มีมือของใครอีกคนเอื้อมมือดึงมือของฉันไว้อีกข้าง ก่อนที่เจ้าของมือนั่นจะดึงให้ฉันกลับไปยืนอยู่ข้างเขาอีกครั้ง เป็นพยัคฆ์นั่นเองที่เป็นคนดึงฉันกลับไป เขาไม่ได้พูดอะไรและแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาทางสีหน้า แต่มีแค่สายตาที่เรียบนิ่งของเขาเท่านั้นที่กำลังจ้องไปยังพี่เฟลมอยู่อย่างไม่วางตา

 

“นี่มันอะไรกันเกี๊ยว ผู้ชายคนนี้เป็นใคร”

 

แต่ถึงอย่างนั้นมือของพี่เฟลมก็ยังไม่ได้ปล่อยออกจากมืออีกข้างของฉันอยู่ดี และตอนนี้เขาก็กำลังถามฉันมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด แต่สายตาของเขาตอนนี้มันไม่ได้มองมาที่ฉัน เขากำลังจ้องหน้าของอีกคนที่ยืนจับมือฉันอีกข้างคนนี้อยู่ยังไงล่ะ

 

พี่เฟลมก็คงสงสัยสินะว่าเขาคนนี้เป็นใคร ก็แน่ล่ะพวกเขาไม่เคยเจอกันนี่นา เพราะพี่เฟลมเขาตามตื๊อฉันมานานเขาเลยรู้จักกับคนที่อยู่รอบๆ ตัวฉันแทบทุกคน แต่สำหรับผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันคนนี้เขาพี่จะเคยเจอกันเป็นครั้งแรก ฉันเองก็พึ่งเจอกับผู้ชายคนนี้เหมือนกันนั่นแหละเลยไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ตอนนี้ที่รู้ๆ ฉันกำลังจ้างให้เขาเล่นเป็นแฟนฉันให้อยู่และฉันก็แน่ใจว่าเมื่อกี้ที่ฉันยืนจูบกับเขา พี่เฟลมก็ต้องเห็นฉากนั้นแน่ๆ

 

“แฟนเกี๊ยว”

 

แต่ก่อนที่ฉันจะตอบคำถามนั้นไป เสียงของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันก็เอ่ยตอบคำถามนั้นไปแทนฉันซะก่อน แต่เขาไม่ได้ทำเพียงแค่เอ่ยตอบไปแค่นั้น แต่มือของเขาอีกข้างก็เอื้อมไปปัดเอามือของพี่เฟลมที่จับมือของฉันไว้อยู่เมื่อกี้จนมือข้างนั้นของฉันถูกปล่อยให้เป็นอิสระทันที ฉันเลยหันไปแหงนหน้าขึ้นไปมองเขาทันทีด้วยความแปลกใจว่าทำไมเขาคนนี้ถึงได้เล่นบทบาทแฟนได้ดีขนาดนี้ สงสัยเขาคงทำงานอะไรแบบนี้มานานแล้วสินะถึงได้ดูเชี่ยวชาญมากแบบนี้ หรือไม่เขาก็ผ่านการมีแฟนมามาก เอ๊ะ หรือว่าผู้ชายคนนี้เขามีแฟนอยู่แล้วกันนะ หน้าตาดีมากขนาดนี้แน่นอนว่าเขาต้องมีแฟนแล้วแน่ๆ เลย ฉันขอยืมตัวเขาแค่ไม่กี่นาทีเพื่อไล่พี่เฟลมไปแค่นั้น แฟนเขาคงไม่ว่าอะไรฉันหรอกนะ

 

“แล้วนั่นใคร”

 

เขาเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง ฉันเลยลากสายตากลับไปมองหน้าพี่เฟลมอีกครั้งก็เห็นว่าตอนนี้เขากำลังแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัดอยู่

 

“กูเป็นใครไม่สำคัญ แต่เกี๊ยว พี่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเกี๊ยวมีแฟนแล้ว”

 

ก็เพราะว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แฟนจริงๆ ของฉันไง เขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันมีแฟนแล้ว

 

“พี่ไม่ได้รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเกี๊ยว”

 

“เกี๊ยวจะมีแฟนได้ยังไงในเมื่อ..”

 

พี่เฟลมเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่เขาก็หยุดพูดไปซะอย่างนั้น มันเลยทำให้คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันจนเป็นปมทันทีว่าอะไรกันที่เขาไม่ยอมพูดออกมา

 

“ในเมื่ออะไร”

 

“ช่างเถอะ แต่พี่ไม่เชื่อหรอกว่าไอ้หมอนี่เป็นแฟนของเกี๊ยว”

 

บ้าจริง นี่ขนาดเขาเห็นว่าฉันยืนจูบกับผู้ชายคนนี้แล้วนะเขายังไม่ยอมเชื่อฉันอีกอย่างนั้นเหรอ อ่า ทำไมเขาถึงได้ดื้อด้านแบบนี้กันนะ แล้วฉันต้องทำยังไงถึงจะทำให้พี่เฟลมเลิกยุ่งกับฉันได้เนี้ย

 

หมับ!

 

แต่ในตอนนั้นเองมือที่เคยเอื้อมมาจับมือของฉันไว้อยู่ก่อนหน้านี้ก็เลื่อนขึ้นมาโอบไหล่ของฉันในเวลาต่อมา แต่เจ้าของมือนั่นไม่ได้โอบแค่ไหล่ของฉันเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นเพราะตอนนี้นิ้วมือของเขากำลังเขี่ยที่หัวไหล่ฉันเล่นอยู่ราวกับว่าเขากำลังยั่วโมโหคนที่กำลังมองการกระทำของเขาอยู่อย่างพี่เฟลมยังไงยังงั้น

 

“ต้องเอากันให้ดูเลยไหม ถึงจะเชื่อ”

 

เอ๊ะ

 

“เอาไหม กูไม่ติด”

 

ดะ เดี๋ยวนะ ฉันว่ามันชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ ผู้ชายคนนี้เขาพูดแบบนั้นออกไปได้ยังไงกัน เขาเล่นใหญ่เกินไปไหมเนี้ย

 

“มึง!”

 

“พี่เฟลม ในเมื่อเกี๊ยวมีแฟนแล้ว พี่ก็เลิกตามตื๊อเกี๊ยวได้แล้วนะคะ อย่าให้เกี๊ยวต้องพูดมากกว่านี้เลย”

 

“เกี๊ยว”

 

“นะคะ”

 

“ก็ได้”

 

พี่เฟลมพูดเพียงแค่นั้นก่อนที่เขาจะหันมาสบตากับฉันแล้วเลื่อนสายตาไปยังมือที่โอบไหล่ของฉันอยู่ตอนนี้ด้วยสีหน้าที่ฉันเดาไม่ได้ก่อนที่เขาจะเดินจากไป อ่า เขายอมเลิกยุ่งกับฉันจริงๆ แล้วสินะ แต่ไปง่ายๆ แบบนี้มันก็ค่อนข้างแปลกเหมือนกันเพราะปกติไม่ว่าฉันจะพูดยังไงพี่เขาก็ไม่ยอมรามือเลยสักครั้ง แต่ครั้งนี้ยอมไปง่ายๆ แบบนี้สงสัยเขาคงเชื่อว่าฉันมีแฟนแล้วจริงๆ นั่นแหละ

 

“เอ่อ ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้เมื่อกี้ คุณต้องการเท่าไหร่คะ”

 

หลังจากที่พี่เฟลมเดินจากไปแล้ว ฉันก็เอ่ยถามเขาคนนั้นขึ้นมาทันที อ่า เขาชื่อพยัคฆ์นี่นา แต่ฉันไม่ได้ทำเพียงแค่ถามเขาหรอกเพราะตอนนี้ฉันกำลังขืนตัวออกมาจากแขนของเขาที่โอบฉันไว้อยู่เมื่อกี้แล้วหยิบเอากระเป๋าสตางค์ของตัวเองออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างเพื่อที่จะจ่ายเงินค่าจ้างให้กับเขา

 

“ไม่เอา”

 

“เอ๊ะ”

 

“ไม่ได้ขายตัว”

 

หืม ก็ตอนแรกเขาบอกว่าเขาค่าตัวแพงไม่ใช่เหรอ ฉันก็กำลังจะจ่ายให้เขาอยู่นี่ไง แค่ไหนฉันก็ยอมจ่ายเพราะเมื่อกี้เขาอุตส่าห์ช่วยไล่พี่เฟลมให้ฉันนี่นา

 

“ถือว่าเป็นค่าเสียเวลาก็แล้วกันค่ะ รับไปเถอะนะคะ”

 

ฉันพูดจบแล้วจัดการยัดเงินจำนวนหนึ่งใส่มือของเขาแล้วส่งยิ้มให้เขาครั้งหนึ่งแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นทันที จริงๆ แล้ววันนี้ฉันมีนัดกับเพื่อนที่ร้านเหล้าแห่งนี้น่ะ แต่พอดีฉันดันไปบังเอิญเจอกับพี่เฟลมเข้าพอดี เรื่องมันก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ ตอนนี้เพื่อนฉันคงรอฉันแล้วแย่แล้ว ฉันต้องรีบไปหาเพื่อนฉันแล้วล่ะ

 

พยัคฆ์ Talk

 

ก๊อบแก๊บ!

 

นั่นเป็นเสียงของเงินจำนวนหนึ่งที่ผมถูกยัดใส่มือมาเมื่อกี้และตอนนี้ผมก็กำลังกำเงินจำนวนนั้นไว้แน่นอยู่ หึ ผู้หญิงคนนั้นผมไม่คิดว่าเธอจะยอมจ่ายเงินผมจริงๆ ตอนแรกผมก็ปฏิเสธเธอไปแล้วเพราะผมไม่ใช่ผู้ชายขายตัวที่จำที่อะไรต้องแลกกับเงินแบบนี้ แต่ยัยนั่นก็ยังยัดเงินใส่มือผมมาอยู่ดี แถมยัดเงินใส่มือผมแล้วเธอก็รีบเดินจากไปทันทีโดยไม่ได้หันกลับมามองที่ผมอีกเลย

 

“อ่า”

 

ผมครางขึ้นมาทันทีก่อนที่จะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านเหล้าเพราะถ้าผมหายไปนานกว่านี้มีหวังผมคงถูกเพื่อนในกลุ่มโทรจิกอีกแน่ๆ แค่ไอ้พายุหายไปคนเดียวก็พอแล้ว

 

“มึงกำอะไรมาวะ”

 

และทันทีที่ผมเดินกลับไปถึงโต๊ะที่มีเพื่อนของผมนั่งอยู่ เสียงของไอ้เสี่ยบุคคลที่พูดมากที่สุดในกลุ่มก็เอ่ยถามผมขึ้นมาทันที และตอนนี้สายตาของมันก็กำลังจ้องมาที่มือของผมข้างนั้นอยู่

 

“มีคนให้กูมา”

 

ผมพึมพำตอบมันไปก่อนที่จะยกเอาแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มเพื่อดับอาการกระหายให้กับตัวเอง แต่พอของเหลวมันไหลผ่านริมฝีปากของผมเข้ามาในปากเท่านั้นแหละ ผมก็ขมวดคิ้วเข้าหากันจนเป็นปมทันทีเมื่อผมรับรู้ถึงกลิ่นอะไรบางอย่างที่นอกเหนือจากกลิ่นเหล้า หืม กลิ่นมิ้นท์ อย่างนั้นเหรอ

 

“อะไรวะ”

 

พรึบ!

 

ผมโยนสิ่งที่ผมกำอยู่ในมือเมื่อกี้ลงบนโต๊ะทันที และทันทีที่เพื่อนผมเห็นว่ามันคืออะไรเท่านั้นแหละพวกมันก็แผดเสียงหัวเราะกันขึ้นมาทันที

 

“เหี้ย พันห้า”

 

ไอ้เสี่ย

 

“นี่มึงขายตัวราคานี้แล้วเหรอวะไอ้พยัคฆ์”

 

ไอ้เทวินทร์

 

“เกรดต่ำนะมึง”

 

ไอ้ป๋า

 

“หืม ขำอะไรกันอะ”

 

และเดย์ที่พึ่งเดินกลับมาจากที่ไหนสักที่ คาดว่าน่าจะเป็นห้องน้ำ ส่วนผมนั้นก็เลื่อนสายตาไปมองจำนวนเงินที่ผมพึ่งวางลงบนโต๊ะเมื่อกี้ทันที ปรากฏว่าจำนวนเงินมันมีแค่หนึ่งพันห้าร้อยบาท อ่า ให้ตายสิ ยัยผู้หญิงคนนั้นให้ผมมาพันห้า เหี้ยเอ๊ย นี่ยัยนั่นคิดว่าผมขายตัวให้เธอหรือไงถึงได้ให้ราคามาแบบนี้กัน

 

“หายไปตั้งนาน ขายตัวได้แค่นี้ เสียชื่อเลยว่ะ”

 

“กูไม่ได้ขาย”

 

“แล้วได้พันห้ามาได้ยังไง”

 

“ก็บอกแล้วมีคนให้มา”

 

“ใครวะ”

 

“ผู้หญิงบ้าๆ คนหนึ่ง”

 

ผมพึมพำตอบไปแล้วยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มอีกครั้งและครั้งนี้ผมก็ได้กลิ่นมิ้นท์อีกครั้ง มันมาจากริมฝีปากของผม แต่ผมจำได้ว่าผมไม่ได้สูบบุหรี่กลิ่นนี้นี่นา กลิ่นบุหรี่ที่ผมสูบประจำมันเป็นกลิ่นช็อกโกแลต แล้วกลิ่นมิ้นท์นี่มันมาจากไหน

 

ผมคิดกับตัวเองด้วยความรู้สึกสงสัยก่อนที่จะยกมือขึ้นมาจับริมฝีปากของตัวเองแล้วตอนนั้นเองผมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ อ่า ที่แท้กลิ่นมิ้นท์ที่ผมสงสัยมาสักพักมันมาจากยัยนั่นสินะ ก่อนหน้านี้ผมจูบเธอไปนี่นาถึงว่าทำไมมีกลิ่นมิ้นท์ติดที่ริมฝีปากผมมาได้ จูบที่ผมคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เธอได้ ตอนแรกก็แค่ว่าจะแช่ริมฝีปากไว้นิ่งๆ แต่มันดันเผลอ เผลอตัวจูบยัยนั่นเข้าไปจริงๆ หึ จะว่าไปยัยนั่นก็ไม่ได้แย่


 


 


 


 

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

พันห้าว่าไมไ่ด้เด้ออออ

แต่พี่พยัคฆ์ทำไมไปจูบพี่เกี๊ยวแบบนั้นละลูก

ไหนว่าจะแค่แช่ไว้เฉยๆ อะไรคือการเผลอกันยะ

#พยัคฆ์ไม่ใช่คนดี อิอิ

หนึ่งคอมเม้นเท่ากับหนึ่งกำลังใจ

 

error loaded


 

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

339 ความคิดเห็น

  1. #38 Memew888 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 01:36
    ค่าตัวพันห้าา ว้าววว 555
    #38
    0
  2. #2 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 กันยายน 2563 / 23:33

    น่าจะเป็นคนดีเนอะ

    #2
    0