เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย [LinHoon] AU : Thai

ตอนที่ 42 : บทพิเศษ ขนมจ่ามงกุฎ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,636
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 334 ครั้ง
    15 เม.ย. 62

ก่อนอ่านนิยาย อ่านตรงนี้ก่อนนะคะ

เป็นตอนที่เราชั่งใจมากกับการจะนำมาลง เพราะ...

1 เป็นตอนพิเศษที่เราเร่งเขียนในเล่ม เกรงว่าข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วน หรือตกหล่น หรือมีมากเกินไป ต้องขออภัยด้วยค่ะ

2 มีความละเอียดอ่อนบางอยู่ในเรื่อง ทำให้เราระวังในการสื่อสารผ่านตัวละครมาก เพื่อไม่ให้ตีประเด็นไปไกล

3 เราตัดสินใจว่าตอนนี้ควรนำออกมาลง เพราะเห็นว่า ทุกคนควรได้อ่านไปพร้อม ๆ กัน เราอยากแชร์บางอย่างในเนื้อหานี้ให้ทุกคนที่อ่านนิยายเรื่องนี้ได้รู้ ไม่ใช่เพียงแค่คนที่ซื้อเล่ม

4 ต้องขอโทษคนอ่านที่เสียเงินซื้อเล่มด้วยนะคะ แต่ถ้าลองอ่านตอนนี้แล้ว น่าจะเข้าใจ ว่าเพราะอะไร เราจึงอยากเผยแพร่

5 เนื้อหาทุกประการในนิยายเรื่องนี้ โดยเฉพาะตอนนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อโจมตี หรือสร้างความไม่พอใจแก่ใคร ดังนั้นหากมีข้อใดที่ผิดพลาดขอให้แนะนำ บอกกล่าวด้วยเหตุผล และพื้นฐานความหวังดีเป็นที่ตั้งนะคะ ไม่ต้องการให้เกิดดราม่าใดใดทั้งสิ้น เห็นเป็นคนสวยแบบนี้ ใจพี่ก็บางกว่าเยื้อใยในใจของพันลินอีก... ฮรึก!

6 เรือ จันทร์รักษณ์ น่ะ... ล่ม ๆ ไปซะ คู่นี้อยู่ใกล้กันมากได้ที่ไหน...

7 ฝากนิยายเรื่องใหม่(เรื่องใหม่ที่ล้านแปด) ด้วยนะคะ  #รามกร  เป็นเรื่องของน้องมะยมค้าบบบบบ  https://my.dek-d.com/004-700/writer/view.php?id=1945014





เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย
บทพิเศษ ขนมจ่ามงกุฎ



งามจริงจ่ามงกุฏ                    ใส่ชื่อดุจมงกุฏทอง

เรียมร่ำคำนึงปอง                   สะอิ้งน้องนั้นเคยยล[1] ...


สายพิรุณเก็บโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะนิ่งอึดใจ แล้วรีบเดินลัดสวนพิรุณ ตรงไปยังครัวเสน่ห์จันทร์


วันนี้ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองหยุด หลังจากที่ไม่ได้หยุดมาพักใหญ่แล้ว ทุกคนจึงมีเวลาพักผ่อน เสียงเด็กน้อยเจื้อยแจ้วดังลอยตามสายลม เรียกรอยยิ้มน้อย ๆ ให้แต่งแต้มบนใบหน้าของเขา


แม่หนูมะลิวัยสี่ขวบครึ่งมาเล่นที่เรือนจันทร์ดาราฉายตั้งแต่เช้าแล้ว โดยมีอุ่นตามมาคอยดูแลไม่ห่าง และเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า วันนี้คู่แฝดเอกอัฐก็อยู่ด้วย


สายพิรุณเดินมาจนถึงหน้าครัวเสน่ห์จันทร์ เขายืนยิ้มกับภาพหลานสาวกำลังนั่งเล่นปั้นแป้ง ซึ่งมีทองเอกและทองอัฐนั่งขนาบซ้ายขวา แต่ละคนถือแป้งสีหลายสีในมือ


“ทำอะไรกันอยู่ครับ” สายพิรุณทรุดลงนั่งแคร่อีกตัว ซึ่งมีอุ่นและแก้วนั่งอยู่ก่อนหน้า ทั้งสองสาวทำท่าจะลงไปนั่งที่อื่น แต่สายพิรุณส่งสายตาห้ามไว้


“หนูกำลังหัดปั้นมะม่วงค่ะ พ่อจันทร์บอกว่า ถ้าปั้นสวยแล้วจะยอมให้ปั้นลูกชุบ” หนูมะลิเอ่ยตอบอย่างฉะฉาน ใบหน้าผุดผ่องฉีกยิ้มแป้นแร้นจนผู้มีศักดิ์เป็นพ่อบุญธรรมอดยิ้มตามไม่ได้


“แล้วเมื่อไหร่หนูมะลิจะปั้นสวยครับ ปั้นสวยสู้คุณทองเอกไหม”


หนูน้อยส่ายหน้า เหลือบสายตาไปมองแฝดผู้พี่ ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ “หนูปั้นสวยสู้คุณพี่เอกไม่ได้ค่ะ พ่อพาย”


“น้องมะลิต้องหัดปั้นบ่อย ๆ นะครับ” ทองเอกหันมาตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะมองแป้งในมือของคุณทองอัฐ “อัฐ ขยำแป้งแบบนั้นมันจะเป็นรูปทรงได้ยังไง”


แฝดคนน้องกลอกตาขึ้นฟ้าทันที ก่อนจะเหลือบมองแป้งในมือของหนูมะลิ ซึ่งก็มีสภาพไม่ได้ดีกว่าตัวเองเท่าไหร่


“คุณทองอัฐไม่ถนัดขนมแบบที่ต้องปั้นเป็นรูปร่างใช่ไหมครับ” สายพิรุณเอ่ยถาม เผื่อเป็นทางออกแก้ตัวให้กับแฝดผู้น้อง ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น ดูเหมือนคุณทองอัฐจะไม่ใครชอบทำขนมสักเท่าไหร่


“ครับ คุณอัฐไม่ถนัด”


“ถ้าจะพูดให้ถูกคือคุณทองอัฐไม่ถนัดขนมอะไรเลยต่างหาก” สายพิรุณถอนหายใจ เหลือบมองอุ่นและแก้ว ซึ่งทำได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ


แม่ลูกสาวของเขานี่อย่างไรกันนะ เห็นคุณทองอัฐยอมให้หน่อยล่ะ ทำเป็นกลั่นแกล้ง


เด็ก ๆ นั่งเล่นอยู่ด้วยกันเป็นชั่วโมงแล้ว แต่นับแถบไม่ถ้วนเลยคือ หนูมะลิหยอกคุณทองอัฐเรื่องขนม และชมแต่คุณทองเอก


เนี่ย... คุณทองอัฐน้อยใจแย่แล้ว


“หนูมะลิไม่ต้องว่าคุณทองอัฐเลย ตัวเองก็ยังไม่เก่ง เดี๋ยวจะโดนลงโทษนะครับ” สายพิรุณว่าให้ลูกสาวที่ยิ้มแป้น ก่อนแม่หนูน้อยจะหาทางเอาตัวรอดด้วยการ


“คุณทองอัฐไม่โกรธหนูมะลิหรอกเนาะ” แน่ะ


หันไปอ้อนเขาอย่างนั้น คนโดนอ้อนจะว่ายังไงล่ะ...


“ไม่โกรธครับ แต่จะไม่แบ่งขนมช่อมะลิให้แล้ว”


สายพิรุณอดขำไม่ได้กับการงอนง้อของเด็ก ๆ เขาจ้องมองตัวแสบทั้งสามเล่นกันอยู่อีกครู่หนึ่ง จึงลุกไปเดินตามหาเสน่ห์จันทร์ เห็นว่าไปตากดอกอัญชันอีกด้านหนึ่งของเรือน


เสน่ห์จันทร์กำลังยืนเกลี่ยดอกอัญชันกลางแดด ก่อนจะหมุนตัวกลับมา ตั้งใจจะมานั่งที่แคร่แต่พบเข้ากับคนรักที่กำลังยืนยิ้มมองตนเองอยู่แล้ว จึงได้แต่ยิ้มตอบกลับไป และนั่งลง เพื่อคัดดอกอัญชันสดอีกหนึ่งตะกร้าใหญ่


งานพวกนี้จริง ๆ ให้เด็กในครัวทำก็ได้ แต่เสน่ห์จันทร์มักจะเลือกทำเองเมื่อมีเวลาว่าง ถือเป็นการฝึกสมาธิ


“ไหนว่าไปเตรียมของทำไส้เทียนอบขนมจนไม่มีเวลานั่งเล่นกับจันทร์ไงครับ”


เอ... มีคนตัวโตแถวนี้งอนหรือเปล่าน้า...


สายพิรุณยิ้มเอาใจ เดินมาหยุดเบื้องหลังของเสน่ห์จันทร์ ก่อนจะวางสองมือไว้ที่ไหล่ และออกแรงนวด


“ก็ทำไส้เทียนจริง ๆ นี่ครับ น้อยใจพี่เหรอครับ” เสน่ห์จันทร์ไม่ตอบ แต่รอยยิ้มมุมปากเป็นการแสดงที่ชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้น้อยอกน้อยใจอะไร


แค่สงสัยมากกว่า...


ในทุก ๆ ครั้งของการจัดทำส่วนผสมไส้เทียน สายพิรุณจะไม่สนใจอะไรอย่างอื่น หากไม่จำเป็น ทุกขึ้นตอนของการทำจะดูแลอย่างละเอียด


แล้วการที่ละมือมาหาเขาเช่นนี้เพราะเหตุใด


“มีอะไรหรือเปล่าครับ” เสน่ห์จันทร์เอียงใบหน้างดงามมาหา ก่อนจะแตะจูบลงหลังมือที่วางบนบ่า


“พี่มีเรื่องจะถามเกี่ยวกับขนมจ่ามงกุฎครับ”


“ขนมจ่ามงกุฎ?”


“ใช่... มีคนบอกว่าขนมดาราทองดัดแปลงมาจากขนมจ่ามงกุฎ ไม่สิ... ไม่เชิงแบบนี้ คือเหมือนเขาจะบอกว่าขนมจ่ามงกุฎกับขนมดาราทองเป็นอันเดียวกันเลยครับ”


“ใครครับ?” เสน่ห์จันทร์วางมือจากการคัดดอกอัญชัน ก่อนจะหันมาเงยหน้ามองคนรักเต็มตา


“อืม...” สายพิรุณนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มประจบ


ก็มันหลายปีแล้ว เป็นหลายปีที่สายพิรุณก็พอจะดูออกว่า เสน่ห์จันทร์กับพิมรักษณ์นั้น เป็นของแสลงต่อกัน


คนหนึ่งก็คนรัก อีกคนก็เอ็นดูเหมือนน้องสาวแท้ ๆ เวลา(แอบ)ตีกันที สายพิรุณก็คิดมากอยู่เหมือนกันนะ

แต่อย่าให้คู่นี้ร่วมมือทำอะไรด้วยกันเชียว...


“จริง ๆ เป็นเรื่องที่เกิดในกองถ่ายละครน่ะครับ” พูดเท่านี้ ก็เป็นอันรู้


เสน่ห์จันทร์ก็คลี่ยิ้มอ่อนหวาน วงแขนโอบร่างของคนรักเข้ามาใกล้ ก่อนจะซุกใบหน้ากับหน้าท้อง นิ่งอยู่อึดใจ


พิมรักษณ์  ภักดี ทำให้สายพิรุณละความสนใจจากการทำไส้เทียนอบขนม


อืม...


ดีมาก... ทำได้ดี!


เสน่ห์จันทร์เงยหน้าขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นและแววตาอ่อนโยน ที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยไม่ว่าจะกี่วันกี่ปี


สายพิรุณอดไม่ได้ที่จะไม่ยกมือขึ้น ใช้ข้อนิ้วเกลี่ยเบา ๆ ข้างแก้มของคนรัก


“ตอนนี้คุณพิมรักษณ์ถ่ายละครอยู่สินะครับ”


“ครับ เห็นว่าเป็นละครแนวพีเรียต แล้ววันนี้มีขนมดาราทองประกอบฉากด้วย เอ้.. ไม่สิ ไม่ใช่ดาราทอง เห็นว่าชื่ออะไรนะ มงกุฎเพชร แต่รูปร่างเหมือนกับขนมดาราทอง ที่นี้น้องรักษณ์ก็เลยลองถามคนในกอง เรื่องชื่อขนมจ่ามุงกฎ ขนมดาราทอง ขนมมงกุฎเพชร ไม่รู้ท่าไหนถึงเถียงกัน จนเธอต้องโทรมาถามพี่ครับ”


“ก็เลยทำให้พระพายต้องรีบมาหาจันทร์?” สายพิรุณยิ้ม บีบปลายจมูกโด่งของเสน่ห์จันทร์


“ไม่ต้องหาเรื่องงอนพี่เลยนะครับ”


“เดี๋ยวนี้จันทร์ทำอะไรก็กลายเป็นหาเรื่องหมดแล้ว” โธ่.. พ่อคุณของพระพาย


“อยู่กับหนูมะลิมากไปใช่ไหมจันทร์ งอแงเหมือนกันเลย” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้งอแงจริงหรอก เขาก็แค่หาเรื่องเบี่ยงประเด็นไปเรื่อย


ท่าที กิริยาอ่อนหวานนั้นออดอ้อนคนรัก แต่ในใจนั่นหรือ ก็เพียงแค่ทำให้สายพิรุณสนใจอย่างอื่นไปก่อน...


เรื่องนี้มีราคาค่าจ่าย พิมรักษณ์คงไม่งกหรอกกระมัง


ถ้าคำนวณไม่ถูก... เสน่ห์จันทร์จะดีดลูกคิดรางแก้วส่งไปให้เอง


“งั้นเดี๋ยวจันทร์โทรคุยกับคุณพิมรักษณ์ครับ พระพายจะอยู่ด้วยกันก่อนไหม?”


“ถ้าจันทร์จะคุยเอง พี่ก็จะไปทำงานต่อแล้วครับ ไว้จันทร์ค่อยเล่าให้พี่ฟังทีหลังก็ได้”


“เอางั้นเหรอครับ?” สายพิรุณพยักหน้า ก่อนจะเหลือบไปมองแนวต้นกล้วย เห็นแล้วก็เลิกคิ้วขึ้น


“ใบตองลาดเยอะไม่น้อยเลยนะนั่น จะว่าไปขนมจ่ามงกุฎของจันทร์ห่อด้วยใบตองฉลาดนี่นา”


“ใช่ครับ” เสน่ห์จันทร์เหลือบไปมองต้นกล้วย ยิ้มและพยักหน้า “พระพายอยากกินจ่างมงกุฎไหมครับ?”

สายพิรุณน่ะหรือจะปฏิเสธ “อยากกินสิครับ แต่วันนี้ร้านหยุด จันทร์ก็พักผ่อนดีกว่า ไว้มีโอกาสค่อยทำก็ได้”

โอกาสน่ะหรือ... ถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะตอนไหนกันล่ะ


“จันทร์ว่าจะทำวันนี้ครับ เพราะจ่ามงกุฎอย่างไรก็ต้องตากหนึ่งแดดอยู่แล้ว กวนขนมเอาไว้ พรุ่งนี้ก็ตากแดด ทันขึ้นโต๊ะช่วงบ่ายพอดีครับ”


“อืม... ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพี่ตัดใบตองแล้วจะเอามารีดพร้อมเจียนให้เรียบร้อย รอห่อขนมของจันทร์นะครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวาน ไม่ตั้งเมื่อคนรักขอตัวไปจัดการงานต่อ ส่วนตัวของเขาน่ะหรือ...


ค่าของขนมจ่ามงกุฎ พิมรักษณ์คงต้องจ่ายหนัก ๆ หน่อยแล้ว



 

ใบตองฉลาด คือใบตองยอดบนของต้นกล้วย ลักษณะจะเป็นใบตองม้วนคลี่อยู่ยอดปลาย ใบอ่อน สีตองอ่อน แนวใบเรียกตัวสวย ไม่มีฉีกขาด หรือขอบเกรียมแดด ใบตองฉลาดมีจำนวนน้อย จึงถูกนำมาใช้บางกรณีเท่านั้น ซึ่งขนมจ่ามงกุฎของเสน่ห์จันทร์ใช้ใบตองฉลาดในการห่อ


ส่วนใบตองสาว คือใบตองแถวที่สองสี่สาม มีความสวย คล้ายกับใบตองฉลาด แต่สีจะเข้มกว่าเล็กน้อย จึงเป็นที่นิยมเก็บมาใช้งานเช่นกัน


และเมื่อมีใบตองฉลาด ก็ย่อมมีใบตองโง่


ใบตองโง่ก็คือใบตองที่ใช้กันทั่วไป แตกและฉีกง่าย ขอบใบจะแห้งกรอบเพราะแดดเผา


ในวัยเด็ก สายพิรุณเคยสงสัยว่าทำไมทำไมต้องเรียกใบตองว่าใบตองโง่ด้วย ถึงจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ใบตองก็มีประโยชน์ ไม่เห็นต้องไปกล่าวหาว่าโง่เลย จำได้ว่าตามิ่งหัวเราะเสียงดังลั่นสวน แถมยังทำให้พ่อและแม่อารมณ์ดีไปทั้งวันอีกด้วย เขาเลยยิ่งได้เหตุผลสนับสนุนว่า ไม่ควรเรียกใบตองที่ใช้ทั่วไปว่า ใบตองโง่... โง่จริงไม่ทำให้คนอารมณ์ดีได้ทั้งวันขนาดนี้


ตอนนั้นเขาก็แค่เด็กอายุไม่กี่ขวบ อย่าถือโทษกันเลย


มานั่งคิดดู ก็อดขบขันกับความคิดในวัยเด็กของตนเองเสียไม่ได้ กว่าจะรู้เรื่องรู้ความก็ทำเอาเกือบโดยหาว่าโง่ตามใบตองไปเสียนี่


ใบตองอ่อนสีเขียวสวย เนื้อใบเหนียวนุ่มไม่มีรอยฉีกขาด ซ้ำลวดลายยังเรียงตัวงดงาม ถูกเช็ดด้วยผ้าสะอาด จากนั้นก็ถูกกรีดด้วยเข็มแหลมขนาดกว้างประมาณสิบเซนติเมตร นำไปตากแดด


สายพิรุณเห็นว่าแดดบ่ายแรงไม่ใช่น้อย จึงตากใบตองแค่ครู่เดียวก็รีบเก็บ ก่อนที่จะนำไปรีด[2] แล้วเริ่มเจียนหัวละท้าย ทำเป็นสองขนาดคือเล็กและใหญ่ เพราะต้องใช้ห่อขนมจ่ามงกุฎถึงสองชั้น


เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็ละมือจากใบตอง และหันไปสนใจกับการเตรียมดอกจำปีแห้ง และดอกไม้แห้งอีกหลายชนิด เพื่อนำมาบดเป็นหนึ่งในส่วนผสมไส้เทียนอบขนม


“คุณพระพายคะ” เสียงร้องเรียกของมะลิ เด็กในครัวของคนรัก ทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดมือจากงานที่จะทำ


“ครับ?” สายพิรุณเดินออกมานอกตัวบ้าน เห็นเธอยืนยิ้มรออยู่แล้ว


“คุณจันทร์ให้มะลิมาเอาใบตองค่ะ ไม่รู้ว่าคุณพระพายเตรียมไว้เสร็จหรือยังคะ?”


“เรียบร้อยแล้วครับ น่าจะห่อได้ประมาณเกือบ ๆ สองร้อยชิ้น แต่ยังมีที่ยังไม่ได้เจียนอีกเยอะครับ กำลังรีดอยู่”


“งั้นเดี๋ยวมะลิกลับมาช่วยค่ะ เพราะทำแค่สองร้อยชิ้นไม่น่าจะพอ”


“หืม? ก็ทำขึ้นโต๊ะพรุ่งนี้ สองร้อยชิ้นน่าจะพอไม่ใช่เหรอครับ”


“เห็นคุณจันทร์บอกว่าจะทำส่งไปที่กองถ่ายของคุณพิมรักษณ์ค่ะ คงทำขนมรวมทั้งหมดเกือบห้าร้อย”


“โห... จันทร์จะทำมากขนาดนั้นเลยเหรอ” ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เสน่ห์จันทร์ทำขนมเยอะหรอก แต่ครัวเสน่ห์จันทร์ดาราทองไม่เคยทำขนมส่งออกต่างหาก


ขนาดกับภูเบศ ยังต้องผ่านสายพิรุณเลย แสดงว่างานนี้ต้องมีอะไรแน่นอน


“ใช่ค่ะ”


“งั้นมะลิยกเอาใบตองพวกนี้ไปก่อนนะครับ ผมจะไปดูใบตองฉลาดอีกสักหน่อย เพราะเก็บมาไม่น่าพอแล้ว แล้วก็ฝากบอกคุณจันทร์ด้วยนะครับ ว่าผมจะตามไปช่วยห่อขนม”


“ค่ะ” มะลิรับคำแล้วรีบเข้าไปยกตะกร้าที่เต็มไปด้วยใบตองสีสวยซึ่งเจียนหัวท้ายไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็รีบเดินกลับไปที่ที่ครัวเสน่ห์จันทร์ เพื่อจะได้ย้อนกลับมาช่วยงานสายพิรุณทางนี้


สายพิรุณนึกสนใจเหตุผลที่เสน่ห์จันทร์ยอมทำขนมออกนอกร้าน  ที่ผ่านมาหากไม่มีความจำเป็นเช่นงานนิทรรศการใหญ่ หรือมีคำรับสั่งจากเบื้องบน ไม่มีทางที่จะเห็นขนมของเสน่ห์จันทร์ดาราทองออกสู่ตลาดทั่วไป


ขนาดงานนิทรรศการที่จัดโดนบรรดานักการทูต มีเทียบเชิญให้ไปจัดบูท เสน่ห์จันทร์ยังให้ดาราทองและคุณอรุณพิศไปเป็นแม่งาน โดยที่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะสนใจไปร่วมงาน


คราวนี้คงมีปัญหาใหญ่จริง ๆ


“ไม่ได้แล้ว... ใบตองต้องทำให้งาม ไม่มีตำหนิ” สายพิรุณจะไม่ยอมให้เสน่ห์จันทร์ต้องขายหน้า กับงานใบตองของตนเองโดยเด็ดขาด



 

หลังจากที่สายพิรุณกลับไปแล้ว เขาติดต่อไปหาพิมรักษณ์ ซึ่งในคราแรกเธอไม่ได้รับสาย ก่อนจะโทรกลับมาในอีกยี่สิบนาทีต่อมา


บทสนทนานั้น แม้จะเริ่มด้วยการประชดประชัน ตามประสาคนไม่ใคร่จะถูกชะตากัน แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่ปัญหาเรื่องขนม อีกฝ่ายก็นิ่งเงียบรับฟัง ทั้งยังซักถามจนเข้าใจแล้ว อีกทั้งยังเล่าประเด็นที่เพิ่งเกิดในกองถ่ายด้วย


และประเด็นนั้นนั่นแหละ ทำให้เสน่ห์จันทร์ทบทวนแล้วว่ามันไม่ถูกต้อง หากต้องปล่อยให้เรื่องนี้เลยตามเลย


“คุณพิมรักษณ์รู้แบบนี้แล้วจะไปแก้ไขความเข้าใจผิดของคนอื่น ๆ อย่างไรครับ”


“ก็ไปบอกทุกคนอย่างที่คุณบอกฉันไง”


“แล้วก็จะได้เถียงกันอีก เพราะทางนั้นก็เชื่อว่าข้อมูลที่รับรู้มาถูกต้อง... อย่างนั้นหรือครับ”


“ก็แล้วจะให้ทำยังไงล่ะคุณ นี่ดีเท่าไหร่ที่แค่เถียงกัน แม่นั่นพูดจาน่าโมโหที่สุด บอกว่ารู้จักคนทำขนมไทยมีชื่อเสียง แล้วข้อมูลโง่ ๆ นั่นก็ถูกต้องแล้ว ข้ามหัวร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองไปได้ไง น่าโมโห!” น้ำเสียงของอีกฝ่ายที่เล็ดลอดออกมานั้น ทำให้เสน่ห์จันทร์นึกภาพออกเลยล่ะ ว่าผู้หญิงที่ชื่อพิมรักษณ์ ภักดีทำลังพยายามหักห้ามใจแค่ไหนที่จะไม่อาละวาด


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ภาพที่ตรึงตาตรึงใจเสน่ห์จันทร์สำหรับผู้หญิงคนนี้ก็คือ ภาพชุดเสื้อสีขาวโจงกระเบนแดง กำลังคร่อมอยู่เหนือร่างของผู้หญิงอีกคน พร้อมรองเท้าแตะในมือที่ง้างแล้วสุดแขน


น่าเสียดาย ตอนนี้เธอเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงแล้ว คงไม่เห็นเธออาละวาดแบบดีเดือดแบบนั้นอีก


“เอาอย่างนี้ไหมครับ ให้ผมช่วย”


“... คุณน่ะเหรอ?”


“ใช่ครับ” เสน่ห์จันทร์รับคำพร้อมกับอดคลี่ยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่มืออีกข้างกำลังยกดอกอัญชันขึ้นมาดม


เป็นภาพที่เห็นแล้วพูดได้คำเดียวว่างดงามหาที่ติไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นพี่ชบา หรือดาราทองที่บังเอิญมาแถวนั้นได้เห็น กลับขนลุกไปทั้งร่าง


เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย กำลังวางแผนเล่นงานใครสักคนหนึ่งแน่นอน!!


“เรื่องบางเรื่องก็จำเป็นจะต้องให้คนที่อยู่ในวงการนั้น ๆ  ไปเอ่ยสักสองสามคำครับ อีกอย่างเรื่องนี้สำหรับคนทำขนมอย่างผมยอมรับไม่ได้ ที่จะมีคนเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ ผมว่าคุณพิมรักษณ์คงพอจะเข้าใจผมบ้าง”


“วางแผนทำอะไรอยู่”


เสน่ห์จันทร์ไม่ชอบหน้าพิมรักษณ์ และใช่.. อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะพิศวาสเขาเสียเมื่อไหร่ ทั้งสองคนต่างก็ยิ่งกว่าไม้เบื่อไม้เมา


แต่ก็ต้องยอมรับล่ะว่า ละครไทยในหลายปีมานี้เสน่ห์จันทร์จะไม่ดู หากไม่มีรายชื่อนักแสดงที่ชื่อพิมรักษณ์ ภักดี


และเช่นกัน... พิมรักษณ์ก็ไม่กินขนมไทยที่ไหน หากไม่ใช่ของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง ทั้งต่อให้ยุ่งมากแค่ไหน แต่ในทุกปีที่มีงานบวงสรวงของเรือนจันทร์ดาราฉาย เธอจะต้องมารำในงาน


เช่นปีที่แล้ว เธอติดงานอยู่ที่ฮ่องกง แต่ก็ให้ผู้จัดการส่วนตัวจัดตารางบินกลับไทยเพื่อมารำให้ในงานจนได้ แล้วก็บินกลับในบ่ายของวันนั้นเลย


เป็นความสัมพันธ์แบบที่หาคำนิยามได้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก ก็แค่คนสองคนที่ไม่ชอบกัน แต่ก็ไม่ได้เกลียด และพิศวาสในคน ๆ เดียวกัน นั่นก็คือ... สายพิรุณ


แค่นึกได้ว่าปีที่แล้ว คนรักทำปิ่นปักผมดอกไม้ให้กับพิมรักษณ์ เสน่ห์จันทร์ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้วางยาถ่าย ในขนมที่ให้เธอถือติดมือกินระหว่างทางนั่งรถไปสนามบิน!


“โปรโมทร้านครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ถามว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ ก็ไม่เห็นน่าสนใจ เพราะเขารู้ว่าพิมรักษณ์ไม่เชื่อ


แต่ผู้หญิงร้ายกาจอย่างพิมรักษณ์ ไม่ยอมแพ้ใครง่าย ๆ หรอก


“คุณจะทำอะไรบ้าง”


“ผมจะทำขนมจ่ามงกุฎและขนมดาราทอง จากนั้นยกไปให้คุณที่กองถ่ายดีไหมครับ”


“แค่นั้น?” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม แกว่งดอกอัญชันในมือไปมาช้า ๆ รอยยิ้มอ่อนหวานไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่พี่ชบาที่อยู่ไม่ไกลกลับหายใจลำบากไปทุกที


“คุณได้อะไรจากเรื่องนี้ เสน่ห์จันทร์ คนอย่างคุณไม่มีทางช่วยฉันฟรี ๆ”


ก็แน่อยู่แล้ว...


“มีแฟนคลับติดตามคุณในไอจีค่อนข้างเยอะ ถ่ายรูปขนมกับบอกชื่อร้านลงสักนิดก็พอแล้วครับ”


นี่คือผลพลอยได้... สิ่งที่เสน่ห์จันทร์ต้องการน่ะมากกว่านั้น แต่หวังว่าพิมรักษณ์จะไม่รู้ทัน


“ไม่ว่ายังไงวันพรุ่งนี้คุณก็คงมาที่กองถ่ายสินะ แม้ฉันจะบอกว่า เอามาแค่ขนมก็พอ”


“แน่นอนครับ” ก็ถ้าพรุ่งนี้เสน่ห์จันทร์ไม่ไป ก็เหมือนกับเหนื่อยฟรีน่ะสิ


ค่าที่พิมรักษณ์ทำให้คนรักของเขาสนใจ เธอต้องจ่ายสดทั้งต้นและดอก


“โอเค พรุ่งนี้ฉันจะถึงกองประมาณตีห้า แต่คุณจะมาตอนกี่โมง?”


“กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็น่าจะก่อนรับประทานอาหารเที่ยงครับ”


“ฉันไม่เลี้ยงข้าวกลางวันนะ”


“ผมก็ไม่ได้นึกอยาก เพราะพรุ่งนี้ผมนัดกินข้าวกับพระพายและจะไปดูหนังรอบบ่ายด้วยกัน” โปรแกรมนี้ถูกคิดขึ้นมากะทันหัน แต่เขาก็ตั้งใจว่าจะทำจริง เพราะสามารถเกทับใส่เธอได้


“ได้... คุณมาที่กองถ่ายเองไหม หรือจะให้คนขับรถของฉันไปรับ? มันไม่ไกลจะร้านของคุณเท่าไหร่เหมือนกัน”


“คุณให้คนมารับผมก็ได้ครับ แต่ขากลับ พระพายจะขับรถตามไป”


“งั้นทำไมคุณไม่ให้พี่พายขามาก่อน แล้วคุณค่อยตามมาล่ะ”


เรื่องอะไรล่ะ!!


“เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ให้คนของคุณมารับผมกะเวลาให้กลับไปกองฯ ก่อนเที่ยงก็แล้วกันนะครับ ขอบคุณและสวัสดีครับ” เสน่ห์จันทร์วางสายทันที ก่อนจะหันกลับไปส่งยิ้มให้พี่ชบา


“พี่ชบาครับ เตรียมของสำหรับทำขนมจ่ามงกุฎประมาณห้าร้อยชิ้นนะครับ เดี๋ยวคุณจันทร์จะเข้าครัว” ปากบอกคนสนิทแล้ว สองขาก็เดินไปหาพี่สาวที่มายืนรออยู่ไม่ไกล


“มีธุระกับคุณจันทร์หรือครับ?” ผู้เป็นพี่สาวถอนหายใจเล็กน้อย ครั้นจะปรามน้องชายเรื่องหาเรื่องแกล้งคนก็คงไม่เป็นผล เลยพูดธุระของตนขึ้นมา


“แฝดบอกว่าอยากได้ของเล่นใหม่ คุณดาราเห็นว่านานแล้วที่ไม่ได้ซื่อให้เลยรับปากไป แต่พรุ่งนี้เปิดร้าน พี่สารัฐก็ติดงาน คุณดาราก็เลยจะถามว่า ให้พายเป็นคนพาเด็ก ๆ ไปได้ไหม”


“ได้ครับ พรุ่งนี้ช่วงบ่าย คุณจันทร์ว่าจะพาพระพายออกไปกินข้าวข้างนอก จะพาลูกไปด้วย เพิ่มแฝดอีกสองคนไม่เป็นไรครับ”


“แล้วเมื่อกี้อะไรเหรอ? ได้ยินชื่อขนมจ่างมงกุฎกับขนมดาราทอง” เสน่ห์จันทร์ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร จึงเล่าเรื่องที่พิมรักษณ์เจอมา


ดาราทองไม่ใคร่พอใจนัก เธอจึงเสนอตัวขอช่วยทำดาราทอง หนึ่งเพราะเรื่องการเข้าใจผิดของขนมไม่เป็นเรื่องดี สองตอบแทนที่น้องชายจะพาลูก ๆ ของเธอไปเที่ยวเล่นด้วย


“งั้นพรุ่งนี้ทำแค่จ่ามงกุฎกับดาราทองขึ้นโต๊ะก็พอ ช่วงนี้ลูกค้าไม่ได้เยอะมาก ไหน ๆ จะยกให้กองถ่ายละครของน้องรักษณ์แล้ว ทำเผื่อขึ้นร้านไปเลยดีกว่า เดี๋ยวดาราจะทำดาราทองตั้งแต่วันนี้เลยแล้วกัน”


“ขอบคุณครับ” เมื่อมีแนวร่วม เสน่ห์จันทร์ก็เบาใจ


ดาราทองนั้น สมกับที่ชื่อเดียวกันกับขนมดาราทอง... ขนมชนิดนี้ แม้แต่เสน่ห์จันทร์ทำเองอย่างพิถีพิถัน ก็ยังรสมืออร่อยสู้ดาราทองทำเองไม่ได้


พี่สาวของเขา เหมาะสมแล้วกับตำแหน่งในผู้สืบทอดจันทร์ดาราฉาย

 





ขนมจ่ามงกุฎ เป็นขนมกวนชนิดหนึ่ง และตกแต่งด้วยเม็ดแตงโม พร้อมกับห่อด้วยใบตองชิ้นพอดีคำ แม้รูปลักษณะจะดูเรียบง่าย ไม่โดดเด่นสวยงาม ประณีตเช่นขนมดาราทอง หรือขนมไทยชนิดอื่น แต่รสชาตินั้น ไม่เป็นสองรองใครเลย


ในอดีตขนมจ่ามงกุฎได้รับความนิยมสูงมาก แต่ปัจจุบันหากินได้ยากมาก นอกจากที่ร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองแล้ว ก็มีอีกไม่กี่ที่ที่ทำขนมชนิดนี้ขาย


ด้วยวันเวลาและส่งต่อข้อมูลต่าง ๆ จากอดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้มีข้อผิดพลาดหลายอย่าง ถ้ายังเป็นเช่นนี้ อีกไม่นาน... ขนมจ่ามงกุฎคงเลือนหายไป


เสน่ห์จันทร์ให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้


 

ครัวชั้นนอกของครัวเสน่ห์จันทร์ มีกระทะทองเหลืองตั้งอยู่บนเตารอ พี่พุดถูกไหว้วานให้มาช่วยกวนแป้ง เพราะแป้งกระทะใหญ่นั้นต้องใช้แรงคนที่มาก ส่วนอีกสองเตาก็เป็นพี่ชบาและพี่มาลัยคนละเตา


เสน่ห์จันทร์นำแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า ที่อบควันเทียนแล้ว และถูกผสมกับน้ำตาลทราย เกลือเล็กน้อย และน้ำกะทิ ซึ่งคั้นด้วยน้ำลอยดอกมะลิ และอบควันเทียนเรียบร้อยแล้ว


จากนั้นพักทิ้งไว้ในกระทะทองเหลืองครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มทำการกวนแป้ง โดยใช้ไฟอ่อน ไม้พายกวนขนมขนาดใหญ่เริ่มกวนน้ำแป้งไปทางเดียวกันตลอดจนแป้งเริ่มจับตัวเริ่มสุก มีสีน้ำตาลและเริ่มใส จึงเพิ่มแรงในการกวนมากขึ้น

ปริมาณขนมจ่ามงกุฎที่ทำในวันนี้ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นเพียงแป้งกระทะแรก แต่ก็ใช้เวลานานเกือบสองชั่วโมง ยิ่งกวนแป้งปริมาณเยอะก็ยิ่งใช้เวลามากเพิ่มเป็นเท่าตัว


“คุณจันทร์คะ เมล็ดแตงโมคั่วเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ และทางคุณดาราทองให้เด็กมาแจ้งว่า กำลังจะเริ่มทำขนมดาราทองแล้ว”


“ครับ”


“ว่าแต่ทำไมคราวนี้คุณจันทร์ใส่เมล็ดแตงโมด้วยละค่ะ ทุกทีไม่เห็นใช้” คำถามของพี่ชบาได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้ม และคำอธิบาย


“แต่ดั้งเดิมจ่ามงกุฎอาจจะไม่ใส่เมล็ดแตงดมคั่วก็จริง แต่ไม่นานหลังจากที่มีขนมชนิดนี้ก็มีการเพิ่มเติมเข้าไป คุณจันทร์อยากให้มีทั้งแบบดั้งเดิม และแบบที่ประยุกต์ตามยุคสมัยครับ”


ปากพูดไปด้วย สายตาก็มองแป้งในกระทะที่สองและสาม ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนส่วนผสมลงไปเล็กน้อย


นั่นก็คือเพิ่มน้ำตาลเชื่อม[3]เข้าไปในกระทะกวนแป้งที่สอง โดยมีพี่ชบาคอยกวนอยู่ และกระทะที่สามนั้น มีการเพิ่มสีเขียวของน้ำใบเตยด้วย แต่ไม่ได้มีปริมาณมากนัก แค่พอมีกลิ่นไม่จางและสีเขียวอ่อน ๆ เท่านั้น แต่แป้งกวนทั้งกระทะที่สองและสามมีปริมาณที่น้อยกว่าแป้งกระทะแรกเกือบครึ่ง


นอกนั้นก็มีกรรมวิธีวีทำเช่นเดียวกับการกวนแป้งกระทะแรก เพียงแต่แป้งขนมกระทะที่สองจะออกเป็นสีน้ำตาลอ่อนจาง และแป้งกระทะที่สามจะเป็นสีเขียวใบเตยจาง


เมื่อแป้งขนมทำเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็หมดเวลาไม่มากพอสมควร ก็มาถึงขั้นตอนของการห่อขนม ใบตองที่เจียนหัวท้ายสองขนาดถูกวางซ้อนทับกัน เสน่ห์จันทร์ตักมองใบตองที่ถูกจัดเตรียมอย่างเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มพอใจ ไม่มีใครรู้จักเขาเท่าสายพิรุณจริง ๆ


ใบตองที่ใช้ทำขนมจ่ามงกุฎนั้น ใครจะบอกว่าไม่สำคัญ ใช้ใบตองแบบไหนก็ได้ เสน่ห์จันนั้นไม่เห็นด้วย

ขนมจ่ามุงกฎนั้น หากมองผิวเผินก็คือ ผสมและกวนแป้งได้ดีก็คืออร่อย... เปล่าเลย


ใบตองต่างหากที่สำคัญไม่แพ้กัน


ใบตองแห้ง นำมาห่อขนมแป้งกวนได้ง่าย ก็ไม่ผิด แต่ใบตองแห้งมีกลิ่นไม่ค่อยดีนัก หากไม่ถูกเอานำไปนึ่งพร้อมกับขนม อาทิเช่น ขนมเข่ง ก็ไม่มีทางหอม


ใบตองที่ถูกทำให้แห้ง ก็คือใบตองสดที่นำมาลนไฟ แล้วตากทิ้งไว้ จะได้กลิ่นหอมของใบตองก็จริง แต่กลิ่นจะฉุนควันไฟ หากทำไม่ถูกวิธี หากกลิ่นแรงเกินไปก็กลบกลิ่นของแป้งขนม


เรื่องนี้เสน่ห์จันทร์เคยพยายามหาทางแก้ไข แต่ก็ไม่เป็นผล ไม่ว่าจะตากใบตองไว้ทั้งวันก็แล้ว หรือใช้ใบตองที่เกือบแห้งก็แล้ว แต่ก็ไม่พบทางออก


จนสายพิรุณเสนอเรื่องการนำใบตองฉลาด ใบตองสาวตรงยอดมาผึ่งแดดและรีด จากนั้นนำมาห่อขนมจ่ามงกุฎ

ความสวยงามยังคงอยู่ และกลิ่น... เป็นที่ถูกใจเสน่ห์จันทร์นัก ใครจะบอกว่าชายหนุ่มพิถีพิถันมาเกินไปก็ตามแต่ใจ

เสน่ห์ที่แท้จริงของขนมชนิดนี้ไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติและรสสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน แต่กลิ่นหอมของใบตองนั่นจะอบอวนอยู่ในปาก รับถึงรสแห่งธรรมชาติ


สายพิรุณมาสมทบช่วยห่อขนมได้ทันพอดิบพอดี ในมือของเขามีตะกร้าใบตองที่พร้อมห่อมาด้วย


ด้วยเห็นว่าคนในครัวมีเรื่องต้องจัดการ คุณอรุณพิศจึงมารับตัวหนูมะลิและคู่แฝดไปเล่นบนเรือนจันทร์ดาราฉายแทน


การห่อขนมจ่ามงกุฎนั้น หากเป็นคนใจร้อนคงไม่สามารถทำได้ เด็ก ๆในครัวเสน่ห์จันทร์เพราะได้รับการฝึกมานานหลายปี มีความชำนาญ จึงทำได้อย่างรวดเร็ว


และอีกสองคนคือเสน่ห์จันทร์และสายพิรุณนั้นก็ทำได้รวดเร็วไม่แพ้กัน


ที่เดาได้ไม่ยากก็คือสายพิรุณ แม้จะทำขนมไม่เป็น แต่เรื่องของการใช้ใบตองนั้นไม่มีใครเก่งเกินเป็นแน่

ปลายนิ้วหยิบเม็ดแตงโมคั่วหนึ่งเม็ดวางบนแป้งขนมสีน้ำตาลอ่อนใส ก้อนใหญ่เท่าหัวแม่มือ ก่อนจะจับกลีบใบตองทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน และใช้ไม้เล็ก ๆ กลัดใบตอง


การห่อแป้งขนมจ่ามงกุฎนั้น ฐานต้องกว้างเป็นเหลี่ยมสวย และยอดขนมสูง


กว่าจะห่อเสร็จก็กินเวลานาน แต่สุดท้ายแล้วก็เสร็จเรียบร้อยในเวลาเกือบสองทุ่ม เสน่ห์จันทร์และสายพิรุณเก็บของเรียบร้อยแล้วก็รีบมารับหนูมะลิเพื่อพากลับไปที่บ้านสวน แต่ปรากฏว่าเด็กน้อยนอนหลับไปแล้ว และคุณอรุณพิศก็รักเอ็นดูหลานตัวน้อยนี้ไม่ต่างกับหลานแฝดแท้ ๆ ของตนเอง จึงขอให้สายพิรุณปล่อยให้เธอดูแลหลานสักหนึ่งคืน เมื่อเป็นเช่นนี้หากจะขัดก็คงไม่งาม


เสน่ห์จันทร์เห็นว่าไหน ๆ ก็ถึงขั้นนี้แล้ว จึงชวนสายพิรุณค้างที่เรือนจันทร์ดาราฉายเสียเลย


“จันทร์ครับ จันทร์ตั้งใจทำให้เห็นใช่ไหมครับ ว่าจ่ามุงกุฎแบบดั้งเดิมเป็นอย่างไร และแบบที่ประยุกต์แล้วเป็นอย่างไร แต่พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงใส่เมล็ดแตงโมแค่เม็ดเดียว”


“เรื่องนี้จันทร์คิดว่าเป็นกุศโลบายครับ ซึ่งตัวจันทร์เองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้าจันทร์เป็นคนสมัยก่อน การที่ใส่เมล็ดแตงโมเข้าไปอีกหนึ่งเม็ด เพื่อให้คิดว่าเป็นยอดมงกุฎตามชื่อจ่ามงกุฎ และอีกนัยหนึ่งก็เพื่อแยกให้ออกว่าอันไหนคือจ่ามงกุฎ อันไหนคือขนมกะละแม ส่วนทำไมใส่แค่หนึ่งเม็ด ก็ต้องบอกว่า เพื่อประหยัดต้นทุนครับ”


“จริงเหรอครับ?” สายพิรุณทำสีหน้าทึ่ง ก่อนจะขยับตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเสน่ห์จันทร์ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ตรงหัวเตียง


“จันทร์ก็ไม่รู้ครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม ก่อนจะขำออกมา เมื่อเห็นสีหน้าปุเลี่ยนของสายพิรุณ


“จันทร์... ไม่เล่นมุกสิ”


“ไม่มุกครับ เรื่องจริง จันทร์เองก็ไม่รู้ ตำราของคุณย่าท่านก็ไม่ได้บอกไว้ บอกแค่ว่าจ่ามุงกุฎเป็นขนมกวน ก่อนที่จะมีการเพิ่มเมล็ดแตงโมคั่วมาภายหลัง กาพห์ฯ ชมเครื่องคาวหวาน ก็ไม่เอ่ยถึงเมล็ดแตงโมใดใด จันทร์เลยตีความเอาเองว่า คงมีการเพิ่มเติมมาภายหลังตามตำราของคุณย่าจริง แต่ก็น่าจะก่อนมีทองเอกกระจังครับ”


“ทองเอกกระจังนี่ก็คือขนมดาราทองใช่ไหม?”


“ใช่แล้วครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ พร้อมกับกดปลายจมูก “ท่านคุณหญิงเจือ นครราชเสนี ได้คิดค้น ดัดแปลง และให้ชื่อทองเอกกระจังเป็นชื่อแรกของขนมชนิดนี้ครับ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นดาราทองและส่งเข้าประกวดจนชนะเป็นอันดับหนึ่งครับ 

ถ้าให้จันทร์เดา ตอนที่คิดค้นขนมชนิดนี้ ท่านอาจจะได้แรงบันดาลใจจากกาพห์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ขนมจ่ามงกุฎก็ได้ครับ ถ้าตีความออกมาแล้ว จ่ามงกุฎ อาจจะแค่ใส่ชื่อให้เหมือนมงกุฎแต่รูปร่างไม่เหมือนมงกุฎ แต่ดาราทองซึ่งมีมาในภายหลัง คงเกิดจากการคิดภาพออกมาให้เหมือนกับมงกุฎ ขนมจึงไปคล้องกับกาพห์เห่เรือจ่ามงกุฎ และนั่นก็ทำให้มีการตีความผิดไปว่าเป็นขนมชนิดเดียวกันจนมีการพิมพ์เป็นตำราขนมแพร่หลาย และเกิดความเข้าใจผิดขึ้น ว่าขนมจ่ามงกุฎมีรูปร่างแบบนี้... 

อันนี้จันทร์ตีความตามความเข้าใจของจันทร์เองนะครับ ทั้งหมดไม่มีใครรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องที่ย้อนกลับไปหาคำตอบไม่ได้”


“อืม... ที่มาที่ไปก็ชัดเจน แล้วทำไมถึงเกิดเรื่องที่กองถ่ายของน้องรักษณ์ล่ะครับ”


“เรื่องนี้ถ้าให้พูดโดยที่จันทร์ไม่ได้ไปรับรู้โดยตรงก็คงจะเหมือนฟังความข้างเดียว” เสน่ห์จันทร์เอ่ย พร้อมกับกระชับอ้อมกอดจนร่างของสายพิรุณเบียดชิด ก่ายเกย แทบจะเรียกได้ว่าทาบทับแล้วก็ได้


“ก็จริงนะ”


“แต่เท่าที่ฟัง คนที่ค้านกับคุณพิมรักษณ์ก็คงไม่ได้พูดอะไรผิดนัก ก็คงเชื่อข้อมูลที่ได้รับมาว่าถูกต้องไม่ผิดพลาดแน่นอนครับ”


“อ่าว.. อย่างนี้จะทำอย่างไรล่ะ? ถ้าเป็นแบบนี้คนก็จะคิดว่าขนมดาราทองกับขนมจ่ามงกุฎเป็นขนมชนิดเดียวกัน ไม่กลายเป็นว่าขนมจ่ามงกุฎจะหายไปหรอกเหรอ?”


“เพราะอย่างนี้จันทร์จึงต้องไปกองถ่ายละครของคุณพิมรักษณ์ในวันพรุ่งไงครับ” เมื่อเป็นเช่นนี้สายพิรุณก็เข้าใจในทันที


คนรักของเขาคงคิดจะไปแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ พร้อมทั้งยกขนมจ่ามงกุฎและขนมดาราทองไปยืนยัน


เป็นถึงขั้นเจ้าของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง ต้นตำรับขนมไทยชาววัง ของโบราณแท้ ๆ เช่นนี้ไป คงไม่มีใครกังขาเป็นแน่


ทั้งยังสามารถช่วยน้องสาวผู้น่าเอ็นดูได้อีก... คิดแล้วสายพิรุณก็ยิ้มสุขใจนัก


คุณจันทร์ของเขาเป็นคนดีที่หนึ่งเลยเชียว ขนาดไม่ค่อยถูกใจพิมรักษณ์ก็ยังช่วยเหลือเต็มที่ขนาดนี้


“คุณจันทร์ดีที่สุดเลย ยอมเหนื่อยขนาดนี้เพื่อช่วยเหลือคนอื่น พี่ภูมิใจในตัวคุณจันทร์มาก ๆ เลยครับ”


ได้ยินแล้วเสน่ห์จันทร์ก็ยิ้มหวาน แววตาเชื่อมฉ่ำมองคนรักด้วยกระแสอารมณ์ที่เข้าใจความหมายได้ไม่ยาก สายพิรุณถึงกับหน้าร้อน แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีขัดอกขัดใจอะไรนัก ทั้งยังโอนอ่อนผ่อนตาม ยามที่เสน่ห์จันทร์เลื่อนฝ่ามือไปลูบไล้สะโพกของตนเอง และออกแรงรั้งจนต้องไปนั่งคร่อมอยู่กายแกร่ง


“วันนี้พระพายก็เหนื่อยเหมือนกันครับ ห่อขนมก็สวยมาก... สวยจนจันทร์อยากให้รางวัลเลย”


“ไม่ใช่พี่ต้องเป็นคนให้รางวัลจันทร์เหรอครับ” ได้ยินเช่นนี้แล้วจะทำใจแข็งไม่จับพลิกให้ล้มนอนบนเตียงนุ่มได้อย่างไร


แต่เสน่ห์จันทร์ก็ยังคงเป็นเสน่ห์จันทร์


เขารักและอ่อนโยนกับสายพิรุณอยู่แล้ว


“งั้นจันทร์ให้รางวัลพระพายก่อนนะครับ... จากนั้น...พระพายค่อยให้รางวัลกับจันทร์”


เห็นไหม ใครจะรัก อ่อนโยนและตามใจสายพิรุณได้เท่าเสน่ห์จันทร์?


โลกนี้ไม่มีอีกแล้ว...



 

แป้งขนมจ่ามงกุฎที่ถูกห่อเอาไว้ ถูกวางลงในตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งตู้นี้เสน่ห์จันทร์ซื้อมาใช้งานหลายปีแล้ว เนื่องจากมีขนมไทยหลายชนิดต้องใช้วิธีการตากแดด แต่สภาพบรรยากาศของเมืองไทยในปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยฝุ่นควัน การคลุมด้วยพลาสติกก็ทำให้ขนมมีความชื้น รสชาติเปลี่ยน ดังนั้นตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์นี้จึงเป็นทางเลือกที่ดี


แดดประเทศไทยนั้น ไม่ต้องรอถึงช่วงเที่ยง ก็ร้อนแรงน่ากลัว เพียงแค่พี่มาลัยนำขนมมาใส่ตู้เอาไว้ แสงแดดเวลาแปดโมงเช้าค่อนข้างจัด ตู้อบทำงานได้ดี เพราะกระจกด้านบนทำให้สามารถรองรับแสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มที่ แผงโลหะด้านล่างก็สะท้อนความร้อนได้ดีเยี่ยม ทำให้ขนมได้รับความร้อนอย่างทั่วถึง


ประมาณสิบโมงขนมก็ถือว่าได้ที่แล้ว เนื่องจากใบตองสีเขียวสวยสีเริ่มเปลี่ยน แต่ก็ยังคงความสวยอยู่เพราะถูกรีดเอาไว้ก่อนนำมาห่อ เพียงแค่ลองแกะชิมก็พบความอร่อยที่กาลเวลาไม่สามารถลบเลือนได้


เนื้อใบตองไม่กรอบฉีกยามที่แกะคลี่เปิดเนื้อขนม ทั้งยังยืดหยุ่นได้ดี และมีสีสวย กลิ่นสัมผัสแรกที่รู้สึกก็คือ กลิ่นหอมใบตองที่ถูกตากแดด มันไม่ได้ฉุนหรือช่วยให้รู้สึกเหม็นอะไร แต่กลับมีความหอมเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว


ผิวขนมด้านนอก กรอบ มีกลิ่นใบตองติดอยู่เล็กน้อย ผสมกับกลิ่นแป้งอบควันเทียน บางชิ้นเป็นใบเตยก็มีกลิ่นใบเตยผสมรวมกัน ให้ความรู้สึกหอม แปลกใหม่


แป้งข้างในเหนียว นุ่ม กลิ่นแป้ง น้ำตาล ผสมรวมกัน ให้รสสัมผัสที่ยากจะอธิบาย แต่ละชิ้นมีความแตกต่าง


สูตรดั้งเดิมนั้น เหนียวนุ่ม สัมผัสถึงธรรมชาติที่แสนหอมหวาน


สูตรของเสน่ห์จันทร์ มีความหวานละมุนที่เด่นชัด ยามเมื่อรวมเข้ากับเนื้อแป้ง ทุกอย่างผสมเข้าด้วยกัน เป็นธรรมชาติที่แสนนุ่มนวลหอมหวาน


สูตรใบเตย โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมที่อบอวน ความหวานแทรกซึม ได้ความแปลกใหม่ที่อร่อยไม่แพ้ใคร

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ทุกรูปแบบก็คือ... ขนมจ่ามุงกุฎ


“คือว่า... ให้กินทั้งวันก็ยังได้” สายพิรุณพูดหลังจากกลืนขนมจ่ามงกุฎทั้งสามรูปแบบ และในมือยังถือเอาไว้อีกหลายชิ้น


“จันทร์ทำเผื่อไว้เยอะแยะครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบ พร้อมกับรอเด็กในครัวเร่งจัดขนมจ่ามงกุฎ และดาราทองใส่กล่อง โดยแยกจัดเป็นชุดอย่างเป็นระเบียบสวยงามในกล่องไม้ไผ่สาน และนำบรรจุลงกล่องขนาดใหญ่อีกชั้น เพื่อง่ายต่อการขนถ่าย


“ประมาณเที่ยงเจอกันที่ห้างเลยนะครับ จากกองถ่าย เดี๋ยวจันทร์เรียกรถเองได้ครับ”


“พี่ไปรับไม่ดีกว่าเหรอ”


“อย่าดีกว่าครับ พระพายพาลูกไปกินอะไรรอจันทร์ก่อนน่าจะดีกว่า” สายพิรุณไม่อยากเถียงคนรัก เขาจึงพยักหน้ารับ และไม่นานพี่พุดก็มาแจ้งว่า มีคนมาขอพบเสน่ห์จันทร์ แจ้งว่าพิมรักษณ์ให้มารับ


เมื่อได้ยินดังนั้นเสน่ห์จันทร์และสายพิรุณจึงให้เด็ก ๆ ช่วยกันยกของไปที่รถ ซึ่งมีชายหนุ่มรูปร่างสูง ปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งด้วยผ้าปิดปาก แต่เห็นเพียงดวงตาก็รู้ว่าหน้าตาดีไม่น้อยทีเดียว อีกฝ่ายแนะนำตัวว่าชื่อ ราม และแจ้งวัตถุประสงค์ที่มา ก่อนจะช่วยยกของขึ้นรถ


“น้องรักษณ์เลือกคนขับรถที่หน้าตาหรือเปล่านะครับ”


“ถ้าพี่พระพายสงสัย คุณจันทร์จะถามให้ก็ได้ครับ”


“อุ่ย...” ก็แค่สงสัยนิดเดียว ทำเป็นเรียกพี่นำหน้าชื่อ สรรพนามแทนตัวก็ห่างเหิน “ไม่อยากรู้แล้วก็ได้”


“งั้นเจอกันที่ห้างนะครับ ส่วนที่ร้านฝากพระพายดูแลด้วยนะครับ”


“ได้ครับ” สายพิรุณยิ้มให้ ในตอนที่เสน่ห์จันทร์ขึ้นไปนั่งบนรถแวนยี่ห้อหรู ซึ่งปรับแต่งภายในทั้งหมดให้เหมาะกับการใช้งานของเจ้าของ


เมื่อรถเคลื่อนตัวออกมาแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็หันมาส่งยิ้มให้กับชายหนุ่มที่ขับรถเงียบ ๆ อยู่เบื้องหน้าผ่านกระจกมองหลัง ก่อนเอ่ยขึ้นก่อน


“คุณรามครับ”


“ครับ?”


เสน่ห์จันทร์ยิ้มละมุนเล็กน้อย แต่สาบานได้เลยว่ารามเห็นผ่านกระจกมองหลังแล้วรู้สึกขนลุก และเย็นวาบอย่างไรไม่รู้


เขาเพิ่งมาทำงานกับพิมรักษณ์ได้ไม่นานตามคำสั่งของพ่อเลี้ยงหิรัญ แม้จะรู้จักกับเจ้านายมานาน แต่เพื่อนเจ้านาย คนขับรถคนนี้รู้จักแค่ไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นไม่มีคนคนนี้แน่นอน


เพื่อนแต่ละคนของคุณรักษณ์ มีแบบธรรมดาบ้างไหมเนี่ย


“ไม่ทราบว่าผมพอจะถามอะไรสักนิดได้ไหมครับ” รามขับรถไปก็เกร็งไป ท่าทีของชายหนุ่มคนนี้ ทั้งสุภาพ นุ่มนวล ทุกอิริยาบถนั้นสมเป็นผู้ดี แต่ไม่รู้ยังไงเหมือนกัน เขารู้สึกหลอน ๆ


“ได้ครับ”


“วันนี้ที่กองถ่ายของคุณพิมรักษณ์ มีนักข่าวมาเยอะไหมครับ?”


“นักข่าว?” คำยืนยันคำถามของเสน่ห์จันทร์คือรอยยิ้ม รามนิ่งคิด เขาทบทวนถึงจำนวนผู้คนในกองถ่าย...


“ก่อนผมมารับคุณมีนักข่าวอยู่พอสมควรครับ เพราะวันนี้มีเข้าฉากสำคัญ รวมนักแสดงทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ครับ”


“อ่อ... ครับ ขอบคุณครับ”


หลังจากนั้นเสน่ห์จันทร์ก็ไม่พูดอะไรอีก นั่งเงียบ ๆ ในรถ ไม่เล่นมือถือ หรือว่าหลับ แต่มองถนนนอกรถไปเรื่อย

ช่างเป็นคนที่นิ่งได้นิ่งจนหาคำบรรยายไม่ถูกทีเดียว เพราะถ้าเป็นพิรักษณ์นั่งอยู่ตรงนั้น ถ้าไม่ท่องบทก็หลับ แต่ไม่เคยเห็นนั่งนิ่งไม่ไหวติงเช่นคนคนนี้


เออ... เพื่อนของคุณรักษณ์ไม่มีธรรมดาสามัญจริง ๆ นั่นแหละ

 



กองถ่ายละครของพิมรักษณ์อยู่ไม่ไกลจากเรือนจันทร์ดาราฉายอย่างที่เธอบอกจริง ๆ เสียแต่ว่าการจราจรค่อนข้างแออัด เลยทำให้ต้องใช้เวลาเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นมาถึงก่อนเที่ยงวันเกือบชั่วโมง


รามพาเสน่ห์จันทร์มาที่ที่พักส่วนตัวของพิมรักษณ์ อันที่จริงหญิงสาวมักจะพักที่รถของตัวเอง ดังนั้นรถแวนคันนี้จึงไม่เคยจอดไกลจากกองถ่ายเลย แต่เพราะวันนี้จะมีแขกมา เธอจึงเอาของส่วนตัวจำเป็นในการเข้าฉากหลายชิ้นมาวางไว้ที่โต๊ะ ซึ่งกองถ่ายเตรียมไว้ให้


“คุณนั่งอยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ ผมจะไปขนขนมที่เหลือมา”


“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยขน ถ้าสองคนก็น่าจะอีกเที่ยวเดียว”


ชายหนุ่มทั้งสองคนเดินกลับไปที่รถอีกครั้ง เพื่อช่วยกันยกกล่องขนมมาวางเรียงเอาไว้ เป็นภาพที่หากใครเห็นก็ชวนให้สงสัย


จนมีทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาราม เพราะจำเขาได้ว่าเป็นคนขับรถของพิมรักษณ์ เขาเอ่ยรามในหันที


“พี่รามทำอะไรครับ”


“อ่อ... ขนขนมน่ะครับ”


ใช่...ขนขนม จะให้ทำอะไรล่ะ


ก็เห็นอยู่ว่าขนของ และก็เพิ่งรู้ว่าเป็นขนม แต่ขอรายละเอียดมากกว่านี้ได้ไหม


คนขับรถสุดหล่อเห็นสีหน้าทีมงาน ก็ได้แต่ยิ้ม แต่ใบหน้าของเขาถูกปิดเอาไว้ เลยไม่มีใครเห็น


“คุณเสน่ห์จันทร์ เอาขนมมาให้คุณรักษณ์ครับ ผมเลยช่วยขน”


“อ่อ... ของคุณรักษณ์ เดี๋ยวผมช่วยขนพี่ อยู่ไหนอีกล่ะ”


“ไม่มีแล้วครับ ขอบคุณนะครับ” เป็นเสน่ห์จันทร์ที่เอ่ย พร้อมรอยยิ้มละมุน


ทีมงานคนนั้นเพิ่งจะเห็นว่ามีผู้ชายอีกคนเดินตามหลังรามมา และพอได้เห็นเต็มสองตาแล้วก็ทบจะทรุดลงนั่งกับพื้น พร้อมพนมมือกราบ


ไม่บอกว่าคน จะคิดว่าเป็นเทวดามาจุติ คนอะไรดูดีมีบุญญาธิการขนาดนี้!


 

ขนมถูกวางลงบนโต๊ะ พร้อมกับเปิดฝากล่องเอาไว้ เพื่อให้ได้อากาศ และเสน่ห์จันทร์ก็ถึงกับเตรียมชุดชามะลิมาด้วย เพื่อให้พิมรักษณ์ได้จิบแบบครบสูตร


และแน่นอนว่าความพิเศษมีแค่หญิงสาวเท่านั้นที่ได้รับ



 

กลังจากนั้นไม่นาน ผู้คนก็ทยอยกันมาตรงที่พัก เพราะเพิ่งจบจากการเข้าฉากอีกด้านหนึ่งของเรือนทรงไทยนี้

พิมรักษณ์ในชุดห่มสไบ เกล้าผมเรียบร้อยเดินตรงเข้ามาหาเสน่ห์จันทร์และราม


“เพิ่งพักกองค่ะ ขอโทษที่ทำให้ต้องรอ”


“ไม่เป็นไรครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้ม ก่อนจะผายมือไปยังขนมบนโต๊ะ “ขนมจ่ามงกุฎและขนมดาราทองครับ”


พิมรักษณ์ไม่ได้พูดอะไร เธอแค่ขมวดคิ้ว ยื่นมือไปตรงหน้าของราม ก่อนจะรับกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรูมาพร้อมกับค้นเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมา


เธอจึงไม่เคยทิ้งของในกระเป๋าถือไว้ที่โต๊ะ หรือไม่มีคนที่ไว้ใจได้ ดังนั้น ตราบใดที่ยังหาผู้จัดการคนใหม่ไม่ได้ หน้าที่ดูแลกระเป๋าของเธอ รวมถึงกระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือจึงเป็นของราม


“ขอถ่ายรูปก่อนค่ะ” เธอบอกเช่นนั้น ก่อนจะจัดการถ่ายรูปขนมต่าง ๆ ทั้งเฉพาะขนม และถือมาเซลฟี่ หน้าตาที่บึงตึงก่อนหน้า เปลี่ยนเป็นยิ้มหวาน บางรูปก็ทำท่าทางเก๋ ๆ


เปลี่ยนไปเพียงกระพริบตา


แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้ดึงความสนใจของเสน่ห์จันทร์นัก สายตาของชายหนุ่มเหลือบแลไปรอบบริเวณ และเขาก็เห็นกลุ่มคนที่ที่กระจายตัวอยู่ทั่ว ๆ ไป


แต่เท่าที่สังเกตก็พบว่า น่าจะเป็นนักข่าวที่มาทำข่าว เพราะบางคนกำลังสัมภาษณ์นักแสดงอยู่


“คุณไม่ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวเหรอครับ”


“ตอนนี้ไม่... นักข่าวพวกนั้นน่ารำคาญ ความจริงควรรอให้เลิกกองจริง ๆ จัง ๆ ก่อน” พิมรักษณ์พูด ก่อนจะพึมพำให้ได้ยินแค่คนเดียว ทว่าเสน่ห์จันทร์ก็ได้ยิน  “ไม่มีมารยาท”


เขาไม่ได้ว่าอะไร เพราะดูแล้ว หญิงสาวคงกำลังมีอารมณ์หงุดหงิดจากเรื่องงาน แม้จะมีความเป็นมืออาชีพแค่ไหน แต่สภาพอากาศ เครื่องแต่งตัว ผู้คนรอบกาย ก็ไม่เอื้อให้อารมณ์ดีสักเท่าไหร่


“ข้างบนเรือนไทย มีขนมอยู่ถาดหนึ่ง เป็นของเข้าฉากเมื่อวาน ซึ่งวันนี้ต้องถ่ายทำใหม่ ฉันเห็นแล้วโคตรหงุดหงิด” พิมรักษณ์นั่งลงบนเก้าอี้ มองขนมมากมายตรงหน้า แล้วถอนหายใจ


“แล้วคุณรู้ได้ยังไงครับ ว่าขนมดาราทองไม่ใช่อย่างเดียวกับขนมจ่ามงกุฎ”


“สมัยเรียนก็เคยเข้าห้องสมุดบ้างคุณ เคยอ่านหนังสือหลายเล่ม แล้วก็มีหลายตำราที่เป็นขนมไทย อีกอย่างสมัยเด็ก ๆ จำได้ว่าคุณย่าใหญ่เคยซื้อให้กิน แล้วบอกว่าไอ้ขนมกวนสีขาวขุ่น ๆ ห่อใบตองเนี่ย คือขนมจ่ามงกุฎ แต่ฉันจำไม่ได้ว่าคุณย่าใหญ่ซื้อมาจากไหน แต่ก็คงจะในกรุงเทพนี่แหละ”


ถ้าสมัยเด็กคงไม่ใช่เสน่ห์จันทร์ทำหรอก เป็นไปได้ว่าคุณย่าของเธออาจจะไปหาซื้อจากที่อื่น


“ฉันจำได้แม่นว่ามันคือขนมจ่ามงกุฎ เพราะคุณย่าสอนให้อ่านชื่อที่ติดกับถุงกระดาษที่ใช้ใส่ขนม เป็นถุงกระดาษแบบสมัยก่อน มีโลโก้ด้วยนะ จันทร์ ๆ นี่แหละ แต่ไม่ใช่เสน่ห์จันทร์ดาราทอง”


ภาพความทรงจำเลือนรางของพิมรักษณ์ถูกถ่ายทอดออกมาไม่ปะติปะต่อ แต่น่าแปลกที่เสน่ห์จันทร์กลับเห็นภาพถุงกระดาษนั้นชัดเจน


“ชื่อนพเกตจันทร์ฉายครับ มีวงกลมล้อมรอบชื่อนี้อีกชั้นหนึ่ง”


“ใช่ ๆ คุณรู้จักเหรอ”


“ครับ” แต่เสน่ห์จันทร์ก็ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม นอกจาก “น่าเสียดาย เจ้าของขนมจ่ามงกุฎที่คุณได้กินสมัยเด็ก ๆ เสียชีวิตไปแล้วครับ”


นพเกตจันทร์ฉาย เป็นชื่อเฉพาะกิจขนมของคุณหญิงมณีจันทร์ ที่ท่านจะทำ ที่เสน่ห์จันทร์จำได้ เพราะทุกวันนี้ถุงกระดาษนั้นยังมีเหลือเก็บอยู่ในเรือนจันทร์ดาราฉาย และเรื่องชื่อบนถุงนั่นอีก เขาเคยสอบถามมาด้วยความสงสัย...

นพเกต คือชื่อพี่ชายฝาแฝดของคุณหญิงมณีจันทร์ จันทร์ฉาย คือคำต้นและคำท้ายของนามสกุล จันทร์ดาราฉาย และคำว่าจันทร์ก็พ้องกับชื่อของคุณหญิงด้วย


ขนมในถุงจะเป็นขนมที่คุณนพเกตชอบ ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุก ๆ ปี  ที่พิมรักษณ์ได้กินในวัยเยาว์ คงเป็นปีที่ทำขนมจ่ามงกุฎ และคุณย่าใหญ่ที่เธอพูดถึง คงเป็นคนรู้จักที่มีความใกล้ชิดกับคุณหญิงมณีจันทร์เป็นแน่แท้

ไป ๆ มา ๆ ก็คนใกล้ตัวหรอกหรือ...


แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความตั้งใจของเสน่หจันทร์ในวันนี้หรอก


“น่าเสียดายจริง ๆ นั่นแหละ แต่เอาเถอะค่ะ มาว่าเรื่องนี้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวถ้าแกะกินฉันจะถ่ายรูปอีกนะคะ แล้วจะโปรโมทร้านคุณให้ตามที่ตกลงกัน”


“ขอบคุณครับ”


ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกันต่อ มีกลุ่มคนหลายคนเดินมาที่โต๊ะของพิมรักษณ์ หลายคนมีสีหน้าสายตาสนใจไม่น้อย

สายตาแบบนี้แหละที่เสน่ห์จันทร์ต้องการ


“วันนี้รักษณ์มีหนุ่มหล่อมาหาถึงกองถ่ายเลยเหรอเนี่ย แล้วหอบอะไรมาให้เยอะแยะล่ะเนี่ย เนื้อหอมจริงเชียวนางร้ายประจำกองของเรา” เป็นคำทักทายที่มีน้ำเสียงหวานน่าฟัง ผสมกับความหยอกเย้า เหมือนกับกำลังหยอกล้อเล่นหัวอย่างสนิทกับพิมรักษณ์ แต่เสน่ห์จันทร์สัมผัสได้ถึงความไม่จริงใจและความเกลียดชังในส่วนลึกนั้นได้

คาดว่าหญิงสาวคงไม่ได้หงุดหงิดแค่เรื่องขนมแล้วกระมัง


พิมรักษณ์ขยับตัวยืนขึ้น ก่อนจะนวดนาดมาเคียงข้างกับเสน่ห์จันทร์ พร้อมกับยิ้มให้หลายชีวิตที่เพิ่งเข้ามา

เธอไม่เสียเวลาแนะนำคนพวกนี้ให้เสน่ห์จันทร์รู้จัก เพราะพูดให้เปลืองน้ำลายเปล่า หมอนี่ไม่คิดจะจำใครหรอก


“มาพอดีเลย มีขนมมาฝากค่ะ ขนมจ่ามงกุฎกับขนมดาราทอง  เจี๊ยบ ๆ มาช่วยยกขนมไปแจกทีมงานหน่อย อธิบายให้ถูกด้วยนะ ว่าอันไหนจ่ามุงกุฎ อันไหนดาราทอง”


ทีมงานที่ชื่อเจี๊ยบเกาหัวแกรก ๆ ไอ้ชื่อของขนมสองอย่างนี้ดูมันจะเฮี้ยนจริง เพราะตั้งแต่เมื่อวานเขาและคนอื่นในกองได้ยินจนเหนื่อยจะฟัง


“ดะ..ได้ครับ”


“อ่อ... แล้วบอกด้วยนะว่าเป็นขนมสูตรชาววังต้นตำรับ จันทร์ดาราฉาย จากร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง หากินที่ไหนไม่ได้ง่าย ๆ นะ ยิ่งตามท้องถนนทั่ว ๆ ไปยิ่งไม่มี”


“เออ... ครับ”


“ไหนเจี๊ยบทวนสิ ว่าพี่ให้เจี๊ยบไปทำอะไร”


เด็กเจี๊ยบทำตัวไม่ถูกจริง ๆ ไม่คิดว่าวันนี้จะได้รับแจ๊กพอตลูกใหญ่ เขาแค่เด็กเบ๊ตัวน้อย ๆ ทำไมคุณพิมรักษณ์ไม่เมตตาปรานีเจี๊ยบ


“ขนมจ่ามงกุฎกับดาราทอง ต้นตำรับชาววังโบราณของร้านจันทร์... จันทร์...”


“เสน่ห์จันทร์ดาราทองครับ” เสน่ห์จันทร์ช่วย และส่งรอยยิ้มแสนอบอุ่นให้เจี๊ยบ และยิ่งกว่าแน่... เขาได้สาวกอีกหนึ่งคนแล้ว


“จำไม่ได้ไม่เป็นไรครับ ตรงหน้ากล่องที่ผมจัดเอาไว้มีชื่อร้านติดอยู่แล้วครับ”


“อ๋อ...” แล้วไม่บอกแต่แรก... ปล่อยให้เจี๊ยบงงได้ตั้งนาน


เจี๊ยบขนขนมออกไปหลายส่วน เพื่อเอาแจกจ่าย โดยทุกอย่างไม่ได้ยากลำบากเลย ในเมื่อเสน่ห์จันทร์นั้นจับขนมแต่ละอย่างจัดใส่กล่องสานขนาดห้าคูณห้านิ้ว และติดโลโก้ของร้านเอาไว้เรียบร้อย


“ขนมของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองจริงเหรอ? ไม่ใช่ว่าร้านนี้เขาไม่มีส่งนอกสถานที่หรอกเหรอ” มีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา แน่ล่ะว่าพิมรักษณ์มั่นใจอยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ต้องขัดคอ


“ก็เห็น ๆ อยู่ว่ามี”


“แต่แนทเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ ไม่เห็นรู้ว่ามีส่งนอกสถานที่ รักษณ์สับสนอะไรหรือเปล่า”


“อุ้ย...เหรอคะ ไม่บอกว่าเป็นลูกค้าประจำรักษณ์ไม่รู้นะคะเนี่ย” พิมรักษณ์ลอยหน้าลอยตาพูด


เอาล่ะ ตอนนี้เสน่ห์จันทร์จับจุดได้แล้ว ว่าใครคือคนที่ผู้หญิงคนนี้งัดข้อบ้าง


คนแรกที่ทักทาย กับคนที่ชื่อแนท


คิดไป สายตาก็กวาดมองไปยังกลุ่มนักข่าว ที่เริ่มหันมาสนใจทางนี้แล้ว


ถึงเวลาหรือยังนะ...ที่พิมรักษณ์ต้องจ่ายราคาค่าที่สายพิรุณสนใจ


รออีกสักนิด...


“ก็ไม่เห็นว่าต้องทำเสียงประชดแนทแบบนั้น ลูกหว้าเองก็เคยได้ยินมาบ้าง ว่าขนมร้านนี้ไม่มีขายข้างนอก แถมยังไม่ทำรายการขนมตามใจลูกค้าด้วย คือรักษณ์ก็ต้องเข้าใจหน่อยนะว่าเดี๋ยวนี้อะไร ๆ มันก็สืบเสาะกันง่าย”


“ก็เพราะสืบเสาะง่ายไง วันนี้เจ้าของร้านเขาถึงมาเอง”


สิ้นคำของพิมรักษณ์ ทุกคนต่างหันมามองเสน่ห์จันทร์เป็นตาเดียว นั่นเพราะเขาเป็นคนแปลกหน้าคนเดียวในสถานที่นี้ ถ้าไม่นับก่อนหน้านั้นคือราม คนขับรถของพิมรักษณ์


“...”


เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม อ่อนหวาน อ่อนโยนและอุบอุ่นตามแบบฉบับของตนเอง พร้อมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง


“สวัสดีครับ ผมคือเสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย เจ้าของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองครับ”


ความเงียบเกิดขึ้นชั่วอึดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงแซงแซ่ของผู้คนบริเวณนั้น นั่นอาจจะเพราะหลายคนพอจะรู้ว่าเจ้าของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทองเป็นชายหนุ่มก่อนหน้าแล้ว อีกทั้งยังมีใครบางคนมายืนยันสถานะของเขาอีกเสียงนั่นก็คือ


มิรัญญา สาวลูกเสี้ยวไทย-เนปาล-อินเดียว เพื่อนสมัยเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ของพิมรักษณ์


ทั้งคู่เคยมารำในงานวันเกิดปีสุดท้ายของคุณหญิงมณีจันทร์ จึงทำให้รู้จักเสน่ห์จันทร์ แต่ไม่เคยทักทาย หรือพูดคุยกันส่วนตัว


การมาของเสน่ห์จันทร์เป็นที่จับตามองในทันที นั่นเพราะชื่อเสียงของจันทร์ดาราฉายในวงศ์สังคมชั้นสูง และร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง หนำซ้ำการมาในวันนี้ยังทำให้หลายคนรู้สึกหน้าเสียไป เมื่อพิมรักษณ์เอ่ยเรื่อง ขนมจ่ามงกุฎและดาราทองขึ้นมา ตอนที่สบโอกาส


“ไม่มีทางที่ขนมจ่ามงกุฎกับขนมดาราทองจะเป็นขนมอย่างเดียวกันได้ครับ ขนมจ่ามงกุฎมีมานานแล้ว ที่แน่ชัดคือในรัชกาลที่ ๒ นั้น มีขนมจ่ามงกุฎแล้ว จากกาพห์เห่เรือเครื่องคาวหวาน เป็นหลักฐานยืนยันครับ

ส่วนขนมดาราทอง มีครั้งแรกในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยท่านคุณหญิงเจือ ได้ประดิษฐ์ดัดแปลงและคิดค้นจนได้ขนมที่ชื่อว่า ทองเอกกระจัง ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นดาราทอง 

พียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดเจนแล้วนะครับว่า ขนมสองอย่างนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่ต่างกัน และไม่มีทางเหมือนกันหรือเป็นอย่างเดียวกันได้ ส่วนเรื่องของการเข้าใจผิด จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าขนมดาราทองกับจ่ามงกุฎเป็นขนมชนิดเดียวกัน 

ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะในอดีตการตีความของตำราต่าง ๆ มีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง ทั้งรูปร่างของดาราทอง หรือทองเอกกระจังนั้น คล้ายมงกุฎ เลยทำให้มีการสับสน ถ่ายทอดมากันเป็นทอด ๆ”


“แต่มันมีในหนังสือ แล้วมันก็หนังสือขนมเก่าแก่ โบราณนะคะ จะผิดพลาดได้เหรอ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มกับการทักท้วงด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนี้ ก่อนจะตอบกลับไปว่า...


“ต้นตระกูลของผมก็เก็บตำราโบราณเกี่ยวกับขนมไว้มากมายครับ และผมอ่านมาแล้วทุกเล่ม และทุกเล่มก็แยกขนมจ่ามงกุฎและขนมดาราทองออกจากกันอย่างชัดเจนครับ แต่ถ้าคิดว่าคำพูดของผม และสกุลจันทร์ดาราฉายไม่น่าเชื่อถือพอ...”


“ตายละ... ก็เป็นที่รู้อยู่ว่านามสกุลจันทร์ดาราฉายเป็นอย่างไรตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ชื่อเสียงความรู้ความสามารถก็มีตั้งเท่าไหร่ คนที่นับหน้าถือตาก็เป็นผู้ดี มีชาติสกุลสูงส่งทั้งนั้น ก็ยังจะไปสงสัยเขาเรื่องที่เขาถนัดที่สุดได้ ทั้งที่ตัวเองก็แค่อาศัยความรู้จากกูเกิล”


คำพูดของพิมรักษณ์ทำเอาเพื่อนร่วมกองถ่าย ซึ่งก็เป็นถึงนักแสดงที่รับบทนางเอก เหมือนโดนตบยับกลางเรือนไทยโบราณ


“ไม่เป็นไรครับ แต่อีกเรื่องที่ผมอยากให้ทุกท่านรับฟังไว้” เสน่ห์จันทร์เหลือสายตาไปมองถาดขนมที่ทุกคนเรียกว่า มงกุฎเพชร


“ขนมมงกุฎเพชร ถูกจัดทำขึ้นเมื่อปี 2555 ในโครงการอนุรักษ์ขนมไทย คาดว่ามีการรับปรุงสูตรโดยไม่ใช้ไข่เป็นส่วนผสม เน้นการจัดทำสีสันสวยงาม และกวาดเมล็ดแตงโมกับน้ำตาลให้ตกผลึกหนากว่าของดาราทองครับ ส่วนเรื่องรสชาตินั้น อันนี้ผมคิดว่าแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล”


เสน่ห์จันทร์ไม่ได้เกทับ หรือตำหนิอะไรใดใดทั้งสิ้น แต่เขาพูดให้ทุกคนกลับไปคิดและตีความกันเอาเอง


จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นคุยเรื่องอื่นสักครู่หนึ่ง แล้วจึงขอตัวกลับ เพราะมีนัดต่อ โดยที่พิมรักษณ์จะให้รามไปส่งเสน่ห์จันทร์ที่ห้าง


เธอพอใจกับสิ่งที่เสน่ห์จันทร์ลงทุนทำให้ในวันนี้มาก และเอ่ยถึงค่าใช้จ่ายการทำขนมที่นำมาให้


มาถึงตรงนี้มีคนเอียงหูฟังมากกว่าครึ่งกองถ่าย และคำตอบของเสน่ห์จันทร์ก็ทำให้ทุกคนตาลุก แม่แต่พิมรักษณ์ก็ลุก แต่คงคนละเหตุผลกับคนอื่น


“อย่าเกรงใจเลยครับ แค่คุณชอบขนมที่ผมทำก็ดีแล้วครับ”


แค่พิมรักษณ์ชอบหรือบ่นอยากกินก็จะได้กินอย่างนั้นเหรอ


คุณพระคุณเจ้า!! ผู้หญิงคนนี้ทำบุญด้วยอะไร!



นั่นคือความคิดของคนอื่น แต่สำหรับพิมรักษณ์น่ะเหรอ


อีผีร้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย



“ต้องการอะไร เสน่ห์จันทร์” พิมรักษณ์กัดฟันถาม เมื่อห่างหูคนในกองถ่าย เธอแทบจะกระโดดขย้ำคอผู้ชายคนนี้แล้ว ถ้าไม่ติดว่าตายไปจะหนักนรก และพี่พระพายขาของเธอต้องเสียใจ


เธอจะทำให้เสน่ห์จันทร์เป็นคนอายุสั้น


“ก็ให้คุณโปรโมทร้านไงครับ”


“ตอแหล” ไม่มีความจำเป็นต้องด่าในใจแล้ว ถึงขนาดนี้!


หมอนี่คิดจะเล่นงานเธอ!


“เป็นคำต่อว่าที่รุนแรงใช้ได้เลยครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย ก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำทีเหมือนก้มมองอะไรบนใบหน้าของหญิงสาว แต่ริมฝีปากสวยที่ขยับน้อย ๆ เป็นคำพูดทีละคำที่แผ่วเบาแต่ชัดเจน ทำเอาพิมพ์รักแทบกรี๊ด “แต่ผมไม่สะเทือนสักนิด”


เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวานฉ่ำ และเดินไปขึ้นรถของพิมรักษณ์ ก่อนหน้านี้เธอจะให้รามไปส่งเสน่ห์จันทร์ที่จุดหมายปลายทาง แต่ทว่ามาถึงตอนนี้เธออยากจะเปลี่ยนแผน เปลี่ยนเป็น พาไอ้บ้านั่นไปฆ่าแล้วเอาศพไปหมดที่ท้ายไร่



 

ไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงของการที่เสน่ห์จันทร์ไปเหยียบกองถ่ายของพิมรักษณ์ ข่าวซุบซิบก็กระหึ่ม ดังชนิดที่ว่าทำเอานักแสดงสาวอยู่ไม่ได้ต้องออกมาแก้ข่าวพัลวัน นั่นไม่น่ากลัวเท่าสายตรงจากไร่หาญนรินทร์ที่ทำพิมรักษณ์ประสาทเสีย เพราะคนที่โทรมาไม่ใช่ตาแก่หัวรั้น แต่เป็นพากรณ์ อาวพุกที่รักของเธอ


กับผู้เป็นพ่อแล้ว พิมรักษณ์นั้นดื้อด้าน ไม่น่ารักสักเท่าไหร่ แต่ต่อให้ตีกันแค่ไหน เธอก็รู้ว่าพ่อรักเธอมาก และยอมตามใจแทบทุกอย่าง แต่ไม่ใช่กับอาวพุกคนเก่งของเธอแน่นอน


แล้วเป็นไงล่ะ...ที่วุ่นวายทั้งหมดก็เพราะเสน่ห์จันทร์คนเดียว พากรณ์ซักเธอซะขาวยิ่งกว่าใช้ซุปเปอร์เครื่องซักผ้าอีก

ไหนจะข่าวที่เป็นกระแสอีกเล่า...


เธอรู้ว่าคนอย่างเสน่ห์จันทร์ไม่คิดจะช่วยเธอฟรี ๆ แต่ข้อแลกเปลี่ยนกับการที่เธอโปรโมทร้านให้ก็สมเหตุสมผลแล้ว ตอนนี้เธอยังคิดไม่ออกว่าเธอทำอะไรให้ ไอ้ผีร้ายตนนั้นถึงจองเวรเธอขนาดนี้


ยิ่งเห็นกระแสข่าวก็ยิ่งอยากน้ำลายฟูมปาก เหมือนร่างกายจะเป็นผดผื่นคัน


แสดงตัวเป็นสาวโสดสุดแซ่บมาหลายปี แต่ใครจะไปคิ๊ด! ว่าจริง ๆ นักแสดงสาวเบอร์หนึ่งของช่องจะแอบซุ่มหนุ่มผู้ดีมีชาติตระกูลไว้อย่างมิดชิด แต่ความรักไม่ใช่ความลับ ในเมื่อรักแล้วก็คงปิดไม่มิด


หนุ่มหล่อราวกับเทพยาดาคนนี้ชื่อย่อ ส. บุกกองถ่ายพร้อมขนมไทยจากร้านชื่อดังในแวดวงสังคมชั้นสูง อย่างร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าร้านนี้ไม่มีขนมขายนอกร้านนะจ๊ะ แล้วนางเอกสาวคนนี้ต้องสำคัญขนาดไหน แค่บอกว่าอยากกิน เจ้าของร้านถึงกับหอบหิ้วมาให้ถึงกองถ่าย แถมยังเผื่อแผ่คนในกองถ่ายแบบอิ่มไปตาม ๆ กัน

ขนมก็อร่อย แต่เจ้าของร้านอร่อยแซ่บไม่แพ้กัน มิน่าเล่าต่อให้งานยุ่งแค่ไหน แต่ทุกปีพิธีบวงสรวงร้าน นางเอกเบอร์หนึ่งต้องจัดตารางให้ว่างเพื่อมารำอวยพรให้ทุกปี๊ทุกปี


งานนี้มีลุ้นว่าจะมีวิวาห์ในเร็ววันหรือไม่...




“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

 






ในขณะที่พิมรักษณ์โมโหจนแทบจะเผาบ้านทิ้ง แต่กว่าที่เสน่ห์จันทร์และสายพิรุณจะรู้เรื่องนี้ก็ผ่านไปเกือบสองเดือน เนื่องจากลูกค้าที่ร้านเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว ทำเอาทุกคนยุ่งจนแทบไม่มีเวลาได้พัก ไหนจะดูแลลูกอีก ทั้งหมดสามารถยกเป็นความดีของพิมรักษณ์ก็ว่าได้


แต่ถามว่าทางนั้นจะอยากได้คำขอบคุณไหม?


ค่าที่ทำให้สายพิรุณของเขาให้ความสนใจ ต่อไปนี้พิมรักษณ์ต้องอยู่ห่างจากร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง และสวนพิรุณให้มากที่สุดเป็นแน่ เพราะคงไม่อยากตกเป็นข่าวบ่อย ๆ


ส่วนเสน่ห์จันทร์น่ะหรือ เขาไม่คิดว่าตัวเองเปลืองตัวสักนิด เขาไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร ในเมื่อเขาไม่เล่นโซเชียล ไม่ได้เป็นดารามีชื่อเสียง วัน ๆ ก็ทำแต่ขนม อยู่กับคนรักและลูก...


“จันทร์ครับ ดูนี่ครับ”


“พ่อจันทร์... พ่อจันทร์จ๋า หนูน่ารักไหมคะ” เสียงของหนูมะลิร้องเรียก ในขณะที่เดินจูงมือสายพิรุณออกจากห้องส่วนตัว พร้อมกับสวมชุดของนักเรียนชั้นอนุบาลที่กำลังจะเปิดเรียนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า


“น่ารักครับ ไหนมาให้ดูใกล้ ๆ” หนูมะลิถลาเข้าสู้อ้อมอกของเสน่ห์จันทร์ พร้อมทั้งสายพิรุณที่มานั่งลงข้าง ๆ วงแขนของเขาโอบกอดคนรักเอาไว้ ส่วนปากก็เอ่ยชมหนูมะลิไม่ขาด


ความสุขของเขาก็มีเพียงเท่านี้ ไหนจะเลอะยอมสูญเสียไปง่าย ๆ เล่า ยิ่งถ้าอะไรที่คนรักและลูกสาวให้ความสนใจมากกว่าตัวเขา


สิ่งนั้นก็ควรต้องระวังตัวให้มากหน่อย...


เพราะเวลาที่เสน่ห์จันทร์ไม่สบายใจทีไร มักจะลงมือหนักเกินพอดีทุกครั้ง...



 



[1] กาพห์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่๒

 [2] การรีดใบตอง คือการนำของหนักเช่น แผ่นไม้ หนังสือ วางทับใบตองให้ตรง เป็นแนวสวยงาม

[3] น้ำตาลเชื่อมของเสน่ห์จันทร์นั้น คือ การเคี่ยวน้ำตาล 3 ชนิด นั่นก็คือน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลมะพร้าว (บางครั้งก็มีการปรับเปลี่ยนน้ำตาลหนึ่งในสามนี้เป็นน้ำตาลอ้อย) และมีส่วนผสมของน้ำผึ้งลงไปด้วย

นี่เป็นเพียงสูตรน้ำตาลที่ผู้เขียนเพิ่มเข้ามาเอง เพื่อให้ตัวละครดูมีความพิเศษเท่านั้น มิใช่เกิดจากตำราขนมไทยจริงๆ




มาขนาดนี้แล้วเนาะ...

พอจะเข้าใจเหตุการลงนิยายตอนนี้ไหมคะ

นั่นแหละค่ะ...

เราโปรโมตพระเอกคนใหม่นี่เองงงงงงงงงงงงงงงงงงง
แถแถ่นนนนนน

พี่ราม!!!

ฮี่ๆ ๆ ๆ ๆ 

ทุกคนวางมีดลงก่อน ความสวยของเราไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติจะสร้างได้ง่าย ๆ นะ จะฆ่าจะแกงกันก็ท่องเอาไว้... 

"มันยังมีนิยายอีกหลายเรื่องไม่ยังไม่มาต่อ!!"

ข่อมข่าาาา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 334 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,397 ความคิดเห็น

  1. #1955 winkmay529 (@katb2uty) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 10:50
    คุณจันทร์ร้ายมากกกก สองคนนี้ก็ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม // พึ่งรู้ว่ามันคือขนมดาราทองไม่ใช่จ่ามงกฎ ฮือ เข้าใจผิดมาตั้งนาน ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องนี่นะคะ
    #1,955
    0
  2. #1859 panwinkinyourarea (@itisnan) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 17:03
    2 คนนี้นี่มันจริงๆเลยนะ55555555555 เข้าใจละค่ะแต่ไม่แน่ใจเลยว่าเกิดมาเคยกินขนม 2 อย่างนี้บ้างหรือเปล่าคิดว่าน่าจะไม่เคย
    #1,859
    0
  3. #1750 Ff_mino (@Ff_mino) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 09:12
    คุณจันทร์นี่มันคุณจันทร์จริงๆเลยจ้า ยิ่งอายุเพิ่มขึ้น ความร้ายกาจก็เพิ่มขึ้นตาม หลงพี่พระพายเพิ่มขึ้นด้วยป่าวน้าาาาาาาาาา ขอยาดกรี๊ดให้พี่รามหน่อยค่าาาา พระเอกแสนดีแต่น่าสงสารของเรา ขอให้กลับมาดีกับน้องมะยมเร็วๆนะพ่อ
    #1,750
    0
  4. #1635 Puzzler_P (@Puzzler_P) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 13:06
    55555อยากเห็นตอนแก่เลย ร้ายๆ
    #1,635
    0
  5. #1613 bluefire99 (@bluefire99) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 18:34
    พ่อก็คือพ่อ มือวางอันดับหนึ่งเรื่องหวงเมีย 555
    #1,613
    0
  6. #1430 pataran (@pataranan) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 04:53

    ความร้ายกาจนี่พอมีลูกแล้วยิ่งคูณสองไปอีกกกก

    #1,430
    0
  7. #1359 nytts (@onlykyu) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 22:44
    ก็ยังชอบความร้ายภายใต้รอบยิ้มละมุนของคุณจันทร์อยู่ดี5555555555
    #1,359
    0
  8. วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 21:09
    ถามหน่อยค่ะคุณจันทร์ นี่พระเอกหรือนางร้ายคะเนี้ย5555
    #1,234
    0
  9. #1216 สติไม่น่าเต็ม (@spyyy8P) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 00:02

    ขอบคุณคนเขียนที่ให้ความรู้เรื่องของขนมจ่ามงกุฎกับดาราทองนะคะ

    ประดับสมองสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    #1,216
    0
  10. #1215 สติไม่น่าเต็ม (@spyyy8P) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2562 / 00:00

    ถึงคุณจันทร์จะกลายเป็นผีร้ายของน้องรักษณ์

    แต่หมู่เฮาก็ยังฮักคุณจันทร์เสมอเน้อออออออออออออออออ

    #1,215
    0
  11. #1214 ~ แพร ~ (@0897996813) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 00:32
    คาแรคเตอร์พระเอกแบบคุณจันนี่ดีจริงๆค่ะแม่
    #1,214
    0
  12. #1212 wata-ame (@mokona-f) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 16:17
    คนขับรถสุดแซ่บ!!
    #1,212
    0
  13. #1210 kataiy11 (@kataiy11) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 14:53
    ชอบคุณจัน ที่สุด
    #1,210
    0
  14. #1209 kataiy11 (@kataiy11) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 14:53
    ชอบคุณจัน ที่สุด
    #1,209
    0
  15. #1206 KiM RyEo WooK (@iinnkk) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 เมษายน 2562 / 20:37
    คิดถึงเรื่องนี้มากกก คุณจันทร์เธอก็ร้ายคงเส้นคงวาจริงๆ
    #1,206
    0
  16. #1202 warisara2425 (@warisara2425) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 02:29
    พ่อจันทร์ ทั้งรักทั้งหวงง. ขนาดนี้ อิจฉา พี่พระพาย นะคะ 😂😂😂
    #1,202
    0
  17. #1200 q.tr (@qtrtara) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 00:27
    คุณจันทร์ร้ายมากกกกก
    #1,200
    0
  18. #1197 Toofuuuu (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 08:10

    อยากกินขนมไทยเลยจ้า คุณจันทร์ร้ายได้อีกนะคะ

    #1,197
    0
  19. #1195 NutCh@ (@liewhoney) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 23:27

    ก็ว่าแล้วว่าเหตุผบเดียวที่ทำให้นางทำถึงขนาดนี้ต้องเกี่ยวหะพระพายแน่ๆ แต่ขำมากจริงๆ สงสารก็สงสารตลกก็ตลก โอ๋ๆนะน้องรักษณ์รอบหน้าเอาใหม่นะคะ5555555555

    ปล.ขอถามหน่อยนะคะว่าน้องรักษณ์มีเรื่องแยกของตัวเองมั้ย อยากอ่าน เป็นผู้หญิงแซ่บๆที่ตลก ชอบ65555

    #1,195
    0
  20. #1194 Teddybear_EPN (@earn-pinyada) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 21:46
    ตกใจมาก เข้าใจเรื่องขนมจ่ามงกุฎผิดมาตลอดดดดดดดด คุณจันทร์นี่โซแบดมาก แล้วพระพายก็ยังคิดว่าคุณจันทร์ของตัวเองแสนดีชอบช่วยเหลือผู้คน /เอามือตบหน้าผาก
    #1,194
    0
  21. #1193 moddangnaka (@0883301269) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 15:07
    พี่ราม กับใครค่ะไรท์???
    รอค่ะ^^
    #1,193
    0
  22. #1192 ไคโด้ (@sirikutt1818) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 20:55
    ล้ำลึกมาก คุณจันทร์ ตอนแรกคิดไม่ทัน คิดไม่ถึง 0_0
    #1,192
    0
  23. #1191 Tuwadee1 (@Tuwadee1) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 22:07

    คือคุณจันทร์นี่ร้ายได้เสมอเลยนะ สงสารน้องรักษณ์ ขอบคุณที่ลงให้อ่านนะคะ รอพี่รามนะเจ้าคะ
    #1,191
    0
  24. #1190 Popan6112 (@Popan6112) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 21:47
    เสมอต้นเสมอปลายมากกก เสน่ห์จันทร์!!! ร้ายสุดๆร้ายไม่หยุด ชอบที่พิมพ์รักษ์ด่าคุณจันทร์ แต่คุณจันทร์บอกไม่เจ็บ แบบกวนโอ้ยมากอ่ะ มีคนรู้ธาตุแท้คุณจันทร์ไม่กี่คนเอง คนอื่นคือกลัวบาปหมดทั้งที่จริงบาปตัวจริงคือคุณจันทร์เอง555555
    #1,190
    0
  25. #1189 iiQ_2910 (@iq-ritz) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 20:47
    -เราก็นึกว่าลงเพราะแก้ไขความเข้าใจผิดขนมจ่ามงกุฏกับขนมดาราทอง เอ้อ 555555

    ไรท์เป็นคนคิดมากแบบมากๆเลยนะ ซึ่งมันก็ดีในบางกรณี แต่คนที่คิดมากมักจะชอบคิดแทนคนอื่นจะกังวลไปหมด แค่อยากให้ไรท์อย่าลืมรักตัวเองมากๆนะคะ จุ๊บๆ
    #1,189
    0