รามกร [LINHOON Au :THAI]

ตอนที่ 3 : ของตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 743
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 83 ครั้ง
    21 เม.ย. 62


ก่อนอ่าน มาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะ

เรื่องนี้มีไทม์ไลน์ดังนี้นะคะ

บทนำ ของเรื่องนี้คือช่วงปัจจุบันของเรื่องนี้นะคะ
ส่วนตอนที่ 1(ออกมาเจอกันได้ไหม) เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของราม ซึ่งพี่รามได้นึกถึงอดีตเมื่อสองปีก่อน ก่อนที่จะเลิกกับแฟนสาว และวนกลับมาปัจจุบัน 

ส่วนตอนที่ 2 (ของตาย) เป็นตอนที่เกิดเรื่องเมื่อ 2 ปีก่อน

สรุปนะคะ
เมื่อสองปีก่อน พี่รามเลิกกับพริ้ม แล้วหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 เดือนก็เจอกับน้องกร (หรือน้องมะยม) พี่รามจะเป็นคนเดียวที่เรียกน้องว่า "กร"

ซึ่งหมายถึง เนื้อเรื่องตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป จะย้อนอดีต วนไปจนถึงเมื่อแปดเดือนก่อน ที่จะถึงตอนบทนำ 

ยิ่งอธิบาย ยิ่งงง เออ... อ่านกันค่ะ!

คำเตือน : นิยายเรื่องนี้มีทางบาปบ้างไม่บาปบ้าง แต่เพราะคนเขียนสวยมาก และผู้ไทเปมัดจุก 
ดังนั้น เราตัดเข้าโคมไฟอย่างเดียวค่ะ!!!










รามกร

บทที่ 2

 

(สองปีก่อน)

รามยังคงทำงานตามปรกติ แม้ว่าชีวิตของเขาจะเหมือนขาด ๆ แหว่ง ๆ ไปบ้าง แต่เขาก็คิดว่ามันจะต้องผ่านไป ในเมื่อมันลงเอยแบบนี้แล้ว

ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกรำคาญอยู่บ้างก็คือสายเรียกเข้าที่เป็นชื่อของคนรักเก่า

พริ้มพราวยังพยายามโทรหาราม ทั้งที่เธอทั้งโพสต์ข้อความและพูดถึงเขากับเพื่อน ๆ ว่า ไม่ติดต่อกันแล้ว และเลิกกันอย่างเด็ดขาด

ครั้งล่าสุดที่รามเผลอไปรับสายของพริ้มพราวก็คือเมื่อหลายวันก่อน เธอเอาแต่พูดเรื่องสาเหตุที่เลิกกัน สรุปโดยรวมแล้วก็คือเพราะรามใส่ใจเธอไม่ดีพอ ซึ่งเขายอมรับก็ได้ เขาไม่ดีก็ได้... แต่เขาก็ชักทนไม่ได้เมื่อพริ้มพราวยังพยายามจะออกคำสั่งให้เขาไปจัดการปัทมา

ขอโทษเถอะนะ ถึงในบริษัทเขาจะตำแหน่งสูงกว่าปัทมา แต่บอกเลยว่าเขาไม่มีทางเอาเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวไปปนกันเด็ดขาด

ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เขากลัวเพื่อนสนิทสายโหดคนนี้ชี้หน้าด่าจนลืมนามสกุลหรอกนะ

การที่พริ้มพราวจะให้เขาตำหนิ และต่อว่าปัทมาน่ะ เป็นไปไม่ได้ ถึงจะเป็นการส่วนตัวเขาก็ไม่พูดหรอก เพราะเขายอมรับกับตัวเองเลยว่า สิ่งที่ปัทมาไปโพสต์ตอบโต้ข้อความของพริ้มพราวนั้น... เขาเองก็คิด

“คุณผู้จัดการ ทำไมไม่รับสายล่ะนั่น เสียงเรียกเข้าดังนานแล้วนะ” นึกถึงก็โผล่มาเลย

ปัทมา เป็นหญิงสาวรูปร่างไม่เล็ก แต่เธอไม่ใช่คนอ้วน ผมสั้นทันสมัยแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้จัดแต่งอะไรมากนัก ดูแค่นี้ก็รู้เลยว่า แม่คุณคงตื่นสาย ได้แค่คิ้วกับปากก็คงรีบแจ้นออกจากบ้านแน่นอน

“สายของพริ้ม แกจะรับแทนปะล่ะ”

“มึงทนฟังกูด่าเมียเก่ามึงได้ปะล่ะ” ไม่ใช่ทนฟังไม่ได้ แต่รามว่า... ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า

“แล้วมีอะไร ปรกติไม่ค่อยเห็นแกเข้ามาหา” รามเปลี่ยนเรื่อง ซึ่งก็ได้ผล ปัทมายอมตามใจ และเริ่มพูดคุยเรื่องงานที่ติดปัญหาอยู่ ซึ่งจำเป็นจะต้องให้ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์อย่างราม เป็นคนเข้ามาช่วยแก้ไข ซึ่งมันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ต้องทำให้ถูกขั้นตอน

“แกก็ตัดสินใจเองแล้วกันนะ ฉันมารายงายตามระเบียบ อันนี้เป็นบันทึกข้อความ ยังไงถ้าเอาเรื่องเข้าประชุมก็บอก ๆ กันหน่อย จะได้เตรียมตัวได้ถูก”

“ได้ จะดูให้อีกที”

“อ่อ... อีกเรื่อง”

“ว่ามา...” รามนึกว่าเป็นเรื่องงาน เขาจึงตอบรับโดยไม่ได้มองหน้าของปัทมา ซึ่งกำลังใช้สายตาเจ้าเล่ห์มองเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียน

รามทำงานที่นี่ก่อนเธอ และชักชวนเธอมาทำหลังจากที่ตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองมั่นคงแล้ว ตอนนั้นเธอมีปัญหากับที่ทำงานเดิมพอดี จึงลาออกและมาสมัครงานในตำแหน่ง วิศวกรยานยนต์ ในคราวแรกฝ่ายบุคคลของทางนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยนักที่จะรับวิศวกรผู้หญิง แต่ก็ได้หนังสือรับรองจากรามนี่แหละ เป็นใบเบิกทาง

ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างรามและปัทมาจึงแนบแน่น กลมเกลียวมาก แม้ช่วงแรก ๆ จะมีเสียงครหาเรื่องของความสนิทของทั้งสองคน แต่ก็ผ่านมันมาได้

ตอนนี้ปัทมาแต่งงานแล้ว และมีแพลนว่าจะมีลูกคนแรกภายในปีนี้ ทว่า... ยังไม่รู้เลยว่าว่าที่คุณลูกลอยลมอยู่ที่ไหน

“พวกตี๋ใหญ่ตี๋เล็กนัดรวมพลว่ะ ที่เดิม เพิ่มเติมคือฉลองความโสดให้มึงอะ”

“เหี้ย” รามสบถ ก่อนจะยิ้มออกมา สมกับเป็นแก๊งขี้เมาของคณะจริง ๆ  กี่ปี ๆ ก็นัดกันด้วยเรื่องเดิม ๆ

“ถ้ามันทำป้ายไวนิลมาติดที่หน้าบริษัท เป็นการแสดงความยินดีกับเรื่องของมึงได้โดยไม่โดนมึงไล่เตะนะ พวกมันทำแล้ว”

“แม่ง.. พวกมึงไปสุดมากเรื่องนี้”

“พอได้ยินมันพูดเรื่องป้ายไวนิลนะ กูก็ปิ๊งไอเดียเลย พริ้ม เงินเก็บราม เมื่อไหร่จะคืนแบบนี้อะดีไหมวะ หน้าโรงแรมเลยเว้ย”

“ปัท.. ถ้าแกไม่ใช่ผู้หญิงนะ กูถีบจริง ๆ”

“ฮ่า ๆ” นอกจากจะไม่โกรธแล้ว ปัทมายังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วลุกขึ้นยืน

“ไม่รู้อะ กูจะร้ายร้าย จนกว่ามึงจะได้เงินคืน สร้างแคมเปญ #ทวงคืนเงินเก็บให้รามเขมราช งี้ดีไหม”

“ไปเลยมึง ไปทำงานเลย ห่านี่”

“เหี้ย... มึงด่ากูอะราม มึงด่าเพื่อนผู้บอบบางอย่างนี้ได้ไง”

“นอกจากจะด่า เดี๋ยวกูโทรฟ้องผัวมึงด้วยไอ้ปัท ไปทำงานเลย” ปัทมาไม่วายพูดจากวนประสาทอย่างไม่สมกับความเป็นกุลสตรี แต่รามชินเสียแล้ว เมื่อคล้อยหลังเพื่อนไป เขาจึงรีบเคลียร์งานต่อ

แต่คืนนั้นก็ไม่พ้นไปเมากับกลุ่มเพื่อน...

 

ร้านที่พวกเขาเลือกก็คือร้านประจำที่มักจะนัดมานั่งดื่ม พร้อมทั้งกินข้าวไปด้วยเลยทีเดียว อาจจะด้วยวัย และความชอบส่วนตัวของทุกคนที่เห็นตรงกัน จึงไม่ค่อยเน้นไปตามผับตามบาร์ เน้นกินข้าว ไม่ก็กับแกล้มหนัก ๆ หน่อย จิบเบียร์เย็นเป็นวุ้นให้ชื่นใจ นั่งพูดคุยเรื่องต่าง ๆ

“กูเห็นด้วยกับไอ้ปัทนะเว้ย เรื่องเงินเก็บของมึงอะ” ตี๋ใหญ่ หรือศิธรรม์ พูดเมือเริ่มดื่มกันไปได้ระยะหนึ่งแล้ว อันที่จริงหนุ่มรูปร่างสัดทัด ออกไปทางเตี้ยเล็กน้อย ผิวเข้มใบหน้าคมสัน ไม่ได้ชื่อเล่นว่าตี๋ใหญ่ แต่ที่ต้องชื่อนี้เพราะจะได้ไม่งงกับเพื่อนอีกคน ที่ชื่อศิธรรม์เหมือนกัน

คนหนึ่งชื่อใหญ่แต่ตัวเล็ก แต่อีกคนชื่อเล็กแต่ตัวใหญ่ เลยได้ฉายา ตี๋เล็ก ตี๋ใหญ่ แห่งวิศวกรรมศาสตร์

“คือกูเข้าใจว่า มึงจะไม่เอาเงินคืน เพราะถือว่าเป็นค่าทำขวัญอะไรแบบนี้กับพริ้มใช่ปะวะ            ” ตี๋ใหญ่ถามอีก ซึ่งเป็นคำตอบที่เกือบจะใช่ในทั้งหมด

“ก็ไม่เชิง วันนั้นเหมือนพริ้มจะขวางสมุดบัญชีไว้บนโต๊ะ แต่กูไม่ได้เก็บมา อีกอย่างเงินกูก็โอนเข้าบัญชีเขา มันก็เหมือนกูให้เขาอยู่แล้ว กูเอาบัญชีมากูก็ถอนเงินไม่ได้อยู่ดี กูก็อยากจบ ๆ ไป ไม่อยากติดค้างอะไร”

“แต่ไม่จบเว้ย อีนั่น... ไม่ต้องมองหน้า กูเป็นผู้หญิง กูจะจิกด่าชะนี ผู้ชายอย่างพวกมึงไม่ต้องยื่นปาก เดี๋ยวกูด่ากลับ”

“แรงมากแม่!! แม่ไม่เคยหยุดแรงค้าบบบ” ตี๋เล็กเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นเมื่อปัทมาทำท่าจะด่าให้

“เดี๋ยวกูจะด่ามึงแทนนะ อิเล็ก” เนี่ย... ไม่อยากให้ปัทมามีเรื่องกับพริ้มพราวเพราะแบบนี้ กลัวเพื่อนจะไปด่าทางนั้นจนหัวใจวายตาย แล้วรามต้องขึ้นเป็นพยานชี้ตัวนี่แหละ

ปัทมาตวัดสายตาค้อนกลับ ยกเบียร์ขึ้นจิบ แล้วมองหน้าราม

“เรื่องนี้กูจริงจังนะราม กูยอมรับว่ากูพูดส่วนหนึ่งเพราะกูน่ะเพื่อนมึง แต่กูก็ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งถ้าเรื่องของมึง ถ้าเอามาตรฐานของกูเป็นบรรทัดนะ กูต้องคืนเงินมึงว่ะ อยู่กับมึงตั้งแต่เรียนจบ เอาจริง ๆ ก่อนเรียนจบด้วยซ้ำ ค่าห้อง จะย้ายจากถูกไปแพง ค่ากิน ค่าใช้จ่าย กูมั่นใจว่าค่าบัตรเครดิตด้วย ไหนจะของราคาแพง ๆ เครื่องประดับ สารพัดอย่าง มึงออกทั้งนั้น ค่าน้ำมันรถของแม่นั่น ก็มึงที่จ่าย กูถามจริง เงินเดือนนางเคยเอามาแชร์อะไรให้มึงไหม? ก็ไม่ ถ้าเงินเดือนของมึงไม่แตะหลักแสน เลี้ยงไม่ได้ขนาดนี้หรอก นางเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว ไม่ต้องเอาเรื่องอนาคตที่แสนเลิศหรู ความถูกเลี้ยงดูมาอย่างเจ้าหญิงดีสนี่ย์นะ คิดจะสร้างครอบครัวด้วยกัน ทุกอย่างก็ควรจะหารสองไหม คนจะแต่งงานกันน่ะชีวิตเกินครึ่งของเรากับเขาต้องแชร์กันเว้ย แต่นี่ไม่ใช่ ทุกอย่างมึงออกอยู่คนเดียว แล้วส่วนของนางล่ะ?”

“ตอนมึงแต่งาน มึงออกเงินปะวะปัท” นี่คือสิ่งที่รามข้องใจ เขาไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย แต่เหมือนเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับบ้านของพริ้มพราว มันเลยทำให้เขานึกถึงวัฒนธรรมของการแต่งงาน

“งานกูกับพี่เอื้อไม่ใหญ่มาก แต่ก็หมดไปเยอะเหมือนกัน กูช่วยพี่เอื้อออกไปครึ่งหนึ่ง เพราะส่วนหนึ่งคือพี่เอื้อจัดสินสอดมาตามที่พ่อแม่กูเรียกไป เขาก็เหมือนออกเงินมาสองต่อแล้ว กูก็ช่วยให้เหลือต่อครึ่งอะ เพราะมันก็งานกูกับพี่เขา”

รามยังติดใจอยู่ จนตี๋เล็กเอ่ยออกมา “พี่สาวกูแต่งเมื่อปีกลาย งานไม่ใหญ่นะ แล้วก็จัดกันที่บ้านเดิมต่างจังหวัด แต่พี่สาวกูออกค่าใช้จ่ายงานแต่งเองทั้งหมด ก็ใช้ไปแสนกว่า ๆ แต่ทางพี่เขยกูน่ะ โดนสินสอดไปเยอะไง ทั้งทอง ทั้งเงินสด แต่พ่อแม่กูไม่ได้เอานะ สุดท้ายก็ยกให้พี่สาวกูหมด”

“กูว่าเรื่องนี้มันอยู่ที่ความพร้อมของแต่ละคนว่ะ ทางไอ้ปัทพร้อมแบบนั้น ทางพี่ไอ้ตี๋เล็กพร้อมแบบนี้ แต่ไอ้รามน่ะ แม่งไม่พร้อมไง เรื่องมันเลยเป็นแบบนี้”

“ถึงแม่งพร้อมกูก็ว่าเกินไปอะมึง ไหนจะให้ซื้อบ้านซื้อรถ ทั้งหมดต้องเป็นชื่อแม่นั่นนะเว้ย คนแต่งงานกัน ถ้าจะกู้ซื้อบ้านก็ต้องเป็นหนี้ร่วมกันปะวะ หรือยังไง? นางพูดอะไรมาอีกหรือเปล่า” รามจิบเบียร์ ก่อนจะยอมเปิดปากพูดเรื่องที่ล่าสุดคุยกับพริ้มพราว

“พริ้มบอกว่ามันเป็นสิ่งที่คนเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องรับผิดชอบ เขาเป็นช้างเท้าหลัง แต่กูน่ะ สนใจแต่ตัวเอง ไม่สนใจความรู้สึกของเขากับที่บ้าน คิดแต่ว่าพ่อแม่เขาจะขายลูกกิน กูบอกตรง ๆ นะ กูไม่ชอบคำนี้ วันนั้นพ่อแม่กู เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ จะมีก็แม่กูโกรธที่พริ้มพูดเหมือนกับชีวิตของเขามีกูคอยถ่วงอยู่ แล้วพ่อก็ตัดบทว่า ถ้ากูไม่ไหวก็ไม่ต้องแต่ง แค่นั้น”

“ก็เท่าที่เห็นตามโพสต์บ่อย ๆ เขาโยนความผิดให้มึงหมดว่ะราม ยังไงมึงก็ตัวเหี้ยสำหรับแก๊งเจ้าหญิงดีสนีย์ของเขาแล้ว” ตี๋ใหญ่สรุปให้ ซึ่งก็ไม่ผิดนัก ทุกวันนี้รามไม่รู้หรอกว่าพริ้มพราวด่าเขาอะไรบ้าง เพราะตั้งแต่โพสต์นั้นที่เขาอ่าน รามก็บล็อคทุกโซเชียลของพริ้มพราว จะเหลือแค่เบอร์โทรศัพท์นี่แหละ

ทุกคนยังพูดคุย ถกประเด็นนี้ไปอีกพักหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่ากระตุ้นให้รามไปทวงเงินไม่ได้ก็ต้องยอมเงียบไปก่อน และเริ่มเปลี่ยนไปคุยเรื่องการทำงานของแต่ละคน ทว่าไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงโวยวายจากโต๊ะที่ห่างออกไปไม่กี่โต๊ะ จนทุกคนต้องหันไปมอง รวมถึงรามด้วย

“กร?” รามเอ่ยชื่อชื่อหนึ่งขึ้นมา เพราะคิดว่าหนึ่งในคนที่กำลังมีปากเสียงนั้นคือคนรู้จักของเขา

จะพูดให้ถูกคือ เพื่อนสนิทของคนที่เขารู้จักมากกว่า

ยศกร... เพื่อนรักเพื่อนซี้ของพิมรักษณ์ ลูกสาวของผู้มีพระคุณบ้านเขมราช

ยศกรในความทรงจำของรามกับปัจจุบันไม่ต่างกันมาก ดังนั้นเขาจึงจดจำได้  แต่ถึงจะรู้จักหน้าค่าตา การพุ่งเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายโดยที่ไม่มองต้นมองสายก็คงไม่ดีนัก

“มึงรู้จักเหรอ?”

“คนบ้านเดียวกัน”

“คนไหนวะ?”

“ผู้ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นชมพูดอ่อน ตัวเล็ก ๆ น่ะ” รามตอบปัทมา ซึ่งทุกคนสนใจเหตุการณ์ตรงหน้าเหมือน ๆ กัน

“กูว่าท่าจะไม่ดีว่ะ ไอ้คนตัวโต ๆ นั่นจะตีน้องคนนั้นปะวะ” ตี๋ใหญ่เอ่ย เมื่อเห็นท่าทางไม่น่าไว้ใจ และดูจะบานปลาย แม้ว่าผู้จัดการของร้านจะเข้ามาห้ามปรามแล้วก็ไม่เป็นผล

“กูจะเข้าไปดูก่อน”

“เฮ้ย! ไอ้ราม ใจเย็น”

“กูไม่ได้จะไปหาเรื่องเขา จะเข้าไปดูน้อง” รามหันมาตอบตี๋เล็กที่จับแขนของเขาไว้ เมื่อเป็นอิสระก็เดินเข้าไปยังจุดที่เกิดเหตุพอดี

แต่กลายเป็นว่ารามไม่ได้เดินไปคนเดียว ทั้งตี่ใหญ่ตี๋เล็กเดินตามมาด้วย โดยให้สาวหวานคนเดียวในกลุ่มนั่งเฝ้าโต๊ะไปก่อน ถ้ามีเรื่องจริงๆ  ค่อยให้เธอเรียกคนมาเคลียร์ให้

ยิ่งเข้าไปใกล้ ๆ รามก็ยิ่งมั่นใจว่าหนึ่งในสองที่กำลังทะเลาะกันอยู่นั้น เป็นยศกร เด็กตัวน้อยที่มาวิ่งเล่นในไร่หาญนรินทร์บ่อย ๆ หลายครั้ง เขาก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันเป็นขบวนด้วย

“กร?” ตอนแรกอีกฝ่ายไม่ได้หันมาสนใจราม กระทั้งรามไปจับแขนของอีกฝ่าย จนสะดุ้งและสะบัดออกนั่นแหละ “กร... มีอะไรหรือเปล่า” รามถามออกไป ทั้งที่ลืมตัวไปว่า ตนเองและอีกฝ่ายนั้นไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว ไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนั้นจะจำเขาได้ไหม ทั้งเขายังเรียกชื่อที่ไม่เหมือนคนอื่นอีกด้วย

ยศกร ชื่อเล่นคือ มะยม แต่เขากลับเรียกอีกฝ่ายว่า กร... เรียกมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว

“อ๋อ... เพราะมีไอ้นี่ใช่ไหม มะยมถึงคิดจะเลิกกับผมน่ะ” ไม่ทันจะรื้อฟื้นความทรงจำหรอกนะ เสียงของคู่กรณีแทรกเข้ามาทำให้ทั้งรามและยศกรหันกลับไปมองหนุ่มตี๋ รูปร่างดี หน้าตาดี แต่งตัวดี แต่มารยาทไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้นแหละ แล้วก็เลิกพาลไปเรื่อยสักทีอาร์ต จบคือจบ เราตกลงกันตั้งแต่แรกอยู่แล้วนะ ว่าแค่ไหน”

“เรื่องนี้เราค่อย ๆ คุยกันก็ได้นี่มะยม ทำไมต้องเลิกกันด้วย? อาร์ตไม่ยอมนะ”

“ไม่ยอมก็ต้องยอม นายไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรทั้งนั้นอาร์ต อีกอย่าง อาร์ตกับยมไม่จำเป็นต้องเลิกกัน เพราะเราไม่เคยคบกัน” คนพูดไหวไหล่ไม่แยแส “ก็แค่สนุกด้วยกันไม่กี่ครั้ง ใครจะจริงจังกับเรื่องแค่นั้น”

เออ...

รามหันไปสบตากับตี๋ใหญ่และตี๋เล็ก ดูเหมือนว่าคนที่โดนเล่นงานจะไม่ใช่เจ้าตัวเล็กตรงนี้เสียแล้ว แต่ละคำที่พูดออกมานั้น บอกได้เลยว่า ถ้าเป็นคู่กรณี มีจุกอกตายไปแล้ว

หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ แต่ทำไมคมกริบชนิดที่ตัดฉับไม่เหลือเยื้อใยเลยเล่า

“มึงจะเอาอย่างนี้ใช่ไหม!” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่ได้ รามจับแขนของยศกรเอาไว้ แล้วดึงให้มาหลบข้างหลัง ซึ่งขนาดตัวของเขาสามารถบังร่างกายที่สูงแค่ไหล่ได้มิดเลยทีเดียว

“พี่ว่าน้องใจเย็นนะ ที่นี่เป็นที่สาธารณะ พี่ว่ากลับ...”

“มึงอย่ามาเสือก!

“อ่าว... ไอ้สัด” ตี๋ใหญ่เผลอหลุดออกมา นั่นทำให้อีกฝ่ายโมโหหนักกว่าเดิม ทำท่าจะย่างสามขุมเข้ามาดึงยศกรไป แต่รามก็ขวางไว้ ทั้งพนักงานและผู้จัดการร้านก็พยายามเข้ามาห้าม

“ตีมันเลย ๆ พูดไม่รู้เรื่องนัก” เสียงเบา ๆ ที่ดังอยู่ข้างหลัง ทำเอารามต้องหันไปมองเล็กน้อย แต่เจ้าตัวยุ่งก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กลบเกลื่อน

แต่รามว่า... รามหูไม่ฝาดนะ

“พวกมึงอย่ามายุ่งเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ ดีกว่า ถอยไปก่อนที่กูจะโมโหมากกว่านี้”

“คนที่ต้องถอยน่ะน้องมากกว่านะ ได้ยินอยู่นี่ว่ากรเขาไม่ได้คิดอะไรด้วย จะตื้อทำไมให้เสียเวลา” รามเปิดปากพูดอีกครั้ง พร้อมทั้งส่งสายตาห้ามปราม ถือว่าเตือนกันก่อน ไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่แต่รังแกเด็ก เพราะไม่ว่าจะมองยังไงอีกฝ่ายคงเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยล่ะมั้ง

“มึงนั่นแหละ ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วอย่ามาเสือก ถอยไป ถูกจะคุยกับเมียกู” ข้างหน้าเป็นผู้ชายที่กำลังอารมณ์เดือดถึงขีดสุด แต่ข้างหลังของรามกลับเป็นเจ้าตัวแสบที่กนด่าเบา ๆ ตกลงว่าจะด่าคู่กรณี หรือด่าเขาล่ะ เพราะคนที่ได้ยินคือราม

“เมียป่อมึงกะ ไอ้ง่าว กูเป๋นป่อจาย” (เมียพ่อมึงสิ ไอ้โง่ กูเป็นผู้ชาย)

“พูดกันไม่รู้เรื่องละ ผมว่าคุณผู้จัดการพาเขาออกไปดีกว่านะ บรรยากาศร้านเสียเปล่า ๆ รบกวนแขกคนอื่นด้วย” ตี๋เล็กเป็นคนพูด และหาทางออก แต่เหมือนฝ่ายนั้นจะไม่ยอม

“อย่ามาแตะกู! พวกมึงไม่รู้หรือไงว่ากูเป็นใคร!

คือ...

รามไม่รู้จะขำหรือหัวเราะดีกับท่าทีแบบนี้ เขาถึงกับหันมามองหน้ายศกรแล้วเอ่ยถามว่า “พี่ต้องรู้ไหมว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร หรือชื่อพ่อแม่งชื่ออะไร”

“หนูก็ไม่รู้ว่าพ่อเค้าชื่ออะไรอะพี่ หรือว่าเขาเป็นอะไร สงสัยเป็นบ้า” รามหลุดขำออกมาจนได้ หมดกันจากที่จะเก๊กดุ ข่มขู่ชาวบ้าน

“พ่อมึงจะเป็นใครกูไม่รู้นา... แต่ตีนเพื่อนกูเวลากระแทกปากใครเนี่ย ไม่รอถามชื่อพ่อนะ” ตี๋ใหญ่พูดออกไปอย่างหงุดหงิด มันต้องเป็นอย่างนี้ตลอดเลยเหรอวะ ต้องถามว่าไม่รู้เหรอว่ากูเป็นใคร พ่อกู แม่กู ปู่ ย่าตา ยาย กูเป็นใคร

ไม่ใช่นายทะเบียนโว้ยยยย ไม่อยากรู้!

แต่ประเด็นจะเอาเท้าไปกระแทกปากใครไม่น่าสนใจเท่า ขู่ไปแล้วมาตบไหล่ของรามปั่ก ๆ หรอกนะ คงไม่ใช่ว่าจะให้เขาลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายหรอกนะ

“ตีเลยพี่ ตีเลย ๆ” นี่ก็อีกคน ไอ้พูดน่ะไม่เท่าไหร่ จับเสื้อของเขาแล้วดึงไปดึงมานี่สิ ถึงราคามันจะไม่แพง แต่เกิดฉีกขึ้นมาจะให้เขาทำยังไง

ทว่าไม่ได้จะลงไม่ลงมือกันหรอก ผู้จัดการร้านให้การ์ดหน้าร้านมาพาตัวแขกตัวปัญหาออกไป พร้อมขอโทษลูกค้าท่านอื่น ๆ เสียก่อน งานโชกเลือดจึงไม่มี จะเหลือก็แต่เคลียร์กับคนกันเองนี่แหละ

“ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่มาช่วยผม”

“ไม่แทนตัวเองว่าหนูเหมือนเมื่อกี้ละ?” รามเลิกคิ้วเอ่ยถาม “ไม่เจอกันไม่กี่ปีร้ายกาจขึ้นเยอะน่ะเราน่ะ เมื่อก่อนตัวกระเปี๊ยกเดียว ตอนนี้ก็ยังกระเปี๊ยกเหมือนเดิม แต่แสบขึ้นมาก”

“เอ๊ะ เรารู้จักกันเหรอ? ตะกี้พี่ก็เอาแต่เรียกผมว่า กร นะ ผมไม่ได้ชื่อกรสักหน่อย”

“ยศกร? เพื่อนคุณรักษณ์ไม่ใช่หรือเราน่ะ” รามพูด พร้อมกับสะอึกขำ เด็กคนนี้จำเขาไม่ได้จริง ๆ

“พี่รู้จักผมเหรอ รู้จักไอ้อ้วนด้วย”

“พี่รามเองครับกร จำไม่ได้จริง ๆ เหรอ” รามอยากหัวเราะใส่เจ้าเด็กที่กระพริบตาปริบ ๆ อยู่กลางร้าน ในขณะที่ตี๋ใหญ่กับตี๋เล็กเดินกลับโต๊ะไปแล้ว

ยศกรพยายามคิด แต่ก็ขมวดคิ้วมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ยกมือขึ้นเกาหัวและส่ายหน้า “นึกไม่ออกเลยครับ”

“เอางี้ ไปนั่งโต๊ะกับพวกพี่ก่อน แล้วค่อย ๆ นึก” พอรามพูดแบบนี้ ยศกรก็แสดงสีหน้าประหลาด แววตาทอประกายบางอย่าง ซึ่งทำให้รามขำออกมา

“ไม่ต้องระหวงหรอกน่า... โต๊ะพี่มีผู้หญิงเห็นไหมครับ แล้วอีกอย่าง พี่รู้จักกรจริง ๆ กรก็รู้จักพี่ด้วย แค่นึกไม่ออก”

“นั่นเมียพี่หรือเปล่า” รามถึงกับหันขวับไปมองปัทมาที่นั่งหัวเราะเอิ้กอ้ากกับสองตี๋ ก่อนจะหันมากวักมือเรียกให้ทั้งสองรีบเข้าไปหา

“ไม่ใช่ครับ ถ้าไม่เชื่อว่าเรารู้จักจริง ๆ กรโทรไปถามคุณรักษณ์ก็ได้”

“ไมได้จะขนาดนั้นหรอกครับ ผมแค่นึกไม่ออก” รามไม่ได้ว่าอะไร เขาเดินนำไปก่อน ถ้ายศกรจะตามก็ตามมา แต่ถ้าจะกลับเขาคงไม่ห้ามอะไร

สุดท้ายยศกรก็เลือกที่จะมานั่งรวมกับโต๊ะของราม ทั้งหมดทำความรู้จักกัน รวมถึงรามที่แนะนำตัวเองว่าเป็นใครมากจากไหน การที่จะใบ้เป็นคำ ๆ คงไม่สนุกนัก

“อ๋อ... นึกออกแล้ว ขอโทษครับพี่ที่จำไม่ได้ เราไม่ได้เจอกันนานมาก”

“หลายปีเลยครับ พี่มาเรียนต่อมหาลัย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน พอได้กลับไปช่วงปิดเทอม พวกกรกับคุณรักษณ์ก็มาเรียนต่อ สวนกันไปมา”

“แล้วงี้พี่รามเจอไอ้อ้วนบ้างไหมครับ?” รามพยักหน้า

“เจอเมื่อช่วงออกพรรษาปีก่อนครับ คุณรักษณ์ไม่มีงานเลยกลับไปพักผ่อน ส่วนผมได้หยุดก็เลยกลับไปเยี่ยมบ้าน”

“โห... พี่รามกลับบ้านกี่ครั้งเองเนี่ย ผมยังกลับทุกปีเลย แต่ไม่ค่อยกลับช่วงเทศกาล คนเยอะ” รามพยักหน้าเห็นด้วย

“พี่ก็ไม่ค่อยกลับช่วงเทศกาล ที่บ้านพี่เขาไม่ค่อยอะไรด้วย”

“อินี่มันไม่ค่อยหยุดงานหรอกน้องมะยม นางอยู่เฝ้าออฟฟิตตลอด เพราะต้องโคกับต่างชาติ” เป็นปัทมาที่ชี้แจงออกมา “ว่าแต่น้องไปทำอีท่าไหนถึงโดนหาเรื่องแบบนั้น ไม่สะดวกใจไม่ต้องตอบนะ พวกพี่ขี้เสือกเป็นงานหลัก”

ยศกรหัวเราะ รับแก้วเบียร์จากราม ซึ่งสั่งเพิ่มมาให้เขาโดยเฉพาะ ตัวเขาก็รู้ว่าทุกคนเห็นเหตุการณ์ ดังนั้นจึงไม่ได้ปกปิดอะไร

“ก็ตกลงกันแต่แรกแล้วครับว่าความสัมพันธ์จะอยู่ในรูปแบบไหน แต่พอนาน ๆ เขาดูเขาติดผมมากไป ผมไม่ชอบก็เลยเริ่มห่าง ๆ กัน วันนี้ก็นัดมาเคลียร์ แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ”

“แค่คุย ๆ กันงี้เหรอ ทำไมเขาตามขนาดนั้นหว่า” ปัทมาไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่บรรดาหนุ่ม ๆ นั้นนึกภาพออกเป็นฉาก ๆ เลยทีเดียว

“ก็คงชอบน้องมันมากนั่นแหละ ช่างเถอะ ๆ ดื่มกันดีกว่า” ทุกคนไหลไปตามตี๋ใหญ่ที่เปิดทาง ไม่นานหลังจากนั้นเมื่อรู้สึกคุ้นเคยกัน ทั้งรามและยศกรก็พูดคุยกันอย่างถูกคอ นั่นอาจจะเพราะความสนิทสนมในวัยเด็กก็เป็นได้

ตอนแรกรามคิดว่ายศกรจะมานั่งไม่นานแล้วก็คงกลับ เขายังคิดอยู่เลยว่า จะหาเรื่องคุยอะไรดีเพื่อรั้งให้อยู่นานอีกนิด เพราะการคุยกับยศกรทำให้เขาหัวเราะมากกว่าที่เป็น อีกอย่าง... เพราะมียศกร ทำให้เพื่อนของเขาเลิกพูดเรื่องน่ารำคาญใจไป

ดื่มกันจนเกือบเที่ยงคืน ปัทมาก็ขอตัวกลับ เนื่องจากสามีไม่ได้ห้ามถ้าจะออกเที่ยว ดื่มกับเพื่อน ๆ บ้าง แต่ต้องพอดี และตอนนี้สามีของเธอก็มารออยู่หน้าร้านแล้ว ดังนั้นในโต๊ะจึงเหลือแค่สี่หนุ่ม

ตี๋เล็กขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์นอกร้าน ส่วนตี๋ใหญ่นั้นหันไปมองดนตรีสดบนเวที ร้านอาหารแห่งนี้ถือว่าบรรยากาศใช้ได้เลย สำหรับคนที่ชอบดื่ม แต่ไม่ชอบเพลงจังหวะ EDM เน้นฟังเพลงให้เพลิน ก่อนจะกลับไปนอน

“ผมไม่เคยมาร้านนี้เลยอะพี่ เพิ่งเคยมานี่แหละ”

“อ่าว... แล้วกรมายังไง?”

“นั่งแท็กซี่มาครับ แล้วพี่ล่ะ”

“แท็กซี่เหมือนกัน กลัวเมาแล้วขับเองไม่ไหว”

“ส่วนหนู... เอ่อ ผมไม่มีรถขับ  ฮ่า ๆ” ยศกรหัวเราะ ไม่รู้ว่าเพราะดื่มมากไป หรือว่าเส้นตื้นเกินลิมิต เลยขยับตัวมากเกิน แทบจะหงายหลังตกเก้าอี้ ดีว่ารามตวัดแขนโอบเอวเอาไว้ได้ทัน

“เมาหรือเปล่าเนี่ยเรา”

“หนู... ผมกินเบียร์ไม่เก่ง”

“อ่าว.. แล้วไม่บอก พี่สั่งอย่างอื่นให้ละกัน”

“ไม่เป็นไร ๆ แค่เมาเร็วกว่าเหล้าเท่านั้นครับ” รามยิ้ม และส่ายหน้า ในขณะที่ยศกรกินไม่ถึงสิบแก้วก็เริ่มเมาแล้ว แต่เขานั่งตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ยังแค่กรึ่ม ๆ

เฮ่ออออ ขี้เมาจริง ๆ หมายถึงเขาเนี่ย

“ไม่ต้องงงตัวเองขนาดนั้นก็ได้ แทนตัวตามที่ชินเถอะกร” ยศกรพยักหน้า ยกเบียร์ขึ้นจิบ “แล้วนี่กรคบกันคนเมื่อกี้นานแล้วเหรอ”

“ไม่ได้คบกันสักหน่อย หนูบอกแล้วไง ว่าหมอนั่นคิดไปเอง”

“เอ้า พี่ลืมบ้างสิ”

“แก่แล้วน้อออออ” ยศกรหันไปฉีกยิ้ม ก่อนจะรีบหันกลับไปยังเวทีซึ่งดนตรีเพลงเพลงหนึ่งดังขึ้น และเหมือนเจ้าตัวจะชอบมาก “หนูชอบเพลงนี้ๆ ๆ”

ไม่รู้ว่าใครขอเพลงขึ้นไป หรือเป็นเพราะว่านักร้องมีรายการเพลงอยู่แล้ว ส่วนคนที่นั่งข้างตัวก็ยกมือโบกไปมาช้า ๆ และร้องตาม ซึ่งเขาต้องขยับไปนั่งซ้อนด้านหลัง พยายามไม่ชิดมากนัก แต่ถ้าอีกฝ่ายจะตกเก้าอี้สูงที่นั่งอยู่จะได้จับไว้ทัน

รู้ก็รู้ว่าเธอนั้นร้ายกาจ

แต่ฉันก็กลัวว่าใจจะขาด

ถ้ายอมปล่อยมือจากเธอ

ให้เธอจากไป ฉันรับไม่ได้

อะ... วงดรตรีรับนักร้องนำเพิ่มไหม โต๊ะ23ส่งเข้าประกวด

รามคิดขำ ๆ เมื่อยศกรร้องเพลงตามจนสุดเสียง คาดว่าคงเมานั่นแหละ เมื่อสักครู่เขาได้ยินชื่อเพลงนี้คือเพลงของตายใช่ไหม? ชื่อเพลงยังช้ำขนาดนั้น เป็นเพลงเศร้าขนาดไหน แต่ปรากฏว่าเนื้อเพลง ทำนองทำให้เขาระบายยิ้มอ่อน ๆ

อย่างฉันมันแค่แก้เหงา...ให้เธอคลาย

คอยระบายความสุข...ชั่วข้ามคืน

แต่ฉันเองก็ไม่ฝืน

เต็มใจให้เธอมาทำร้ายซ้ำซ้ำได้อยู่ดี

เท่าที่เห็นเนี่ย... ตัวแสบแถวนี้มากกว่ามั้ง ที่ปั่นหัวคนอื่นน่ะ

“เฮ้ย ๆ ไอ้ราม มึงจับน้องมันให้ดี เดี๋ยวหงาย” ตี๋เล็กที่เพิ่งกลับเข้ามาร้องบอก เมื่อเห็นว่ายศรจะหงายจริง ๆ แต่รามนั้นระวังอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อตี๋เล็กบอก อกของเขาก็รองรับแผ่นหลังของเด็กแสบไว้ได้พอดี

“พี่รามตัวใหญ่ หนูพิงได้พอดีเลย”

คร้าบบบบบบบ

“โซฟาที่ดี” ตี๋ใหญ่หันมารับมุก

“เดี๋ยวหนูซื้อกลับบ้าน” ทุกคนหัวเราะ ก่อนจะพากันร้องตามท่อนฮุกของเพลงกันลั่นโต๊ะ...

มีแต่รามละมั้งที่เพิ่งจะเคยฟังเพลงนี้

ต่อให้ฉันต้องเป็นของตาย...ฉันก็จะยอม

แค่ให้ฉันได้เป็นของเธอแค่นั้น...ฉันพร้อม

ไม่มีเธอเมื่อไรหัวใจฉัน...คงต้องตรอม

จากคนที่ไม่เคย ไม่ยอมแพ้ใคร

ให้เธอคนเดียวที่ฉัน Love โอ๊ะ โอ

“กรชอบเพลงนี้เหรอ?” รามเอ่ยถาม เขาไม่ได้กระซิบ ก็แค่พูดปรกติ แต่เพราะเสียงดนตรีในร้านถือว่าค่อนข้างดัง ทำให้ยศกรต้องเอียงหูมาใกล้ “พี่ถามว่าชอบเพลงนี้เหรอ”

“ชอบ หนูชอบเพลงนี้ ต่อให้ฉันต้องเป็นของตาย...ฉันก็จะยอม แค่ให้ฉันได้เป็นของเธอแค่นั้น...ฉันพร้อม” โอเค... รามชื่อแล้วว่าชอบจริง

“ทำไมล่ะ จะไปเป็นของตายของใคร? ไม่ดีหรอก” ประสบการณ์ตรง รามไม่อยากให้เด็กน่ารักคนนี้ต้องเป็นของตายของใคร แม้จะดูจากนิสัยแล้ว เจ้าเด็กก็ร้ายไม่เบา

“หนูไม่ได้อยากเป็นของตายของใครสักหน่อย หนูชอบเพลงนี้เพราะหนูอยากมีของตายเป็นของตัวเองต่างหาก” รามเกือบสำลักเบียร์ที่จิบเข้าไป ตี๋ใหญ่ที่บังเอิญได้ยินก็ไม่วายหัวเราะขำ และชี้นิ้วใส่ยศกรด้วย

“ไอ้น้องคนนี้มันร้าย มึงต้องเรียนรู้กับน้องมันเยอะ ๆ นะไอ้รามจะได้ไม่โดนปั่นหัวอีก”

“ทำไมเหรอ? พี่รามโดนใครปั่นหัวเหรอ บอกหนู เดี๋ยวหนูจัดการให้”

ครับ... เอาตัวให้รอดก่อนนะ นั่งดี ๆ ยังจะหงายล้มขนาดนี้

“อย่าไปฟังไอ้พวกนี้มาก นั่น... นักร้องเขาชวนร้องเพลงกันแล้ว” รามปัดเรื่องออกจากตัว ซึ่งยศกรก็ไม่ได้งอแง นั่นอาจจะเพราะเสียงเพลงก็ได้มั้ง

“รู้ก็รู้ว่าเธอนั้นร้ายกาจ แต่ฉันก็กลัวว่าใจจะขาด ถ้ายอมปล่อยมือจากเธอ ให้เธอจากไป ฉันรับไม่ได้

ความสุขของเด็กล่ะนะ... รามไม่ได้ว่า แม้ว่าจะต้องฟังคนเมาร้องเพลง และหลายเป็นโซฟาให้พิงหลังจนร้านเกือบปิด

 

“กร... บ้านไปทางไหน พี่จะได้บอกแท็กซี่ถูก”

“ข้าง... ข้างหน้า” ข้างหน้าไหนล่ะที่นี้

รามไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ในขณะที่นั่งอยู่บนรถ เขาได้แต่ยิ้มแห้งให้แท็กซี่ ซึ่งกว่าจะเรียกได้ก็ปล่อยผ่านไปหลายคันเลยทีเดียว เมื่อลองถามไปหลายครั้งแล้วยศกรไม่สามารถตอบได้ว่าบ้านของเจ้าตัวอยู่ที่ไหน รามจึงจำเป็นต้องพาขี้เมากลับไปห้องพักของตัวเองด้วย

“ห้องพี่ไม่ค่อยมีอะไรนะกร เพิ่งย้ายมาใหม่”

“มีเตียง...” ยศกรพูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ ก่อนจะคลานขึ้นเตียงไปหน้าตาเฉย รองเท้าอะไรไม่สนใจทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่รามต้องจัดการเองเสียแล้ว

“พรุ่งนี้ตื่นมา โดนดีแน่ขี้เมา” ก็พูดคาดโทษไปอย่างนั้น แต่รามก็ก้มลงไปถอดรองเท้าให้ยศกร พร้อมถุงเท้า ก่อนจะเอาไปเก็บไว้ที่ชั้นวางรองเท้า แล้วตัวเขาก็เดินเข้าห้องน้ำไป

รามไม่ได้เมามากนัก คราแรกก็คิดว่าสภาพคงไม่เหลือแน่ ๆ เขาจึงไม่เอามอเตอร์ไซค์ไป แต่ก็เจอกับยศกรเสียก่อน อาจจะเพราะเป็นคนรู้จักกันมาก่อน แถมอีกฝ่ายก็เอ็นดู ยิ่งเกิดเรื่องไม่ค่อยดีแบบนั้นเลยอยากอยู่เป็นเพื่อน ถึงอีกฝ่ายจะไม่แสดงท่าทีเสียใจ แต่เขาก็คิดเอาเองว่าคนขี้เมาก็คงมีเรื่องอัดอั้นไม่น้อย

เมื่ออาบน้ำเสร็จ เขาก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเพียงกางเกงบอลตัวเดียว ปิดไฟแล้วล้มตัวลงนอน จะบอกว่านอนไม่หลับก็คงไม่ใช่ เพราะรามรู้สึกง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้น แต่รู้สึกได้ว่าอีกคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ นอนไม่สบายนัก เขาจึงต้องหันไปมอง

“กร... นอนไม่สบายเหรอ”

“หนูอึดอัด” พูดไปก็ทำท่าจะถอดเสื้อที่สวมใส่ เสื้อแขนสั้นดูจะไม่อึดอัดอะไรก็จริง แต่ในสภาพที่เมามาย ไร้สติขนาดนี้ คงรู้สึกไม่ดีนัก

รามช่วยถอดเสื้อตัวนั้นออก เหลือแค่เสื้อกล้ามตัวบาง พร้อมทั้งปลดกระดุมกางเกงยีนส์ให้อีกด้วย เมื่อรอจนยศกรนิ่งไป เจ้าของห้องจึงล้มตัวลงนอนบ้าง และก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา... รามขยับตัว แล้วรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงน้ำไหล เขาคิดทั้งที่ก็พอจำได้ว่าก่อนนอนไม่ได้เปิดน้ำทิ้งไว้ จึงฝืนลืมตา แล้วก็เห็นว่าในห้องมืดสลัว มีแสงไฟเล็ดลอดออกมาจากห้องน้ำ

รามเอื้อมมือไปมองเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ จึงรู้ว่ามันเป็นเวลาตีห้ากว่า ๆ แล้ว ดูเหมือนว่าคนเมาเมื่อคืนจะตื่นและคงเข้าไปใช้ห้องน้ำ ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

ยศกรเดินออกจากห้องน้ำ ด้วยสภาพสวมเสื้อกล้ามตัวเดิม และสวมท่อนล่างเพียงแค่กางเกงในบ็อคเซอร์ เพราะไม่คิดว่าคนที่นอนหลับก่อนหน้านี้ตื่นแล้ว

รามถึงกับตาสว่าง ก่อนจะรีบเบนสายตาไปทางอื่น แต่การขยับตัวอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยของเขาทำให้คนในห้องรู้ตัว และหันมามอง

“พี่รามตื่นแล้วเหรอ?” ถ้าเป็นไม่รู้เรื่อง ก็คงดูเป็นผู้ใหญ่ไม่ดีแล้วมั้ง

รามหลิกตัวกลับมา เขาหาวพร้อมกับพยักหน้า “ได้ยินเสียงน้ำ”

“ผมอาบน้ำ เหนียวตัวมาก ไม่รู้นอนไปได้ไง”

“ไม่หนูแล้วเหรอ” รามแซวขำ ๆ จะบอกว่ารามชอบฟังเวลายศกรแทนตัวเองว่าหนูอย่างนั้น หนูอย่างนี้ไม่น้อย มันทำให้เขานึกถึงน้องสาว ซึ่งอายุห่างกันหลายปี น้องสาวของเขาก็ชอบแทนตัวเองว่าหนู ได้ยินแล้วนึกเอ็นดู

“หนูก็ได้” เป็นเด็กว่าง่าย... รามคิดแบบนั้น  “พี่ราม ๆ หนูขอยืมกางเกงขาสั้นสักตัวได้ไหมอะ”

“ในตู้ครับ แขวนเอาไว้เลือกตามสบาย” เสื้อผ้าของรามไม่ได้มีอะไรมากนัก ส่วนมากถ้าไม่ใช่ชุดทำงาน ก็มีเสื้อผ้าใส่สบาย ๆ จำพวกกางเกงบอล อะไรพวกนั้น

“พี่รามเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เหรอ? หนูเห็นกล่องของเยอะแยะ”

“อือ สักสองอาทิตย์ได้แล้ว พี่ยังไม่มีเวลาเก็บของเลย” รามตอบ พร้อมกับหาวออกมาอีก “พี่ขอนอนต่ออีกสักงีบนะ เดี๋ยวสาย ๆ พี่ไปส่งกรเอง”

“หนูนอนด้วย ๆ” ยศกรคงเหนียวตัวจนนอนไม่ไหว ถึงได้ยอมลุกมาอาบน้ำนั่นแหละ “ขอบคุณที่เก็บร่างหนูมานะ หนูจำได้ว่าพี่รามถามว่าบ้านอยู่ไหน แต่หนูไม่ไหวแล้วอะ”

“ก็ว่าจะไม่เก็บกลับมาแล้ว แต่เดี๋ยวมีเด็กไปฟ้องคุณรักษณ์ พี่จะหัวขาดเอา” รามจำได้ดีเลยทีเดียว ว่าแก๊งนี้มีพิมรักษณ์ กรรัมภาและยศกร ซึ่งคนหลังสุดนี้ เมื่อก่อนตัวเล็กมาก มักจะโดยสองสาวแกล้งหยอกอยู่เรื่อย แต่ถ้ามีใครกล้าไปแกล้งยศกรล่ะก็... บอกได้เลยว่าแม่เลี้ยงน้อยของไร่ และแม่หนูท่าทางทรงภูมิจะเอาคืนชนิดที่ว่าจำจนตายเลยทีเดียว

ดีนะ.. สมัยเด็ก ๆ เล่นด้วยกันในไร่ รามไม่เคยแกล้งยศกร จะว่าไป เขาต่างหากที่ต้องวิ่งเก็บกวาดตามท้าย เพราะเด็ก ๆ ซนมาก

ยศกรเคยตกสระขุดกลางไร่ส้มด้วย ดีว่ารามไปเจอเลยช่วยมาได้ ไม่อย่างนั้น คงไม่มีเด็กขี้เมาคนเมื่อคืนแน่ ๆ

“หนูไม่ทำอย่างนั้นกับพี่รามหรอก พี่รามช่วยหนูกับเพื่อนตลอดเลย จำได้นะ”

รามจะไม่แซวนะ... ว่ากว่าจะจำได้น่ะ ต้องรื้อความจำแค่ไหน

ยศกรล้มตัวลงน้อย มีเสียงบ่นงุ้งงิ้ง ๆ ว่ายังรู้สึกไม่ค่อยจะสร่างเต็มร้อย และดูท่าคงต้องรับมือกับอาการเมาค้าง และใช่... รามว่ายศกรเมาค้างแน่นอน

“กร...”

“ครับ? ไหนว่านอนไง” รามยิ้มอย่างหมดคำจะพูด ก็ใครจะไปคิดว่าเด็กจะย้อนแบบนี้ แต่เขาก็อยากจะนอนจริง ๆ นั่นแหละ

“ก็แค่อยากถามอะไรนิดหน่อย”

“ว่า...” ยศกรเอ่ย พร้อมกับขยับตัว หาท่าที่สบายตัวที่สุด สุดท้ายก็คือการนอนตะแคงหันหน้ามาทางราม

“ทำแบบนั้นบ่อยไหม”

“แบบนั้น?” ยศกรนิ่งคิด ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็เข้าใจในที่สุด “ถามว่าบ่อยไหม ก็ไม่ได้มั่วอะพี่ หนูเลือกคนอยู่นะ”

“แล้วทางนั้นยอมเหรอ? หรือมีปัญหาแบบเมื่อคืนตลอด”

“ไม่หรอก เมื่อคืนคือสุดวิสัยจริง ๆ ก่อนหน้าคนที่หนูเลือกคบแบบนี้ ก็คือเข้าใจตรงกันว่าแค่ SEX แล้วก็อาจจะมีเที่ยวบ้างอะไรบ้าง แต่หนูจะไม่โอเคถ้าอีกคนล้ำเส้นอะ”

“กรไม่อยากมีแฟนเหรอ” คำตอบคือการส่ายหน้า

“หนูชินกับการอยู่คนเดียว ดูแลคนอื่นก็ได้นะ แต่ก็แบบเพื่อนหมดอะ หนูไม่ได้ขาดอะไร นอกจากเรื่อง SEX

รามพอจะเข้าใจบ้างแล้ว แต่จริงหรือ ที่ยศกรบอกว่าไม่ได้ขาดอะไร?

รามอาจจะไม่ใช่กูรูเรื่องความรัก แต่เขาก็มีความคิดที่ว่า คนคนหนึ่ง มีไม่เคยเต็มร้อย ทุกคนขาด และคนคนนั้นจะมีจิ๊กซอร์ที่เข้าคู่กันอยู่ที่ไหนสักที่บนโลกเบี้ยว ๆ นี้

แต่ในเมื่อยศกรบอกว่าไม่ได้ขาด เขาก็จะเชื่อไว้ก่อนแล้วกัน

“เอาเถอะ... เราก็โตแล้ว แต่เห็นเรื่องเมื่อคืนก็เป็นห่วง เกิดเจอแบบนี้บ่อย ๆ คงเจ็บตัวสักวัน แล้วมีอย่างที่ไหน ยุให้พี่ไปตีเขาอยู่นั่น”

“ก็มันน่าตี พี่รามน่าจะตีไปสักทีสองที ปากดีนัก แต่นึกถึงเมื่อก่อนเลย หนูก็หลบหลังพี่รามตลอดตอนตีกับไอ้อ้วน”

“แล้วเป็นไงล่ะ ดีนะคุณรักษณ์กับคุณแก้วไม่เอาหมามุ่ยโยนใส่น่ะ หลบอยู่ข้างหลัง แต่ยื่นหน้ามาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาขนาดนั้น ร้ายนัก” ว่าแล้วรามก็เอื้อมมือไปหยิกแก้มของยศกร อีกฝ่ายปัดป้อง ก่อนจะแหย่กันไปมาจนได้ตีกันจริง ๆ

“โอ๊ะ!” เพราะต่างฝ่ายต่างเล่นต่อสู้กันเหมือนตอนเป็นเด็ก ดังนั้นจึงไม่ทันระวังตัว มือของยศกรพลาดไปโดนจุดสำคัญของราม ถึงจะไม่โดนจัง ๆ แต่ก็รู้

“แต่เช้าเลยอะ”

“ก็เรื่องปรกติของผู้ชายปะวะ เดี๋ยวก็ลงเองแหละ” รามผลักหน้าผากของยศกรจนหงาย เด็กแสบหัวเราะชอบใจ

ซึ่งมันเป็นจริงอย่างที่รามพูดนั่นแหละ ตอนตื่นนอนของผู้ชาย บางทีมันก็ยุ่งยากนิดหน่อย แต่ถ้าไม่สนใจ อีกไม่นานมันก็จะค่อย ๆ หายไปเอง แต่วันนี้ยศกรเป็นเด็กร้าย ๆ นี่นา

“พี่ราม ๆ”

“อะไรอีก หื้ม? พี่จะนอนแล้วจริง ๆ” รามขยับตัวนอนหงาย ดึงผ้าห่มมาคลุมถึงเอว แต่ยศกรกลับดึงมันไว้เสียก่อน “กร?”

“ให้หนูช่วยไหม”

“ช่วย?” รามถาม สีหน้าไม่เข้าใจ แต่เมื่อสบตากับยศกรแล้ว เขาก็ถึงบางอ้อ และถึงกับกลืนน้ำลายลงคอไปเลยทีเดียว

“ถ้าพี่รามไม่โอเคก็ทำเป็นว่าไม่ได้ยินที่หนูพูดก็ได้”

ใครจะไปทำอย่างนั้นได้กันเล่า! แล้วดูอีกคนสิ พอพูดแล้วก็ยิ้มกรุ่มกริ่มขนาดนั้น...

ทำตัวน่าโดนตี!

“ยังไงดี? ให้หนูช่วยหรือเปล่า” ไม่พูดเปล่า ยศกรใช้ปลายนิ้วเขี่ยตรงขอบกางเกงบอลของราม ทำเป็นแกล้งเกลี่ยนิ้วบนผิวตรงหน้าท้องที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเป็นลอนสวย ไรขนอ่อนโผล่ให้เห็นรำไร

รามแทบจะขบฟันกรามให้แตก เพราะความซุกซน แสนเจ้าเล่ห์ ที่กำลังหลอกล่อเขาอยู่ คิดว่าเขามีความอดทนกับเรื่องแบบนี้มากแค่ไหนล่ะ

ความสัมพันธ์ทางกายกับเพศตรงข้ามนั้น รามห่างไปสามสี่เดือนแล้ว ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตโสดที่ไม่ได้ออกเที่ยวเกี่ยวใครมาระบายความใคร่ แล้วอยู่ ๆ ไอ้เรื่องที่ควรปล่อยผ่านไปก็ถูกจับมาประเด็น ทั้งยังถูกล่อลวงด้วยกลวิธีร้ายกาจแบบนี้อีก

ฝ่ามือหนาจับเจ้ามือซุกซนนั้นเอาไว้ ออกแรงบีบเอาไว้ แม้จะไม่แรงจนเจ็บ แต่ก็มากพอจะต้องหยุดเพทุบายแสบ ๆ เอาไว้ก่อน

ว้า... ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยพี่ชายใจดีคนนี้แล้วสินะ

“นอกจากถุงยาง พี่ต้องใช้อะไรมากกว่านี้ไหม”

ยศกรเหยียดยิ้มพอใจ ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้คนที่นอนหงายอยู่ พร้อมมือที่ถูกจับเอาไว้ก็เลื่อนต่ำลงไป ทั้งที่มือของอีกฝ่ายก็ยังไม่ได้ปล่อยออก

“ไม่ต้องครับ”

รอยยิ้มซุกซนนั้น ทำให้รามนึกอยากตีอีกฝ่ายให้ร้องดัง ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าก็คงจะได้ร้อง แต่คงไม่ใช่ความเจ็บเพราะโดนฟาดแรง ๆ แล้ว

“ทำไมเป็นเด็กร้ายกาจแบบนี้ หื้ม...”

“หนูไม่ได้ร้ายสักหน่อย...”

.

 

.

.

 

.

 

“อืม............พี่ราม.................... ดีมาก..............”

 

 

 

++++++++++++++++++

 

แม่ๆ คนไหนจะรูดก้ามมะยมเกียมฟาดเด็กแถวนี้ ก็ต้องดูหน้าคนพี่เขาด้วยนะ

ดูท่าอีกไม่ได้นานได้หลงหัวปักพื้นแน่


เพลง ของตาย

อ๊อฟ ปองศักดิ์


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 83 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

315 ความคิดเห็น

  1. #274 panwinkinyourarea (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 17:32
    กุเอ็นดูทุกอย่างที่เป็นมะยม หาไม้แขวนเสื้อก่อนตีเด็กคนนี้ซักที ซนนัก
    #274
    0
  2. #190 Ff_mino (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 16:27
    มะย๊มมมมมมมมมม จะโดนทำร้ายอยู่ละ นี่ก็เชียร์ให้พี่รามไปตีเค้าอีก พูดไม่รู้เรื่องก็ตีมันเลย โอ้ยไอ่แสบ555555555555555 พี่รามแมนโคตร ปกป้องให้น้องหลบหลัง อยากได้ผู้ชายแบบนี้ค่าาาาา แต่เด๋วน้าาาาาาา ไม่ได้เจอกันนาน เพิ่งจำพี่รามได้ แต่หนูดั๊นไปเจอรามน้อยของขึ้น แล้วยังมีการออกตัวว่าให้ช่วยมั้ย ร้ายยยยยยยยยย หนูมะยมร้ายมาก อิแม่จะเพนลม
    #190
    0
  3. #142 YOONEYEGIGA (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 13:58
    อยากตี!!!
    #142
    0
  4. #135 ppthana60 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 18:27
    เด้กมันร้ายยจยยยยยอะแสบแซ่บบจริงนะ โว้ยยกลับบ้านมาจะเจอดี/กำก้านมะยม
    #135
    0
  5. #99 mameeeeee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 18:05
    ขี้ยั่วมากเอาจริง เหนื่อยใจรอแทนพี่ราม 55555555555
    #99
    0
  6. #88 Pangpp24 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 / 22:36
    ต้นมะยมหลังบ้านใบคงต้องหมดต้นวันนี้แหล่ะ
    #88
    0
  7. #61 The Hatter (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 23:20

    แม่จะตีหนูแล้วนะเด็กแสบ!!!

    #61
    0
  8. #57 zenxia_x (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 22:31
    อิน้องมะยมโครตซนโครตแสบ

    55555
    #57
    0
  9. #39 minmiinz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 02:39
    ฮื่อออ น้องกรจ๋าา ทำไมหนูยั่วๆขนาดนี้ แงงง ร้ายๆยั่วๆ พี่รามก็ไปเล่นกับน้องเนาะ เดี๋ยวได้หัวปักหัวปำของจริง 55555
    #39
    0
  10. #19 ♡lllllll♡ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 12:50

    น้องน่ารักอะ ชอบที่แทนตัวเองว่าหนูๆ แต่ก็คงร้ายพอตัวอยู่ พี่รามจะจับได้มั้ย5555 ว่าแต่ทำไมพี่รามต้องหนีไปอยู่สุโขทัยละเนี่ย

    #19
    0
  11. #17 ivehyun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 เมษายน 2562 / 09:51
    แงง ชอบบบบบ
    #17
    0
  12. #16 aipawee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 23:24

    ร้ายทั้งสองอ่ะจ้า ชอบน้องตอนอู้คำเมือง น่ารักกกกก

    #16
    0
  13. #15 YaySIB (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 21:06
    ได้ใจเลยอะ ขอหยาดนะคะ อิตัวดี แสบนักนะ อยากหยิกแก้ม หอมฟอดๆ
    #15
    0
  14. #14 LettenK (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 20:05
    รูดก้านมะยมแล้วลูกกกกหนูน่าตีจริงๆเลยย
    #14
    0
  15. #13 Pitchayada Khethamma (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 18:28
    ร้ายทั้งคู่ดูออกกกกก5555555 อ่านคำเตือนของคุณไรท์แล้วไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันเลยแม่อรุ่มม5555555555 สู้ๆนะคะคุณไรท์หลินฮุนแบบบรรยายหายากมาก แล้วยิ่งภาษาสวยแบบนี้ยิ่งยากขึ้นไปอีกอุแง
    #13
    0
  16. #12 DiDa_Swag (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 15:08
    มะย๊มมมมมมมมมมมมมมมมม

    อ้วนมาเก็บเมียเลยลูก
    #12
    0
  17. #11 khunjued (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 14:55
    น้องร้ายกาจจจจ
    #11
    0
  18. #10 Teddybear_EPN (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2562 / 14:53
    หนูมะย๊มมมมมมมมมมมม ทำไมเป็นเด็กร้ายๆแบบนี้ล่ะครับ พี่รามตอนแรกคิดว่าจะปฏิเสธซะอีกนี่ก็ร้ายยยยยยย ร้ายไปหมด กรี๊ดดดดดดดดดด
    #10
    0