ตอนที่ 2 : บทนำ....

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 พ.ค. 62


                 


    บทนำ…






กริ๊น กริ๊น!!!!!





เสียงนาฬิกาปลุกที่บ่งบอกว่าจะตื่นนอนได้แล้วไม่งั้นวันนี้ฉันคงต้องไปมหาลัย สายแน่ๆ พอคิดได้ดังนั้นฉันรีบเด่งตัวจากที่นอนทันทีเพื่อไปล้างหน้าแแล้วรีบแต่งตัวไปมหาลัย
“อินพินไม่ทานข้าวก่อนหรอลูก”
“ไม่ดีกว่าค่ะเดี๋ยวพินไปมหาลัยสาย” ฉันตะโกนบอกแม่ก่อนจะรีบมุ่งไปขึ้นรถทันที
“อินพิน!!!ปั่นไปดีๆน่ะลูก” พวกคุณฟังไม่ผิดหรอกที่แม่ฉันบอกว่าให้ปั่นดีๆก็อีรถที่ฉันว่ามันคือรถจักรยานยังไงล่ะ พอดีมหาลัยของฉันมันอยู่ไม่ไกลบ้านมากเท่าไหร่ฉันก็เลยช่วยลดโลกร้อนด้วยการปั่นจักรยานไปเรียนทุกวัน วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของฉันแล้วที่สำคัญปีนี้ฉันก็เรียนมหาลัยแล้ว มหาลัยของฉันเป็นมหาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงและที่สำคัญคนที่มาเรียนที่นี้ส่วนมากเป็นลูกหลานไฮโซนักการเมืองทั้งนั้นเอาง่ายคนมีตังค์ ยกเว้นฉันถึงบ้านฉันจะมีฐาน่ะก็จริงแต่ก็ไม่ได้รวยแบบพวกนั้นหรอกแล้วที่ต้องมาเรียกที่นี้นอกจากจะใกล้บ้านแล้วยังเป็นสถานศึกษาที่ติดอันดับต้นขอให้ฉันเข้าเรียนที่นี้

กริ๊ง!!!!! กริ๊ง!!!!!

เสียงกริ๊งของมหาลัยคือสัญญาณให้ฉันรีบเก็บจักรยานให้เข้าที่แล้วรีบไปเข้าแถว ฉันรีบวิ่งหน้าตาตื่นไปเข้าแถวโดยไม่สนว่าจะมีใครมองฉันบ้างที่มองไม่ใช่เพราะฉันมาสายหรอกน่ะแต่เป็นเพราะฉันปั่นจักรยานมาต่างหาก
‘แกดูยัยนั้นดิปั่งจักรยานมามหาลัย’
‘บ้านนอกจังแก’
เสียงซุปซิบนิทานที่ว่าให้ฉันแต่ฉันก็ไม่สนหรอกชินสะมากกว่าถ้าวันไหนที่มาแล้วไม่ได้ยินคำพวกนี้นั้นแสดงว่าฉันมาไม่ถึงมหาลัย
“มาแล้วหรอพินฉันนึกว่าวันแรกแกก็จะโดดซะล่ะ” มินมินเพื่อนสนิทของฉันทักทันทีที่ในแถว
“มินแกเห็นฉันเป็นคนยังไง”
“ไม่สายก็ขาดไม่ขาดก็ลา”
“แฮ่! (>///<) ขนาดนั้นเลย” ชีวิตอย่างฉันมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุดแต่ฉันก็ต้องมาเรียนเพราะถ้าวันไหนไม่มาฉันก็ไม่มีรายได้ (ค่าขนมของทุกวัน)
หลังจากฉันยืนเหน็บกินขามาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มที่ต้องฟังอาจารย์กล่าวต้อนรับกได้คำเดียวสั่นๆเลยว่า “เมื่อย”
พอขึ้นมาบนห้องเรียนได้มินก็ชี้ไปยังสองโต๊ะหน้าสุดทันทีแล้วบอกกับฉันว่า “พินแกนั่งข้างฉันน่ะฉันจองโต๊ะไว้ให้แกแล้ว”
“ห๊า!!ข้างหน้าเนี๊ยะน่ะ” ฉันกลืนน้ำลายลงคอทันทีไม่รู้เลยหรือไงว่าโต๊ะหน้าเวลาง่วงมันแอไม่ได้
“อินพินนี้แกก็แอบนอนไม่ได้อ่ะดิ” นั้นไงเหมือนรู้ความคิดเพื่อนในห้องมันแซวฉันทันที
“พวกแกนี้มัน…” ฉันกำลังจะชี้บ่นให้เพื่อนในห้องแต่ยังไม่ทันจะเทศเลย
“เห้ย!!!พวกแก” เชอร์รี่ที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องเหมือนกับว่ามันไปมีเรื่องกับใครมาอย่างงั้นแหละ
“มีอะไรเชอร์รี่วิ่งมาอย่างกับเห็นผี”
“นั้นดิแกไปเห็นอะไรมา” มินถามซ้ำเข้าไปอีกตอนนี้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบแล้วจ้องไปที่เชอร์รี่เพียงผู้เดียว อ่อ ลืมบอกไปห้องฉันเป็นห้องเรียนเดียวในสายชั้นคณะนิเทศฯที่มีแต่นักเรียนหญิงไม่มีนักเรียนชายเหมือนห้องอื่นเขาจะว่าไปก็มีคนนึ่งน่ะนักเรียนชายนั้นแหละที่ร่างเป็นชายแต่ใจเป็นกระเทย

“พวกแกก็อย่าจ้องหน้าฉันแบบนั้นดิจ้องแบบนี้ฉันเล่าไม่ออก”
“เรื่องมากจริงน่ะ สรุปมีเรื่องอะไรที่ทำให้แกร้องเหมือนเห็นผีแบบนี้ห๊ะ” ไม่ใช่แค่ฉันหรอกที่อยากรู้คนทั้งห้องเขาก็อยากรู้เหมือนกันนี้ฉันทำเพื่อส่วนรวมเลยน่ะ
"ก็ฉันได้ข่าวมาว่ารุ่นพี่เทอคิคบหาดูใจกับยัยน้ำฟ้าอ่ะแก!!!" ฉันนี้ถึงกับอึ้งเลย ใครกันเทอคิ=^=
"นี้!!เชอร์รี่ ยัยมินฉันไปหางานที่อาจารย์สั่งไว้คราวก่อนดีกว่า เดียวหาเผื่อพวกแกด้วยล่ะกัน" อิเพื่อนบ้าผู้ชายย~ อิไร้สาระ~ ฉันเดินออกจากพวกมันแล้วตรงไปที่ห้องสมุดทันที



ห้องสมุดประจำมหาลัย


ร่างบอบบางของหญิงสาว ดวงตากลมโตสีดำล้อมรอบไปด้วยแพขนตาหนาแน่น เส้นผมสีดำสนิทมัดแน่นป็นหางม้าอยู่กลางศรีษะกลมสวย ใบหน้ารูปไข่ จืดชืด ไร้เครื่องสำอางค์แต่งแต้ม ต่างจากสาววัยรุ่นหลายคนซึ่งมักจะชอบนำเครื่องประทินโฉมเหล่านั้น มาใช้ให้ตนเองดูดีขึ้น แม้ตัวเธอจะเรียนอยู่แค่เพียง ชั้นปีที่1 อายุเพิ่งย่าง19 มาได้ไม่นาน แต่ทุกอย่างที่ลงตัวเหมาะเจาะแต่ เสื้อนักศึกษาที่มักจะมีเสื้อคาดิแกนสีอ่อนสวมทับอยู่เสมอ กระโปรงยาวถึงตาตุ่มที่แสนจะธรรมกับ รองเท้าคัชชูสีดำมันเงา ทุกอย่างที่รวมมานี้จึงเกิดเป็นฉายาของเธอในมหาลัย เธอถูกเรียกด้วยฉายาว่า "ยายเฉิ่ม"มากกว่าชื่อจริงๆ ของเธอเสียอีก จนบางทีเธอก็อดคิดไม่ได้ว่า ทุกคนคงลืมชื่อจริงๆของเธอไปแล้วด้วยซ้ำ ทั้งๆทีไม่รู้ว่าใครคือคนที่ตั้งฉายาและเรียกเธอคนแรก แต่เธอก็ไม่ได้อยากรู้และสนใจมันสักเท่าไรสิ่งที่ "อินพิน" คนนี้ต้องการ ก็มีเพียงแค่ เรียน เรียน และ เรียน

ใช่แล้วละ ชื่อของฉันคือ "อินพิน" เป็นชื่อที่คุณแม่ของฉันตั้งให้ เพราะคนในครอบครัวถูกใจชื่อนี้ เริ่มมาตั้งแต่ คุณตาและคุณยายซึ่งเป็นครูภาษาไทยมาด้วยกัน ทั้งสอง ชอบพอกันและแต่งงานกันในที่สุด คุณยายของฉันชื่อ 'วันเพ็ญ' เมื่อแม่ของฉัน เกิดมาท่านจึงตั้งชื่อแม่ของฉันว่า 'อิม' พอแม่ทำงานก็ยังทำงานเป็นครูภาษาไทยตามคุณตากับคุณยาย จนลาออกจากงานเมื่อฉันเกิดมาได้ 5 เดือน ส่วนคุณพ่อของฉันเป็นหัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรม
มาบังเอิญเจอกับแม่ของฉันสมัยที่แม่ของฉันเป็นครูฝึกหัดและได้พบกันขณะที่แม่ไปทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์ที่พ่อทำงานอยู่ และแต่งงานกันในที่สุด พอฉันเกิดออกมา คุณยายก็อยากให้ฉันมีชื่อ คล้องกับพวกท่านอีก จึงให้ชื่อฉันว่า "อินพิน"แต่คุณพ่อกลัวว่าโตมาฉันจะไม่ชอบมันจึงเติมคำว่า พิน เข้าไปอีกหนึ่งคำ ซึ่งเปล่าเลยฉันชอบและรักมันที่สุดแม้ว่าจะมีเพียงแค่คนในบ้านก็ตามที่เรียกชื่อของฉัน เมื่อมามหาลัยชื่อของฉันจะหายไปและถูกเรียกด้วยฉายา แปลกๆแทน แต่จริงๆแล้วชื่อของฉัน ก็คือ "อินพิน" นั้นแหละ นอกจากชื่อแล้วทั้งบ้านของฉันก็ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยอีกหลากหลาย เช่น การล้างเท้าก่อนขึ้นบ้าน กลับบ้านก่อนมืด กินข้าวบนขันโตก รักนวนสงวนตัว ฯลฯ และฉันซึ่งเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวในบ้านต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งขรัดที่สุด
"เฮ้อ..."ฉันมองกองรายงานตรงหน้าและถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ หลังจากที่ต้องนั่งหมกตัวอยู่ในห้องสมุดประจำมหาลัย มาตั้งแต่เที่ยง จนตอนนี้ จะห้าโมงเย็นแล้วงานของฉันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จทันส่งในวันพรุ่งนี้ ความจริงแล้วงานมันไม่ได้นักหนาอะไร เมื่อเทียบกับ เกรดเฉลี่ย 4.00 ของฉันแล้ว แต่ว่าถ้าจะให้ต้องมาทำรายงาน เป็นสิบๆเล่ม เกรดของฉันไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย-_-
โครกก~~~~
ฉันเอามือกุมท้องหลังจากที่มันเริ่มส่งสัญญานเตือน
อ่า..หิวข้าวจัง เพราะต้องทำรายงานจนลืมไปเลยว่ายังไม่ทันได้กินข้าวเที่ยง ทั้งๆที่รายงานตัวเองก็เสร็จแล้วแท้ๆ แต่งานของคนอื่นนี่สิ คือปัญหา
"นักศึกษาออกจากห้องสมุดได้แล้ว เลยเวลาทำการมานานแล้วนะคะ"
เสียงของอาจารย์บรรณารักษ์ วัยกลางคนดังขึ้น จากทางเดินของห้องสมุด ฉันจึงรีบดีดตัวขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับกวดรายงานทั้งหมดใส่เป้ใบใหญ่หยิบหนังสือสามสี่เล็มขึ้นมา พร้อมกับตรงไปที่เคาต์เตอร์ห้องสมุดเพื่อ ที่จำเป็นสำหรับรายงานของฉันและเพื่อนๆฉัน

หลังจากที่ออกจากห้องสมุดมาได้สักพักฉันก็เดินถอดน่องเรื่อยๆมาตามที่ จุดหมายของฉันคือลงลิฟท์ ไปชั้นล่างและไปต่อรถประจำทางเข้าหมู่บ้านซึ่งห่างจากมหาลัยประมาณ 2ชม. แม้ฉันจะเคยขอ พ่อแม่ มาอยู่หอพักแล้วตั้งแต่ก่อนจะมารายงานตัวนักศึกษา แต่ถูกขัดค้านอย่างรุนแรงจากทั้งสองคน นั้นก็เพราะทุกคนในบ้านกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับฉัน ทั้งๆที่ฉันก็บอกแล้วว่าสามารถดูแลตัวเองได้แล้วก็ตามทีนั้นก็เพราะบ้านของฉันยังคงหัวโบราณกันอยู่ ฉันมองหนังสือในมือสามสี่เล่ม สำหรับใช้ทำรายงายงานในคืนนี้อย่าท้อแท้และ ฉันมั่นใจเลยว่าคืนนี้คงไม่ได้นอนเป็นแน่ เฮ้อออ

ติ๊ง น่อง~

เสียงของนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้ง อยู่กลาง โถงทางเดินดังขึ้น เข็มยาวของมันชี้ที่เลขสิบสอง ส่วนเข้มสั้นที่เลขหก และเสียงของมันก็เพื่อเตือนบอกเวลา ซึ่งทำให้ฉันที่ตอนแรกกำลังเดินทอดน่อง รีบก้าวเท้าเร็วขึ้น เร็วขึ้นและตอนนี้กลายเป็นวิ่งไปเรียบร้อยแล้ว ให้ตายเถอะ นี่ฉันที่ตอนนี้วิ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา เรื่อยมาจนถึงทางแยกกลางตึกใหญ่ และอีกไม่กี่เมตรข้างหน้าคือลิฟท์ของนัก
ทว่า ด้วยความรีบร้อนของฉันประกอบกับการที่คิดว่าเย็นขนาดนี้คงไม่มีนักศึกษาคนไหนเหลืออยู่บนตึกแล้วทำให้ฉันพลาดที่จะมองดูทางแยกให้ดีก่อน จนเป็นเหตุให้....

ตุ้บ!!!!!!!

"ว้ายย ไม่มีตารึไงย่ะ ยัยบ้า!!"
ร่างของฉันปะทะ เข้ากับใครบางคนอย่างแรงจนทำให้หนังสือในมือของฉันร่วงตกลงบนพื้นทันที
"ขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ พอดีเราไม่ได้มองทาง"
ฉันกล่าวอย่างรวดเร็ว และก้มหัวลงเป็นเชิงขอโทษ ทั้งที่หน้าคู่กรณีเป็นใครก็ไม่ทันได้เห็น รู้เพียงแค่ว่าเธอเป็นผู้หญิงและต้องขอโทษเธอไว้ก่อน ดูแล้วเธอคงเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองน่าดู เมื่อมองลงมายังรองเท้าส้นเข็มสีแดงเพลิงของเ ไหนจะเสียงร้องแหลมสูงในตอนที่ชนกันเข้าอีก
" ขอโทษแล้วฉันหายเจ็บรึป่าวย่ะ!!"
เธอขึ้นเสียงอีกครั้ง และเริ่มพูดอะไรหลายอย่าง ซึ่งจริงๆแล้ว ปกติฉันเป็นคนที่ค่อนข้างจะระวังตัว เพราะไม่อยากที่จะไปทำให้ใครเดือดร้อน แต่วันนี้ฉันรีบจริงๆ ก็เลยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาจนได้
เฮ้อ... จบกัน ฉันคงไปขึ้นรถไม่ทันแน่ๆ เพราะเธอยังคงบ่นต่อไปโดยที่ฉันยังคงก้มหน้า ไม่กล้าที่จะมองคู่กรณีแต่อย่างใด มันไม่น่าจะใช้เรื่องใหญ่เลยนะแค่เพียงวิ่งชนกัน และฉันก็ขอโทษออกไปแล้ว เธอไม่แม้แต่จะลมด้วยซ้ำแค่เซถอยหลังไปไม่กี่ก้าว แต่ก็อย่างว่าและ คนที่วิ่วไปชนก็คือฉัน ฉะนั้นฉันก็คือคนผิดอยู่ดี
" นี่จะก้มหน้าอีกนานไม่ย่ะ พูดสิจะทำยังไงให้ฉันหายเจ็บ" ฉันค้นพบลักษณะอีกอย่างของคู่กรณีแล้วว่า นอกจากจะมั่นใจแล้วยังเอาแต่ใจอีกต่างหาก
"เอ่อ.."
" แอล ผมว่าอย่ามีเรื่องเลยดีกว่า คุณก็ไม่ได้เจ็บตรงไหนนี่น่า"
เสียงทุ่มๆ นุ่มๆ ของผู้ชายดังขึ้น ทำให้ฉันที่ก้มหน้าอยู่ในตอนแรก เงยหน้าขึ้นช้าๆราวกับต้องมนต์ เหมือนกับว่าเวลามันหยุดลงกระทันหัน เสียงนี้มันดึงดูดให้ฉันเงยหน้าหาเจ้าของเสียงรกับแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดมหาศาลทั้งที่เสียงผู้ชายก็น่าจะเหมือนกันไปหมด แต่เสียงนี้เป็นเสียงแรกที่ฉันรู้สึกว่ามันน่าห ชวนฝัน ให้ตายเถอะ!! นอกจากเสียงแล้ว หน้าตาของเขาก็วิเศษราวกับงานศิลปะของพระเจ้า
จมูกของเขาโด่ง เป็นสันสวย ดวงตาคมสีสนิมเหมือนกับราชสีห์จ้องตรงมายังฉันริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อ คล้ำเล็กน้อยตามแบบฉบับคนสูบหรี่กำลังคลี่ยิ้มที่มุมปาคิ้วดำเข้มพาดเหนือดวงตาคมกรินั้น ทุกส่วนบนใบหน้าของเขารับและเข้ากันได้ดีมันดูลงตัวไปซะทุกอย่าง เมื่อมองลงมา เสื้อนักศึกษาของเขา ถูกปดกระดุมออกสองเม็ด เผยให้เห็นรอยสักใต้ไหปลาร้าเส้นสวยของเขาแม้ฉันจะอ่านไม่ออกแต่มันดูเข้ากับเขามากเลยที่เดียว เมื่อทุกอย่างมา รวมกับความสูงที่น่าจะกิน 180 ของเขาแล้ว พูดได้คำเดียว เขาเกิดมาพร้อมความสมบูรณ์แบบ!! เป็นครั้งแรกที่ฉันมองผู้ชายขนาดนี้!! ทั้งๆที่ฉันไม่สนใจด้วยซ้ำในเรื่องแบบนี้ เรื่องผู้ชาย ความรัก ไม่เคยมีอยู่ในหัวฉันแม้แต่น้อย แต่ผู้ชายคนนี้กำลังทำให้หัวใจฉันเต้นรั่วรุนแรง.. เพียงแค่ดวงตาสีสนิมคู่นั้นจ้องตรงมาที่ฉัน

"นี่ของเธอใช่มั้ย?"
เขายื่นหนังสือของห้องสมุดที่เอยู่กับพื้นในตอนแรกมาที่หน้าของฉัน แต่เจ้ามือไม่รักดีกลับไม่ยอมยกขึ้นมาทำหน้าที่ของมั
"เฮ้ รับไปสิฉันอุตส่าห์เก็บให้แล้วนะ"
"เอ่อ.. คะ...ค่ะ ขอบคุณคะ"
มือของฉันรีบรับหนังสือจากมือของร่างสูง จังหวะที่เขายื่นหนังสือมาทำให้ ปลายนิ้วของฉันและเขาสัมผัสกันโดยไม่ได้ตั้งใจ มันเหมือนกับมีกระแสไฟฟ้าช๊อต เข้าที่นิ้วของฉันอย่างแรงทำให้ฉันรีบชักมือกับหนังสือกลับมายังรวดเร็ว

"แต่ เทอคิคะ มันวิ่งมันชนแอลแรงมากนะคะ"
ผู้หญิงคู่กรณีของฉันจับต้นแขนของตัวเองก่อนจะเดินไปยืนข้างๆ ร่างสูงของผู้ชายคนนั้นพอมามองคู่กรณีของฉันแล้วเธอเป็นคนที่สวยมากๆ ยิ่งมายืนข้างร่างสูงแล้วยิ่งดู เหมาะสมกันจริงๆ
"ผมว่าเรารีบกลับกันดีกว่านะ"
"แต่..."
" นะครับ.. ผมหิวแล้ว.. อยากกิน..คุณ"
ร่างสูงก้มลงกระซิบที่ข้างหูขอผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะให้รู้กันสองคน แต่ในพื้นที่ที่เงียบ และไร้ผู้คนแบบนี้ทำให้ ฉันเป็นอีกบุคคลที่ได้ยิน ประโยคชวนสยิวนี้ด้วย
จบประโยค หน้าของฉันก็ร้อนช่า ขึ้นมาเมื่อมาเข้าใจถึงความหมายของมัน หญิงสาวคู่กรณีของฉันก็ติดเข้าที่แขนของเขาเบาๆ แก้อาการเขินของเธอ
" แหม เทอคิละก็.."
หญิงสาวคู่กรณี หันมามองฉันอีกครั้ง
" ก็ได้วันนี้ฉันจะปล่อยเธอไปแต่ถ้า เธอยังบังเอิญวิ่งชนฉันอีกละก็ เจ็บตัวแน่!"พูดเสร็จก็นำแขนของตัวคล้องไว้กับแขนของร่างสูงเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเต็มตัว ทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านฉันเพื่อจะไปขึ้นลิฟท์ แต่.... จังหวะที่ร่างของทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านไปนั้น ร่างสูงของผู้ชายคนนั้นก็ยัดอะไรบางอย่างใส่มือของฉันอย่างรวดเร็ว..
และทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิด ก่อนที่ลิฟท์กำลังจะปิดลง ฉันมองตรงไปยังร่างสูงของเขาผ่านช่งประตูที่กำลังจะเลื่อนปิดลงในไม่ช้า แต่แล้ว.. ร่างสูงของเขาก็เผยรอยยิ้มส่งมาที่ฉัน ซึ่งทำให้ใจของฉันกระตุกสั่นเต้นรัวเร็วแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน...
หลังจากลับร่างของทั้งคู่ไปแล้ว ร่างของฉันก็ยังคงไม่ขยับไปไหน ยืนอยู่ที่เดิมมองกระดาษฝ่ายในมืออย่างเลือนลอย มันเป็นกระดาษใบเดียวกันกับที่ร่างสูงยัดใส่มือของฉัน แม้จะไม่รู้ว่าเขาใช้เวลาไหนไปเขียนมันมาก็ตาม แต่.. ดวงตาของฉันก็ยังคงอ่านข้อความในกระดาษซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น และเมื่อนึกถึงรอยยิ้มของเขาก่อนที่ประตูลิฟท์จะปิดลงแล้วนั้น หัวใจของฉันก็กระตุกเต้นรุนแรง อีกครั้งเหมือนกับหัวใจมันจะทะลุออกมาข้างนอก ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้กับฉันเลย แล้วตอนนี้... มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่...

'089-899-×××× ฉันสนใจเธอ (เทอคิ)'

และนี่คือครั้งแรกที่ฉันได้พบกับเขา ... เป็นเรื่องเมื่อหลายเดือนก่อนที่จะเกิดเรื่อง....
เรื่อง ที่ฉันจะจำมันจนตาย









*****ขอบคุณที่อ่านกันนะค่ะ อาจจะมีคำผิดไปบ้างนะ พอดีแต่งตอนง่วงๆ แนะนำกันได้นะค่ะ*******

0 ความคิดเห็น