ตอนที่ 9 : ตอนที่ 7 ใจสลาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1014
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    14 ธ.ค. 61

ฝีเท้าม้าควบทะยานไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว สายลมต้นฤดูวสันต์ดังใบมีดเย็นเฉียบที่กรีดบนแก้มบางจนแสบไปหมด รู้สึกชาไปถึงหนังศีรษะ แต่หัวใจของนางกลับรู้สึกลิงโลด อีกไม่นานนางจะได้พบหน้าคนที่นางรักที่สุด คิดแล้วก็เบิกบานใจยิ้มไม่หุบ

ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่อี้หลาง ซือซือ แม่นมกุ้ย ข้ากลับมาแล้ว...

แต่ความเปรมปรีดิ์ก็หาอยู่ได้นาน พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองกลายเป็นคนอื่นไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับคนแปลกหน้าของพวกเขา หัวใจก็พลอยห่อเหี่ยวลงมาเล็กน้อย

ไม่นานนัก เส้นทางก็เริ่มคดเคี้ยว และเป็นทางขึ้นเขา พื้นดินส่วนใหญ่ยังคงปกคลุมด้วยหิมะที่ละลายแล้วบางส่วน ทางค่อนข้างลื่น เซียวเจี้ยนเฉิงจึงต้องลดความเร็วลง แล้วค่อยๆควบอาชาไปอย่างระมัดระวัง

ใบหน้าของเฉียวเจาถูกลมตีจนชาไร้ความรู้สึกไปแล้ว ร่างเล็กสั่นสะท้าน ห่อตัวลงด้วยความหนาว นางพยายามกดตัวลงให้แนบกับแผงคอม้า ริมฝีปากเริ่มเป็นสีม่วง ฟันกระทบกันกึกๆ ยิ่งขึ้นเขาสูงเท่าไรอากาศยิ่งเย็นเยือกขึ้นเรื่อยๆ

เซียวเจี้ยนเฉิงรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของสาวน้อยที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า จึงใช้มือหนึ่งรวบตัวนางเข้ามาอยู่ภายใต้เสื้อคลุมกันลมของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ความอบอุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มแผ่ออกมาช่วยคลายความหนาวลงได้มาก และให้ความรู้สึกปลอดภัย ร่างที่สั่นสะท้านราวกับลูกแมวตกน้ำก็เริ่มสงบ ไม่นานนักเปลือกตาของเด็กสาวก็หนักอึ้งและค่อยๆปิดลงโดยไม่รู้ตัว

เมื่อรู้สึกว่าสาวน้อยที่อยู่ในเสื้อคลุมของตนสงบนิ่งไปแล้ว รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม ขณะนี้เขาเพียงแค่ควบอาชาให้ค่อยๆเดินหน้าไปอย่างระมัดระวังเท่านั้น หยางเอ้อร์ และเฉินอู่ก็ทิ้งระยะติดตามอยู่ไม่ไกล

เขาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นเขามาขอคำชี้แนะเรื่องภาพวาดเพื่อมอบเป็นของขวัญให้ไทเฮาผู้ซึ่งเป็นพระอัยยิกาของเขา กับนายท่านเฉียวที่ก่วงเหวินถัง ซึ่งเป็นร้านขายภาพวาด อักษรภาพและงานศิลปะของสกุลเฉียวที่เมืองหลวง แต่โชคร้ายตอนที่เขาไปถึงกลับพบเพียงธิดาคนโตของสกุลเฉียว

คราแรกนางไม่ยอมบอกว่าบิดาของนางไปไหน และจะกลับเมื่อใด จนกระทั่งเขายืนกรานว่าหากนางไม่บอก เขาก็จะนั่งคอยอยู่ที่ก่วงเหวินถังไม่ไปไหน สุดท้ายนางจึงยอมบอกว่าบิดาของนางกับพี่ชายกลับไปบ้านเดิมที่เมืองเจิ้นเฟิง

ด้วยความที่วันเฉลิมฉลองใกล้เข้ามาทุกขณะ และไม่อาจรู้ได้ว่านายท่านเฉียวจะกลับเมืองหลวงเมื่อใด เขาจึงเดินทางนับพันลี้มาที่นี่เพียงลำพัง ตอนนั้นใต้เท้าเฉียวป่วยหนัก แต่ยังมีชีวิตอยู่เขาจึงมีโอกาสได้พบท่านด้วย ทว่าก็เป็นครั้งสุดท้าย เพราะถัดจากนั้นอีกปี ใต้เท้าเฉียวก็เสียชีวิต

มารดาของเขาหลงไหลในศิลปะภาพวาดเป็นที่สุด ทุกปีสกุลเฉียวก็จะส่งภาพวาดมาเป็นของกำนัลให้กับมารดาของเขา หลังจากที่รู้ว่านายท่านเฉียวจะย้ายครอบครัวกลับไปที่เมืองเจิ้นเฟิง มารดาจึงได้ซื้อกิจการก่วงเหวินถังเอาไว้ และก็ยังคงติดต่อกับสกุลเฉียวอยู่เป็นระยะ

ครานี้หากมิใช่ว่าเขาทำให้ภาพๆหนึ่งที่มารดารักมากเสียหาย คงไม่ต้องเดินทางมาไกลถึงที่นี่

อีกราวหนึ่งชั่วยามถัดมา พวกเขาก็เข้าสู่เขตป่าเหมย ทันทีที่ก้าวย่างเข้ามาเหมือนดังว่าได้ข้ามมาสู่แดนสวรรค์ ต้นเหมยไร้ใบทว่าผลิดอกสีชมพูเล็กๆ พราวพร่างกลางหิมะ เกร็ดน้ำแข็งสีขาวบริสุทธิ์ห่อหุ้มช่อดอกและกิ่งก้านเอาไว้ เป็นทัศนียภาพงดงามตราตรึง

ไม่นานเซียวเจี้ยนเฉิงก็หยุดม้า เหมือนเฉียวเจาจะรู้สึกได้ จึงลืมตาขึ้นแล้วแหวกเสื้อคลุมของเขาออก โผล่ศีรษะเล็กๆออกมาดูภายนอก ดวงตาของนางพลันมีประกายแห่งความปีติสว่างวาบ ริมฝีปากอ่อนบางโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มตระการตา

บ้าน...นางกลับมาถึงบ้านแล้ว

เซียวเจี้ยนเฉิงลงมาจากหลังม้าก่อนที่จะรับตัวนางลงมาที่พื้น เพียงครู่เดียวหยางเอ้อร์และเฉินอู่ก็ตามมาสมทบ พวกเขาสี่คนเดินเท้าต่อไป ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็มาถึงสุดเขตป่าเหมย 



ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าไกลๆ มีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ยืนอยู่หนาแน่น แต่ละคนสีหน้าเศร้าหมอง บรรยากาศรอบกายหดหู่ซึมเซาอย่างประหลาด

หัวใจของเฉียวเจารู้สึกบีบรัด ลมหายใจติดขัดขึ้นมาอย่างฉับพลัน คิ้วงามขมวดแน่น รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย นางผลุนผลันวิ่งเข้าไปหากลุ่มคนที่อยู่เบื้องหน้าทันทีโดยไม่ต้องคิด

"เสี่ยวหลิน เจ้าจะ.......ไปไหน" หยางเอ้อร์ยังถามไม่ทันจบ เฉียวเจาก็หายวับไปแล้วเหลือเพียงอากาศเปล่าๆตรงหน้า สองคำสุดท้ายจึงถูกกลืนหายลงไปในลำคอ

เฉียวเจาพยายามแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนจนมายืนอยู่หน้าสุด ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น เจ้าหน้าที่ทางการกำลังลำเลียงศพนับร้อย ออกมาเรียงรายอยู่ที่ลานกว้าง แต่ละศพถูกเผาเกรียม ดำเป็นตอตะโกจนไม่อาจระบุอัตลักษณ์ได้ว่าเป็นผู้ใด กลิ่นเนื้อไหม้เสียดจมูกชวนให้รู้สึกคลื่นเหียน

จวนบ้านสกุลเฉียวที่สง่างามในเขตป่าเหมยบัดนี้เหลือเพียงเศษซาก ความระอุร้อนและกลุ่มควันจากเถ้าถ่านยังคงมีอยู่เบาบาง ราวกับว่าเพิ่งจะเกิดเหตุร้ายขึ้นไม่นาน

เข่าทั้งสองของนางสิ้นเรี่ยวแรงคุกเข่าลงกับพื้น ระลอกคลื่นแห่งโทมนัสม้วนเกลียวจากช่องท้องตีขึ้นมาจุกแน่นถึงคอหอย กลิ่นคาวโลหิตฉุนกลั้วอยู่ในลำคอ ทั่วทั้งร่างกายสั่นระริกอย่างมิอาจควบคุม ทำนบน้ำตาพังทลายโดยสิ้นเชิง ภาพแห่งความทรงจำมากมายพร่างพรูเข้ามาในห้วงความคิด ความทรงจำวันวานยิ่งอบอุ่นหอมหวานมากเท่าใด หัวใจของนางเวลานี้ยิ่งร้าวราน เจ็บปวดราวกับอวัยวะภายในฉีกขาดหมดสิ้น

สวรรค์ไยท่านจึงใจร้าย ให้ข้ากลับมาเพื่อมาเห็นความวิบัติของคนทั้งครอบครัวหรือไร?

นางตกอยู่ในภวังค์ไม่รับรู้ถึงความเป็นไปภายนอกจนมือใหญ่อุ่นร้อนของใครบางคนแตะลงมาที่ไหล่ขวา และค่อยๆประคองนางยืนขึ้น

"เสี่ยวหลิน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?" น้ำเสียงอบอุ่นแฝงไปด้วยความห่วงใย เฉียวเจาได้สติกลับมาหันศีรษะไปมอง ดวงตามีน้ำตาคลอเต็มสองเบ้า พร่าพรายจนเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้นไม่ชัด แต่นางรู้ว่าเขาคือเซียวเจี้ยนเฉิง

ร่างน้อยกอดแขนบุรุษตรงหน้าไว้แน่น กดศีรษะลงที่ต้นแขนของเขาแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น เซียวเจี้ยนเฉิงไม่ทันตั้งตัว ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะยกมือลูบศีรษะของนางเบาๆด้วยท่าทางเก้ๆกังๆ เขาคิดว่านางคงจะตกใจกับภาพเหตุการณ์สยดสยองที่เกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น จึงไม่ได้นึกสงสัยอะไร

"เช็ดหน้า เช็ดตาเสีย หากกลัวก็ไปยืนอยู่ด้านหลัง" เซียวเจี้ยนเฉิงยื่นผ้าเช็ดหน้าของตนให้เด็กสาว เฉียวเจาค่อยๆเงยหน้าขึ้น ยังคงสะอึกสะอื้น แต่ก็รับผ้าเช็ดหน้านั้นมาเช็ดใบหน้าที่เปียกรื้น

"เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวข้าจะไปสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เด็กสาวส่ายหน้าไปมา ยึดชายแขนเสื้อของเขาไว้แน่น "งั้นเจ้าก็ตามข้ามา"

ชายหนุ่มเดินเข้าไปข้างหน้า ก็มีเจ้าหน้าที่สองคนเข้ามาขวางไว้

"เข้าไปไม่ได้ ที่นี่ตอนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของท่านเจ้าเมือง หากไม่มีคำสั่งจากท่านเจ้าเมือง ผู้ใดก็เข้าไปไม่ได้ทั้งสิ้น" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงขึงขัง

เซียวเจี้ยนเฉิงสีหน้าเรียบเฉย แววตาเยือกเย็น ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อก่อนจะหยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมาแสดง

เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเห็นป้ายที่แสดง ก็มีสีหน้าตื่นตระหนก ประสานมือก้มศีรษะลงอย่างนอบน้อม "ข้าน้อยมีตาหารู้จักภูเขาไท่ซาน[1] มิรู้ว่าเป็นซื่อจื่อ[2]แห่งจวนจิ้นกั๋วกง[3] ซื่อจื่อโปรดรออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าน้อยจะเข้าไปเรียนท่านหัวหน้ามือปราบด้านใน"

ซื่อจื่อแห่งจวนจิ้นกั๋วกง?

เฉียวเจามองเขาอยู่ด้านหลังด้วยสายตาคาดไม่ถึง ฉับพลันก็นึกขึ้นมาได้ มิน่าทำไมนางถึงรู้สึกคุ้นหน้าเขา ที่แท้เจ้าหนุ่มกวนประสาทน่าโมโห ไล่เท่าไรก็ไม่ไปที่มาหาบิดาตอนนั้นก็คือเขานี่เอง

ครานั้นบิดาย้ำหนักหนาว่าห้ามบอกใครว่าท่านไปที่ใด แต่เจ้าคนหัวดื้อเหมือนลาผู้นี้ตั้งท่าจะปักหลักอยู่ที่ก่วงเหวินถังไม่ยอมไปไหน ถามไปถามมาจนรู้ฐานะและเป้าหมายของเขาที่แน่ชัด สุดท้ายนางจึงยอมบอกเขาไป เมืองหลวงกับที่นี่อยู่ห่างไกลกันลิบลับ นางไม่คิดว่าเขาจะตามมาถึงที่นี่จริงๆ

ไม่นานนักก็มีบุรุษสูงใหญ่ ท่าทางห้าวหาญสวมชุดมือปราบสีแดง เดินเข้ามา ประสานมือโค้งกายคารวะ

"ซื่อจื่อ ข้าน้อยฮั่วเสียนเป็นหัวหน้ามือปราบแห่งเมืองเจิ้นเฟิง ไม่ทราบว่าซื่อจื่อจะมาจึงมิได้เตรียมการต้อนรับ ต้องขออภัย"

"มิต้องเกรงใจ ตามสบายเถอะ ข้าเพียงแค่แวะมาคารวะท่านเฉียวจงซิ่น ไม่คิดว่าพอมาถึง....... เกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือ?"

"เมื่อคืนที่นี่เกิดเพลิงไหม้ สาเหตุยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่จากคำให้การของผู้ใหญ่บ้านเสิ่น บอกว่า เมื่อช่วงประมาณยามสามของเมื่อคืนมีชาวบ้านมาเคาะประตูเรียกแจ้งว่าบ้านท่านเฉียวเกิดไฟไหม้ พวกเขาระดมคนในหมู่บ้านมาช่วยกันดับไฟ แต่ประตูถูกลั่นดาลจากด้านในอย่างแน่นหนา พวกเขาต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะเข้าไปด้านในได้"

"มีผู้ใดรอดชีวิตบ้างหรือไม่?" เสียงของเด็กสาวดังแทรกเข้ามา หากฟังให้ดีจะรู้ว่าในน้ำเสียงเจือด้วยความกระวนกระวายใจ

"ชาวบ้านบอกว่าในช่วงเหตุการณ์ชุลมุนมีคนเห็นคุณชายเฉียวอวี้หลาง กำลังพยายามเข้าไปช่วยเหลือคุณหนูม่านซือที่ติดอยู่ด้านใน ใครจะรั้งเขาไว้ก็เอาไม่อยู่ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย ตอนนี้พวกเรากำลังตรวจสอบ และลำเลียงผู้เสียชีวิตในบ้านออกมา อีกไม่นานก็คงตรวจสอบได้ขอรับ"

"เขาต้องไม่ตาย ไม่มีทาง เขาต้องไม่ตาย" เฉียวเจาพูดพึมพำกับตัวเองวนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอบตาแดงก่ำ นัยน์ตาเลื่อนลอย

....................

คำอธิบายเพิ่มเติม


[1]มีตาแต่หารู้จักภูเขาไท่ซาน หมายถึง คนที่ด้อยสติปัญญา เห็นคนมียศศักดิ์ หรือคนมีชื่อเสียงมายืนต่อหน้าก็ไม่รู้จัก คล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า ตาไม่มีแวว


[2] ซื่อจื่อ หมายถึงทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา


[3] กั๋วกง เป็นตำแหน่งบรรดาศักดิ์รองจากชั้นหวางหรือ อ๋อง โดยมากมักเป็นราชนิกูลหรือเป็นขุนนางชั้นสูงผู้มีคุณงามความดี สามารถสืบตำแหน่งให้แก่บุตรชายที่เป็นผู้สืบทอดได้ 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #14 phanthiCandy (@phanthiCandy) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 21:14
    ตามทุกช่องทางคร่า
    #14
    0
  2. #13 Nadtaya (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 18:29

    ????????สนุกค่ะ..ติดตามตอนไปนะค่ะ????????

    #13
    0
  3. #11 muffy1979 (@muffy1979) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 14:10
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-06.png รอตอนต่อไปอย่างใจจดจ่อ????????????
    #11
    0