ดวงใจยอดขุนพล

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 5,554 Views

  • 42 Comments

  • 433 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    33

    Overall
    5,554

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 8 การตายที่เป็นปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 903
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    14 ธ.ค. 61

"อยู่ดีๆไฟไหม้ได้อย่างไร ช่วงนี้ก็มิใช่หน้าแล้ง น่าแปลกจริงๆ" เซียวเจี้ยนเฉิงถอนหายใจยาว สีหน้าครุ่นคิด อย่างไรระหว่างสกุลเฉียวกับจวนจิ้นกั๋วกงก็มีสัมพันธ์อันดีกันมายาวนาน เขาก็อดรู้สึกหดหู่ขึ้นมาไม่ได้

"ข้าจะอยู่ที่นี่ต่อสักสองสามวัน ไหว้วานมือปราบฮั่วช่วยเป็นธุระให้คนส่งจดหมายของข้าไปยังจวนจิ้นกั๋วกงได้หรือไม่"

"ได้ขอรับ" หัวหน้ามือปราบฮั่วเสียนรับคำ แล้วก็พลันนึกอะไรได้จึงถามขึ้น "คุณชายจะให้ข้าน้อยแจ้งแก่ท่านเจ้าเมืองด้วยไหมขอรับ"

เซียวเจี้ยนเฉิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบไปว่า "พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปเยี่ยมท่านเจ้าเมืองด้วยตัวเอง"

"ขอถามท่านหัวหน้ามือปราบ ไม่ทราบว่าจะมีการชันสูตรศพหรือไม่?" เฉียวเจาถามขึ้น

มือปราบฮั่วมองไปทางเด็กหนุ่ม "คุณชายท่านนี้......."

"เขาเป็นญาติห่างๆของข้าเอง" เซียวเจี้ยนเฉิงจำเป็นต้องอ้างไปก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยาก

"ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการสอบสวน พวกเราย่อมทำงานสุดกำลังไม่หละหลวมแน่นอนขอรับ" มือปราบฮั่วกล่าวอย่างหนักแน่น

ขณะนั้นเองก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน "ใต้เท้าฮั่ว ตอนนี้คนของเราลำเลียงศพออกมาครบถ้วนแล้วขอรับ"

"รู้แล้ว ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้" ฮั่วเสียนหันมาหาเซียวเจี้ยนเฉิง "คุณชายจะตามไปดูด้วยกันไหมขอรับ"

เซียวเจี้ยนเฉิงพยักหน้า "ท่านนำทางไปเถอะ" แล้วหันมาพูดกับเฉียวเจา "เจ้าไหวหรือไม่? ถ้าไม่ไหวไปยืนคอยด้านหลัง เดี๋ยวข้าเสร็จธุระแล้วจะไปหา"

"ข้าไหว" เฉียวเจาตอบเสียงหนักแน่นสีหน้าจริงจัง เซียวเจี้ยนเฉิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อครู่นางทำท่าคล้ายว่าตกใจหวาดกลัวจนแทบเป็นลมมิใช่หรือ เหตุใดจู่ๆจึงหาญกล้าขึ้นมาได้ แต่เขาไม่มีเวลามาคิดอะไรมากจึงหมุนกายเดินตามหัวหน้ามือปราบฮั่วเสียนไป

เมื่อมาถึงลานกว้างด้านหน้า ก็เห็นหยางเอ้อร์และเฉินอู่รออยู่ที่นั่นแล้ว ด้านข้างเป็นผู้ใหญ่บ้านเสิ่น และหวู่โจ้(นักชันสูตร)อีกสามคน

"รายงานใต้เท้าฮั่ว ศพที่พบทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบสองศพ จากการตรวจสอบเปรียบเทียบกับจำนวนสมาชิกในจวนสกุลเฉียวระบุไว้ว่ามีทั้งหมดหนึ่งร้อยสิบห้าคน ทุกศพล้วนถูกไฟคลอกตาย " เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน

"หายไปสามคนอย่างนั้นรึ?" มือปราบฮั่วเสียนขมวดคิ้วสงสัย

"ทุกศพล้วนถูกไฟคลอก จนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้ใด" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกล่าวต่อ

"แล้วมีใครพบตัวผู้รอดชีวิตหรือไม่?" มือปราบฮั่วเสียนถาม

"พวกเราสอบถามชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์แล้ว ไม่มีใครพบเห็นเลยขอรับ" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นตอบไปตามความจริง

"เกิดเพลิงไหม้หนักขนาดนั้น จะไม่มีใครรู้ตัว ลุกขึ้นมาดับไฟ หรือร้องเรียกให้คนตื่นเลยหรือ ข้าคิดว่าเรื่องนี้มีพิรุธเป็นอย่างมาก" เซียวเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นตามความคิดของตนเอง

"ข้าน้อยก็มีความเห็นเดียวกับคุณชายในประเด็นนี้ อย่างไรคงต้องให้หวู่โจ้ชันสูตรอย่างละเอียด แต่เนื่องจากจำนวนศพมีมากมาย เรามีข้อจำกัดด้านบุคคลากร อีกทั้งการลำเลียงศพทั้งหมดลงจากเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราอาจจะต้องตั้งศพและทำการชันสูตรที่นี่ แต่เรื่องนี้ข้าน้อยจะต้องกลับไปรายงานให้ท่านเจ้าเมืองรับทราบก่อน"

"หมายความว่า ศพจะต้องอยู่กลางแจ้งแบบนี้หรือ?" เฉียวเจาถามขึ้น สีหน้าเป็นกังวลอย่างยิ่ง

"ข้าน้อยจะให้เจ้าหน้าที่และขอแรงชาวบ้านมาช่วยกันสร้างโรงเก็บศพชั่วคราวที่นี่ แต่ก็คงต้องใช้เวลา" มือปราบฮั่วเสียนตอบอย่างตรงไปตรงมา

"เมื่อครู่ที่บอกว่ามีคนเห็นคุณชายเฉียวอวี้หลาง....." เซียวเจี้ยนเฉิงเกริ่นนำขึ้นมา

ผู้ใหญ่บ้านเสิ่นได้ยินเช่นนั้นก็รีบกล่าวขึ้น "ผู้พบเห็นชื่อหลู่ตง เป็นคนเลี้ยงตัดฟืนในหมู่บ้านที่มาช่วยดับไฟเมื่อคืน เขาเป็นคนลากคุณชายเฉียวให้ออกมาด้านนอก แต่คุณชายไม่ยอม จะเข้าไปช่วยคุณหนูม่านซือให้ได้ ในเวลานั้น เหตุการณ์อยู่ในช่วงชุลมุน ประกอบกับต้องรีบช่วยกันดับไฟ สุดท้ายจึงไม่ทราบว่าคุณชายอวี้หลางหายไปไหน และหลังจากดับเพลิงทั้งหมดได้แล้ว พวกเราก็ไม่มีใครพบคุณชายอีกเลยขอรับ"

"ในความเห็นของข้า ก็มีความเป็นไปได้ว่าผู้รอดชีวิตอาจจะเป็นคุณชายเฉียวอวี้หลาง แต่อีกสองคนนั้นยังไม่อาจระบุได้ และจากภาวะการเสียชีวิตที่ผิดปรกติเช่นนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการฆาตกรรม ดังนั้นการที่มีผู้รอดชีวิต แต่หายไป อาจจะเป็นเพราะต้องหลบหนี หรือไม่ถ้าคิดอีกมุม ผู้รอดชีวิตก็อาจจะเป็นฆาตกรเสียเองก็ได้" หยางเอ้อร์ออกความคิดเห็น

"คุณชายเฉียวอวี้หลางไม่มีทางเป็นฆาตกร" เฉียวเจาพูดแทรกขึ้นมาทันที

"นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น อย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องดำเนินการสืบสวนต่อไป"

เฉียวเจาลองคำนวณเวลาในใจ นับจากวันที่นางฟื้นขึ้นมาในร่างใหม่จนถึงเมื่อวานห่างกันประมาณห้าวัน หากข่าวการตายของนางยังมาไม่ถึงที่นี่ และพี่ชายรอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ นางมั่นใจว่าพี่ชายจะต้องเดินทางไปหานางที่เมืองหลวงอย่างแน่นอน

แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ ซือซือ....

นางหันหน้าไปมองศพที่ถูกเรียงรายอยู่ด้านหน้า น้ำตาอุ่นก็หลั่งออกมาคลอเบ้าอีกครั้ง ฉับพลันก็นึกขึ้นได้ว่าปรกติท่านพ่อจะสวมแหวนหยกที่นิ้วชี้ด้านซ้ายอยู่ตลอด หากหนึ่งในนั้นมีท่านพ่อรวมอยู่ ท่านแม่กับซือซือล้วนมีป้ายหยกติดตัว หากไม่ได้ถอดออกก็น่าจะค้นพบ นางย่อมจำป้ายหยกของท่านแม่กับซือซือได้

เฉียวเจาหันไปพูดกับเซียวเจี้ยนเฉิง "พี่เซียวผู้สูงศักดิ์หรือบรรดาคหบดีส่วนใหญ่ มักพกพาของมีค่าเช่น หยกติดกายตลอดเวลา ข้าคิดว่าหากในกลุ่มผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น มีท่านเฉียว ฮูหยิน คุณชายหรือคุณหนูรวมอยู่ด้วย ก็น่าจะมีของมีค่าอะไรติดตัวอยู่บ้าง"

เซียวเจี้ยนเฉิงจึงมองไปที่มือปราบฮั่วเสียน มือปราบฮั่วจึงสั่งการให้ลูกน้องไปตรวจสอบทันที

เฉียวเจากัดริมฝีปากแน่น หัวใจของนางรู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่ถ่วงเอาไว้ แม้นางอยากพบท่านพ่อท่านแม่ พี่ชายและน้องสาวมากเพียงใด แต่นางก็ไม่อยากรับรู้ว่าในนั้นคงต้องมีใครสักคนหรือมากกว่านั้นรวมอยู่ด้วย ความรู้สึกนี้ยากจะรับไหวจริงๆ มือสองข้างของนางกุมประสานกันแน่น เหงื่อเย็นไหลออกมาเต็มฝ่ามือ

ราวสองเค่อต่อมา ก็มีเจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามารายงาน "ใต้เท้าฮั่ว มีทั้งหมดสามศพที่มีของมีค่าติดตัวอยู่ ขอเชิญใต้เท้าทางนี้ขอรับ"

เฉียวเจากำมือแน่น พยายามข่มกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา นางสูดหายใจลึกๆ แล้วเดินตามออกไป นางยอมรับว่านางกลัวศพคนตายเป็นที่สุด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นภาพที่น่าสยดสยองเช่นนี้มาก่อน แต่ต่อให้กลัวอย่างไรนางก็ต้องอดทน

ศพทั้งสามศพถูกวางเรียงกันบนแคร่ไม้ไผ่ แต่ละศพเกรียมไหม้จนไม่เหลือเค้าเดิม

"ศพแรกเราพบแหวนหยกโลหิตติดอยู่ที่นิ้วชี้ไม่สามารถแกะออกได้ ศพที่สองเราพบป้ายหยกหักม่วงอยู่ในตัว และศพที่สามเราพบป้ายหยกเขียวเพียงครึ่งท่อนกำอยู่ในฝ่ามือขอรับ"

"เรียกหวู่โจ้เข้ามาชันสูตร" มือปราบฮั่วออกคำสั่ง

หวู่โจ้ที่เดินเข้ามาเป็นชายอายุประมาณสี่สิบกว่ารูปร่างค่อนข้างท้วม ท่าทางชำนาญการ เข้าไปทำการชันสูตรอย่างละเอียดทีละศพ เขาใช้เวลาประมาณสองเค่อก็ออกมารายงาน

"เรียนใต้เท้าจากโครงสร้างกระดูกและกราม ผู้ตายคนแรกเป็นบุรุษ ความสูงประมาณเจ็ดเชียะหกชุ่น สวมแหวนหยกโลหิตที่นิ้วชี้ด้านซ้าย เนื้อบริเวณมือถูกไฟเผาทำลาย แต่ยังมีเศษเนื้อติดอยู่บริเวณใต้จุดที่สวมใส่แหวน"

"ศพที่สองจากโครงสร้างกระดูกซากเนื้อและอวัยวะเหลืออยู่เป็นสตรี ความสูงประมาณเจ็ดเชียะ"

"ส่วนศพที่สามเป็นเด็กสาวอายุไม่เกินสิบสองกระดูกขาด้านซ้ายน่าจะเคยหักมาก่อน ทั้งสามเสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก ตรวจจากอวัยวะภายในไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายหรือถูกพิษร้ายแรง"

"เฉินฮั่น เจ้าไปตรวจสอบที่มาของหยกสามชิ้นนี้" มือปราบฮั่วเสียนสั่งลูกน้องใต้บังคับบัญชาคนสนิท

"ไม่ทราบว่าข้าจะขอดูหยกสามชิ้นนั้นได้หรือไม่" เซียวเจี้ยนเฉิงกล่าวขึ้น

"ได้ขอรับ" ฮั่วเสียนตอบ

เซียวเจี้ยนเฉิงเดินเข้าไปที่ศพทั้งสาม เฉียวเจาถือโอกาสเดินตามหลังเข้าไปด้วย สภาพศพทั้งสามน่าเวทนาเกินจะรับได้ ทันทีที่เฉียวเจาเห็น นางก็ซวนเซไปเล็กน้อยคล้ายจะล้มจนต้องยึดชายเสื้อของเซียวเจี้ยนเฉิงไว้ แต่แล้วนางก็พยายามประคองตัวให้หยัดตรงเป็นปรกติที่สุด ทว่าหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าปลายนิ้วมือของนางสั่นระริก

เซียวเจี้ยนเฉิงค่อยๆพิจารณา แล้วทบทวนกับความทรงจำที่เขาเคยพบปะกับท่านเฉียวจงซิ่น แหวนวงนี้เขาจำได้ว่าเป็นแหวนที่ท่านเฉียวมักใส่ติดนิ้วจริงๆ ส่วนป้ายหยกอีกสองชิ้นนั้นเขาไม่เคยเห็น แต่เมื่อประเมินจากคุณค่าของสิ่งของ หากเป็นผู้อื่นก็ไม่น่าจะมีของล้ำค่าเช่นนี้ติดกาย

คิดแล้วเขาก็หมุนกายเดินกลับมา ส่วนเฉียวเจายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับเท้าถูกหมุดตอกตรึงไม่สามารถขยับได้

"เจ้าไม่ไปรึ" เซียวเจี้ยนเฉิงชะงักเท้าหันมาถาม

เฉียวเจารีบซับน้ำตาน้ำอย่างรวดเร็ว พยายามทำสีหน้าให้เป็นปรกติก่อนจะหันกลับมา "จะไปเดี๋ยวนี้"

"ศพแรกน่าจะเป็นท่านเฉียวจงซิ่นจริงๆ ข้าจำได้ว่าท่านเฉียวมักจะสวมแหวนหยกโลหิตที่นิ้วชี้ด้านซ้าย แต่อีกสองศพข้ายังไม่มั่นใจ แต่จากรูปพรรณสันฐานรวมกับแผ่นป้ายหยกที่สูงค่าเช่นนั้น ข้าคิดว่าอีกสองคนก็น่าจะเป็นเกาฮูหยิน และคุณหนูเฉียวม่านซือ" เซียวเจี้ยนเฉิงบอกเล่าไปตามความจริง และแสดงความคิดเห็น

"เรื่องหยกเราจะสืบต่อถึงที่มาก็จะยืนยันได้แน่ชัด คาดว่าไม่น่าเกินสามวันคงรู้ผล" หัวหน้ามือปราบหนุ่มกล่าวอย่างมั่นใจ

"ส่วนศพทั้งสามศพนี้ ข้าน้อยจะบรรจุโลงและนำไปเก็บรักษาที่ศาลาว่าการเมืองเจิ้นเฟิงชั่วคราว"

เซียวเจี้ยนเฉิงพยักหน้ารับ "หากมีความคืบหน้าอันใด แจ้งให้ข้ารับทราบด้วย สกุลเฉียวนับว่าเป็นตระกูลใหญ่ คดีนี้มีเงื่อนงำและข้อพิรุธมากมาย คนร้ายที่กล้าลงมืออุกอาจเช่นนี้คงมิใช่คนธรรมดาเป็นแน่"

ในฝูงชนที่มามุงล้อมดูเหตุการณ์ มีแววตาปริศนาคู่หนึ่งคอยจับตามองทุกอย่างอยู่ในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ก่อนจะเร้นกายหายไปในป่าเหมยที่อยู่ด้านหลังอย่างเงียบเชียบ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #16 phanthiCandy (@phanthiCandy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 00:05
    ติดตามทุกช่องทางค่า อิอิ
    #16
    0