ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,579 Views

  • 42 Comments

  • 432 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    5,579

ตอนที่ 7 : ตอนที่ 5 กลหมากลวงตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 941
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    13 ธ.ค. 61

เรือสำราญลำใหญ่สองชั้นหรูหราลอยลำอยู่เหนือทะเลสาบหานหลิง แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนผืนน้ำระยิบระยับ ภายในเรือตกแต่งประดับประดาด้วยบุปผาหลากสีสัน ที่เสาแต่ละต้นแกะสลักลายวิหค ม่านกั้นใช้เชือกสีเขียวเข้มถักสลับกับหินปะการังแดงเป็นชั้นระย้าย้อยงดงามแปลกตา


เรือลำนี้ถูกเช่าเหมาทั้งลำเพื่อส่งแขกกระเป๋าหนักกลุ่มหนึ่งเดินทางไปยังท่าเรืออำเภอเซี่ยนหยาง ก่อนจะเข้าสู่เมืองเจิ้นเฟิง

บนชั้นสองของเรือบุรุษอาภรณ์สีน้ำเงินสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วทั้งสองถักเข้าหากันเป็นเกลียวแน่นหนา เม็ดหมากสีขาวถูกคีบค้างอยู่ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางราวหนึ่งเค่อได้แล้ว สายตาจดจ้องอยู่บนกระดานหมากล้อมตรงหน้าอย่างใช้สมาธิ

ผู้ที่อยู่ตรงข้ามเขาอยู่ขณะนี้เป็นสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่แม้จะแต่งกายบุรุษก็ไม่อาจบดบัดความน่ารักสดใสลงได้

"พี่หยาง หากท่านจะคิดนานปานนี้ ข้าผู้น้องขอตัวไปหลับสักงีบ" หนุ่มน้อยหน้าหวานเอามือหนึ่งเท้าคางไว้ อีกมือหนึ่งแช่ค้างอยู่ในโถหมากสีดำ อ้าปากหาวหวอดๆอย่างไม่รักษากิริยา

ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามยกสายตาเหลือบขึ้นมองอย่างขัดใจ "ใครเป็นคนสอนเจ้าเล่นหมากแบบนี้"

"เล่นแบบนี้แล้วเป็นอย่างไรหรือ?" เฉียวเจาในคราบหนุ่มน้อยเลิกคิ้วขึ้น เอียงคอน้อยๆถามขึ้นอย่างสงสัย

"อาหยาง ข้าว่าเจ้ายอมแพ้เสียเถิด หมากของเจ้าไร้ทางเดินไปต่อแล้ว" บุรุษชุดสีเขียวเข้มมองไปบนกระดานหมากล้อมที่อยู่ตรงหน้า แล้วส่ายหัวไปมา ในใจคิดว่าสหายเอ๋ย เจ้าช่างแพ้ได้อย่าง....อนาถนัก

"เสี่ยวหลิน เจ้านี่ร้ายกาจจริงๆ ไม่คิดเลยว่าคนอย่างข้า หยางเอ้อร์จะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเด็กสาวตัวเล็กๆอย่างเจ้า"

"ข้าก็แค่พอเล่นได้เท่านั้น ชนะครานี้เป็นเพราะพี่หยางออมฝีมือให้หรอกกระมัง"

"สอพลอ!" เสียงเหน็บแนมดังลอยมาจากไกลๆ ผู้พูดมิใช่ใครอื่นแต่เป็นเซียวเจี้ยนเฉิงบุรุษงามล่มบ้านล่มเมืองผู้นี้นี่เอง

ตั้งแต่ออกมาจากว่านฝูโหลวจนถึงบัดนี้ เขาก็มีสีหน้าบึ้งตึง เงียบสนิทไม่พูดไม่จา แตกต่างจากคุณชายผู้อ่อนโยนโอบอ้อมอารียามที่ช่วยสาวน้อยจากโจรชั่วโดยสิ้นเชิง

"พี่หยาง พี่เซียวคงโกรธข้ามากที่รั้นจะตามมาให้ได้" เฉียวเจาเอามือป้องปากกระซิบถามเบาๆ สีหน้ารู้สึกผิดอย่างมาก

"เสี่ยวหลิน เจ้าไม่ต้องคิดมาก เขาก็เป็นอย่างนี้เอง ถึงปากจะร้ายแต่จิตใจดีงาม เมื่อก่อนเขาเคยช่วยแม่นางคนหนึ่งไว้จากการถูกจับไปขายหอนางโลม แม่นางผู้นั้นบอกจะใช้ร่างกายทดแทนบุญคุณ ตามติดเขาแจ ไล่อย่างไรก็ไม่ไป สุดท้ายท่านแม่ของเขาออกมาจัดการ อย่าให้เล่าถึงจุดจบของแม่นางผู้นั้นเลยว่าเป็นอย่างไร เขาคงไม่อยากให้เจ้าต้องโชคร้ายแบบสตรีผู้นั้นกระมัง"

ความจริงเฉียวเจาก็ไม่ได้อยากจะสร้างความลำบากใจให้พวกเขา แต่นางเองก็ไร้หนทางแล้วจริงๆ จึงต้องใช้วิธีการแบบนี้บีบบังคับให้พวกเขาพานางมาด้วย

บุรุษชุดสีน้ำเงินที่อยู่หน้านางผู้นี้แนะนำตัวว่าเขาชื่อหยางเอ้อร์ และบุรุษชุดสีเขียวเข้มชื่อเฉินอู่ ฟังดูก็รู้ว่าไม่ใช่นามที่แท้จริง แต่เรื่องนี้นางเข้าใจได้ เพราะนางเองก็ไม่ได้บอกชื่อแซ่ที่แท้จริงของนางกับพวกเขาเช่นกัน

การที่พวกเขาสามคนยอมให้นางติดสอยห้อยตามมาด้วย ทั้งยังเป็นธุระหาเสื้อผ้าบุรุษมาให้ผลัดเปลี่ยนก็นับว่าเป็นบุญคุณอย่างล้นเหลือแล้ว

เรื่องทดแทนคุณก็ส่วนหนึ่ง นางต้องหาวิธีตอบแทนพวกเขาแน่นอน แต่ตอนนี้สิ่งที่นางต้องใคร่ครวญอย่างหนักก็คือ จากนี้ต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไร

แม้จิตวิญญาณของนางคือเฉียวเจา แต่ร่างกายนี้กลับเป็นเด็กสาวที่ชื่อหลินเจา ความทรงจำของร่างเดิมหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวราวกับเป็นตัวตนหนึ่งของนางไปแล้ว แล้วการที่นางจะยึดร่างผู้อื่นมาใช้ชีวิตในแบบของตน ละทิ้งบิดามารดาของหลินเจา แล้วกลับไปอยู่บ้านสกุลเฉียว เป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือ?

แต่นางกลัวเหลือเกิน ตายมาแล้วหนหนึ่ง ไม่อยากอยู่ดีๆแล้วก็ต้องมาตายซ้ำตายซากอีกหน ชีวิตใหม่ครั้งนี้ นางจะไม่ยอมเป็นมะพลับนิ่มให้ใครมารังแกง่ายๆอีกแน่นอน!

"แล้วพวกท่านมาทำธุระอันใดที่เมืองเจิ้นเฟิงหรือ?" เฉียวเจาถามขึ้น เจิ้นเฟิงเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำที่งดงาม มิได้มีความเจริญเช่นเมืองเป่าหลิน หากมิใช่ว่ามีสัญญาหมั้นหมายแต่กำเนิดและต้องแต่งงานกับคนผู้นั้น นางก็อยากจะอยู่ที่นั่นกับท่านปู่ท่านย่าตลอดไปมากกว่า คิดแล้วก็ลอบถอนใจออกมาเบาๆ

"พวกเรามาเยี่ยมคารวะผู้อาวุโสท่านหนึ่ง และถือโอกาสมาเที่ยวพักผ่อนให้สำราญ ได้ยินมาว่าเจิ้นเฟิงเป็นเมืองคนงาม ข้าเองก็อยากมาเห็นกับตาตั้งนานแล้ว" เฉินอู่ยิ้มกริ่ม ตอบคำถามอย่างไม่ปิดบังด้วยท่าทางเป็นมิตร

"อ้อ......." นางลากเสียงยาวราวกับใจไม่ได้อยู่ที่คำตอบเท่าใดนัก

"อาเซียวเจ้าไม่คิดอยากจะดวลหมากกับนางสักกระดานหรอกหรือ?" หยางเอ้อร์หันไปถามเกลอรักที่ยืนหันหลังอยู่อีกด้านหนึ่ง

"ข้าไม่อยากเล่นกับเด็ก" เซียวเจี้ยนเฉิงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่หันกลับมามองแม้เพียงหางตา

หนอย... เจ้าจะอายุมากกว่าข้าสักเท่าใดกันเชียว เดี๋ยวกูไหน่ไนจะสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง!

"มิใช่ว่าคุณชายเซียวจะกลัวแพ้ให้เด็กอย่างข้าหรอกกระมัง?" เฉียวเจาถามขึ้น น้ำเสียงแสดงอาการท้าทายอย่างเห็นได้ชัด

"คุณชายอย่างข้าหรือจะกลัวเด็กอย่างเจ้า เล่นก็เล่นสิ ชนะข้าให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำอวดดี"

ในที่สุดปลาก็ติดเบ็ด! รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นในแววตาของเฉียวเจาวาบหนึ่ง

กลหมากสกุลเฉียวไม่เคยเป็นรองใคร เฉียวเจาเป็นหลานสาวคนเดียวของใต้เท้าเฉียวผู้เลื่องชื่อ ฝีมือเชิงหมากของนางได้รับการบ่มเพาะมาจากท่านปู่ และบิดาของนาง เสียดายในชีวิตก่อนนางเป็นเพียงสตรีที่ถูกเลี้ยงดูในหอห้อง นอกจากท่านปู่ บิดา มารดา พี่ชาย และท่านปู่ตงฟางสหายสนิทของท่านปู่แล้ว นางก็ไม่มีโอกาสได้ลับฝีมือกับผู้ใดมากนัก

บัดนี้หนึ่งบุรุษรูปงามอาภรณ์สีม่วงกำลังนั่งประจัญหน้ากับสาวน้อยหน้าแฉล้มในคราบบุรุษ ทั้งสองต่างจ้องตากันราวกับศัตรูคู่อาฆาตที่จะผลาญพร่ากันให้แดดิ้นด้วยหมากเพียงกระดานเดียว

"เรามาพนันกัน หากใครชนะจะสั่งให้คนแพ้ทำอะไรก็ได้ ดีหรือไม่?" เด็กสาวกล่าวขึ้นอย่างท้าทาย

"บุรุษย่อมไม่รังแกสตรี หากเจ้าชนะข้าจะยอมทำตามที่เจ้าขอร้อง แต่ถ้าเจ้าแพ้ก็จงหุบปากเงียบ อย่าให้ข้าได้ยินเสียงของเจ้าอีก"

"ได้ เป็นอันตกลงตามนี้!"


.........................

เม็ดหมากสีดำขลับเป็นมันเรียงตัวเป็นเส้นแบ่งชัดเจนทรงอำนาจราวกับมังกรผงาดกราดเกรี้ยว ในขณะที่เม็ดหมากสีขาวกระจายตัวอยู่โดยรอบ เสมือนไร้ทิศทาง แต่กลับมีทิศทาง เสมือนว่าจะไร้อำนาจ แต่กลับมิอาจเขี่ยให้พ้นทางไปได้ ราวกับว่ากำลังหาโอกาสวางหมากเม็ดสำคัญ และโจมตีพญามังกรให้สิ้นลาย

แววตาของเด็กสาวนิ่งสนิทประดุจบ่อน้ำลึกมองไม่เห็นก้น ริมฝีปากบางเม้มสนิท ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายเคร่งขรึมที่ทำให้นางดูราวกับเป็นบุคคลที่ใครไม่อาจเอื้อมถึง และลืมไปแล้วว่านางเป็นเพียงดรุณีน้อยวัยสิบสองสิบสามเท่านั้น

เซียวเจี้ยนเฉิงลอบมองเด็กสาวตรงหน้าเป็นระยะ นางเป็นแค่เด็กอายุแค่ไม่เท่าไร แต่ฝีมือเชิงหมากมิได้ด้อยเลย หากเขาประมาทเพียงนิดอาจต้องพ่ายแพ้แก่นางเป็นแน่ นางไปเรียนมาจากที่สำนักใด ดูท่าบิดามารดาของนางจะมิใช่คนธรรมดา

ฉับพลันนางก็หลับตาลง นิ้วเรียวคีบเม็ดหมากสีขาวจากโถ แล้ววางลงไปในตำแหน่งท้องมังกร แล้วก็นิ่งไปไม่มีวาจาใด

หว่างคิ้วของชายหนุ่มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย รู้สึกสงสัยว่านางคิดจะทำสิ่งใด มีสิ่งใดที่คลาดสายตาเขาไปหรือไม่ เขากวาดสายตามองเม็ดสีขาวบนกระดาน ในใจรู้สึกถึงความไม่ปรกติ แต่ยังคงมองไม่ออกราวกับผีบังตา เม็ดเหงื่อเริ่มซึมออกมาที่แผ่นหลัง และไรผมทั้งที่อากาศรอบกายเย็นเยียบ

สองบุรุษที่อยู่ด้านข้างนั่งไม่ขยับไปไหน พวกเขามองไปทางสหายรัก และเด็กสาวในครบหนุ่มน้อยสลับกันไปมา แล้วก็หันกลับมามองหน้ากัน

ท่าทางคืนนี้ยังอีกยาวไกล....

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงๆ โคมไฟรอบลำเรือถูกจุดสว่าง อาหารชั้นเลิศถูกลำเลียงมาที่โต๊ะอาหาร กลิ่นหอมกรุ่นลอยโชยมาแตะจมูก

ไม่นานนักก็มีหญิงใบหน้าหมดจดท่าทางใจดีวัยประมาณสี่สิบปีสวมเสื้อเอวสั้นป้านปี้สีไข่ไก่ปักลายลายบุปผา กระโปรงสิบสองจีบสีดินเผาเดินเข้ามาด้วยความนอบน้อม

"นายท่านทั้งหลายอาหารเย็นตั้งโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"

หยางเอ้อร์หันมา พยักหน้ารับแล้วขยิบตาให้นางออกไปก่อน สตรีผู้นั้นยอบกายเล็กน้อยแล้วเดินออกไป

เซียวเจี้ยนเฉิงและเฉียวเจามิได้รับรู้ถึงการเข้ามาของคนแปลกหน้า หรือแม้แต่ได้กลิ่นอาหาร ทั้งสองยังคงมีสมาธิอยู่กับกระดานหมากตรงหน้า

เม็ดหมากสีดำถูกวางลงไปแล้ว แต่ดรุณีน้อยตรงหน้ายังคงหลับตาสนิท นางคิดจะทำอะไร?

"เสี่ยวหลินซาน เจ้ากล้าหลับขณะที่เล่นหมากกับข้าเชียวรึ" เซียวเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

หญิงสาวไม่ตอบ รอยยิ้มบางๆจนแทบไม่สังเกตเห็นผุดขึ้นที่มุมปาก พลางวางหมากของตนลงไปในตำแหน่งที่ปรากฏขึ้นในใจ

แกร๊ก!

ดวงตาสองคู่ที่มองอยู่ด้านข้างเต็มไปด้วยความตกตะลึง นาง..นาง....ถึงกับ.....

และแล้วพวกเขาก็มองไปยังเซียวเจี้ยนเฉิงที่ปากอ้าตาค้างดูเหมือนว่าสติจะหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว

มะ..ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เชื่อ!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #8 Bownumnim (@Bownumnim) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 17:36

    ติดตามอยู่นะค่ะ รออย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ^^

    #8
    0
  2. #3 0905595646 (@0905595646) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 14:46

    ขอบคุณค่ะ
    #3
    0
  3. #1 insogood (@insogood) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 14:20

    แพ้ย่อยยับ55

    #1
    0