BAIT # NAVA เหยื่อของนาวา

ตอนที่ 4 : BAIT NAVA #นาวาล่าลม 3 : เขาชื่อ นาวา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,958
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 216 ครั้ง
    17 พ.ย. 61



นาวาล่าลม

3

เขาชื่อ นาวา


ผะ ผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ทำไมเขาต้องโผล่มาตอนที่ฉันอยู่ในสภาพแย่ๆ แบบนี้ตลอดด้วย แต่พอมาดูหน้าของเขาตรงๆ แบบนี้แล้วฉันยอมรับเลยว่าผู้ชายอย่างเขาหน้าตาดีมากเลยละ ถ้าไม่ติดตรงที่มีรอยสักมากมายเต็มตัวแบบนี้ เขาอาจจะดูหล่อเหมือนเทพบุตรเลยก็ว่าได้ แต่ดูเหมือนว่าเขาคงไม่ต้องการแบบนั้นเลยทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้

ฉันยืนสบตากับสายตาที่ดุอย่างกับสัตว์ร้ายนั้นตรงๆ และนานแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย แต่ต่อมาฉันก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีอะไรโอบรักเอวของฉันไว้แน่นกว่าเดิม ฉันเลยก้มมองก็ปรากฏว่าผู้ชายคนนี้กำลังกอดฉันอยู่

“อะ โทษนะคะ ปล่อยฉันก่อนได้ไหม”

ฉันเอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ เพราะถ้าไม่มีเข้าช่วยฉันไว้จากการโดนกระถางตกใส่หัวเมื่อกี้ฉันคงได้ไปนอนจมกองเลือดแล้วละ

“อืม”

เขาครางรับเสียงเรียบก่อนที่จะค่อยๆ ปล่อยอ้อมแขนของเขาออกจากฉัน หลังจากที่ฉันเป็นอิสระฉันก็รีบถอยหลังเดินออกห่างจากเขาทันที เพราะท่าทางที่ดูน่าอันตรายของเขามันทำให้ฉันไม่ค่อยอยากที่จะอยู่ใกล้เขาซักเท่าไหร่ ถึงเขาจะเป็นผู้มีพระคุณกับฉันก็เถอะ

“ขอบคุณสำหรับเมื่อกี้ด้วยนะคะ ถ้าไม่มีคุณฉันคงแย่แน่ๆ”

“เต็มใจ”

เขาเอ่ยออกมาเสียงเรียบพร้อมกับจ้องหน้าฉันนิ่งๆ จนคนที่เป็นฝ่ายถูกจ้องอย่างฉันก็ต้องรู้สึกเกร็งขึ้นมาเพราะสายตาที่เขามองมามันเหมือนกับสะกดไว้ให้ฉันยืนอยู่นิ่งๆ

“เอ่อ”

ฉันไม่รู้ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี ปกติฉันไม่ใช่คนแบบนี้นะ แต่ทำไมอยู่ต่อหน้าเขาทีไร ความมั่นใจของฉันมันลดน้อยลงทุกทีเลย

“นาวา”

อะ อะไรนะเมื่อกี้เขาพูดอะไรบางอย่างออกมาหรือเปล่า

“อะไรนะคะ”

“นาวา ชื่อฉัน”

อ่อ ที่แท้ก็บอกชื่อฉันนี่เอง เฮ้อ นึกว่าจะพูดอะไร ถึงแม้ว่าร่างกายภายนอกของเขาจะดูน่ากลัวในสายตาของฉันแต่ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จะดูนิสัยดีอยู่บ้าง เพราะงั้นเขาคงไม่มาช่วยฉันหรอกนะ แล้วก็ครั้งนั้นด้วยที่เขาให้ร่มฉันในวันที่ฝนตรง

“อ่อ ค่ะ สายลมค่ะ”

ฉันเลยบอกชื่อเขาไปเพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท

“รู้แล้ว”

“รู้ รู้อะไรคะ”

“ชื่อเธอ ฉันรู้”

อ่อ แล้วเขารู้ชื่อฉันได้ยังไงฉันจำได้นะว่าฉันไม่เคยบอกชื่อเขามาก่อนเลย แต่จะว่าไปชื่อเขาฉันก็คุ้นๆ อยู่นะ วันนี้ที่เจอเขาก็เจอที่ใต้ตึกคณะนิเทศศาสตร์ หรือว่าเขาจะเป็นนาวาคนนั้น

นาวาที่ฉันเอ่ยถึงก็คือนาวาหนุ่มหล่อแห่งคณะนิเทศศาสตร์ผู้ที่หาตัวได้ยาก เป็นผู้ชายที่น่ากลัวมาก นานๆ จะเห็นเขาที ส่วนมากจะเดินอยู่กับกลุ่มของเขาแต่นี่เป็นเพียงข่าวลือที่ฉันเคยได้ยิน ฉันไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ซักเท่าไหร่หรอก แต่ย่าบอกนะว่าเขาคนนี้กับคนนั้นเป็นคนคนเดียวกัน

“อย่างงั้นเหรอ ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะ”

ฉันเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพราะคิดว่าฉันน่าจะไปได้แล้ว อยู่ไปก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี และอีกอย่างฉันก็ขอบคุณเขาๆ ปแล้วด้วย เขาไม่น่าจะมีอะไรอีกแล้วนะ

“ไปไหน”

เขาเอ่ยถามขึ้นมาเสียงเรียบระหว่างที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินออกมา คือแบบคือแบบว่าเราไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวเลยไม่ใช่เหรอ มายืนคุยกันแบบนี้มันจะไม่แปลกไปหน่อยไหม และอีกอย่างเขาก็ดูน่ากลัวเกินไป ฉันไม่อยากที่จะรู้จักเขาหรอก

“เออ กลับบ้านนะ”

หวังว่าเขาจะปล่อยฉันกลับบ้านนะ

“เดี๋ยวไปส่ง”

ฮะ เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ เขาบอกว่าจะไปส่งฉันเหรอ หูฉันไม่ได้ฝาดไปใช่ไหม

“ไม่เป็นไรฉันกลับเองได้”

ฉันกล่าวปฏิเสธแต่คนตรงหน้าฉันกลับชักสีหน้าใส่ฉันเฉยเลย อ้าว ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ทำไมเขาต้องมองแรงแบบนี้

“อย่าขัด”

เขาเอ่ยเสียงเรียบก่อนที่จะถือวิสาสะคว้ามือของฉันแล้วออกแรงลากให้ฉันเดินตามเขาไป ฮือ ท่าทางน่ากลัวแบบนี้ ฉันจะไว้ใจให้เขาไปส่งที่ห้องได้ยังไง ถึงเขาจะเป็นคนดังของมหาลัยก็เถอะ ถ้าเขาคิดที่จะทำไม่ดีไม่ร้ายกับฉันขึ้นมาละ ฉันจะมีสภาพเป็นยังไงกันแน่

“แต่ ฉันไม่อยากไปกับนาย”

ฉันเลยตัดสินใจบอกเขาไปตรงๆ เพราะถ้าขืนมัวแต่กลัวเขาแบบนี้ ฉันคงถูกเขาลากไปทำไม่ดีไม่ร้ายแน่ๆ

“ไม่ไว้ใจฉันว่างั้น”

เขาหันมาถามฉันเสียงเรียบฉันเลยพยักหน้าแทนคำตอบ ส่วนเขาก็ทำหน้านิ่งใส่ฉันเฉยเลย

“ทำไม”

ยังจะถามอีกว่าทำไม

“นายน่ากลัว”

ฉันบอกแล้วก้มหน้างุดพร้อมกับมองดูมือของตัวเองที่ถูกเขาจับไว้ไปด้วย

“ไม่มีอะไรน่ากลัวสักหน่อย ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก แค่อยากไปส่ง”

ฉันไม่คิดเลยว่าคนหน้าโหดอย่างเขาจะพูดอะไรแบบนี้เป็นด้วย ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของเขาจะฟังดูห้วนๆ ก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้แฝงอะไรไปมากกว่านี้

“ทำไมนายถึงอยากไปส่งฉัน”

ฉันเอ่ยถามต่อ ไหนๆ ก็ถามไปแล้วถามอีกจะเป็นไร

“แล้วทำไมต้องมีเหตุผลด้วย แค่อยากทำก็ทำ”

เขากล่าวจบเพียงแค่นั้นก่อนที่จะลากฉันให้เดินต่อ ไม่รู้ว่าเขาจะพาฉันไปที่ไหนนะ รู้แต่ว่าระหว่างทางที่เราเดินมาด้วยกันมีสายตานับสิบมองมาที่พวกฉันนี่สิ ป่านนี้พวกเขาคงเข้าใจผิดว่าฉันกับหมอนี่เป็นอะไรกันไปแล้วแน่ๆ มันคือหายนะเลยละ ถ้าพวกนั้นคิดแบบนั้นกันจริงๆ เรื่องพวกนี้เป็นเหมือนโรคระบาดที่แป๊บเดียวก็รู้กันทั้งมหาลัยแล้ว

“ฉันว่านายปล่อยมือฉันก่อนได้ไหม ฉันเดินตามนายเองก็ได้”

ฉันเอ่ยขึ้นระหว่างที่เรากำลังเดินไปที่ไหนสักที่กันอยู่

“ทำไม”

“ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกัน มาจับมือกันแบบนี้ มันดูไม่ดีนะ”

ฉันให้เหตุผลไป แล้วคนตัวสูงที่เดินอยู่ข้างหน้าฉันก็ใช้หางตามองมาที่ฉันด้วยสายตาขุ่นมัว

“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรก็จับมือไม่ได้อย่างงั้นสินะ”

เขาเอ่ยถามแต่มือของเขาก็ยังจับมือฉันไว้อยู่อย่างนั้นไม่ยอมปล่อย เขาน่าจะปล่อยได้แล้วฉันอุตส่าห์บอกเหตุผลเขาไปแล้วแท้ๆ และอีกอย่าเขาไม่กลัวคนอื่นเข้าใจผิดหรือไง ยิ่งมาเดินกับฉันอีก มันจะดูไม่ดีเอานะ

“อืม”

“งั้นก็เป็นซะสิ จะได้จับมือกันได้”

“ฮะ นายว่าอะไรนะ”

หมอนี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่พูดเรื่องอะไรแบบนั้นมาได้อย่างหน้าตาเฉย หรือว่าเขาจะเมายาบ้า ยิ่งท่าทางภายนอกของเขาออกจะสื่อไปทางนั้นด้วยสิ

“ฉันบอกว่า เราก็เป็นอะไรกันซะสิ จะได้จับมือกันได้ซะที แค่นี้ก็ฟังไม่รู้เรื่องเหรอวะ”

ชัดเลยละตอนนี้

“นายต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ”

ครั้งนี้คนตัวโตที่เดินนำหน้าฉันชะงักเท้าไปทันทีก่อนที่จะหันมามองฉันด้วยใบหน้าโหดๆ ของเขา

“พูดแค่นี้ก็ว่าฉันบ้าแล้วถ้าเกิดฉันเอาเธอขึ้นมาเธอจะไม่หาว่าฉันเป็นพวกวิตถารไปเลยเหรอ”

มะ หมอนี่ห่ามเกิดไปแล้ว เขากล้าพูดกับฉันแบบนี้ทั้งๆ ที่เราพึ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่นาทีแบบนี้ได้ยังไง

“แค่จับมือ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก”

เขาพูดต่อก่อนที่จะออกเดินอีกครั้งแต่มือก็ยังไม่ปล่อยมือฉันอยู่ดี ให้ตายสิหมอนี่นอกจากจะหน้าโหดแล้ว เขายังเป็นคนเอาแต่ใจจริงๆ ฉันได้แต่ต่อว่าเขาในใจก่อนที่เราจะมาหยุดที่รถคันหรูคันหนึ่งที่จอดไว้อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง และดูเหมือนว่ารถคันนี้จะเป็นรถของเขานะ หมอนี่รวยขนาดนี้เลยเหรอ ดูรถของเขาก็พอจะรู้ได้ว่ารถคันนี้เป็นรถที่สั่งมาจากนอกประเทศ ฉันรู้ได้ยังไงนะเหรอ ก็ฉันเป็นพริตตี้มานานเลยรู้เรื่องพวกนี้ดี และยี่ห้อของรถที่ฉันกำลังมองอยู่ตอนนี้ก็บอกได้ทันทีว่ารถคันนี้แพงหูฉี่แค่ไหน

“ขึ้นรถสิ ยืนนิ่งทำไม”

ฉันเอ่ยบอกเสียงเรียบก่อนที่จะเปิดประตูรถให้ฉันได้เข้าไปนั่งส่วนเขาก็เดินอ้อมไปฝั่งคนขับแล้วเข้าไปในรถทันทีด้วยท่าทางที่ดูเหมือนไม่ค่อยจะสนใจอะไรซักเท่าไหร่ ฉันเลยก้าวขึ้นรถของเขามาอย่างว่าง่าย เพราะไม่อยากจะเสวนาอะไรกับเขาไปมากกว่านี้แล้ว

“ทำไมเธอถึงกลัวฉัน”

จู่ๆ หมอนี่ก็เอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบๆ หลังจากที่เขาขับรถออกมาจากมหาลัยได้สักพักแล้ว

“นายดูน่ากลัว และอีกอย่างฉันไม่ค่อยชอบคนที่มีรอยสักซักเท่าไหร่ มันเลยทำให้ฉันรู้สึกว่านายไม่น่าเข้าใกล้”

นี่ฉันพูดตรงเกินไปหรือเปล่านะ แต่ฉันก็อยากให้เขารู้นี่นาว่าฉันไม่อยากจะสุงสิงกับเขาจริงๆ และเขาก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงให้ห่างจากฉันนะ

“เขาว่ากันว่า เกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้น”

นี่เขาหมายความว่ายังไงกัน ต้องการที่จะสื่ออะไรให้ฉันรู้กันแน่ถึงได้พูดอะไรแบบนั้นออกมา ผู้ชายคนนี้แปลกเกินไปแล้ว

“นายเชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้ด้วยเหรอ”

ใช่ หน้าตาอย่างเขาไม่น่าจะเชื่อเรื่องพวกนี้หรอก

“ไม่เชื่อหรอก แต่ช่วงนี้เริ่มเชื่อแล้ว”

เขาตอบนิ่งๆ ตาก็จ้องไปทางข้างหน้าอย่างตั้งใจ แต่ดูยังไงผู้ชายคนนี้ก็ดูน่ากลัวสำหรับฉันอยู่ดี ฉันเลยเงียบไปตลอดทั้งทางเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีจนในที่สุดรถก็เลี้ยวเข้ามาจอดอยู่หน้าหอพักของฉัน แต่เดี๋ยวนะ ฉันว่ามีบางอย่างมันผิดไป เพราะเมื่อกี้ฉันยังไม่ได้บอกที่อยู่ฉันให้เขาได้รู้เลย เพราะเมื่อกี้ฉันมัวแต่ระแวงเขาอยู่ไงเลยไม่ได้บอกที่อยู่ให้เขาได้รู้แต่หมอนี่มาส่งฉันถูกได้ยังไงกัน

ฉันเลยหันไปมองหน้าเขาด้วยสายตาที่ดูตื่นตกใจ เขาเลยหันกลับมามองฉันด้วยสายตานิ่งๆ แทนหลังจากที่รถของเขาจอดสนิท

“มองฉันแบบนั้น ชอบฉันเหรอ”

หมอนี่ดูหน้าฉันไม่ออกหรือไงว่าฉันกำลังตกใจอยู่

“นาย มาส่งฉันถูกได้ยังไง ฉันจำได้ว่าฉันยังไม่บอกที่อยู่นาย”

ทันทีที่ฉันถามคำถามนั้นออกไปฉันก็สังเกตเห็นว่าหัวคิ้วของเขากำลังกระตุกขึ้นมาทั้งๆ ที่หน้าของเขาก็ยังคงนิ่งอยู่แบบนั้น

“บอกมาว่านายรู้ที่อยู่ฉันได้ยังไง”

ฉันเอ่ยถามอีกครั้งพร้อมกับจ้องหน้าผู้ชายที่นั่งหน้านิ่งอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาจริงจัง ความกลัวที่มีต่อเขาเมื่อกี้มันหายไปหมดแล้ว เหรอแต่ความรู้สึกสงสัยเข้ามาแทน ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่ แล้วเขาต้องการอะไรจากฉัน

“แย่จัง ความแตกซะแล้ว”

เขาตอบออกมาเสียงเรียบถึงคำพูดของเขาจะดูเหมือนรู้สึกว่ากำลังถูกจับได้แต่ใบหน้าของเขามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาพูดเลยสักนิด มันยังคงเรียบนิ่งเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ฉันเลยขมวดคิ้วมองหน้าเขาด้วยความสงสัย

“นายหมายความว่าไง”

“ก็หมายความอย่างที่เธอคิดนั่นแหละ”

ฉันคิดอะไรอยู่ ฉันยังไม่รู้เลย รู้ก็แค่ว่าผู้ชายคนนี้มันแปลก

“นายรู้ที่อยู่ฉันได้ไง”

“มันไม่ใช่เรื่องยากหรอกสายลม ถ้าคนอย่างฉันอยากจะรู้”

ผะ ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ฉันไม่มีทางที่จะสุงสิงกับเขาอีกแล้ว แค่นี้ก็มากเกินไปสำหรับเขาแล้ว หวังว่าครั้งนี้จะเจอกันเป็นครั้งสุดท้ายนะ

“นายอย่ามายุ่งกับฉัน”

ฉันเอ่ยก่อนที่จะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถของเขาแต่รู้อะไรไหม มันเปิดไม่ออกนี่สิ

“ปลดล็อกรถเดี๋ยวนี้”

ฉันหันไปบอกเขาเสียงแข็ง เพราะตอนนี้ฉันอยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ถ้าหนีได้ฉันก็จะหนี ฉันไม่อยากอยู่ใกล้เขา เพราะฉันรับรู้ได้ถึงความอันตราย

“ทำไมต้องห้ามฉันไม่ให้ยุ่งกับเธอ”

นอกจากเขาจะไม่ฟังคำพูดของฉันแล้วเขายังมาถามคำถามบ้าๆ นี่อีก โอ๊ย ยัยลมอยากจะบ้าตาย ใครก็ได้เอาไอ้เถื่อนนี่ออกไปจากฉันที

“ฉันไม่อยากให้นายยุ่ง ชัดไหม ปล่อยฉันออกไปได้แล้ว”

ฉันบอกเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเต็มไปด้วยความไม่พอใจด้วยไง เลยทำให้น้ำเสียงที่ฉันพูดออกมามันดูแข็งกร้าวขึ้นมาทันที

“เธอไม่ชอบฉันเหรอ”

โอ๊ย นี่เขาไม่รู้หรือโง่กันแน่ ฉันอุตส่าห์แสดงออกมากถึงขนาดนี้แล้วนี่เขายังไม่รู้อีกหรือไง เชื่อเขาเลยจริงๆ

“ก็เออสิ ฉันไม่ชอบนาย ชัดยัง” 

“ไม่ชอบไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอก็ชอบฉันเองแหละ”

ใครก็ได้บอกฉันทีว่าหมอนี่ไปเอาความมั่นใจผิดๆ นั่นมาจากไหน

“ไม่มีทาง”

“มี รอดูละกัน”

เขาเอ่ยเสียงเรียบแล้วยิ้มที่มุมปากออกมานิดๆ แต่มันดูเหมือนเขากำลังแสยะยิ้มมากกว่านะ

กริ๊ก

จู่ๆ ก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างขึ้นมา ฉันเลยหันไปดูปรากฏว่าประตูรถถูกปลดล็อกแล้ว ฉันเลยไม่รอช้าเลยรีบเปิดประตูทันทีพร้อมกับก้าวลงจากรถของเขาออกมาด้วยความรวดเร็ว เพราะกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้ฉันคงไม่มีทางหนีรอดออกมาได้แน่

“กลับก่อนนะ”

หมอนี่ยังมีหน้ามาบอกลาฉันอีก แปลกคนเกินไปแล้ว

“เออ ไปเหอะ แล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก”

“หึ”

เขาแสยะยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนที่จะขับรถออกไป ฉันมองตามท้ายรถของเขาไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ เพราะฉันไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เขามายุ่งกับฉันแบบนี้เขามาด้วยจุดประสงค์ไหนกันแน่ รู้แต่ว่าเขาเป็นคนที่ฉันต่อกรได้ยากเหลือเกิน

ตกดึก

ตอนนี้ฉันกำลังนั่งทำงานวิจัยจบของฉันอยู่นะ ก็อย่างที่บอกว่าฉันอยู่ปีสี่แล้วเรื่องเรียนมันไม่หนักอะไรเก็บเพียงแค่ไม่กี่ตัว แต่วิจัยจบนี่สิ มันหนักเอาเรื่อง ฉันเลยต้องเริ่มทำตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้แบบนี้ยังไงละ เดี๋ยวพอถึงเวลาส่งจริงๆ ฉันกลัวทำไม่ทันกันไว้ดีกว่าแก้ไม่ดีกว่าเหรอ

“อืม นี่มันดึกแล้วเหรอเนี้ย”

ฉันพึมพำกับตัวเองหลังจากที่เหลือบไปเห็นนาฬิกาที่ห้อยอยู่ผนังห้องก่อนที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย แล้วก็กวาดสายตามองห้องที่ว่างเปล่าของตัวเองด้วยสายตาเรียบเฉย ห้องของฉันมันไม่ได้ใหญ่อะไรมากหรอก มีหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ หนึ่งห้องครัวและก็ห้องนั่งเล่นเล็กๆ อีกหนึ่งห้อง ฉันว่านี่มันก็ถือว่าใหญ่สำหรับที่จะอยู่คนเดียวนะ ถ้าขืนอยู่ห้องใหญ่กว่านี้ฉันก็ไม่ไหวที่จะจ่ายค่าห้องหรอก แค่นี้ก็ทำงานจนไม่มีเวลาพักอยู่แล้ว

ครืด ครืด ครืด

ฉันละสายตามามองที่โทรศัพท์ของฉันที่กำลังสั่นเมื่อมันมีสายเรียกเขาโทรมา ฉันมองที่หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองก่อนที่จะขมวดคิ้วออกมา เพราะเบอร์ที่โทรมานั้นมันไม่คุ้นเลยแถมเป็นเบอร์แปลกอีกด้วย

“สวัสดีค่ะ”

ฉันกรอกเสียงลงไปหลังจากที่ตัดสินใจกดรับ

(....)

อ้าว ใครวะ โทรมาแล้วไม่พูดแบบนี้

“ถ้าไม่พูด วางนะคะ”

(ลองวางดูสิ ฉันบุกไปถึงห้องเธอแน่ สายลม)

สะ เสียงนี่มัน ไอ้เถื่อนนาวานี่นา เขามีเบอร์ของฉันได้ยังไงกัน หมอนี่เป็นใครกันแน่ทำไมเขาถึงได้รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับฉันไปซะทุกอย่างแบบนี้ เขามัน น่ากลัวเกินไปแล้ว








นาวา ทำไมหนูเป็นคนแบบนี้ลูก

เหนื่อยแทนลมเลยงานนี้

โปรดติดตามตอนต่อไป


 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 216 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

833 ความคิดเห็น

  1. #831 Frosty_Redz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 21:01
    กลัวพระเอกอ่ะ 555+
    #831
    0
  2. #737 150221 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 18:25
    รุกแงบนี้ลมยิ่งกลัวสิ อิอิ
    #737
    0
  3. #644 SiriphonSeangsai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 20:10
    เอาดีๆซินาวาน้องกลัวแล้วนะ
    #644
    0
  4. #524 Netnapa Pluemjit (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:34
    นาวาน่ากลัววววว
    #524
    0
  5. #409 NUT (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 00:27
    ทำไมนาวาต้องทำน่ากลัว5555
    #409
    0
  6. #127 Papaya80 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2560 / 22:14
    รุกแรงไปนะคะ
    #127
    0
  7. #98 Jellydolphin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2560 / 21:35
    บทจะรุกก็รุกแรงชะเค้าตั้งตัวไม่ทัน
    #98
    0
  8. #5 manasanan_amira (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 21:55
    รอออออ
    #5
    0