ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,556 Views

  • 42 Comments

  • 432 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    35

    Overall
    5,556

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 6 เจ้าไม่ถือแต่ข้าถือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 913
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    12 ธ.ค. 61

ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงงัน จู่ๆเด็กสาวก็ลืมตาแล้วลุกขึ้นพรวด สามหนุ่มสะดุ้งโหยงนึกว่านางเกิดเป็นอะไรขึ้น

"พี่ชายทั้งหลาย ไปกินข้าวกันเถอะ ข้าหิวแล้ว" พูดจบนางก็ตบท้องเบาๆสองสามครั้งแล้วก็หมุนกายเดินนำลิ่วๆออกไปทันที ทิ้งให้ใครบางคนยืนตาค้างอ้าปากพะงาบๆอยู่นั่นเอง

หยางเอ้อร์และเฉินอู่มองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกันเสียงดังลั่น

"ข้าว่า นางเก่งกล้าสามารถ ฉลาดเป็นกรดขนาดนี้ คงไม่ต้องกลัวว่าใครเขาจะทำร้ายนางหรอก กลัวว่าคนอื่นจะโดนนางทำร้ายเสียมากกว่า ฮ่าๆๆ โอย.. ข้าหัวเราะจนปวดท้องไปหมดแล้ว" เฉินอู่กุมท้องไว้ ไม่อาจหยุดหัวเราะได้

"นั่นน่ะสิ เหล่าเซียวเจอคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อเข้าแล้ว ฮ่าๆๆ" หยางเอ้อร์หัวเราะตัวงอจนลงไปนอนกลิ้งที่พื้น

ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะมีวันนี้ วันที่ต้องมาแพ้กับกับสาวน้อยจอมเจ้าเล่ห์คนหนึ่งอย่างราบคาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณชายที่ไม่เคยแพ้ใคร และไม่เคยเสียท่าให้ใครมากมายขนาดนี้มาก่อนอย่างเซียวเจี้ยนเฉิง ครานี้สหายรักคงอกขมเหมือนอมหวงเหลียนไปอีกนาน การเดินทางมาเมืองเจิ้นเฟิงครั้งนี้ช่างมีรสชาติยิ่งนัก


.................


ราตรีนี้จันทร์กระจ่างฟ้า ไร้เมฆาบดบัง ลมเอื่อยๆพัดผ่านเข้ามาผ่านกรอบหน้าต่าง เฉียวเจานอนพลิกไปพลิกมาหลายครั้ง อย่างไรก็นอนไม่หลับ ในที่สุดก็พลิกผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นมานั่ง

เสียงขลุ่ยตี๋ใสกังวานหวานปนเศร้าลอยมาท่ามกลางความสงัดเงียบ เฉียวเจาจุดโคมแล้วถือเดินลัดเลาะตามเสียงออกมา ก็เห็นเงาร่างของชายหนุ่มรูปงามสลักเสลายืนเป่าขลุ่ยอยู่ที่หัวเรือ แสงจันทร์ทาบทอลงมาบนร่างสูงโปร่งราวกับรัศมีแห่งเทพเซียน มองไปคล้ายภาพในห้วงความฝัน

นางค่อยๆปิดเปลือกตาลงแล้วดื่มด่ำไปกับท่วงทำนอง อดที่จะร่ำเป็นบทกลอนออกมาไม่ได้

"เพ็ญจันทร์กระจ่างฟ้า
ดอกกุ้ยฮวาร่วงหล่น
ลอยลำนาวากลางสายชล
คะนึงหาคนบ้านไกล"

เสียงขลุ่ยหวานพลันเงียบลง เมื่อนางลืมตาขึ้นก็สบตากับบุรุษเจ้าของเสียงขลุ่ยเข้าพอดี

"ยังไม่นอนอีกรึ?" เซียวเจี้ยนเฉิงถามขึ้น

"ข้านอนไม่หลับ ได้ยินเสียงขลุ่ยเลยเดินตามเสียงออกมา" เฉียวเจาตอบอย่างตรงไปตรงมา

ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปไม่เอ่ยวาจาใดๆออกมาอีก เฉียวเจาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงขึ้นมาทำลายความเงียบงันก่อนหน้านี้

"พี่เซียว หากวันนี้ข้ากระทำการใดที่เป็นการล่วงเกินท่าน ข้าต้องขออภัยต่อท่านด้วย" นางพูดจบก็ประสานมือแล้วโค้งกายคารวะ

เซียวเจี้ยนเฉิงมีแววตาประหลาดใจเล็กน้อย แต่ยังคงนิ่งเงียบอยู่

"ข้ารู้ว่าการที่ข้าขอติดตามมาทำให้พวกท่านต้องลำบากใจ แต่ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ คิดแต่อยากจะกลับบ้านเท่านั้น ข้ารู้ว่าพวกท่านเป็นคนดี หากข้าไปกับพวกท่าน ข้าต้องปลอดภัยแน่นอน" เฉียวเจาพูดต่อ

"แต่เจ้าไม่ควรจะเชื่อใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะบุรุษที่เพิ่งเคยพบเจอกันครั้งแรก คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ หมาป่าห่มหนังแกะก็มีถมไป ใครจะรู้ว่าเจ้าจะเจอกับคนดีทุกครั้ง" ชายหนุ่มเริ่มเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนเหมือนพี่ชายที่กำลังสั่งสอนน้องสาว มิได้เย็นชาหรือมีน้ำเสียงเสียดสีเหมือนที่ผ่านมา

"ขอบคุณพี่เซียวที่สอนสั่ง ข้าจะจดจำใส่ใจไว้"

"วันนี้เจ้าชนะพนันข้า เจ้าต้องการให้ข้าทำอะไรล่ะ?" ชายหนุ่มถามขึ้น

ความจริงหากเขาไม่ถาม เฉียวเจาก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียแล้ว เพราะนางก็เพียงแค่นึกสนุก เลยพลั้งปากท้าทายออกไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาอื่น

"พี่เซียวคือผู้มีพระคุณ ข้ามิได้ต้องการร้องขอสิ่งใด"

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยขึ้น "ถือว่าข้าติดค้างเจ้าไว้หนึ่งเรื่องก็แล้วกัน เจ้ารีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เรือจะเทียบท่าตอนเช้า เรายังต้องเดินทางต่ออีก"

"ราตรีสวัสดิ์เจ้าค่ะ" เฉียวเจาพูดจบก็คารวะอีกครั้ง แล้วถือโคมเดินหันหลังกลับห้องไป เซียวเจี้ยนเฉิงมองตามเงาหลังของนางด้วยแววตาซับซ้อนยากจะคาดเดา

เพียงแค่วันเดียว เด็กสาวผู้นี้ก็นำความประหลาดใจมาให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งนางก็ดูเปราะบางอ่อนแอจนน่าสงสาร บางครานางก็เฉลียวฉลาด เก่งกล้าสามารถจนคาดไม่ถึง ตัวตนที่แท้จริงของนางเป็นอย่างไรกันแน่?

...........................


เช้าวันรุ่งขึ้น แสงตะวันทอทาบอาบอรุณ ทิวเขายังคงปกคลุมไปด้านม่านหมอกหนา น้ำค้างแข็งจับพราวบนยอดหญ้า

เรือสำราญเคลื่อนเข้าเทียบท่าเมื่อยามเฉิน [1] เซียวเจี้ยนเฉิงพาทุกคนเดินเท้าต่อไปยังคอกปศุสัตว์ตระกูลจาง ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือเพียงสิบกว่าลี้

คอกปศุสัตว์ตระกูลจาง ถือเป็นคอกปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอเซี่ยนหยาง ด้วยสภาพอากาศและภูมิประเทศที่เหมาะสมทำให้ที่นี่เป็นแหล่งกำเนิดม้าพันธุ์ดีมากมาย เจ้าของคอกปศุสัตว์แห่งนี้เป็นแม่ม่ายอายุประมาณสามกว่าปี รูปร่างปราดเปรียวดูแข็งแรง มีใฝสีแดงเม็ดใหญ่อยู่เหนือริมฝีปาก นางและพ่อบ้านชราผู้หนึ่งออกมาต้อนรับราวกับว่าคุ้นเคยกับเซียวเจี้ยนเฉิงเป็นอย่างดี

"ไม่ทราบว่าคุณชายเซียวจะมาเลยไม่ได้เตรียมการต้อนรับต้องขออภัยด้วย" นางจางซื่อค้อมกายเล็กน้อย กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนน้อม 

"ข้ามากะทันหันมิได้แจ้งล่วงหน้า เป็นข้าต่างหากที่สมควรขออภัย" เซียวเจี้ยนเฉิงยิ้มแย้ม ท่าทางเปี่ยมไปด้วยไมตรีจิต "ข้ากับสหายต้องการม้าเพื่อเดินทางไปทำธุระ"

"เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านเหยาพาพวกท่านไปเลือกม้าที่คอกโดยตรง หากคุณชายพึงพอใจม้าตัวใดก็เลือกได้ตามอัธยาศัยเลยเจ้าค่ะ" 

เฉียวเจาไม่รู้ว่าพวกเขาจะเดินทางไปที่ใด แต่เป้าหมายของนางคือ ป่าเหมยบ้านสกุลเฉียว นางจะต้องหาทางแยกกับพวกเขาเพื่อกลับไปบ้านเดิมของตนเอง แต่จะหาเหตุผลอย่างไร นางยังคิดไม่ออกในตอนนี้

ระหว่างที่นางกำลังขบคิด พวกเขาก็เดินมาถึงคอกม้า

เซียวเจี้ยนเฉิง หยางเอ้อร์และเฉินอู่ต่างก็แยกย้ายกันไปเลือกม้าของตนเอง เฉียวเจามองไปรอบๆ สายตาก็ไปสะดุดที่อาชาสีน้ำตาลแดงตัวหนึ่งซึ่งถูกแยกขังออกจากม้าตัวอื่นๆ นางเดินตรงเข้าไปหามันโดยไม่รู้ตัว

"ตัวนั้นเป็นม้าป่าที่นายหญิงของเราจับมาจากบนเขาได้เมื่อสองเดือนก่อน มันยังพยศอยู่มาก ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้มันง่ายๆ คุณชายสนใจม้าตัวนี้หรือขอรับ" พ่อบ้านเหยาเดินเข้ามายืนอยู่ด้านข้าง

"ข้าอยากลองเข้าไปดูมันใกล้ๆ ได้หรือไม่?" เฉียวเจาถามขึ้น ไม่รู้ว่านางได้ยินในสิ่งที่พ่อบ้านเหยาอธิบายเมื่อครู่นี้หรือไม่ แต่ในดวงตาของนางเป็นประกายวิบวิบราวกับเจอของถูกใจ

"เอ่อ....คือ..... เจ้าหิมะแดงมันพยศมาก นายหญิงจึงให้ขังมันแยกออกจากม้าตัวอื่นๆ ข้าน้อยเกรงว่ามันอาจจะทำอันตรายคุณชายได้ ทางด้านโน้นยังมีม้าดีๆอยู่อีกมากมาย ข้าน้อยคิดว่าคุณชายลองเลือกม้าตัวอื่นจะดีกว่า" พ่อบ้านเหยาปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม

ความจริงด้วยร่างกายที่เป็นเพียงเด็กสาวที่อ่อนแอเช่นนี้ นางก็ไม่มั่นใจเท่าไรว่าจะปราบพยศม้าตัวนี้ได้

เจ้าหิมะแดงข้ากับเจ้าคงไม่มีวาสนาต่อกันสินะ...

เฉียวเจาหน้าละห้อยเดินออกมา เจ้าหิมะแดงทำให้นางคิดถึงในวัยเด็ก ตอนที่นางตามท่านปู่กลับมาอยู่ป่าเหมยบ้านสกุลเฉียวใหม่ๆ ตอนนั้นนางอายุแปดขวบ ท่านปู่ซื้อลูกม้าตัวเล็กๆให้นางฝึกขี่ นางจึงขี่ม้าเป็นตั้งแต่เด็ก นางชอบความรู้สึกอิสระเวลาควบม้าทะยานออกไปที่สุด 


เสียดาย.. ร่างกายใหม่ของนางในตอนนี้ยังแข็งแรงสู้นางในเวลานั้นไม่ได้เลย


และแล้วในเวลานั้นเอง เซียวเจี้ยนเฉิง หยางเอ้อร์ และเฉินอู่ ต่างก็จูงม้าที่ตนเองเลือกออกมา

"พวกข้าจะไปธุระที่ป่าเหมยฝั่งประจิม ที่นั่นมีแต่ป่ากับภูเขา คงไม่สะดวกให้เจ้าร่วมทางไปด้วย เดี๋ยวข้าจะให้พ่อบ้านเหยาหารถม้าไปส่งเจ้าที่ในเมืองก่อน ข้าจองที่พักเอาไว้แล้ว เจ้าไปรอพวกเราที่นั่น" เซียวเจี้ยนเฉิงกล่าวขึ้น

ป่าเหมย? ในเมืองเจิ้นเฟิงมีป่าเหมยเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือป่าเหมยตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านสกุลเฉียว นี่พวกเขากำลังจะไปบ้านท่านปู่ของนางหรือนี่?

"ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย" เฉียวเจารีบกล่าวทันที หากนางเข้าเมืองไปก่อน ก็ยังไม่รู้ว่าจะหาทางกลับไปที่บ้านท่านปู่อย่างไร อีกอย่างนางไม่มีเงินติดตัวสักอีแปะ คิดจะทำอะไรก็ลำบากนัก ในเมื่อพวกเขาไปที่นั่น นางก็ควรจะติดตามไป เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

เซียวเจี้ยนเฉิงสีหน้าครึ้มมืดขึ้นมาทันที พลางพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "พวกเราสามคนล้วนเป็นบุรุษ คงไม่สะดวกให้สตรีร่วมม้า ชายหญิงต้องแบ่งแยกชัดเจนมิอาจใกล้ชิด เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร?"

"ข้าไม่ถือ! ตอนนี้ข้าแต่งบุรุษ หากพวกท่านไม่พูด ข้าไม่พูด แล้วผู้ใดจะรู้" เฉียวเจามุ่ยหน้า กล่าวอย่างดื้อดึง

"เจ้าไม่ถือ แต่ข้าถือ!" เซียวเจี้ยนเฉิงตวาดกลับทันที คิ้วขมวดแน่น

"เอาน่าๆ ข้าคิดว่าให้นางไปด้วยก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เราแค่ไปเยี่ยมเยียนท่านเฉียว ใครถามก็บอกว่านางเป็นบ่าวติดตามมาก็ได้" หยางเอ้อร์เข้ามาไกล่เกลี่ย

"เสี่ยวหลิน หากเขาไม่สะดวก เจ้าก็ไปกับข้า" เฉินอู่ยิ้มกรุ้มกริ่ม พลางจูงม้าเดินเข้ามาใกล้ๆ

ขณะที่เฉียวเจากำลังจะเดินไปหาเฉินอู่ เซียวเจี้ยนเฉิงก็เดินเข้ามาขวางไว้ก่อน แล้วพูดขัดขึ้น

"ข้าเป็นคนให้นางมาด้วย ก็ควรจะรับผิดชอบนางเอง"

หยางเอ้อร์และเฉินอู่หันมายิ้มให้กัน ดูเหมือนใครบางคนจะลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่ตนเองเพิ่งจะกล่าวว่าบุรุษสตรีไม่ควรใกล้ชิด

เซียวเจี้ยนเฉิงส่งเฉียวเจาขึ้นไปบนหลังม้า ก่อนที่จะพลิกกายขึ้นไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง แล้วลงแส้อาชาควบตะบึงออกไปทันที

..............................
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ยามเฉิน คือช่วงเวลา 7.00-8.59 น.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #33 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 22:37
    สนุกค่ะ สู้ๆๆน้า
    #33
    0