ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,555 Views

  • 42 Comments

  • 433 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    34

    Overall
    5,555

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 4 เรียนผูกต้องเรียนแก้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 917
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    12 ธ.ค. 61


"เจ้าชื่ออะไร" บุรุษชุดสีม่วงมองไปยังร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า พลางถามขึ้น


"ข้าชื่อหลินซาน เจ้าค่ะ บ้านข้าอยู่เมืองหลวง บิดาข้ามีภรรยาสองคน อนุภรรยาสี่คน มีบุตรชายเพียงคนเดียว แต่มีบุตรสาวถึงเจ็ดคน ท่านพ่อจึงเรียกบุตรสาวอย่างพวกเราตามลำดับ ข้าเป็นบุตรสาวคนที่สามชื่อหลินซานเจ้าค่ะ" เฉียวเจาตอบยาวเหยียดตามความจริงโดยไม่ต้องคิด

ในความทรงจำร่างนี้ของนาง นางเป็นบุตรสาวคนที่สามของหลินหย่งชางรองเสนาบดีเจ้ากรมขุนนาง บิดามักเรียกนางว่าหลินซานก็เป็นเรื่องจริง เพียงแต่ชื่อที่แท้จริงของนางในร่างนี้คือ หลินเจา ต่างหาก

ช่างเป็นเรื่องประเหมาะอย่างไม่น่าเชื่อ ที่ชื่อของนางในชีวิตเก่า กับชีวิตนี้ ใช้อักษรตัวเดียวกัน นางหวังว่านางจะไม่สับสนว่าแท้จริงแล้วนางคือเฉียวเจา หรือ หลินเจา กันแน่ แต่อย่างไรก็ตาม นางก็คือนางไม่เปลี่ยนแปลง

ในเวลานั้นเองบุรุษใจโฉดก็ตามขึ้นมา ก่อนที่คนผู้นั้นจะคว้าตัวนางไว้ เฉียวเจาก็รีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของบุรุษชุดสีม่วงทันที

"คุณชาย นี่คือบุตรสาวของข้าเอง นางเป็นสตรีดื้อดึงอย่างร้ายกาจและมีนิสัยชอบโกหก เมื่อหลายวันก่อนนางหนีตามเจ้าหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าไป ข้าเพิ่งจะตามจับตัวกลับมาได้ นางพยายามจะหนีไปอีกหลายครั้ง แล้วก็เที่ยวหลอกชาวบ้านว่าข้าเป็นโจรลักพาตัวนางมา ข้ามีบุตรสาวเพียงคนเดียว ภรรยาก็เสียชีวิตไปนานแล้ว ข้าทะนุถนอมเลี้ยงดูนางตั้งแต่เล็กจนโต ท่านโปรดคืนนางให้ข้าด้วยเถิด"

มุกเดิมๆ เฉียวเจากลอกตาหมุนวนไปสามตลบ!

บุรุษชุดสีม่วงหันมาหานางแล้วถามขึ้น "ชายผู้นี้ใช่บิดาของเจ้าหรือไม่?"

"ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าขอถามท่านอาหนึ่งคำถาม หากท่านมีบุตรสาว แล้วบุตรสาวของท่านหนีตามผู้ชายไป ท่านจะนำเรื่องราวออกมาประจานให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้เช่นนี้หรือไม่?"

แน่นอนว่าไม่!

ชายหนุ่มยิ้มกริ่มอยู่มุมปาก แล้วหันไปหาชายผู้นั้นอีกครั้ง

"เรื่องนี้ยากจะตัดสินว่าผู้ใดพูดจริง ผู้ใดพูดเท็จ แต่ข้าย่อมมีวิธีพิสูจน์เรื่องนี้อย่างแน่นอน"

เขากระซิบบางสิ่งที่ข้างหูของเด็กสาว เด็กสาวก็กระซิบตอบกลับมาเช่นกัน

"นางบอกข้าว่า ที่ต้นขาของนางมีปานสีแดงอยู่ หากเจ้าเป็นบิดาของนางจริงย่อมจะต้องบอกได้ว่าปานสีแดงของนางอยู่บนต้นขาด้านซ้าย หรือ ด้านขวา"

ชายวัยกลางคนผู้นั้นมีแววตาสับสนอย่างเห็นได้ชัด เขาอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะตอบว่า "ด้านขวา"

"แน่ใจรึ?"

"เอ่อ ขะ..ข้าจำผิดไป ที่จริงเป็นด้านซ้าย"

"ตกลงด้านไหนกันแน่ ซ้ายหรือขวา" น้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นดุดันทรงอำนาจ

ชายวัยกลางคนเหงื่อแตกซิก ปากคอสั่น ตายละหวา...

"ซะ..ซะ...ซ้าย ด้านซ้าย"

"เจ้านั่นแหละโกหก!" บุรุษชุดสีม่วงแค่นเสียงดุ แววตาเย็นเยียบ

"นางไม่มีปานแดงที่ใดทั้งสิ้น"

โจรชั่วผู้นั้นเห็นท่าไม่ดีตั้งท่าจะวิ่ง แต่ก็เสี่ยวเอ้อในร้านสองสามคนช่วยกันจับตัวเขาเอาไว้

"คุณชายปล่อยข้าไปเถิด ข้าสำนึกผิดแล้ว แม่นางผู้นั้นข้ายกให้ท่าน อย่าจับข้าส่งทางการเลย ข้ามีลูกมีเมียต้องเลี้ยงอีกหลายปากท้อง"

"เมื่อครู่เจ้าว่าเจ้ามีบุตรสาวคนเดียว ภรรยาเสียชีวิตไปนานแล้วมิใช่รึ?" คุณชายชุดสีม่วงย้อนถาม สีหน้าเหยียดหยันบุรุษที่คุกเข่าอยู่ต่อหน้าผู้นี้

"ท่านอา ท่านอย่าได้ปล่อยเขาไปเด็ดขาด หากวันนี้มิใช่ว่าได้ท่านช่วยไว้ ชีวิตของข้าก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร และไม่รู้ว่าต่อไปในภายหน้าจะต้องมีสตรีผู้เคราะห์ร้ายอีกมากมายเพียงไหน" เฉียวเจาทักท้วงขึ้น

"เอาตัวเขาไปส่งทางการ!" บุรุษชุดสีม่วงเอ่ยเสียงเข้ม สีหน้าจริงจัง

หลังจากคนผู้นั้นถูกพาตัวไปแล้ว เฉียวเจาก็คุกเข่าลงกับพื้นดังกึก สีหน้าแววตาจริงจัง

"ข้า หลินซาน ขอจดจำบุญคุณของท่านอาชั่วชีวิต โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย" พูดจบนางก็โขกศีรษะกับพื้นทันที บุรุษชุดสีม่วงตกใจรีบเข้าไปประคองนางไว้

"สาวน้อยข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่วิญญูชนพึงกระทำ เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ รีบลุกขึ้นมาเถอะ"

เฉียวเจาเจาค่อยๆลุกขึ้นมาแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอเบ้า แววตาซาบซึ้งใจอย่างแท้จริง ก่อนจะเอ่ยขึ้น

"ท่านอา เหตุใดท่านจึงเชื่อว่าข้ามิได้โกหกท่าน?"

ชายหนุ่มรู้สึกคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวจะถามเขาเรื่องนี้ เขายิ้มอ่อนโยนก่อนจะตอบคำถาม

"ประการแรก เจ้าตอบคำถามข้าอย่างชัดเจนคล่องแคล่วไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย ประการที่สอง รูปร่างหน้าตาผิวพรรณของเจ้ากับบุรุษผู้นั้นมิได้มีความคล้ายคลึงกันแม้เพียงนิด คนผู้นั้นดูหยาบกร้าน แต่เจ้าดูเหมือนกับลูกคุณหนูในห้องหอเสียมากกว่า ประการสุดท้าย...."

เขานิ่งไปชั่วขณะก่อนจะพูดต่อ

"ดวงตาของเจ้าบอกข้าว่า เจ้าพูดความจริง!"

เฉียวเจาคลี่ยิ้มงดงามไปถึงดวงตา "ขอบคุณท่านอาเจ้าค่ะที่เชื่อข้า"

ชายหนุ่มไอแค่กสองสามครั้ง แล้วถูจมูกอย่างเก้อเขิน "ข้าว่า...เจ้าเรียกข้าว่าพี่ชายจะเหมาะสมกว่านะ เรียกข้าว่า พี่เซียวก็ได้

"เจ้าค่ะท่านอา...เอ๊ย พี่เซียว" เฉียวเจาหัวเราะแหะๆ พวงแก้มแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย

อันที่จริงนางรู้ว่าควรเรียกเขาว่าพี่ชาย เพียงแต่เมื่อครู่หากนางเรียกเขาว่าพี่ชายแต่แรก ก็จะดูเหมือนหญิงสาววิ่งตามบุรุษ ดูผิดจารีตประเพณีไป นางจึงตัดสินใจเรียกเขาว่าท่านอา ถึงจะไม่เข้าท่าแต่ก็เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุดแล้ว

"เจ้าบอกว่าบ้านของเจ้าอยู่เมืองหลวงรึ เช่นนั้นแล้วเราก็ไม่ได้ไปทางเดียวกัน ข้ากับสหายเพิ่งออกมาจากเมืองหลวง กำลังจะเดินทางไปที่เมืองเจิ้นเฟิง เอาอย่างนี้ เดี๋ยวข้าจะจ้างรถม้าไปส่งเจ้าที่บ้าน ดีหรือไม่?" ชายหนุ่มชุดสีม่วงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เมืองเจิ้นเฟิง? บ้านท่านปู่ของนาง

นางตัดสินใจโดยฉับพลัน "พี่เซียว ข้าขอติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่?"

เห็นเขามีสีหน้าประหลาดใจนางจึงรีบอธิบายต่อ

"ความจริงแล้วข้าก็อยากกลับบ้านยิ่งนัก เพียงแต่ข้าเพิ่งถูกคนร้ายลักพาตัวมา ยังรู้สึกขยาดไม่หาย หากคนขับรถม้าที่ท่านจ้างให้ไปส่งข้า เกิดพาข้าไปทำมิดีมิร้าย ข้ามิกลายเป็นประตูหน้าเจอพยัคฆ์ ประตูหลังเจอสุนัขป่า[1]เช่นนั้นหรือ?" คำกล่าวของนางเต็มไปด้วยเหตุผลที่ไม่อาจคัดค้านได้

เซียวเจี้ยนเฉิงมีสีหน้าลำบากใจ พวกเขาสามคนล้วนเป็นบุรุษจะพาสตรีน้อยนางหนึ่งเดินทางไปด้วยย่อมไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด เขาควรจะทำอย่างไรดี?

"พี่เซียว ท่านเป็นผู้ช่วยชีวิตข้าไว้ นับเป็นผู้มีพระคุณ ขอให้ข้าติดตามท่านเพื่อทดแทนบุญคุณด้วยเถิด!"

น้ำเสียงของเฉียวเจากังวานชัดเจนทุกถ้อยคำ ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์มิได้มีเจตนาใดแอบแฝง นางคิดอย่างเดียวคือกลับไปที่บ้านท่านปู่ เมื่อถึงที่นั่นแล้วนางย่อมมีวิธีอธิบายให้ท่านพ่อและพี่ชายเข้าใจได้

นางไม่คิดกลับไปที่บ้านของเจ้าของร่างเดิมแม้เพียงนิด อย่างน้อยนางก็มั่นใจได้ว่า ท่านพ่อและพี่ชายจะต้องปกป้องนางให้ปลอดภัยได้อย่างแน่นอน แต่ถ้านางกลับไปที่เมืองหลวง นางไม่อาจแน่ใจว่าจะต้องเจอกับสิ่งใดบ้าง เพียงแค่ส่วนเสี้ยวของความทรงจำที่เจ้าของร่างทิ้งไว้ให้ นางก็รู้ได้ว่าที่นั่นอาจจะอันตรายกว่าถูกโจรชั่วช้าจับตัวมาด้วยซ้ำ

เอาเถอะ! ถึงแม้จะต้องเอ่ยถ้อยคำไร้ยางอาย นางก็จำเป็นต้องกล่าวออกไปแล้ว ผลลัพธ์ย่อมสำคัญที่สุด

"ข้าเป็นแค่สตรีอ่อนแอ ไร้หนทางปกป้องตัวเอง ขอเพียงแค่ให้ข้าติดตามไปเท่านั้น ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ข้ายินยอมพลีกายรับใช้ทุกอย่าง ขอเพียงแค่อย่าทิ้งข้าเท่านั้น" เฉียวเกอเริ่มบีบน้ำตา วิธีนี้นางใช้ได้ผลมาทุกครั้ง นางไม่เชื่อว่าครั้งนี้จะไม่ได้ผล

เซียวเจี้ยนเฉิงดังถูกอุดปาก ไร้วาจาจะเอื้อนเอ่ย แทบจะอยากเอาเท้าขึ้นมาก่ายบนหน้าผาก เขาหันไปมองสองเกลอรักที่ยืนอยู่ด้านข้าง

บุรุษทั้งสองคนทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่แอบอมยิ้ม สีหน้าตื่นเต้นราวกับกำลังรอชมความสนุกบนความทุกข์ของสหายรักอยู่

เจ้าเอาตัวมายุ่งกับปัญหา ก็ต้องหาทางแก้เอาเองนะ เซียวเจี้ยนเฉิง!

.................

คำอธิบายเพิ่มเติม

[1] ประตูหน้าเจอพยัคฆ์ ประตูหลังเจอสุนัขป่า มีความหมายคล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า หนีเสือปะจระเข้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

0 ความคิดเห็น