ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,580 Views

  • 42 Comments

  • 432 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    59

    Overall
    5,580

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 1 ธนูดอกเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 117 ครั้ง
    16 ธ.ค. 61

แสงตะวันรำรางลอดผ่านพยับเมฆที่ก่อตัวมืดทะมึนอยู่เหนือเมืองเอี้ยน กำแพงเมืองตั้งตระหง่านปกคลุมไปด้วยหิมะสีเงินยวงเป็นประกายระยับ ธงแคว้นฉีโบกสบัดอยู่เหนือกำแพงเมือง

เหนือปราการสูงลิบ บุรุษร่างสูงใหญ่สวมหน้ากากอสูรพรางเต็มหน้า ดวงตาภายใต้หน้ากากคมปลาบประดุจพญาเหยี่ยว อาภรณ์สีนิลปักดิ้นทองลายมังกรทับด้วยชุดเกราะเหล็กสีเงินเต็มตัวยืนมองลงไปด้านล่างด้วยท่าทางสงบนิ่ง

บัดนี้เมืองเอี้ยนถูกรายล้อมด้วยกองทัพอาชากว่ายี่สิบกองธง ทหารเกราะหนักและทหารราบอีกนับไม่ถ้วนตั้งแถวยาวเหยียดมองไม่เห็นปลาย ราวกับจะเข้ากลืนกินทั้งเมืองในอีกไม่ช้า

"ทูลท่านอ๋อง คนของเรากลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ" พลทหารคนสนิทรีบเข้ามารายงาน

"รีบให้เข้ามา"

"ทูลท่านอ๋อง องค์ชายสามก่อการกบถ ฝ่าบาทและฮองเฮาถูกกักตัวอยู่ในพระราชวัง องค์รัชทายาทจึงต้องนำกำลังส่วนหนึ่งกลับไปช่วยเหลือฝ่าบาท แต่อีกครึ่งชั่วยามกองกำลังอาชาเหล็กของรัชทายาทจะเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา"

"บัดซบ! พวกมันคงวางแผนกันมานานแล้วสินะ" เจิ้งหนานอ๋องสบถด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว ดวงตาแดงก่ำราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุณ

ขณะนั้นทหารคนสนิทเข้ามาอีกครั้ง

"ท่านอ๋อง 'คนผู้นั้น' ส่งข่าวมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ" จากนั้นเขาก็กระซิบที่ข้างหู

พลทหารสองคนได้คุมตัวเชลยผู้หนึ่งเดินเข้ามาศีรษะถูกคลุมไว้ด้วยกระสอบหนา สองมือถูกรัดด้วยเชือกเส้นใหญ่ ทันทีที่กระสอบถูกถอดออก รอยยิ้มเย็นเยือกก็ปรากฏที่มุมปากของจอมทัพผู้สูงศักดิ์

"อย่างน้อยก็พอมีเรื่องดีอยู่บ้าง ทหาร! จับนางแขวนไว้เหนือประตูเมือง เปิ่นหวางอยากรู้ว่าคนอย่างขุนพลเส้า จอมทัพพิทักษ์อุดรจะทำหน้าอย่างไรหากรู้ว่ายอดพธูคู่ชีวิตตกอยู่ในกำมือเรา"

ขุนพลหนุ่มแห่งต้าเหลียงดวงตาคมปลาบ คิ้วเข้มเฉียงขึ้น ริมฝีปากบาง หล่อเหลาราวหยกแกะสลัก สวมชุดเกราะเหล็กสีเงิน ผ้าคลุมสีแดงโบกสบัดท้าลม นั่งหลังตรงเป็นสง่าอยู่บนยอดอาชาเกราะเหล็กตัวพ่วงพีสีดำปลอด แววตามั่นคงเย็นเยียบประดุจน้ำแข็งมองไปยังเบื้องหน้า ริมฝีปากเม้มแน่นไม่เอ่ยวาจาใด

เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังกังวานมาจากบนปราการ "ขุนพลเส้า การต้อนรับจากต้าเหลียงครานี้ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก"

"ตอนนี้ทัพต้าเหลียงได้ล้อมเมืองเอี้ยนไว้หมดแล้ว ต่อให้มีปีกก็บินหนีออกไปไม่รอด ทางที่ดียอมปราชัย แล้วเปิดประตูเมืองเสีย จะได้ไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อทั้งสองฝ่าย" ขุนพลหนุ่มเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ฮ่าๆๆ เจ้าดูให้ดีๆว่านี่คือใคร แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะบุกเข้ามาหรือไม่ก็ยังไม่สาย"

เมื่อสิ้นคำพูดประโยคนี้ เจิ้งหนานอ๋องจอมทัพแห่งแคว้นฉีก็โบกมือเบาๆเป็นสัญญาณให้พลทหารจับตัวเชลยห้อยลงไปแขวนที่เหนือประตูเมืองเอี้ยน

ดรุณีน้อยร่างอรชรแบบบางราวกิ่งหลิวถูกมัดมือสองข้างห้อยแขวนลงมา ผมสีดำขลับยาวสยายลงมาคลอเคลียวงหน้ารูปไข่ สีหน้าของนางซีดเซียว ดวงตาฉ่ำหวานกลมโตคู่นั้นมีน้ำตาหลั่งมาคลอเบ้า ขอบตาแดงก่ำ สายลมเพลานี้ประดุจคมมีดกรีดเนื้อนวลปรางจนเป็นริ้วแดง กลีบปากน้อยๆคล้ำม่วงแตกระแหงสั่นระริก มุมปากมีคราบโลหิตแห้งเกรอะกรัง อาภรณ์สีฟ้าอ่อนขาดวิ่นเผยให้เห็นผิวเนื้ออ่อนที่หัวไหล่

"ว่าอย่างไรเล่า ขุนพลเส้า เจ้าดูให้ดีๆ นี่ใช่ภรรยาร่วมผูกผมของเจ้าหรือไม่ จุ๊ๆๆ ยอดพธูสคราญโฉมเยี่ยงนี้ ถ้าหลุดมือไปคงน่าเสียดายนัก"

ขุนพลหนุ่มชะงักงันไปชั่วขณะ ทว่าในดวงตาสีนิลยังคงเรียบเฉย ไม่อาจคาดเดาได้

เฉียวเจา ใช่ นั่นคือภรรยาของเขาจริงๆ!

จางอิงสงลูกน้องคนสนิทใต้บังคับบัญชาที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นเบาๆ "ท่านแม่ทัพ นะ..นั่น ฮูหยินของท่านนี่ขอรับ"

ขุนพลหนุ่มขบกรามแน่น มรรคาจักษุทอดไปยังสตรีที่ถูกแขวนอยู่เหนือประตูเมือง แววตาซับซ้อนทอดผ่านออกมาวูบหนึ่งแล้วก็กลืนหายไปในก้นบึ้งของดวงตา มือหนึ่งของเขากำบังเหียนแน่น อีกมือหนึ่งยกขึ้นโบกไปด้านหน้า เป็นสัญญาณให้เคลื่อนพลเดินหน้าต่อไป

"เจ้าคิดดีแล้วหรือ เพียงแค่เจ้ายอมถอยทัพ ข้ารับรองจะคุ้มครองความปลอดภัยของนาง หาไม่แล้ว ข้าจะให้นางเป็นผีเฝ้าประตูเมืองเอี้ยนเสียเดี๋ยวนี้!" เจิ้งหนานอ๋องแห่งเป่ยฉีเห็นขุนพลหนุ่มยังคงเคลื่อนพลรุกคืบเข้ามาจึงยกถ้อยคำข่มขู่

ความจริงแล้ว เขาเพียงแค่ต้องการใช้สตรีผู้นี้เป็นเครื่องถ่วงเวลาเท่านั้น อีกเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามกองกำลังเสริมน่าจะมาถึง ไม่คิดว่าบุรุษผู้นี้ถึงกับจะยอมสละสตรีของตนเองจริงๆเชียวหรือ?

ดรุณีน้อยจ้องมองไปเบื้องหน้า ราวกับอยากจะสบสายตากับสามีที่อยู่ไกลๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาแคว้นฉียกทัพมารุกรานหัวเมืองในแนวเขตชายแดนทางเหนือของต้าเหลียงมาโดยตลอด ในคืนวิวาห์เขายังไม่ทันเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวให้นางด้วยซ้ำ ก็มีราชโองการจากฮ่องเต้มาถึง เขาจึงต้องเร่งออกเดินทางตั้งแต่คืนนั้น นางยังจำคืนนั้นได้ดี

"ฝ่าบาทมีราชโองการ แคว้นฉีกำเริบเสิบสานส่งกำลังมาระรานหัวเมืองชายแดนทางเหนือ ชาวประชาเสียขวัญ เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า จึงทรงมีพระบัญชาให้ขุนพลพิทักษ์อุดร เส้าหมิงเสียงจัดเตรียมกำลังทหารเดินทางไปขึ้นไปปกป้องแนวเขตชายแดนเป็นการด่วน"

"เส้าหมิงเสียงน้อมรับราชโองการ" เสียงทุ้มต่ำหนักแน่นทรงพลังดังขึ้น น้ำเสียงของเขา สามีของนางยังตรึงอยู่ในใจของนางมาจนบัดนี้

ในคืนนั้นนางถูกพาตัวกลับไปยังห้องหอ แต่ไร้วี่แววของเจ้าบ่าว หลังจากรับราชโองการเขาก็หายไปเลย

เรื่องสมรสเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายจัดการไปตามความเหมาะสม ชื่อเสียงของเขาเป็นที่เลื่องลือ แต่นางก็ไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกับเขามาก่อน และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นใบหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีอย่างเต็มตา

การศึกครั้งนี้ยืดเยื้อมาถึงสองปีเต็มๆ ครานี้เมืองเอี้ยนถูกยึดครอง ประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกข่มเหงรังแก เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า เหล่าทหารหาญต้องพลีชีพสูญเสียเลือดเนื้อไปมากมายเท่าไรมิอาจคะเนได้ แล้วเขาจะยอมถอยทัพเพียงเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเช่นนั้นหรือ?

แม้นางจะเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ แต่นางก็มีความรักในชาติบ้านเมือง เขาและนางมีเพียงสถานะสามีภรรยาที่เป็นพันธะผูกพันปราศจากความรักหรือเยื่อใยใดๆ นางยอมสละชีวิตที่นี่ แต่ไม่ยอมให้เขาละทิ้งผืนแผ่นดินอย่างเด็ดขาด!

แววตาของนางเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ริมฝีปากคล้ายว่าจะขยับเหมือนอยากจะเอื้อนเอ่ยบางสิ่ง แต่กลับไร้สุ้มเสียง อากาศหนาวเยือกแล่นแปลบเข้าถึงกระดูกประกอบกับความอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะเปล่งออกมาสักเสียงหนึ่งยังมิอาจทำได้

ทันใดนั้นก็มีเสียงวัตถุหนึ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างดุดัน นางเหลือบตามองไปยังต้นทางของเสียง ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นเสียงดังฉึกก็ตามมา ความเจ็บปวดแล่นวาบเข้ามาอย่างเฉียบพลัน ลูกธนูปักเข้าที่กลางหน้าอกของนางพอดี

นางก้มลงมอง โลหิตสดๆพวยพุ่งจากหน้าอกของตนเองราวกับสายน้ำ นำความอุ่นร้อนเสี้ยวสุดท้ายกระจายหายไปกับสายลมอันหนาวเหน็บ หิมะสีขาวกลายเป็นสีเลือดแดงฉานอาบหน้าประตูเมืองเอี้ยน

นางยังไม่ทันเอ่ยปากฝากวาจาอันใดให้เป็นที่จดจำ สามีตัวดีก็ตัดสินชะตาชีวิตให้นางเรียบร้อย

ช่างบัดซบสิ้นดี!

และนั่นก็คือห้วงความคิดสุดท้าย ก่อนที่ลมหายใจของนางจะหมดลง

"ทะ...ท่านแม่ทัพ" ทหารใต้บังคับบัญชาที่อยู่ด้านข้างขุนพลหนุ่ม อดตะโกนร้องออกมาด้วยความตกใจไม่ได้ เหล่าทหารที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตะลึงเพริด

ท่านแม่ทัพลงมือปลิดชีพภรรยาด้วยธนูเพียงดอกเดียว!

ดวงตาพยัคฆ์หนุ่มมีเพียงความมุ่งมั่น เขาลดธนูลง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเน้นย้ำทุกถ้อยคำ ทุกประโยค ราวกับจะตอกตรึงวาจาให้ลึกลงไปถึงจิตวิญญาณ

"ข้า..เส้าหมิงเสียง ยอมสละได้ทุกสิ่งเพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน หัวใจข้ามีเพื่อต้าเหลียงเท่านั้น ทหารหาญของข้า นี่คือต้าเหลียงของเรา คนที่ถูกรังแกอยู่ในนั้นทุกคนล้วนเป็นพ่อแม่พี่น้องของเรา ถึงเวลาแล้วที่เราจะชิงเอาแผ่นดินที่รักของเราคืนมา ทหาร! บุกเข้าไป!"

.......

ต้นฤดูวสันต์ ปีหมิงคังที่ยี่สิบ เมืองเอี้ยนแห่งแคว้นต้าเหลียงถูกยึดคืนกลับมาได้ บุตรชายคนรองของจิ้งอานโหว จอมทัพพิทักษ์อุดร 'เส้าหมิงเสียง' มีความดีความชอบ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นกว้านจวินโหว นำชัยชนะกลับสู่เมืองหลวง

ภรรยาเอกสกุลเฉียวของกว้านจวินโหวสละชีวิตเพื่อแผ่นดิน โลหิตอุ่นอาบหน้าประตูเมืองเอี้ยนเป็นที่จดจำไปชั่วกาลนาน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 117 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #37 music25577 (@music25577) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 20:45

    ไม่ชอบพระดเอกเลย
    #37
    0