ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,556 Views

  • 42 Comments

  • 433 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    35

    Overall
    5,556

ตอนที่ 4 : ตอนที่ 2 โฉมสะคราญบนหลังลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1111
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    12 ธ.ค. 61

สายลมต้นฤดูวสันต์ยังคงเย็นยะเยือก มวลไม้เริ่มผลิใบอ่อนลู่ไหวไปตามแรงลม หยาดพิรุณโปรยฉ่ำตลอดราตรีที่ผ่านมาเพิ่งจะทิ้งเม็ดไปหมาดๆเมื่อยามฟ้าสาง

ร้านน้ำชาเล็กๆเก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่ริมทาง แต่ภายในร้านกลับมีผู้คนนั่งอยู่ไม่น้อย เถ้าแก่เจ้าของร้านร่างอ้วน และภรรยาวัยสี่สิบเศษกำลังสาละวนกับการต้อนรับแขกโต๊ะนั้น โต๊ะนี้มิได้หยุด

สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองเป่าหลินเพียงสิบกว่าลี้ คนที่ออกจากเมืองมักจะมาพักดื่มชาคุยสัพเพเหระ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในเมืองอย่างคะนองปาก ส่วนคนที่เข้าเมืองก็ฟังเรื่องเล่ากันอย่างสำราญใจ ใครเล่าจะไม่ชอบฟังเรื่องราวของผู้อื่น

ในช่วงหลายวันมานี้ มีคุณชายสามคนเดินทางผ่านมายังเมืองเป่าหลิน สำเนียงการพูดคุยคล้ายกับว่ามาจากเมืองหลวง แต่ละคนล้วนหล่อเหลา สง่าผ่าเผย หนึ่งในนั้นได้ยินว่ารูปงามยิ่งกว่าพานอานซ่งอวี้[1]เสียอีก

"หือ..ยังมีบุรุษที่รูปงามกว่าคุณชายเฉียวอวี้หลางแห่งเมืองเจิ้นเฟิงอีกหรือ" บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้าสงสัยคล้ายจะไม่เชื่อ

ผู้ถูกถามยกถ้วยชากรอกเข้าปากก่อนจะเอ่ยขึ้น "คุณชายเฉียวอวี้หลางคือใครข้าไม่เคยพบ แต่คุณชายท่านนี้ ถ้าข้าไม่เห็นกับตาก็ไม่กล้าเอ่ยปากหรอก ตอนนี้เหล่าแม่นางน้อยใหญ่ในเมืองเป่าหลินคงละเมอเพ้อพกถึงบุรุษผู้นั้น ฮึ่ย...พูดแล้วก็โมโห แม่นางหว่านเอ๋อร์แห่งหอชุ่ยเฟิงนางในดวงใจของข้า พอเห็นบุรุษผู้นั้นถึงกับทิ้งข้า ไม่เหลียวแลข้าสักนิด ข้ารึอุตส่าห์ประเคนแก้วแหวนเงินทองของมีค่าให้นางมากมาย เจ้าว่ามันน่าเจ็บใจไหมเล่า" บุรุษในชุดสีแดงเข้มผู้นั้น กัดฟันกรอดๆสีหน้าย่ำแย่ราวกับกำลังปวดใจ

พอสิ้นเสียงบุรุษผู้นี้ ก็มีคนจำนวนไม่น้อยแสดงความคิดเห็นกันอึงอล บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็มีความคิดเห็นอื่นๆ ฟังไม่ได้ศัพท์

"เถ้าแก่ขอชากาหนึ่ง กับขนมเปี๊ยะหวานสองชิ้น" เสียงบุรุษหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ

ทุกคนที่กำลังถกเถียงกันอยู่ในที่นั้นหันมองไปตามต้นเสียงทันที ก็เห็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบกว่าปี ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ด้านหลังของเขามีดรุณีน้อยวัยประมาณสิบสองสิบสามปีคนหนึ่งนอนพับอยู่บนหลังลา ร่างน้อยถูกคลุมด้วยผ้าเนื้อหยาบสีน้ำเงินเข้มผืนใหญ่ โผล่ออกมาเพียงใบหน้าเท่านั้น




สตรีขี่ลาเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่ว่าใบหน้าที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าคลุมผืนใหญ่จิ้มลิ้มงดงามพิลาศ แม้สีหน้าจะขาวซีดราวกับคนป่วย แต่ทว่าดวงตากลมโตราวผลซิ่ง แววตาพิสุทธิ์กระจ่างใสกระพริบพราวราวกับมีหยดน้ำกลิ้งอยู่ภายใน ริมฝีปากสีแดงระเรื่ออ่อนบางราวกับกลีบบุปผารอภมรมาดอมดม เพียงแค่นางกระพริบตาก็ได้ช่วงชิงลมหายใจของเหล่าบุรุษที่อยู่ในที่แห่งนั้นไปเสียแล้ว ชั่วพริบตานั้นพวกเขาต่างลืมกันไปแล้วว่ากำลังวิวาทะกันเรื่องใด


"เร็วๆหน่อย บุตรสาวของข้ากำลังป่วยหนัก ข้าจะรีบพานางไปหาหมอในเมือง" ชายผู้อ้างว่าเป็นบิดากล่าวเร่ง สีหน้าดูกระสับกระส่าย กังวลใจเป็นอย่างมาก

"ได้แล้วๆ" เถ้าแก่เนี้ยหิ้วกาน้ำชาส่งให้เขากาหนึ่ง และห่อขนมเปี๊ยะให้สองชิ้น พลางเหลือบมองสาวน้อยบนหลังลาแวบหนึ่ง แล้วยิ้มนางให้อย่างอ่อนโยน

"สาวน้อย ช่างน่ารักน่าเอ็นดู เห็นแล้วก็ให้คิดถึงบุตรสาวของข้ายิ่งนัก หากนางยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะอายุพอๆกับเจ้านี่แหละ"

ดรุณีน้อยขยับปากคล้ายว่าจะพยายามพูดสิ่งใด แต่ชายผู้เป็นบิดาแค่นเสียงในลำคอแล้วชิงเอ่ยปากขึ้นมาก่อน

"นางเป็นเด็กดื้อ ไม่เชื่อฟังบิดามารดา สองสามวันก่อนนางหนีตามผู้ชายไป ข้าเพิ่งลากตัวกลับมาได้ นี่เพราะว่าป่วยหนักก็เลยสิ้นฤทธิ์ กลับไปข้าจะโบยให้หลังลาย! เอ้านี่ กินเข้าไป แล้วก็อย่าพูดมาก มิเช่นนั้นอย่าหาว่าบิดาใจร้ายกับเจ้า"

บุรุษผู้นั้นถลึงตาใส่ด้วยความโมโห คิ้วขมวดแน่น พลางยัดขนมเปี๊ยะใส่มือของสาวน้อย ตัวเขาเองกินขนมอีกชิ้น แล้วยกกาน้ำชาขึ้นกรอกปาก สายตาก็คอยขึงจ้องปรามไว้อย่างเอาเรื่อง

เด็กสาวนัยน์ตาสงบนิ่ง ค่อยๆยกตัวขึ้นมาอย่างยากเย็น แล้วกัดขนมเปี๊ยะในมือกินทีละน้อย ไม่เอ่ยวาจาใด

ชายผู้นั้นหันมาเห็นผู้คนในร้านพากันจ้องมองบุตรีของตน ก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมากตะคอกใส่ไปทีหนึ่ง คนเหล่านั้นจึงได้สติและหันกลับไปทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วก็เริ่มพูดเรื่องที่กำลังคุยค้างไว้เมื่อครู่ต่อ

"แต่ข้าว่า คุณชายผู้นั้นคงเทียบคุณชายเฉียวอวี้หลางไม่ได้แน่นอน เมืองหลวงแม้ว่าจะเจริญหูเจริญตาเพียงใด ก็มิอาจเทียบความงดงามตามธรรมชาติของภูเขาและแม่น้ำของพวกเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองเจิ้นเฟิง สถานที่นั้นขึ้นชื่อเรื่องคนงามทั้งชายหญิงเชียวนา พวกเจ้าไม่เคยได้ยินกันหรือ?"

ทันทีที่คำพูดนี้กล่าวออกมา แววตาของดรุณีน้อยบนหลังลาก็ประกายวาบ นางยังคงเคี้ยวขนมอย่างช้าๆ และนิ่งฟังอยู่ เพียงแต่แสดงทีท่าว่าไม่แยแส

"เจ้านั่นแหละที่ไม่รู้อันใด เขาว่ากันว่าคุณชายสกุลเฉียวผู้นั้นแท้จริงแล้วย้ายมาจากเมืองหลวง"

"คุณชายเฉียวอวี้หลางมาจากเมืองหลวงไม่ผิด แต่บ้านเดิมของคนเขาอยู่ที่เจิ้นเฟิงต่างหาก ไม่กี่ปีก่อนพอใต้เท้าเฉียวเสียชีวิตไป เขาก็เลยย้ายครอบครัวกลับมาอยู่บ้านท่านปู่ของเขา"

"โอ...ที่แท้คุณชายเฉียวอวี้หลางก็เป็นหลานชายของใต้เท้าเฉียวหรือนี่ ข้าก็เพิ่งรู้ "

เมื่อกล่าวถึงสกุลเฉียวแห่งเมืองเจิ้นเฟิง ไม่มีใครไม่นึกถึง 'เฉียวจิ้นเผิง' อัจฉริยบุคคลผู้เลื่องชื่อ และเป็นที่เคารพนับถือของทั้งราชสำนักต้าเหลียงและผู้คนทั่วไป เขาเป็นจ้งหยวน[2]รับใช้ใกล้ชิดใต้เบื้องยุคคลบาทในจักรพรรดิรัชกาลก่อน มีความสามารถเก่งทั้งยุ๋นและบู๊ เคยเป็นถึงราชครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับรัชทายาทและเหล่าองค์ชายในวังหลวง ตำแหน่งสุดท้ายก่อนจะลาออกจากราชการกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่บ้านเกิดร่วมกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคือผู้อำนวยการราชวิทยาลัยระดับสูงสุด สร้างผลงานมากมายนับไม่ถ้วน ล้วนสร้างคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน

มีข่าวลือว่าในวันผลัดฟ้าเปลี่ยนแผ่นดิน เขาเป็นคนสุดท้ายที่จักรพรรดิ์รัชกาลก่อนเรียกให้เข้าเฝ้าก่อนสวรรคต แต่หลังจากจักรพรรดิองค์ปัจจุบันขึ้นครองบัลลังก์ เขาก็ลาออกจากราชการพาภรรยาที่ป่วยหนักกลับมารักษาตัวที่บ้านเกิด ไม่ยุ่งเกี่ยวอันใดกับราชสำนักอีก

"จะว่าไปก็แปลก ใต้เท้าเฉียวเป็นถึงมหาบัณฑิตที่เป็นประดุจตำนาน แต่ทว่าทั้งบุตรชายและหลานชายกลับไม่มีผู้ใดสอบเป็นบัณฑิตหรือรับราชการสักคน ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก"

รอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มปรากฏบนใบหน้าของเด็กสาวบนหลังลา นางมั่นใจเก้าในสิบส่วนแล้วว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน เวลาใด นางยังรู้สึกเจ็บแปลบในช่องอกจึงยกมือขึ้นลูบหน้าอกเบาๆ แต่ก็ไม่พบบาดแผลใดๆ

ความจริงนางรู้สึกตัวตั้งแต่นอนฟุบอยู่บนหลังลา ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อยๆไหลเข้ามาในห้วงความคิด เห็นเป็นภาพเสมือนความฝัน เดิมทีนางคิดว่าตนเองตายไปแล้ว นี่คงเป็นโลกหลังความตาย แต่โลกหลังความตายที่ไหนจะสัมผัสได้ชัดเจนถึงเพียงนี้ สองมือเล็กๆที่ไม่คุ้นเคยนี่ ดูจะเป็นมือของเด็กเสียมากกว่า

ในความทรงจำนั้น เจ้าของร่างเดิมถูกคนลักพาตัวมาระหว่างทางที่ไปไหว้พระขอพรให้มารดาที่ป่วยหนักกับบรรดาพี่สาวน้องสาว เดิมทีคนร้ายหมายจะสังหารนาง แต่ก็ไม่รู้ด้วยเหตุอันใดจึงเปลี่ยนใจ เจ้าของร่างเดิมเคยพยายามหนีหลายครา แต่ก็ไม่เคยหนีพ้น แม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ได้ทำร้ายนาง แต่ร่างกายนี้ก็อ่อนแอเกินกว่าจะหนีไปได้ไกล

ตอนนี้ทำได้แต่เพียงรอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น เพียงแต่คิดแล้วก็อดรู้สึกหดหู่มิได้ นางเพิ่งหลุดพ้นจากสุนัขป่ากลับมาปะพยัคฆ์ร้ายเสียนี่ ชีวิตก่อนต้องตายลงด้วยมือสามีของตนเอง ชีวิตนี้ลืมตาขึ้นมาก็เจอเรื่องวุ่นวายเสียแล้ว

สวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมกับนางเสียเลย!

แต่อย่างไร นางต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ค่อยๆแก้ไขไปทีละเรื่อง เมื่อตัดสินใจได้เด็ดขาดแล้ว ดวงตาที่หม่นลงเล็กน้อยเมื่อครู่ ก็กลับมีประกายสดใสขึ้น แล้วแสร้งทำเป็นอ่อนแอจ้องมองบุรุษที่อ้างตัวว่าเป็นบิดาด้วยท่าทางหวาดกลัว

"ท่านลุง...ท่านจะพาข้าไปที่ใด?"

ชายผู้นั้นมองนางด้วยหางตา ริมฝีปากแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม แล้วกดเสียงกระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน "ข้าจะพาเจ้าลงใต้ ที่นั่นอากาศอบอุ่น ทิวทัศน์งดงาม เจ้าจะมีบ้านใหม่ได้กินอิ่มนอนหลับ มีชีวิตอย่างสุขสบายไปทั้งชาติ จงทำตัวเป็นเด็กดี อย่าได้คิดหนี เพราะอย่างไรเจ้าก็หนีข้าไม่พ้น"

"เจ้าค่ะ ข้าไม่หนีอีกแล้ว" เด็กสาวก้มหน้า หรุบตาลง น้ำเสียงอ่อนหวานสั่นเครือ หยดน้ำใสๆเกาะพราวอยู่ที่แพนขนตาราวน้ำค้างที่บนกลีบบุปผา ชวนให้ผู้คนเห็นแล้วใจอ่อนยวบ แล้วนางก็ฟุบลงบนหลังลาอย่างว่าง่าย

"ดี! ว่าง่ายๆแบบนี้ถึงเมืองเป่าหลินเมื่อไร ข้าจะให้เจ้าได้กินสุราอุ่นอาหารเลิศรสสักมื้อ"

ดรุณีน้อยผู้นี้นับว่าสะคราญโฉม แต่ดูผอมแห้งไปสักนิด หากบำรุงให้ดีๆหน่อยคงได้ราคาอีกมากโข หากนางไม่แผลงฤทธิ์สร้างความลำบากให้เขา เขาย่อมจะต้องดูแลนางอย่างดี ลูกพี่สั่งให้เขาพานางไปฆ่าทิ้งในป่า แต่หากเขาพานางไปให้ไกลๆ ใครจะรู้ว่านางตายหรือไม่ เงินทองมากมายรออยู่ข้างหน้า ไม่เอาก็เสียชื่อคนอย่างสือห้าว

คิดแล้วบุรุษผู้นั้นก็มีท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง ยกมือขึ้นลูบคางสากครึ้มของตนเองเบาๆ แล้วหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติ

เขาควักเหรียญทองแดงออกมาจำนวนหนึ่งแล้วเดินเข้าไปส่งให้กับเถ้าแก่เนี้ยพร้อมกาน้ำชาที่ว่างเปล่า ก่อนจะกลับมาจูงลาแล้วเดินทางต่อไป
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

0 ความคิดเห็น