ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,579 Views

  • 42 Comments

  • 432 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    5,579

ตอนที่ 11 : ตอนที่ 9 การตัดสินใจของเฉียวเจา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 864
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 77 ครั้ง
    15 ธ.ค. 61

ตลอดทางที่กลับจากป่าเหมยสกุลเฉียว เฉียวเจาก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ในหัวใจไร้ก้นบึ้ง ทำใจไม่ได้กับความจริงที่เกิดขึ้น

แต่อย่างน้อย นางก็มีความมั่นใจว่าพี่ชายยังไม่ตาย ส่วนศพของเด็กสาวคนนั้น ไม่ใช่ซือซือแน่นอน ซือซือไม่เคยขาหัก อาจจะเป็นเด็กรับใช้คนใดคนหนึ่งในบ้าน แต่เหตุใดนางจึงมีป้ายหยกของซือซืออยู่ครึ่งหนึ่ง? เป็นไปได้หรือไม่ว่าพี่ใหญ่จะช่วยซือซือออกไปได้ แล้วอีกคนหนึ่งที่รอดชีวิตไปได้คือใคร จะใช่คนร้ายที่นำหายนะมาสู่ตระกูลเฉียวหรือไม่? และมีเหตุผลใดจึงทำเช่นนั้น

ท่านปู่และท่านพ่อไม่เคยสร้างศัตรูที่ไหน ตลอดชีวิตทำแต่คุณงามความดี ท่านปู่รับใช้ราชสำนักมาเกือบทั้งชีวิต ไม่เคยแสวงหาลาภยศ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ท่านพ่อและพี่ชายก็มิได้รับราชการ

ก่วงเหวินถังเป็นหนึ่งในกิจการของตระกูลในเมืองหลวงซึ่งเป็นกิจการที่บิดารักมากที่สุด ตัวนางเองก็เรียนวาดภาพ เขียนอักษรจากบิดา และท่านปู่ ภาพหลายๆภาพที่ขายในก่วงเหวินถังก็เป็นผลงานของนาง แต่กิจการที่เป็นหัวใจหลักของสกุลเฉียวคือการผลิตกระดาษ

กระดาษเซวียนที่ตระกูลของนางผลิตขึ้นมีความนุ่มดูดซึมน้ำหมึกได้ดี และบิดามีเคล็ดลับที่ทำให้กระดาษไม่เหลืองเร็วเกินไป จึงเป็นที่นิยมกันในกลุ่มคนตระกูลสูง กระดาษที่ใช้ในวังหลวงก็ล้วนมาจากโรงกระดาษสกุลเฉียว

ในเมื่อทุกอย่างที่นางผูกพันล้วนสูญสลายไปหมดแล้ว พี่ชายก็ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร ตัวนางคงต้องยอมรับชะตากรรม และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานะของคุณหนูสามสกุลหลิน 'หลินเจา' บุตรสาวลูกภรรยาเอกของรองเสนาบดีกรมขุนนางหลินหย่งชาง กลับไปเมืองหลวงครานี้ทุกอย่างคงต้องเปลี่ยนไป 




"เสี่ยวหลิน เจ้าคิดอะไรอยู่ ตั้งแต่กลับจากป่าเหมยสกุลเฉียวเจ้าก็ไม่พูดไม่จา หรือว่ายังตกใจไม่หายอีก" หยางเอ้อร์ถามขึ้น


"ข้าแค่รู้สึกหดหู่ใจ สงสารคนสกุลเฉียว ไม่น่าต้องมาพบชะตากรรมที่โหดร้ายเช่นนี้เลย" เฉียวเจาตอบ

"นี่นับเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ร้ายแรงที่สุดของเมืองเจิ้นเฟิงในรอบสิบปีทีเดียว เหล่าเซียว เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป ท่านเฉียวมาประสบชะตากรรมเช่นนี้ เป้าหมายที่พวกเรามาที่นี่ก็นับว่าสูญเปล่า" เฉินอู่หันไปหาเซียวเจี้ยนเฉิง

"เฮ้อ....ข้าคิดจะรอฟังเหตุการณ์อยู่ที่นี่ต่อสักสองสามวัน ส่วนเรื่องรูปภาพนั้นก็ช่างมันเถิด อย่างมากข้าโดนท่านแม่ตำหนิสักสองสามยก ไม่ได้หนักหนาอะไร" เซียวเจี้ยนเฉิงกล่าวอย่างจนใจ

"เรื่องนี้ต้องโทษข้าเอง หากวันนั้นข้าไม่เมา ไม่เผลอทำภาพของท่านป้าเสียหาย เจ้าคงไม่ต้องถ่อเดินทางมาไกลถึงที่นี่" หยางเอ้อร์ใบหน้าเจื่อนลง กล่าวอย่างรู้สึกผิด

"เรื่องนี้พวกเราล้วนมีส่วนผิด แต่มันก็ผ่านไปแล้ว อย่าเอ่ยถึงอีก ตอนนี้ท่านเฉียวก็ไม่อยู่แล้ว ภาพวาดนั่นก็ถือเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของท่าน หากไม่มีตำหนิเสียหายแล้วคุณค่าย่อมมากมายมหาศาล น่าเสียดายแท้ๆ" เซียวเจี้ยนเฉิงได้แต่ปลอบใจตนเอง แต่พอคิดถึงเวลาที่มารดาโกรธแล้วก็อดหนาวๆร้อนๆไม่ได้  มีแต่บิดาผู้เดียวที่เอามารดาอยู่ กลับจากเจิ้นเฟิงครานี้เขาคงต้องเตรียมยอดสุราไปกำนัลบิดาให้ช่วยเป็นหนังหน้าไฟเสียหน่อย 

เฉียวเจาได้ยินพวกเขาคุยกันถึงภาพวาดของบิดาตนก็หูผึ่ง รีบเอ่ยขึ้นทันที

"ขอข้าดูภาพๆนั้นได้หรือไม่?"

เซียวเจี้ยนเฉิงมองนางอย่างประหลาดใจ "เจ้าก็ชอบภาพวาดอย่างนั้นรึ"

"ไม่เพียงแต่ชื่นชอบ ข้ายังโปรดปรานศิลปะการวาดภาพที่สุด ผลงานของท่านเฉียวถือเป็นสิ่งล้ำค่า ข้าอยากจะขอชมเป็นบุญตาสักครั้ง" เฉียวเจาดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที ความหม่นเศร้าเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง

"ได้ รออยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้าจะไปหยิบมา"

ไม่นานนักเซียวเจี้ยนเฉิงก็ถือม้วนภาพออกมา วางไว้บนโต๊ะกลางห้องโถง เมื่อคลี่ม้วนกระดาษกางออกก็เห็นเป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาแม่น้ำขนาดใหญ่ คือความงดงามของวสันตฤดู ลายเส้นงดงามกลมกลืนราวกับมีชีวิต เป็นทิวทัศน์ของแม่น้ำฉางเจียงในฤดูใบไม้ผลิ สายน้ำไหลรินจากด้านบนขวามาตรงกลาง มหานทีเต็มไปด้วยเกลียวคลื่นม้วนเล็กๆ นาวาลำใหญ่ล่องอยู่กลางแม่น้ำ มีสะพานน้อยๆ กระท่อมชาวบ้าน เด็กๆสองสามคนเล่นปั่นจิ้งหรีด แต่เสียดาย ที่มุมขวาด้านล่างกลับเป็นด่างดวงจนมองไม่ชัดว่าเป็นภาพอะไร เป็นตำหนิเดียวที่ทำให้ภาพนี้ดูด้อยลงไปถนัดตา

"เดิมทีข้าตั้งใจว่าจะมารบกวนใต้เท้าเฉียว ช่วยแก้ไขภาพนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นก่อน" เซียวเจี้ยนเฉิงถอนหายใจด้วยความรู้สึกจนใจ

"การแก้ไขรูปภาพ ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่ว่าต้องอาศัยความชำนาญ แต่ถึงอย่างไร รูปที่ออกมาก็ไม่มีทางจะกลับไปเป็นแบบเดิมได้ การวาดขึ้นมาใหม่ย่อมจะง่ายกว่า" เฉียวเจาพูดไปตามความคิดของตน

"พูดน่ะง่าย แต่ตอนนี้คนวาดไม่อยู่แล้ว จะหาใครมาวาดได้อีก อีกอย่างรูปในส่วนที่เสียหายมีเพียงพวกข้า ท่านแม่ และคนอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยเห็น การจะหาบุคคลที่สามารถวาดรูปออกมาให้เหมือนเดิมได้ หายากยิ่งกว่า งมเมล็ดทรายในทะเลเสียอีก"

"แล้วถ้ามีคนทำได้ ท่านจะตอบแทนเขาอย่างไร?" เฉียวเจาถาม

"พันตำลึง ถ้าใครสามารถวาดภาพนี้ออกมาได้ข้าให้พันตำลึงเลย" เซียวเจี้ยนเฉิงตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

พันตำลึง! น่าดึงดูดไม่น้อย ดวงตาของเฉียวเจาเปล่งประกายออกมาแวบหนึ่ง ในสภาวะถังแตกไม่มีเงินติดกายแม้แต่อีแปะเดียว แค่ร้อยตำลึงนางก็ยอมวาดภาพให้แล้ว แต่ในใจส่วนลึก นางอยากได้ภาพวาดภาพนี้ ที่เป็นเหมือนสมบัติชิ้นสุดท้ายของบิดามากกว่า

"ข้าจะลองวาดดู" เสียงใสของสาวน้อยกล่าวอย่างมั่นใจ ชายหนุ่มทั้งสามหันมามองนางเป็นตาเดียว

"เจ้ารู้หรือว่าจุดที่หายไปคือรูปอะไร? ขนาดพวกเราเคยเห็นมาก่อนยังวาดไม่ได้เลย" หยางเอ้อร์ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ

"ก็ไม่น่าจะเดายาก ภาพวาดของท่านเฉียวในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ล้วนเป็นภาพธรรมชาติ องค์ประกอบรายละเอียดมากมาย แต่ถ้าพิจารณาสิ่งที่ขาดหายไป และสิ่งนี้ก็ทำให้ภาพนี้สมบูรณ์ที่สุด ข้าเดาว่าเป็นรูปนกเป็ดน้ำยวนยางคู่เล่นน้ำอยู่ท่ามกลางกอบัวชูช่อไสว ข้าเดาถูกต้องหรือไม่?" เฉียวเจากล่าวพลางอมยิ้มน้อยๆ

บิดาวาดภาพอะไรลายเส้นแบบไหน นางย่อมกระจ่างชัด สีครามย่อมมาจากต้นครามแต่เมื่อย้อมซ้ำๆก็ย่อมเข้มกว่าต้นคราม ภาพวาดของบิดาเป็นต้นแบบให้นางฝึกฝนนับครั้งไม่ถ้วน ต่อให้ปิดตาวาด นางก็สามารถวาดออกมาได้เหมือนราวกับพิมพ์เดียวกัน

เซียวเจี้ยนเฉิงตะลึงเพริดไปชั่วขณะ หว่างคิ้วขมวดเป็นร่องลึกรูปตัวชวน 川 แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

"เสี่ยวหลิน เจ้าเป็นใครกันแน่ เจ้ารู้จักภาพนี้ได้อย่างไร ภาพนี้เป็นภาพพิเศษที่ไม่มีคนนอกเคยเห็นมาก่อน หรือเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับสกุลเฉียว?"

"จุ๊ๆๆ พี่เซียวใจเย็นๆ ฟังข้าอธิบายให้จบก่อน ใครๆก็รู้ว่าท่านเฉียวกับเกาฮูหยินผู้เป็นภรรยามีความรักลึกซึ้งต่อกันเพียงไร โดยทั่วไปแล้วคหบดี หรือขุนนางสูงศักดิ์ล้วนมีสามภรรยาสี่อนุเพื่อเสริมบารมีแทบทั้งสิ้น แต่คนตระกูลเฉียว ตั้งแต่ใต้เท้าเฉียวลงมา ล้วนมีภรรยาเดียว ภาพวาดจำนวนไม่น้อยของท่านเฉียวในช่วงห้าปีให้หลังก็ล้วนเป็นภาพนกเป็ดน้ำยวนยาง ดังนั้นข้าจึงคาดเดาได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกต้องพอดี" เฉียวเจากล่าวอย่างลื่นไหล ดวงตาสดใส ยิ้มเจ้าเล่ห์

"ถึงจะเดาถูก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะวาดออกมาได้ ถึงวาดออกมาได้ ก็ใช่ว่าจะงดงามเหมือนกับภาพดั้งเดิมได้" เซียวเจี้ยนเฉิงกล่าวดักคอ

"หากข้าสามารถวาดรูปนี้ออกมาได้ไม่ผิดเพี้ยน.... ข้าจะขอรูปนี้เก็บไว้เป็นที่ระลึกได้หรือไม่?" เฉียวเจาถามหยั่งเชิง

เซียวเจี้ยนเฉิงขมวดคิ้วแน่น เขาย่อมไม่เชื่อว่าเด็กสาวตัวยังสูงไม่ถึงหน้าอกของเขาที่ยืนอยู่ต่อหน้าผู้นี้ จะสามารถวาดภาพออกมาได้อย่างที่นางอวดอ้าง แต่ก็ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ดวงตาของนางที่มองเขาทำให้เขารู้สึกว่านางทำอย่างที่พูดได้จริงๆ ฝีมือการเล่นหมากล้อมของนาง เขาได้เปิดหูเปิดตามาแล้ว เด็กสาวคนนี้จะทำให้เขาได้ประหลาดใจอีกครั้งหรือไม่?

"ได้ ข้ารับปากเจ้า ถ้าเจ้าทำได้ข้าจะให้เงินเพิ่มอีกพันตำลึงด้วย" เซียวเจี้ยนเฉิงตัดสินใจทันที เงินหนึ่งพันตำลึงสำหรับเขาถือเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เขาอยากเห็นจริงๆ ว่านางจะทำได้อย่างที่กล่าวไว้หรือไม่

"ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ และหากข้าทำอย่างที่พูดไม่ได้ ข้ายอมเป็นบ่าวรับใช้พวกท่านจนกระทั่งกลับถึงเมืองหลวงเลย" เฉียวเจาเป็นคนแบบนี้เอง นางไม่เคยเอาเปรียบใคร ตรงไปตรงมาสง่าผ่าเผย

"เสี่ยวหลิน เจ้าเป็นสตรีมิใช่รึ" เฉินอู่พูดล้อเล่นพลางหัวเราะ ทุกคนก็เลยพลอยหัวเราะครืนตามกันไป ลืมความทุกข์ใจที่เพิ่งประสบมาไปชั่วขณะ ชีวิตคนเราก็อย่างนี้เอง ทุกข์หรือสุขอยู่แค่ที่ใจ

...........................

เสียงห้อม้าควบตะบึงมาแต่ไกล พัดเอาฝุ่นคลุ้งตลบทิ้งอยู่ด้านหลัง มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเมือง บุรุษร่างสูงใหญ่ผิวสีทองแดงในชุดเกราะอ่อนสีดำกระโดดลงจากหลังม้า ทหารเฝ้าประตูเมืองสองคนเดินเข้ามาขวางไว้

"ประตูเมืองปิดแล้ว จะเข้าเมืองค่อยมาใหม่พรุ่งนี้เช้า"

บุรุษผู้นั้นจ้องพวกเขาด้วยสายตาเยียบเย็น สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต ก่อนจะล้วงแผ่นป้ายจากหน้าอกออกมาแสดง ทันทีที่ทหารเฝ้าประตูเมืองเห็นแผ่นป้าย ทีท่าก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อม แล้วรีบไปเปิดประตูเมืองทันที

หลังจากที่บุรุษผู้นั้นควบม้าเข้าเมืองไปแล้ว ทหารเฝ้าประตูที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ถามผู้เป็นหัวหน้า "หัวหน้า คนผู้นั้นเป็นใครหรือขอรับ?"

"คนผู้นั้นไม่ธรรมดา รู้ให้น้อยๆ แล้วจะรักษาชีวิตไว้ได้ยาวนาน ไปทำงานๆ" ผู้เป็นหัวหน้าพูดอย่างรำคาญ

ณ ห้องโถงประดับประดาอย่างหรูหรา หนึ่งบุรุษสวมหน้ากากปิดครึ่งหน้าอาภรณ์หรูหราสีดำ กำลังดื่มสุราอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่โต๊ะเตี้ยกลางห้อง สองข้างซ้ายขวาขนาบด้วยสตรีรูปร่างอรชรสองนางในชุดผ้าโปร่งสีชมพูอ่อน บางเบาจนมองเห็นเรือนร่างเย้ายวน คนหนึ่งป้อนสุรา อีกคนคอยนวดแขนนวดขาพะเน้าพะนอใกล้ชิด

เมื่อเห็นผู้มา บุรุษสวมหน้ากากผู้นั้นก็โบกมือไล่สตรีสองคนออกไปก่อน แต่ในมือของเขาก็ยังถือจอกเหล้า นั่งเอกเขนกในท่วงท่าเกียจคร้าน แล้วถามขึ้นอย่างสบายๆราวกับถามถึงดินฟ้าอากาศ

"สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"

"รายงานนายท่าน หลังจากบ้านสกุลเฉียวเกิดไฟไหม้ ก็มีบุรุษสามคน กับสตรีปลอมบุรุษหนึ่งคนมาที่บ้านสกุลเฉียว หนึ่งในสามบุรุษเป็นซื่อจื่อของจวนจิ้นกั๋วกง ส่วนสตรีปลอมบุรุษนางนั้นอายุราวสิบสามปี"

"ซื่อจื่อจิ้นกั๋วกง เซียวเจี้ยนเฉิงน่ะหรือ? พวกเขามาทำไมกัน?" บุรุษสวมหน้ากากถามขึ้น

"เห็นว่ามาเยี่ยมคารวะท่านเฉียวจงซิ่นขอรับ ตอนนี้พวกเขาพักอยู่ที่คฤหาสถ์ส่วนตัวทางตะวันออกของเมืองเจิ้นเฟิง ได้ยินมาว่าจะอยู่ที่เจิ้นเฟิงอีกสองสามวัน"

"จับตาดูพวกเขาไว้ สืบมาให้ละเอียดว่าแต่ละคนเป็นใคร มีความสัมพันธ์กับสกุลเฉียวอย่างไร"

"ขอรับ!"

สายตาของบุรุษลึกลับเย็นเยียบ งานที่ได้รับมอบหมายครั้งนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด ของสิ่งนั้นต้องหาให้เจอ ไม่ว่าใครจะยิ่งใหญ่แค่ไหนหากมาขัดขวางจะต้องกำจัดให้หมด!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 77 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #18 insogood (@insogood) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 07:13

    รอนะคะ

    #18
    0