ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,553 Views

  • 42 Comments

  • 433 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    32

    Overall
    5,553

ตอนที่ 5 : ตอนที่ 3 ขอความช่วยเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    12 ธ.ค. 61

ระหว่างการเดินทางเฉียวเจาหลับตาขบคิดมาตลอดทางว่าจะหาทางหนีจากบุรุษผู้นี้อย่างไร ยามนี้ร่างกายอ่อนล้า เรี่ยวแรงแทบจะไม่มีเหลือ อาการเจ็บหน้าอกยังคงมีอยู่เป็นระลอกๆ การจะหนีในเวลานี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย แต่ถ้านางปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกว่านี้ก็จะยิ่งหนียากขึ้นเรื่อยๆ

เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามกว่าพวกเขาก็เดินทางมาถึงประตูเมืองเป่าหลิน เมืองเป่าหลินเป็นเมืองทางผ่านไปเมืองเจิ้นเฟิง เหล่าพ่อค้าวาณิช และผู้ที่เดินทางไม่ว่าจะจากเมืองหลวงไปเมืองเจิ้นเฟิง หรือ จากเมืองเจิ้นเฟิงไปเมืองหลวง ก็มักจะมาพักที่เมืองเป่าหลินแห่งนี้

นางจำได้ว่าในชีวิตก่อนท่านปู่เคยพานางไปกินอาหารที่ว่านฝูโหลว หนึ่งในสามของร้านอาหารขึ้นชื่อที่สุดของเมืองเป่าหลิน ที่นั่นจะมีสามชั้น ชั้นล่างสำหรับคนทั่วไป ชั้นสองจะมีไว้รองรับแขกคหบดีผู้มีฐานะ หรือขุนนางผู้สูงศักดิ์ต้องมีการจองล่วงหน้า ที่ชั้นสามจะมีเพียงสามห้องเท่านั้น ได้ยินมาว่าภายในประดับประดาอย่างประณีตงดงาม เป็นห้องรับรองส่วนตัวสำหรับราชนิกูล

ในชั่วพริบตานั้นดวงตาของนางก็พลันสว่างขึ้นมาวาบหนึ่ง มุมปากยกขึ้นน้อยๆ มีแผนการบางอย่างผุดขึ้นในใจ นางจะไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างเช่นวิ่งไปขอความช่วยเหลือใครสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำ เพราะแค่เขาอ้างว่าเป็นบิดาของนาง ก็ไม่มีใครอยากมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในครอบครัวของผู้อื่น

หากแต่...ถ้านางไปถูกที่ ถูกเวลา และขอความช่วยเหลือถูกคน นอกจากจะพ้นจากเคราะห์ร้ายนี้ได้ ก็อาจจะยังมีโอกาสกลับได้บ้านอีกด้วย มีแต่สถานที่แห่งนี้เท่านั้นที่นางจะต้องไปให้ได้!

"ท่านลุง..ข้าหิว" เฉียวเจาพูดเสียงเบาราวกับยุง พลางเอามือกุมท้องไว้ พยายามทำสีหน้าให้ดูน่าสงสารที่สุด บุรุษหยาบกร้านผู้นั้นจูงลาไปหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งหนึ่ง แล้วอุ้มนางลงมาจากหลังลา

เฉียวเจามีสีหน้าครุ่นคิด หากเป็นสถานที่แห่งนี้ย่อมไม่ได้แน่ คนที่นางต้องการเจอมีแต่ที่นั่นเท่านั้น นางจึงพยายามฝืนตนเองใช้พลังทั้งหมดที่มีพูดออกมาด้วยเสียงอันดัง

"ท่านลุง ไหนท่านบอกข้าว่าจะพามากินเหล้าอุ่นอาหารรสเลิศ ไฉนจึงมาที่แบบนี้ ท่านหลอกลวงข้า"

ชายวัยกลางคนผู้นั้นชักสีหน้าอย่างหงุดหงิด ตวาดใส่ทันที "ที่นี่ก็ดีกว่ามื้อไหนๆที่ข้าเคยให้เจ้ากินแล้ว อย่าเรื่องมาก รีบๆกินจะได้รีบออกเดินทาง"

"แต่อาหารที่นี่ไม่สะอาด ท่านดูสิ ที่โต๊ะนั่นมีแต่แมลงวันเต็มไปหมด หลายวันมานี้ร่างกายข้าอ่อนแอ หากกินอาหารพวกนี้เข้าไปแล้วเกิดปวดท้องขึ้นมาระหว่างทาง หรือเกิดเป็นอันใดไปขึ้นมา เฮ้อ...หรือว่าสวรรค์จะเมตตา อยากปลดปล่อยข้าไปจากชีวิตที่ย่ำแย่ แต่จะว่าไปถ้าข้าเป็นอะไรไปก็ดีเหมือนกัน จะได้จบชีวิตรันทดนี้ไปเสียที พวกเราเข้าไปกันเถอะเจ้าค่ะ" นางพูดพลางตีหน้าเศร้า แล้วเดินนำเข้าไป

"เดี๋ยวๆๆ ก็ได้ๆ ข้าจะพาไปที่อื่น" ชายวัยกลางคนรับปากอย่างไม่พึงพอใจนัก เพื่อเงินถุงเงินถังที่รออยู่ข้างหน้า เขาจะอดทน ตอนนี้ต้องตามใจนางไปก่อน ความจริงอาหารดีๆสักมื้อก็ไม่เลว เดินทางรอนแรมมาหลายวันกินแต่อาหารเลวจนปากจืดไปหมด แม้แต่สุราก็มิได้ตกถึงท้อง

เด็กสาวยิ้มเย็นในใจ พลางดึงแขนเสื้อของบุรุษผู้นั้น แล้วช้อนสายตามองอย่างอ้อนวอน "ท่านลุง ข้าอยากไปที่นั่น" พูดจบนางก็ชี้ไปยังร้านๆหนึ่งที่อยู่หัวมุมถนน

บุรุษผู้นั้นแค่นเสียงฮึ! เบาๆ แล้วก็จูงลาพานางเดินไป

พวกเขาผูกลาไว้ที่หัวถนน แล้วเดินเข้าไปยังว่านฝูโหลว เด็กสาวมองสำรวจไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ชั้นล่างของว่านฝูโหลวต้อนรับคนทุกชนชั้น ขอเพียงมีเงินจ่ายซึ่งนางมั่นใจว่าเขามี

เขาและนางได้เลือกโต๊ะที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้า นางเลือกนั่งในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นผู้คนที่เดินเข้าออกได้ชัดเจนที่สุด ฝั่งตรงข้ามของนางเป็นบันไดทางขึ้นไปสู่ชั้นสอง

สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือถ่วงเวลาให้นานที่สุด เพื่อรอแขกคนสำคัญ นางยังไม่รู้ได้ว่าสวรรค์จะส่งใครมาช่วยนาง ในเพลานี้เป็นดังฟางเส้นสุดท้ายแล้ว นางจะต้องทำให้สำเร็จ!

"นายท่านจะรับอะไรดีขอรับ" เสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาถามอย่างนอบน้อม

บุรุษหยาบกร้านผู้นั้นยังมิทันเอ่ยวาจา เสียงใสๆของดรุณีน้อยก็ดังขึ้นก่อน "เป็ดตุ๋นน้ำแดง"

เสี่ยวเอ้อมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

"ทำไมหรือ หรือว่าที่นี่ไม่มีเป็ดตุ๋นน้ำแดง"

เสี่ยวเอ้อผู้นั้นรีบตอบอย่างรวดเร็ง "มีขอรับ คุณหนูช่างเลือกได้เหมาะสมยิ่งนัก เป็ดตุ๋นน้ำแดงคืออาหารขึ้นชื่อของร้านเรา เพียงแต่ว่าเวลานี้แขกเยอะ อาจจะต้องรอนานหน่อยนะขอรับ"

"อ่อ อย่างนี้นี่เอง แต่ก็เอาตามที่นางบอกมานั่นแหละ เพิ่มบะหมี่เนื้อวัว กับแกล้มอีกสองอย่าง และเอาเหล้าเกาเหลียงมาหนึ่งไห"

ไยนางจะไม่รู้แต่นี่คือสิ่งที่นางต้องการ ดูท่าบุรุษผู้นี้คงไม่ได้กินอาหารดีๆมานาน สุราอาหารเพียบพร้อมแบบนี้ใครเล่าจะอดใจไหว

ไม่นานนัก กับแกล้มสองอย่างและเหล้าเกาเหลียงก็มาถึงก่อน เขารินเหล้าใส่ถ้วย แล้วใช้ตะเกียบคีบกับแกล้มส่งเข้าปากทันที เฉียวเจามองเขาสลับกับมองไปที่ประตูเป็นระยะ อีกราวสองเค่อ (30 นาที) เป็ดตุ๋นน้ำแดงก็ส่งมาถึงโต๊ะ กลิ่นหอมยั่วยวนชวนให้ท้องร้องปั่นป่วนเป็นที่สุด

แต่แล้วนางก็โบกมือเรียกเสี่ยวเอ้อ ให้นำน้ำเปล่ามาให้นางหนึ่งชาม แล้วก็ดึงผ้าเช็ดมือออกมาจากแขนเสื้อ ชุบน้ำในชามนั้นแล้วเช็ดมือให้สะอาด

บุรุษผู้นั้นมองนางพลางบ่นอุบอิบ "จะกลัวอันใดนักหนา มิใช่ว่าสถานที่นี้ก็สะอาดแล้วหรือไร?"

"สุขภาพข้าไม่ดี ข้าก็แค่ทำเพื่อความสบายใจเท่านั้น" พูดจบนางก็คลี่ยิ้มงดงามเจิดจ้า จนคนผู้นั้นใจกระตุก

เด็กสาวผู้นี้อายุแค่เท่าใดกันเชียว เพียงแค่นางยิ้มก็ทำเอาเขาตาพร่าไปหมด หึๆๆ ไม่รวยครานี้จะไปรวยคราไหนกัน คิดแล้วก็ครึ้มใจมีความสุข รินสุราใส่ถ้วยซดโฮกๆ

เมื่อเห็นเฉียวเจาคีบอาหารกินอย่างว่าง่าย ก็รู้สึกยินดี แล้วคีบอาหารเติมใส่ถ้วยให้นางเพิ่มอีก จากนั้นค่อยคีบบะหมี่ใส่ปากตนเอง กินอย่างเอร็ดอร่อย

การกระทำของบุรุษผู้นี้ไม่ได้เกินความคาดหมายของนางเท่าใดนัก เพราะตัวนางมี 'มูลค่า' เขาย่อมต้องเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ มื้อนี้นางต้องกินให้เต็มที่ กินให้อิ่มท้อง เพราะไม่รู้ว่าเวลาหลังจากนี้จะเกิดเหตุอันใดขึ้นบ้าง แต่ทว่านางก็ค่อยๆกินอย่างใจเย็น สายตาก็คอยชำเลืองไปที่ประตูทางเข้าอยู่เรื่อยๆ

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจรู้ บุรุษผู้นั้นสั่งเหล้าไหที่สองมาแล้ว ดูท่าทางครึ้มอกครึ้มใจ กินกับแกล้มไป ดื่มไป ไม่พูดไม่จาอันใด เฉียวเจายกริมฝีปากขึ้นยิ้มเย้ยหยันบางๆ และในเวลานี้เองก็มีบุรุษรูปงามสามคนปรากฏตัวที่ประตูทางเข้า

เฉียวเจามองประเมินบุรุษแปลกหน้าทั้งสาม ดูจากอาภรณ์ที่สวมใส่เป็นผ้าเนื้อดีราคาแพงระยับ แต่ละคนท่าทางสง่างามราวและสุภาพเรียบร้อยคล้ายกับบัณฑิต อายุน่าจะราวๆยี่สิบปี นางยังไม่แสดงกิริยาอันใด ได้แต่รอดูและฟังความอยู่

"ทีหลังข้าจะไม่ไปไหนมาไหนกับเจ้าอีกแล้ว" บุรุษชุดสีน้ำเงินหนึ่งในสามของบุรุษกลุ่มนั้นบ่นอุบอิบลอยมา

"ก็นั่นน่ะสิ แค่เจ้าปรากฏตัว ทั้งหญิงชายหัวดำหัวหงอกต่างพากันจ้องมองแต่เจ้าตาไม่กะพริบ จนพวกเรากลายเป็นแตงแห้งตายไปเลย" บุรุษชุดสีเขียวที่อยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยสนับสนุน

"ข้านึกว่าพวกเจ้าเคยชินแล้วเสียอีก" ชายหนุ่มชุดสีม่วงเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นงดงามล่มบ้านล่มเมือง จนเฉียวเจายังอดใจสะดุดไม่ได้ บุรุษสองคนที่เดินมาด้วยกลอกตามองบนสองสามครั้ง ก่อนจะเดินตามหลังไป

หัวคิ้วของเฉียวเจาขมวดมุ่นราวใช้ความคิด บุรุษผู้นี้ช่างคุ้นตายิ่งนัก แต่นางยังคิดไม่ออกว่าเคยเจอเขาที่ไหน? แต่นางไม่มีเวลาคิดอันใดมากมายอีกแล้ว ฤกษ์มงคลหรือจะสู้ฤกษ์สะดวก เพลานี้แหละเหมาะสมที่สุด

เห็นพวกเขาสามคนกำลังเดินขึ้นบันไดไป นางฉวยโอกาสที่บุรุษใจโฉดผู้ซึ่งลักพาตัวนางมากำลังเพลิดเพลินกับการดื่มสุรา ลุกวิ่งตามบุรุษหนุ่มทั้งสามไปทันที

ชายหยาบกร้านผู้นั้นเห็นเด็กสาววิ่งผลุนผลันออกไปก็ตกตะลึง นิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะลุกขึ้นพรวดเตรียมวิ่งจะไปคว้าตัวสาวน้อยเอาไว้ แต่ก้าวไปเพียงสองสามก้าว ก็มีบุรุษสองคนเข้ามาขวางหน้าเสียก่อน

"ท่านยังมิได้จ่ายเงินค่าอาหาร กินเสร็จแล้วคิดจะชักดาบหรือไร?"

เฉียวเจาหันมามองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าบุรุษผู้นั้นถูกกักตัวไว้แล้วนางก็รีบวิ่งขึ้นไปชั้นสองทันที แล้วร้องเรียก

"ท่านอาๆ คอยข้าด้วย"

ท่านอา?

ชายหนุ่มชุดสีม่วงหันมามอง ปรกติไปไหนมาไหนก็มักจะมีสตรีเดินตามเขาอยู่เป็นประจำไม่ใช่เรื่องแปลก แต่นี่เป็นเพียงเด็กสาวตัวน้อย ซ้ำยังเรียกเขาว่าท่านอาอีก

เขาก็มิใช่ว่าอายุมากกว่านางมากมายเสียเท่าไร นางควรควรจะเรียกเขาว่าพี่ชายมิใช่หรือ?

"มีเรื่องอันใดหรือสาวน้อย?" เขาถามขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ

"ท่านอา ช่วยข้าด้วย ข้าถูกคนใจทรามลักพาตัวมา มันอ้างว่าเป็นบิดาข้า ไม่มีใครเชื่อข้าเลยสักคน ข้าคิดถึงบ้าน คิดถึงบิดามารดา ท่านอาโปรดช่วยข้าด้วยเถิด!" นางไม่ยอมเสียเวลาแม้เพียงนิด บีบน้ำตาไหลลงอาบสองแก้ม ร้องไห้สะอึกสะอื้นทันที

ดรุณีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มน้ำตาไหลเผาะๆท่าทางน่าสงสารอยู่ต่อหน้า ไฉนเลยบุรุษจะไม่หวั่นไหวได้

เขาเป็นถึงหนึ่งในสี่คุณชายผู้เลื่องชื่อของเมืองหลวง บุตรชายคนเดียวขององค์หญิงหรงเหยาพระขนิษฐาในจักรพรรดิ์องค์ปัจจุบัน สิ่งที่เขารังเกียจที่สุด คือบุรุษรังแกสตรีไร้ทางสู้!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

0 ความคิดเห็น