ตอนที่ 12 : ตอนที่ 10 พายเรือตามน้ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 75 ครั้ง
    16 ธ.ค. 61

"วันนี้พวกข้าสามคนจะไปศาลาว่าการเมืองเจิ้นเฟิงเพื่อติดตามคดีสกุลเฉียว เจ้าก็วาดภาพรออยู่ที่นี่ ข้าเตรียมอุปกรณ์ทั้งหมดไว้ให้แล้วอยู่ที่ศาลาในสวนสงบใจ วันนี้อากาศดี ไปวาดรูปที่นั่นคงช่วยให้ผ่อนคลาย หวังว่าข้ากลับมา เจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ อ่อ..และถ้าเจ้าหิวก็บอกกับพ่อบ้านหวัง ข้าสั่งให้เขาดูแลเรื่องอาหารการกินให้เจ้าแล้ว พวกข้ามีธุระต้องไปหลายที่ อาจจะกลับมืด ถ้าเจ้าง่วงก็นอนไปเลย ไม่ต้องรอพวกเรา" เซียวเจี้ยนเฉิงร่ายยาวเหยียดราวกับบิดาสั่งบุตรสาวก่อนจะออกจากบ้าน

"เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าดูแลตัวเองได้" เฉียวเจารับคำแข็งขัน ใจจริงนางอยากติดตามพวกเขาไปที่สุด แต่นางรู้ดีว่าคงไม่เหมาะสม ตอนนี้นางเป็นแค่คนนอก ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับสกุลเฉียว หากนางทำตัวอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปจะเป็นที่สงสัยได้ คอยติดตามอย่างเงียบๆจะดีกว่า

หลังจากที่ชายหนุ่มทั้งสามจากไปแล้ว เฉียวเจาก็หมุนกายเดินออกไปยังระเบียงด้านข้างที่เชื่อมต่อออกไปยังสวนสงบใจ  

คฤหาสถ์แห่งนี้เป็นที่พักส่วนตัวของสกุลเซียวในเมืองเจิ้นเฟิง หลายปีก่อนหลังจากที่เซียวเจี้ยนเฉิงเดินทางมาที่นี่ เขาก็ซื้อคฤหาสถ์หลังนี้ไว้สำหรับพักผ่อน

ใครๆก็รู้ว่าองค์หญิงหรงเหยาทรงมั่งคั่งมากเพียงใด กิจการร้านค้าไม่ว่าจะร้านอัญมณี ร้านแพรพรรณ โรงน้ำชากว่าครึ่งของเมืองหลวง ล้วนเป็นขององค์หญิงหรงเหยาทั้งสิ้น จึงไม่แปลกที่บุตรชายคนเดียวของนางจะใช้เงินเป็นเบี้ย แค่ภาพๆเดียวยังมีมูลค่าถึงหนึ่งพันตำลึง นางคิดถึงเบี้ยรายเดือนที่เจ้าของร่างเดิมที่เป็นถึงคุณหนูลูกภรรยาเอกได้รับ ยังได้แค่ห้าตำลึงเท่านั้น ได้เงินมามากมายขนาดนี้ นางคงวางแผนทำอะไรได้สะดวกขึ้น

คิดถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งเป็นมารดารองของบิดา และเป็นผู้อาวุโสที่สุดของบ้าน เหล่าบรรดาอี๋เหนียงของบิดา และพี่สาว น้องสาวมากมาย แล้วก็อดปวดหัวขึ้นไม่ได้

ชีวิตก่อนนางมีพี่น้องแค่สามคน บิดามีมารดาของนางเป็นภรรยาเพียงคนเดียว มีชีวิตที่สงบสุข แต่ชีวิตใหม่นี้น่าจะโกลาหลไม่น้อย อย่างไรนางก็ต้องเตรียมหาวิธีรับมือไว้ก่อน และที่สำคัญ นางจะต้องตามหาพี่ใหญ่ให้พบ หากซือซือยังมีชีวิตอยู่ พี่ใหญ่ต้องปกป้องนางได้อย่างแน่นอน

ระหว่างคิดไปเพลินๆ เฉียวเจาก็เดินมาถึงศาลาแปดเหลี่ยมข้างสวนสงบใจ แล้วก็ต้องตกตะลึงกับบรรยากาศอันรื่นรมย์ ต้นไผ่ถูกปลูกเรียงเป็นระเบียบตามแนวรั้วทั้งสองฟากฝั่ง ตรงกลางสวนเป็นหินภูเขาจำลองขนาดใหญ่เรียงเป็นชั้นมีม่านน้ำตกไหลลงมาในบึงน้ำสีเขียวมรกต ใบบัวกลมลอยเป็นแพเบียดเสียดอยู่เหนือผิวน้ำ

ศาลาสร้างจากไม้พะยูงสีแดงอมม่วง ต้นเสาทุกต้นแกะสลักลายสัตว์ต่างๆ งดงามวิจิตร เชิงด้านบนสี่ด้านแขวนกระดิ่งลม ยามที่ลมอ่อนๆพัดมาเสียงกระดิ่งลมดังประสานกันราวกับเสียงดนตรีที่ไพเราะ  ที่โต๊ะหินอ่อนกลางศาลา อุปกรณ์สำหรับวาดภาพถูกเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน มีกระดาษเสวียนชั้นดี พู่กันวาดภาพทั้งทำจากขนกระต่าย ขนเสือดาว ขนม้าลาย ด้ามพู่กันเป็นหยกนิลชั้นดีมีหลายขนาด แท่งหมึก จานหินแกะสลักลายพยัคฆ์ ที่ทับกระดาษหยกขาวรูปกระต่าย 


ของทุกสิ่งล้วนเป็นของล้ำค่า 'ช่างสมเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวขององค์หญิงหรงเหยาโดยแท้' เฉียวเจาคิดในใจ แล้วนางก็หยิบกระบอกที่ใส่ม้วนภาพของบิดาขึ้นมาเปิดออก แล้วหยิบม้วนภาพคลี่ออกมาดู ภาพวาดถูกกรุบนผ้าไหมเนื้อดีสีม่วงปักดิ้นลายสีทอง นางทอดสายตามองไปบนผืนภาพ สายตาค่อยๆดำดิ่งลึกลงไป

........

"ท่านพ่อวาดรูปสวยจัง เจาเจาอยากวาดรูปสวยๆได้แบบท่านพ่อบ้าง" เด็กหญิงวัยสี่ขวบหน้ากลมป้อมแก้มแดงราวผลท้อสุก ดวงตากลมโตบริสุทธิ์สดใส แววตาวิบวับเหมือนดวงดาวยามค่ำคืน จมูกเล็กๆโด่งเชิดรั้น รับกับริมฝีปากสีผลอิงเถา ยืนอยู่บนเก้าอี้เตี้ย เอามือเท้าคางเกาะโต๊ะของบิดา เอียงคอไปมาพูดเสียงเจื้อยแจ้ว

"เจาเจา ภาพสวยๆวาดไม่ยาก เพียงแค่เจ้าฝึกฝนสม่ำเสมอ ก็สามารถวาดภาพที่สวยงามออกมาได้  แต่ภาพที่งดงามอย่างแท้จริง คือภาพที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณสูงส่ง โน้มนำให้ผู้คนเข้าถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่ง เจ้าต้องผนึกจิตใจลงไปที่ปลายพู่กัน ทุกคมเส้นที่ตวัดวาดคือจิตวิญญาณของเจ้า หากเจ้าทำได้ ภาพที่เจ้าวาดออกมา ก็จะออกมาสมบูรณ์ที่สุด " 


"ภาพวาดจะเป็นเพียงแค่ภาพธรรมดาหากปราศจากหัวใจและปณิธานอันสูงส่งของผู้วาด เจ้าสามารถนำพาผู้คนท่องเที่ยวไปในอีกโลกหนึ่งที่อาจมีจริง หรือไม่มีจริง ภาพวาดสามารถใช้ทั้งโน้มนำ ชักจูง บอกเล่า หรือแม้กระทั้งลวงล่อ ทำได้สารพัด เจ้าจงตั้งใจร่ำเรียนสิ่งที่พ่อสอน แล้ววันหนึ่งเจ้าอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน เข้าใจหรือไม่"


"เจาเจา เข้าใจเจ้าค่ะท่านพ่อ" สาวน้อยตอบเสียงดังฟังชัด ยิ้มหวานให้ผู้เป็นบิดาจนตาหยี น่ารักน่าเอ็นดู

มืออบอุ่นของผู้เป็นบิดาลูบลงบนเรือนผมนุ่มของธิดาตัวน้อยอย่างรักใคร่ สายตาอบอุ่นราวกับสายลมวสันต์เดือนสามของบิดายังตราตรึงอยู่ในหัวใจของเฉียวเจามาจนถึงบัดนี้

"ท่านพ่อ......" มือน้อยๆขาวราวเนื้อหยกเนียนละเอียดแตะเบาๆบนผืนภาพ ดวงตาซ่อนความปวดร้าวไว้ไม่มิด

ไม่นานนัก นางก็ถอนตัวออกมาจากภวังค์แห่งความทรงจำในอดีต แล้วพิจารณาทุกรายละเอียดบนภาพวาดอีกครั้ง แต่แล้วก็กลับมีสีหน้าประหลาดใจ ภาพนี้เป็นภาพฝีมือบิดาไม่ผิด แต่เหตุใดกลับไม่มีตราประทับของบิดา ปรกติทุกครั้งหลังจากวาดภาพเสร็จ บิดาจะประทับตราสัญลักษณ์ไว้ที่รูปภาพเสมอ แต่ไยรูปนี้จึงไม่มี? หรือว่าบิดาจะลืม?

แต่ถึงกระนั้น เฉียวเจาก็มิได้ติดใจสงสัยมากมาย ยิ่งไม่มีตราประทับแบบนี้ ก็ยิ่งง่ายสำหรับนาง เฉียวเจายิ้มบางๆ แล้วลงมือเริ่มต้นงานชิ้นแรกหลังจากฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่อย่างตั้งใจ แววตาของนางสงบนิ่งเหมือนก้นทะเลสาบ ทันทีที่ปลายพู่กันจรดลงบนกระดาษ นางก็เหมือนดำดิ่งอยู่อีกโลกหนึ่งที่มีเพียงนางเท่านั้น

...................



ณ ศาลาว่าการเมืองเจิ้นเฟิง

โอวหยางจวินเจ้าเมืองเจิ้นเฟิงทราบข่าวว่าเซียวเจี้ยนเฉิงทายาทผู้สืบทอดจิ้นกั๋วกงจะมาจึงออกมาต้อนรับพร้อมกับผู้ช่วยจางเผยจิ่ง และหัวหน้ามือปราบฮั่วเสียน แม้ว่าคุณชายผู้นี้จะไม่มีตำแหน่งราชการใดๆ แต่เป็นถึงพระภาคิไนย (หลานลูกของพี่สาวหรือน้องสาว)ขององค์จักรพรรดิหมิงคัง เขาก็มิอาจละเลยได้

"ใต้เท้าโอวหยาง" เซียวเจี้ยนเฉิง หยางเอ้อร์ และเฉินอู่ ประสานมือคารวะตามมารยาท

"คุณชายเซียวให้เกียรติมาเยือน ขุนนางผู้น้อยอย่างข้ารู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ท่านจิ้นกั๋วกงสบายดีหรือไม่?"

"ท่านพ่อสบายดี ใต้เท้าโอวหยางก็ยังดูหนุ่มแน่นไม่เปลี่ยนแปลง"

"คุณชายล้อเล่นแล้ว ตาแก่อย่างข้าก็เหมือนไม้ผุๆ กรำแดดกรำฝนอยู่เจิ้นเฟิงมาสิบกว่าปี ไหนเลยจะแข็งแรงหนุ่มแน่นแบบท่านจิ้นกั๋วกงได้ ข้างนอกอากาศเย็น พวกเราไปคุยกันข้างในเถิด ขอเชิญคุณชายและสหายทางนี้"

เจ้าเมืองโอวหยางจวินพาทุกคนไปยังห้องรับรองแขกด้านใน สองวันมานี้เขาแทบไม่ได้กินไม่ได้นอนจนขอบตาคล้ำ ผมหงอกเพิ่มขึ้นหลายเส้น เพราะยุ่งอยู่กับการสะสางคดีสกุลเฉียว  ที่ส่อเค้าไม่ราบรื่นอย่างที่คิด 

"หากข้าเดาไม่ผิด ที่คุณชายมาวันนี้ก็คงเพราะเรื่องการตายของครอบครัวสกุลเฉียวกระมัง?" ใต้เท้าโอวอย่างเอ่ยขึ้น

"หามิได้ วันนี้ข้าตั้งใจมาคารวะเยี่ยมเยือนใต้เท้าโอวหยางโดยตรง ส่วนเรื่องสกุลเฉียว ข้าเองก็ยอมรับว่าตกใจไม่น้อย เดิมทีตั้งใจมาท่องเที่ยวพักผ่อนกับสหายที่เจิ้นเฟิง เมื่อวานเดินทางมาถึงจึงถือโอกาสแวะไปคารวะท่านเฉียว ไม่คิดว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้เข้า" เซียวเจี้ยนเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ สีหน้าสงบนิ่ง

ความจริงวันนี้เขาตั้งใจจะมาสอบถามความคืบหน้าของคดี แต่เนื่องจากยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้มีตื้นลึกหนาบางอย่างไร จึงยังไม่กล้ากระโตกกระตากถามเข้าไปทีเดียว

"คดีของครอบครัวสกุลเฉียวมีความลึกลับซับซ้อนกว่าที่เห็นด้วยตา ตอนนี้ข้าเองก็พยายามสืบหามูลความจริงอยู่"

"เรื่องนี้ท่านแจ้งข่าวไปยังจวนจิ้งอานโหวหรือยัง?" เซียวเจี้ยนเฉิงถามขึ้น

"เนื่องจากเรื่องค่อนข้างกะทันหัน ข้าจึงยังมิได้แจ้งข่าวไป แต่คิดว่าภายในวันสองวันนี้จะให้ม้าเร็วจดหมายไปที่นั่น" ใต้เท้าโอวหยางตอบไปตามตรง

"ท่านเฉียวเป็นพ่อตาของขุนพลเส้าหมิงเสียง แม้ว่าตอนนี้เขาอาจจะยังไม่กลับเมืองหลวง แต่อย่างน้อยก็ควรแจ้งข่าวให้จวนจิ้งอานโหวทราบโดยเร็ว" เซียวเจี้ยนเฉิงกล่าวเรียบๆ "แล้วศพทั้งสามศพที่คาดว่าเป็นใต้เท้าเฉียว ฮูหยิน และบุตรีมิทราบว่าตอนนี้อยู่ที่ใด?"

"ศพทั้งสามบรรจุโลงส่งมาเก็บไว้ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"

"พิสูจน์แน่ชัดแล้วหรือว่าเป็นท่านเฉียว ฮูหยิน และบุตรีจริงๆ?"

"มือปราบฮั่วได้ตรวจสอบจากแหล่งที่มาของหยกทั้งสามที่พบในตัวศพแล้ว พบว่าเป็นหยกที่ท่านเฉียวสั่งทำพิเศษมาจากหออัญมณีของคหบดีตระกูลซ่ง สำหรับตนเอง และมอบให้แก่ฮูหยิน คุณชาย และคุณหนูทุกคน ดังนั้นทั้งสามศพจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นท่านเฉียว เกาฮูหยิน และบุตรีคนเล็กจริงถึงเก้าในสิบส่วน"

"ได้ยินมาว่ามีบุคคลที่หายไปสามคน..." เซียวเจี้ยนเฉิงเปรยขึ้น พลางยกถ้วยชาขึ้นดื่ม มิได้แสดงท่าทีสนใจมากนัก

"จากการตรวจสอบ พบว่ามีบุคคลที่หายไปสามคน แต่เรายังไม่อาจตรวจสอบได้ว่าเป็นผู้ใด"

"คนที่หายไปน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คดีนี้คลี่คลายได้ แล้วก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องมีใครที่เข้าออกจากบ้านผิดปรกติหรือไม่?"

"จากคำให้การของชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้น ก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่อง มีเพียงคุณชายเฉียวอวี้หลางกับบ่าวคนหนึ่งคนออกไปทำธุระนอกเมืองอยู่หลายวัน แต่พอกลับมาได้เพียงสามวันก็เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น"

"แล้วใต้เท้าคิดจะจัดการกับศพของท่านเฉียว ฮูหยิน และบุตรีอย่างไร?"

"เรื่องนี้......" ใต้เท้าโอวหยางถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวต่อ "เนื่องจากยังไม่ปิดคดี และยังมิได้แจ้งให้เครือญาติของผู้ตายรับทราบ พิธีศพของใต้เท้าเฉียว ฮูหยิน และบุตรีจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่อย่างไรข้าจะแจ้งข่าวไปยังจวนจิ้งอานโหว และจวนสกุลเกาบ้านมารดาของเกาฮูหยินที่เมืองหลวง ส่วนบ่าวไพร่คนอื่นๆในเรือนที่เสียชีวิต หลังจากหาข้อสรุปได้ก็คงจัดการฝังศพตามประเพณีให้ตามสมควร"

"ใต้เท้าโอวหยางต้องลำบากแล้ว" เซียวเจี้ยนเฉิงกล่าว

"มิได้ มิได้ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของขุนนางอย่างข้าอยู่แล้ว จริงสิ ไหนๆคุณชายและสหายก็มาถึงที่นี่แล้ว ให้ข้าเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารสักมื้อได้หรือไม่"

"ใต้เท้าโอวหยางมีกิจธุระที่ต้องจัดการสะสางมากมาย พวกเราเพียงแค่มาท่องเที่ยว จึงมิกล้ารบกวน อ่อ ข้าเกือบลืม ได้ยินมาว่าใต้เท้าโอวหยางชื่นชอบการดื่มชา พอดีข้าได้ชาหลงจิ่งชั้นยอดมาจากหังโจว จึงนำมาฝากให้ใต้เท้าโอวหยางได้ชิม "

"เกรงใจ เกรงใจ เพียงแค่คุณชายมาเยี่ยมเยียน ตาแก่อย่างข้าก็รู้สึกปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งแล้ว" เจ้าเมืองโอวหยางจวินแสดงท่าทีเกรงใจ แต่ก็รับใบชาไว้ด้วยความยินดี

"หากคุณชายต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็สามารถแจ้งผู้ช่วยจาง หรือหัวหน้ามือปราบฮั่วได้ ไม่ต้องเกรงใจ"

"เช่นนั้นพวกเราต้องขออำลาก่อน" พูดจบ เซียวเจี้ยนเฉิง และสหายทั้งสองก็ประสานมือคารวะ แล้วเดินออกไป

หลังจากที่ทั้งสามคุณชายจากไปแล้ว เจ้าเมืองโอวหยางจวินก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น สายตาเย็นเยียบยากจะคาดเดา

"ใต้เท้าขอรับ เรื่องนี้...ไม่น่าจะจบได้ง่าย ตอนนี้มีผู้รู้เรื่องเพิ่มขึ้น การปิดคดีของเราก็ยิ่งลำบาก" ผู้ช่วยจางเผยจิ่งกล่าวขึ้น สีหน้าหนักใจ

"หากพวกเขาไม่ยื่นมือเข้ามาสอด เหตุการณ์คงไม่ยุ่งยากเหมือนอย่างตอนนี้ ตอนนี้พวกเราคงได้แต่พายเรือตามน้ำไปก่อน " 

......................

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 75 ครั้ง

0 ความคิดเห็น