คัดลอกลิงก์เเล้ว

ความดีสุดท้ายของชายสามัญ

โดย Overstory

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามปกติ ที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบกับยมทูตที่บอกว่าเขากำลังจะตาย

ยอดวิวรวม

31

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


31

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  25 ก.พ. 62 / 15:32 น.
ความดีสุดท้ายของชายสามัญ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
     ขอกล่าวสวัสดีท่านผู้อ่านทุกคนนะครับ นิยายเรื่องนี้ผู้เขียนพึ่งแต่งครั้งแรกและเรื่องแรก ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดสามารถตำหนิผู้นเขียนได้ ผู้เขียนจะได้สามารถนำไปพัฒนาในอนาคต

เนื้อเรื่อง อัปเดต 25 ก.พ. 62 / 15:32

บันทึกเป็น Favorite


คุณคิดว่าเวลาคนมันจะตายมันเป็นยังไง?

จะมีภพหน้ารอเราอยู่รึเปล่า สวรรต์ นรก มีจริงหรือเปล่า โครงกระดูกใส่ชุดผ้าคลุมสีดำสนิทเดินไปเดินมา 

รอรับวิญญาณคนตายไปภพหน้าตามความเชื่อของพวกฝรั่งถ้าผมไม่ได้เครียดจัดจนเห็นภาพหลอน ก็แสดงว่ายมทูตมีจริงๆ 

มันกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมจิบชาอู่หลงของผมอย่างสบายอารมณ์ในห้องนอนของผมและบอกว่า"เจ้าจะตายวันพรุ่งนี้เวลาแปดโมงเช้า หัวใจวายตาย"

ผมขยี้ตาตัวเองแรงๆแต่ภาพโครงกระดูกในผ้าคลุมที่กำลังถือหนังสือพิมพ์ยังอยู่ไมหายไป มันชำเลืองตามองผม 

แม้ผมจะไม่เห็ว่าภายใต้ผ้านั้นมีใบหน้าอะไรซ่อนอยู่แต่ผมรู้สึกได้ว่าข้างในนั้นมีหัวกะโหลกและเบ้าตาที่ว่างเปล่าทั้งคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่ผม

"เจ้าจะไม่โวยวายร้องขอชีวิตหน่อยเหรอ เหมือนอย่างที่มนุษย์คนอื่นๆชอบทำ"มันพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งไร้ซึ่งชีวิตชีวาและอารมณ์

"ไม่เห็นต้องโวยวาย"ผมตอบกลับมันด้วยน้ำเสียงปกติ

"ดี นานๆ ทีข้าจะเจอคนแบบเจ้า"มันเอ่ยชม

"เพราะว่านายเป็นเพียงภาพหลอน สงสัยคงนอนไม่พอ...ใช่ๆ นอนไม่พอ" ผมตอบข้อสงสัยของมันต่อช่วงนี้ผมทำงานหนักมาก 

ต้องค้างที่ทำงานมาสองวันและเพิ่งได้กลับบ้านวันนี้ในตอนเช้า ก่อนอื่นผมเป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ 

เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่มีอะไรพิเศษดังนั้นถ้ายมทูตจะมาหาก็ควรไปหาพวกคนอื่นที่สำคัญๆไม่ใช่คนแบบผม

ผมทูตนิ่งไปชั่วครู่และผมสาบานว่าได้ยินเสียงมันถอนหายใจ ก่อนมันจะวางหนังสือพิมพ์ลงอย่างเหนื่อยหน่าย

"พวกปฏิเสธความจริง ให้ตาย! ความตายมันมีอะไรน่ากลัวหรือ?"มันบ่นก่อนจะจ้องหน้าผม"ข้าถามจริงๆ ความตายมันมีอะไรน่ากลัว ทุกคนก็ต้องตาย 

ข้าละไม่เข้าใจมนุษย์จริง"

ผมอ้าปากค้างตอบแต่เกิดลังเล ถ้ายิ่งผมไปตอบมันอาจจะยิ่งทำให้ภาพหลอนรุนแรงขึ้น ผมเลยเดินไปยังเตียงโดยที่ยมทูตมองผมอยู่ทุกฝีก้าว

"เจ้าไม่เชื่อจริงๆใช่ไหมว่าข้าไม่ใช้ภาพหลอน"  มันเอ่ยถามเมื่อเห็นผมทิ้งตัวลงนอน ผมไม่ตอบมัน ขืนตอบไปมีหวังได้เป็นบ้าจริงๆ

แต่แล้วเมื่อผมหลับตา ภาพเปลวไฟก็ค่อยปรากฏตรงหน้าก่อนจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วง 

มันมาพรอมกับเสียงกรีดร้องอันแสนทรมาณ ภายในเปลวไฟผมเห็นเงาคน เงาคนเป็นร้อยๆ 

กำลังโหยหวนดังหนักขึ้นจนผมต้องเอามืออุดหูแต่มันไม่ช่วยอะไรได้เลย

"หยุด...หยุดมันที!"ผมร้องตะโกนพอรู้ตัวผมก็ประจันหน้ากับยมทูตตรงหน้าในห้องนอนห้องเดิม มันจ้องหน้าผมเหมือนจะสะใจหน่อยๆ

"ทีนี้จะเชื่อข้ารึยัง"มันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแห้งเหือดราวกับทะเลทราย ผมหอบหายใจ เสียงภาพที่ผมได้สัมผัสนั้นไม่ใช่หลอนแน่ๆถ้าใช่ผมคงเป็นบ้าไปแล้ว

"นาย...เป็นยมทูตจริงๆใช่ไหม" ผมถามก่อนจะพยายามรอบรวมสติ ความอ่อนล้าหายเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าประหลาด

"ใช่ พรุ่งนี้เวลาแปดโมงเช้า เจ้าจะตายและไม่อาจเปลี่ยนแปลง เจ้าจะตายเพราะหัวใจวาย"

มันพูดตอบอย่างไร้อารมณ์ก่อนจะใช้ฝ่ามือที่มีแต่กระดูกแตะหน้าอกผม เพียงแค่สัมผัส 

ผมรู้สึกแน่นอกเหมือนมวลอากาศรอบตัวกำลังกดทับจนผมไม่อาจหายใจเข้าหรืออกได้แล้วความเจ็บปวดก็มา ผมเอามือกุมหน้าอกอย่างแรง 

แรงจนเล็บกรีดเข้าไปในเนื้อ แล้วเมื่อมันเอามือออก ทุกอย่างก็หายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นรอยข่วนตรงหน้าอก

"นั่นคืออาการของคนหัวใจวาย ที่เจ้าต้องเผชิญ" มันเอ่ยบอกพร้อมกับจิบชา

ผมสับสน เหตการณ์ทั้งสองอย่างยืนยันได้แล้วว่าไม่ใช่ภาพหลอน ผมกำลังจะตายอย่างทรมานวันพรุ่งนี้เวลาแปดโมงเช้า 

นั่นก็คือผมเหลือเวลาบนโลกนี้อีกแค่วันเดียว

                  "แล้ว...นายมาบอกผมทำไม" ผมเอ่ยถาม นี้มันไร้เหตุผลสิ้นดี คนธรรมดาแบบผมกลับมียมทูตรมาบอกผมว่ากำลังจะตาย
 
"ถามได้ดี ผู้คนสมัยนี้มันมีเยอะเป็นดอกเห็ดแต่ละคนต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอยู่นั่น ไม่นำะาที่จะทำความดีอะไรเลย หรือถ้าทำก็เป็นการทำเอาหน้า 
                                                                                  น่าสมเพชจริงๆ"

 ผมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า แต่ก็จริงตามที่มันพูด "แล้วใครล่ะที่ลำบาก ข้าไง! ข้าต้องคอยรวบรวมวิญญาณที่ไม่เคยทำดีอะไรเลย แต่ที่แย่กว่านั้น
 
พวกนี้มันไม่เคยมีความสุขจริงๆเลย ความสุขที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปีจะทำให้เจ้านิ้มได้ ความสุขที่เกิดจากบุญไม่มีเลย 

พวกนี้มันมีแต่ความสุขจอมปลอม ความสุขจากอบายมุข นรกมันแทบจะเต็มอยู่แล้วเจ้าก็เห็น" มันจ้องหน้าผมเหมือนดูท่าที ผมกลืนน้ำลาย 

ผมยังจำได้ถึงเสียงร้องโหยหวน มันสัมผัสได้เลยว่าเปลวไฟอันร้อนระอุนั้นกำลังแผดเผาร่างของพวกเขา...ภาพที่ผมเห็นคือนรกอย่างไม่ต้องสงสัย

"แล้ว...ผมต้องตกนรกเหรอ” ผมเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ"อย่างเจ้าหรือ แน่นอน! ไม่งันข้าไม่มาถึงนี่หรอก แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่ 

ในที่สุดข้าก็เข้าเรื่องได้ซะที!" มันเอ่ยพร้อมวางเเก้วชาลง ดูจริงจังกว่าที่ผ่านมา "ข้าให้โอกาสเจ้า วันนี้วันเดียวเท่านั้น 

เจ้ามีโอกาสทำความดีอะไรก็ได้ตลอดทั้งวัน เพื่อชดใช้บาปที่เจ้าทำมาทั้งชีวิต" มันเว้นช่วง "หนึ่งงานกับบาปทีทำมาตลอดยี่สิบห้าปี 

ข้าหวังว่าเจ้าจะฉลาดพอจะหาวิธีได้นะ"ผมตะลึงกับสิ่งที่มันพูด"นี่ผมทำบาปมาตลอดชีวิตเลยเหรอผมมันคนไม่ดีขนาดนันเลยเหรอ" ผมถามปากสั่น

"ทุกวัน ใช่ ทุกวัน เจ้าทำบาปทุกวันเจ้าไม่มีความสุขที่แท้จริง ความสุขที่อธิบายได้ยาก ความสุขที่เกิดจากภายในไม่ใช่ภายนอก 

ความสุขที่้หมือนกับมีเปลวเทียนเล็กๆ ทำให้เจ้ารู้สึกอบอุ่นไปทั่วหัวใจ ต่อให้ข้าอธิบายเจ้าก็ไม่มีวันเข้าใจหรอก" มันบ่นยาวเหยียด

ผมรู้ได้ว่าเวลาที่มันพูดถึงเรื่องพวกนี้มันจะใส่อารมณ์เป็นพิเศษเพียงแต่อารมณ์นั้นไม่เคยเล็ดลอดออกมากับน้ำเสียงเลย

"มันเหมือนกับอธิบายคนตาบอดให้เห็นสี บอกคนใจบอดให้ทำบุญ ถ้าข้าไม่มาแบบนี้ พวกเจ้าทั้งหมดคงไม่ดิ้นรนที่จะทำความดีหรอก" 

ผมรีบปะติดปะต่อเรื่องที่มันพูด ผมไม่มีความสุขนี้คือบาปหรอ เพราะว่าผมดิ้นรนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตนี่ผมผิดหรอ จริงตามที่พูด ผมไม่เข้าใจมันสักนิด

"หนึ่งวัน เจ้าจะทำดีอะไรก็ได้ข้าไม่ว่า เพียงแต่ความนี้เจ้าจะได้เห็นจริงๆ ว่าสิ่งที่เจ้ากำังทำนั้นคือบุญหรือบาป" มันบอกเชิงขู่ทำผมกลืนน้ำลายอีกรอบ

ผมไม่รอ ผมคิดออกแล้วว่าความดีที่ทำได้รวดเร็วและทันใจที่สุดคือออะไร ผมเดินตรงไปหยิบเงินเก็บที่มีอยู่ทั้งหมดรวมๆเป็นเงินหลายหมื่น

พอมันเห็น ผมสาบานอีกครั้ง มันถอนหายใจแต่ไม่พูดอะไร มันแค่ลุกเดินตามผมออกไปข้างนอก

"เอ้า! รับไปเลยไม่ต้องขอบคุณ แค่รับไป" ผทมส่งธนบัตรเป็นปึกๆ ให้กับขอทานแม่ลูกบนสะพานลอย โดยพยายามให้คนเห็นน้อยที่สุดตามที่มันบอก 

คนสมัยนี้ทำบุญเอาหน้า ผทเลยพยายามที่จะไม่ให้ใครเห็น จะได้บุญตามที่มันบอก

ขอทานที่เป็นแม่เนื้อตัวมอมแมมมองผม แววตาดูตกใจแต่ก็รับเงินไปแต่โดยดี ส่วนลูกเธอไม่ยิ้มไม่ดีใจ เธอแค่มองผม แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย 

ผมรีบเดินออกมาโดยเร็วเมื่อเห็นว่าเริ่มมีคนขึ้นสะพานลอยมาแล้ว

"เป็นไง นี่ผมทำบุญด้วยเงินเก็บทั้งชีวิตเลยนะ แค่นี้พอรึยัง" ผมถมมันซึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างผมตรงม้านั่งในสวนสาธารณะ

อีกครั้ง มันถอนหายใจ "มนุษย์หนอมนุษย์ คิดว่าเงินคือทุกอย่าง คิดว่าเงินซื้อบุญได้" ราวกับมันจะเย้ยหยันผม ก่อนจะยกมือที่มีอที่มีแต่กระดูกขึ้นมา 

"เจ้าหลับตาลงซะ ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น" ผมทำตามที่มันบอก แทนที่ภาพสวนต้นไม้ที่ร่มรื่นด้วยความมืดมิด

ในความมืดนั้น ภาพของแม่ขอทานที่ผมพึ่งให้เงินปรากฎขึน เธอกำลังยิ้มเมื่อนับเงินเป็ยฟ่อนๆ ส่วนคนลูด...ผมไม่เห็นเธอ แล้วภาพก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง 

ลูกขอทานกำลังนั่งขอทานตามเดิม เพียงแต่คนที่เธอนั่งข้างๆไม่ใช่แม่คนเดิม แต่ป็นผู้หญิงคนใหม่แล้วทุกอย่างก็ถูกตัดลง

"หมายความว่ายังไง?" ผมเอ่ยถามทันที

"เพราะมีคนแบบเจ้าเยอะ เลยมีพวกขอทานแบบนี้เยอะแยะเต็มไปหมด" มันบ่นอีกครั้ง บ่นอย่างเอือมระอา

"ถ้าเป็นภาษาพวกเจ้าคงจะเรียกว่า แก็งตค้ามนุษย์" มันพูดพน้อมทำท่าครุ่นคิด

"เด็กหญิงนั่นโดนลักพาตัวมา ส่วนแม่ขอทานนะหรอ อย่าให้ข้าพูด ความโลภกัดกินหัวใจนาง ส่วนแบ่งที่นางได้หลังจากแบ่งกับหัวหน้าแก็ง 

นางเอาไปลงขวดหมด สุราเมรัย บั่นทอนความดีในตัวนางจนหมดสิ้น" มันร่ายยาวแล้วถอนหายใจ

"แล้วตกลงผมจะต้องตกนรกอยู่มั้ย" ผมถามไปตรงๆมันจ้องหน้าผม แม้ไม่เห็นสีหหน้าแต่เหมือนมันจะทำหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมถาม

"แน่นอน! ตกนรกหมกไหม้ ถึงจะทำบุญด้วยเงินมากมาย แต่จิตใจเจ้ามันไม่รับบุญเลย เจ้าหวังผล นั่นทำให้บุญที่เจ้าได้ ความรู้สึกที่เจ้าได้ 

แทบไม่มี เจ้าไม่มีความสุขที่ได้ทำบุญเลย"

ผมกัดฟันตัวเองแน่น ในเมื่อตัวมันเองบอกผมว่าผมต้องทำดีเพื่อจะได้ไม่ต้องตกนรก แน่นอนผมก็ต้องหวังผลไม่ให้ตกนรกเพราะมันมาบอกผมแบบนี้ จะให้ผมทำบุญโดยไม่หวังผลตอบแทนได้ไง

ผมนั่งเหม่อมองในสวนสาธารณะมองดูต้นไม้ พยายามคิดหาหนทาง เงินผมก็ให้ไปหมดแล้ว ตอนนี้ผมมีแต่ตัว

ตอนนั้นเองผมก็คิดออก ผมไม่รอช้าผมรีบทำตามสิ่งที่ผมคิดทันที

"เป็นไง ทำบุญโดยไม่หวังผลตอบแทนแบบนี้น่าจะได้ผลนะ" ผมตอบยิ้มๆ ขณะสำรวจแผลที่เพิ่งโดนเจาะเลือดมาหมาด"บริจาคโลหิตเพื่อช่วยมนุษย์"

"แต่ยังไม่พอ" มันพูดต่อ ทำเอาผมหมดหวัง

"แล้วจะให้ทำยังไง ตอนนี้ก็จะเย็นแล้วจะให้ผมทำยังไงถึงจะไม่ต้องตกนรก!" ผมตะโกนถาม แน่นอนว่าผู้คนมากมายมองดูผม 

ทำให้ผมต้องรีบหนีสายตาที่จับจ้อง

"ถ้าหากเจ้ามาบริจาคเลือดทุกๆ สามเดือน ้จาอาจจะไม่ต้องตกนรก" มันตอบผมเมื่อเห็นผู้คนเริ่มบาตาลงแล้ว

"การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นบุญอันประเสริฐ แต่ก็ไม่พอ"

ผมจนปัญญา อย่างที่คิด จะให้ทำบุญวันเดียวเพื่อล้างบาปที่ทำทั้งชีวิตมันเป็นไปไม่ได้..แล้วความสุขที่แท้จจริงมันเป็นยังไง ความสุขทีี่เกิดจากบุญ

ความสุขที่รู้สึกเหมือนว่ามีเทียนจุดภายในหัวใจจนรู้สึกอบอุ่น มันเป็นยังไง..ผมอยากรู้เพราะผมไม่เคยสัมผัสมันเลย และผมมั่นใจว่าคนอื่นส่วนใหญ่ก็เหมือนกัน

"แต่ช่วงเวลาของเจ้าในนรก ลดลงไปมากทีเดียว" มันเอ่ยปลอบผมเมื่อเห็นว่าผมกำลังจะร้องไห้ฃ

ผมเดินทางกลับบ้าน ผมไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว สู้เอาเวลาไปเตรียมตัว เตรียวใจจะดีกว่า ผมทิ้งตัวลงนอน ส่วนยมทูตก็นั่งเก้าอี้ตัวเดิมแล้วก็จิบชา

"ผมเคยได้รู้จักคนที่มีความสุขที่แท้จริงมั้ย" ผมเอ่ยถามอย่างสังสัย

"เคย..รึอาจไม่เคย"มันพูดตอบก่อนจะวางแก้วชาลง

"แม่ของเจ้า ข้าพูดได้เต็มปากว่านางเคยสัมผัสเหมือนดั่งแม่ส่วนใหญ่ที่เคยสัมผัส"

พอผมได้ยินดังนั้นทำให้ผมสงบลง แม่ตายตั้งแต่ที่ผมเกิด ส่วนพ่อ พ่อก็โหมงานหนักจนไม่มีเวลามาดูแลผม จนกลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า

อยู่สังคมแบบนี้ต้องดิ้นรน นั้นคือสิ่งที่พ่อผมสอน แต่ตอนนีมันกลับทำให้ผมต้องตกนรก

"เจ้ากลัวหรือเจ้ามนุษย์" มันเอ่ยถามราวกับสงสาร "ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพียงเหมือนว่าเจ้าจะไม่ตนะหนักถึงเรื่องนี้"

"ผมพึ่งอายุยี่สิบห้า มีอนาคตมากมายรอผมอยู๋" ผมตอบก่อนจะร้องไห้ ผมกำลังจะตายแล้วต้องตกนรก เพียงเพราะดิ้นรนแก่งแย่ง 

ทำตัวเป็นคนธรรมดาในสังคมคนเมือง มันผิดเหรอ..หรือผมอาจจะเคยรู้สึกผิด เพียงแต่ได้กลายเป็นความชินชาไปเสียแล้ว

"อนาคตทรยศเจ้าได้ แต่ปัจจุบันมีแต่ตัวเจ้าเองที่ทรยศมัน" มันกล่าวเหมือนปลอบผม

"แล้วทำไมต้องเป็นผม" ผมเอ่ยถามต่อ น่าประหลาด ทุกครั้งที่ผมคุยกับมัน คุยกับยมทูตผู้แจ้งข่าวความตาย ผมกลับเริ่มรู้สึกสงบขึ้น

"ทำไมต้องมาบอกผม คนที่แสนะรรมดามามัญ ทำไมต้องมาบอกผม" มันนั่งเงียบไปปชั่วครู่

"เมื่อถึงเวลาเจ้าจะเข้าใจ เจ้ามนุษย์ แต่ข้าบอกเจ้าได้ว่าเพราะความธรรมดาของเจ้า ข้าเลยมาหาเจ้า" มันตอบก่อนจะเดินไปปิดไฟให้ผม

"นอนเถอะเจ้ามนุษย์ ความทรมานจะทุเลาลง เหมือนแค่หลับไป ข้าชอบคำนี้ เหมือนแค่เจ้าหลับไปแล้วเมื่อเจ้าตื่นนขึ้นมาแล้วจะพบกับโลกใบใหม่"

มันเหมือนละไว้ว่า โลกใบใหม่นั้นคือนรก เพื่อให้ผมสบายใจ

ผมนอนนิ่ง นอนนิ่่งอย่างสงบรู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายที่พึ่งเจอกับยมทูตตอนนี้ ถ้าผมเจอเขาเร็วกว่านี้ ถ้าเขาบอกผมเร็วกว่านี 

ผมอาจจะไม้ต้องตกนรก.....ไม่ต้องตกนรกทั้งเป็น..

....................................

"ตื่นเถอะ เจ้ามานุษย์"...น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ผมลืมตาตื่นขึ้นก็พบยมทูตตนเดิมก้มมองผมอยู่

"ได้เวลาไปแล้ว" มันพูดต่อเหมือนกับที่มันเคยบอก เหมือนแค่หลับไป ส่วนโลกใบใหม่ ผมเห็นแต่เพียงความว่างเปล่า เป็นความว่างเปล่าสีขาวรอบตัวผม

ไม่มีอะไรนอกจากยมทูต โครงกระดูกในผ้าคลุม "ผมตายแล้วหรือ" ผมเอ่ยถามมันก่อนลุกขึ้น มันพยักหน้า

"ผมขอถามหน่อย...เปลวไฟในนรกร้อนมั้ย" ผมถามต่อ แม้จะกลัวแต่พอมีเวลาก็ทำให้พอยอมรับได้

"ร้อน ร้อนยิ่งกว่าดวงอาทิตย์...เพียงแต่เจ้าอาจไม่เจอมัน" คำพูดปิดท้ายทำให้ผมประหลาดใจ

"เจ้าได้ขึ้นสวรรค์ หนึ่งวันนั้นช่วยเจ้าได้หวุดหวิด" มันบอก ผมอึ้ง ปากกำลังจะอ้าแต่ยมทูตกลับเอ่ยขึ้นมาก่อน

"อย่างที่ข้าบอก การช่วยเพื่อนมนุษย์เป็นบุญอันประเสริฐ" มันไม่ได้พูดเปล่า ภาพตรงหน้าผมค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นภาพของ 

ชายวัยกลางคนกำลังโอบกอดครอบครัวที่โรงพยาบาล "นั้นคือไตของเจ้า" มันพูดพร้อมเปลี่ยนภาพ

คราวนี้เป็นภาพเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ดูซูบผอมแต่เธอกลับยิ้มเมื่อเห็นรอยยิ้มบนหน้าแม่ "ไขกระดูกเจ้าช่วยชีวิตเธอจากโรคร้ายในภาษาเจ้า ลูคีเมีย"

ภาพต่างๆอีกมากมายปรากฎขึ้นรอบตัวผม

"นั่น ตับเจ้า ส่วนนั่น นัยน์ตาของเจ้าที่กำลังเปิดโลกใบใหม่ให้กับชายคนนั้น ส่วนนั่นตับอ่อนเจ้า" มันพูดพร้อมี้บรรยายภาพผู้คนมากมายที่กำลังมีความสุข

ผมตะลึงกับภาพที่เห็นและก่อนที่ผมจะรู้ตัวน้ำตาผมก็ไหลรินและความรู้สึกอบอุ่นในอกก็เข้ามา อาจเป็นเพราะโชคช่วย แต่ตอนี่ผมไปบริจาคโลหิต

ผมเผลอกรอกใบบริจาคอวัยวะไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

"เห็นมั้ย ความตายไม่มีอะไรน่ากลัว เจ้าแค่ย้ายไปมีชีวิตอยู่ที่อื่น...อวัยวะของเจ้าก็ด้วย" ยมทูตพูดตอบไม่รู้คืดไปเองมั้ย 

แต่ภาพดครงกระดูกในผ้าคลุมนั้นไม่ชวนดูผวาอีกแล้ว

"และนั้นคือสาเหตุที่ข้าเลือกเจ้าเจ้ามันเป็นคนธรรมดดาสามัญและภาพที่เจ้าเห็นก็เป็นความดีที่ใครๆก็ทำได้ เป็นความดีอันประเสริฐยิ่งเพียงแจ่น้อยคนจะทำ"

มันพูดก่อนจะปิดทุกภาพลง "เจ้าจะเป็นตัวการ เจ้าจะกลายเป็นเรื่องราว เรื่องราวที่บอกต่อให้พวกมนุษย์ตระหนักถึงหลายๆเรื่อง"

ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ ผมเข้าใจแล้วว่าความสุขที่แท้จิงเป็นยังไง ความอบอุ่นในอกเป็นยังไง

ยมทูตเดินนำหน้าผม ผมต้องไปแล้ว พวกคุณที่ได้อ่านเรื่องราวของผม


พวกคุณยังมีเวลา ผมหวังว่าเรื่องราวของผมจะช่วยสอนให้พวกคุณให้ตระหนักในหลายๆเรื่อง 

และสุดท้ายผมหวังอย่างยิ่งว่า..มันจะช่วยให้พวกคุณได้สัมผัสความสุขที่แท้จริงเหมือนผม..


*****จบ***** 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Overstory จากทั้งหมด 1 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:57

    ฝากด้วยนะครับ

    #1
    0