เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย [LinHoon] AU : Thai

ตอนที่ 39 : บทส่งท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,696
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 443 ครั้ง
    15 ก.พ. 62



เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๓๕ บทส่งท้าย



แขกเรื่อในงานทยอยกันกลับในเวลาอันสมควร แขกกลุ่มสุดท้ายออกจากเรือนจันทร์ดาราฉายในเวลาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว เด็ก ๆ ในเรือนเริ่มเก็บกวาดสถานที่ และยังคงละเว้นพื้นที่บริเวณในห้องโถงเอาไว้ก่อน นอกจากเก็บถ้วยชาม และของกินที่เหลือออกมาแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าเยื้องย่างเข้ามาในบริเวณนี้อีก


คุณหญิงมณีจันทร์ผ่อนลมหายใจออกบางเบา จ้องมองร่างสูงของหลานชาย หรือในตอนนี้ก็คือเจ้าของเรือนจันทร์ดาราฉาย ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของบ้าน


หากผู้เป็นหลานชายเอ่ยอะไรสักคำ... คนเป็นย่าเช่นเธอก็คัดค้านไม่ได้


“คุณพี่... อยากจะขึ้นไปพักผ่อนข้างบนสักพักหรือไม่คะ?” คุณหญิงมณีจันทร์เอ่ยปากถามคุณบรรพต เธอไม่อาจคาดเดาความคิดของหลานชายได้ ดังนั้นหากพอจะกันพี่ชายต่างมารดาที่สุขภาพกายและใจย่ำแย่ออกไปจากเรื่องนี้ได้ คงเป็นการดีที่สุด


“ไม่เป็นไรหรอก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ลูกหลานของพี่ก่อเรื่องไว้ พี่เป็นผู้ใหญ่ก็คงต้องร่วมรับผิดชอบด้วย”


“แต่...” คุณบรรพตยิ้มให้กับผู้เป็นน้องสาวด้วยความรู้สึกปลงซึ่งทุกอย่าง


เรื่องราวในวันนี้มีหลากหลายความรู้สึกที่ก่อปะทุขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความยินดี ชื่นมื่น โมโหโกธา แม้แต่ความระลึกถึง ก็ยังกัดกินในใจของคุณบรรพต


ภาพนางรำฉุยฉายพราหมณ์ ทำให้คนแก่อย่างเขาเห็นภาพน้องชายอันเป็นที่รักซ้อนทับ เหตุการณ์ในวันวานมันแจ่มชัดราวกับเพิ่งเคยเกิดขึ้น


ในวันนี้แม้ไม่มีอะไรรุนแรง... แต่คนแก่อย่างคุณบรรพตก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกันไปจนสิ้นลม


“พ่อจันทร์” คุณหญิงมณีจันทร์เอ่ยเรียกหลานชาย ซึ่งยืนนิ่ง เหม่อมองโต๊ะว่างเปล่ากลางห้องโถง หางตาไม่เหลือบแลเครือญาติคนไหนเลย


“ครับ...คุณย่า” เสน่ห์จันทร์ขานรับ และหันมาแย้มยิ้มอ่อนโยนให้กับคุณหญิงมณีจันทร์ เขาไม่ได้เอ่ยอะไรนอกจากรอให้ผู้เป็นย่าเอ่ยปาก


ความอบอุ่นอ่อนโยนที่แผ่ออกมาของเสน่ห์จันทร์นั้น ทำให้ทุกคนตีความไปหลายต่อหลายอย่างกับเรื่องราวที่กำลังจะชำระความกัน


หรือชายหนุ่มผู้นี้จะเป็นเพียงแค่ชายหนุ่มเพิ่งโต ทำวางท่าเข้มแข็งไปอย่างนั้น แท้จริงใจอ่อนเหมือนกับรอยยิ้มนั้นหรือไม่?


ชาญยุทธเห็นรอยยิ้มเสน่ห์จันทร์แล้วก็ต้องลอบถอนหายใจ เรื่องนี้สงสัยไม่แคล้วปล่อยตามเลย แต่เขาคงไม่ปล่อยไปง่าย ๆ ดีเสียอีก ถ้าเสน่ห์จันทร์ใจอ่อน จะเป็นเขานี่แหละที่ฉีกทึ้งเด็กคนนี้


แต่ธัญญาลักษณ์ไม่คิดเช่นนั้น...


เสน่ห์จันทร์ร้ายกาจ... เธอรู้ดีแก่ใจ แต่เธอคาดเดาความร้ายกาจนั้นไม่ได้ว่ามากมายเพียงไร


“คุณปู่เล็กเป็นญาติผู้ใหญ่ของจันทร์ดาราฉาย”


“ผมทราบดีครับคุณย่า... วันนี้คุณย่าเหนื่อยมากแล้ว ขึ้นไปพักผ่อนเถอะครับ สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม และแสดงออกชัดเจนว่าเป็นห่วง แต่คุณหญิงมณีจันทร์กลับรู้สึกตันอยู่ในอก


คุณหญิงมณีจันทร์หมดคำจะพูด เมื่อเดาได้ถึงสิ่งที่เสน่ห์จันทร์จะทำ หญิงชราได้แต่พยักหน้ารับ แล้วล่ำลาญาติพี่น้องคนอื่น ๆ


“พระพายเอ้ย... พาย่าขึ้นไปข้างบนหน่อยดีไหม” คุณหญิงมณีจันทร์เอ่ยปากชักชวนคนรักของหลานชาย ไม่ใช่ว่าเธอจะใช้สายพิรุณเป็นข้อต่อรองอะไรกับเสน่ห์จันทร์หรอก เพราะถึงวินาทีนี้เธอรู้ดีว่าไม่มีอะไรหยุดเสน่ห์จันทร์ได้แล้ว

เอมอรและครอบครัว ก่อเรื่องไว้มากเกินจะมีใครยื่นมือเข้าไปยุ่งได้


เธอไม่อยากให้สายพิรุณเห็นเสน่ห์จันทร์ในภาพลักษณ์ร้ายกาจ


อย่างน้อย ๆ ให้เสน่ห์จันทร์ เป็นคุณจันทร์ผู้แสนดีในสายตาของสายพิรุณตลอดไปจะดีกว่า


“ครับ” สายพิรุณเหลือบมองเสน่ห์จันทร์เล็กน้อย เมื่อคนรักพยักหน้า เขาจึงตอบรับและรีบเดินมาช่วยป้าพวงพาคุณหญิงมณีจันทร์ขึ้นไปยังชั้นสองของเรือน ถือว่าเป็นการแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมครั้งแรกเลยก็ว่าได้


เมื่อคล้อยหลังคุณหญิงไปแล้ว ในห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบ ทั้งที่มีผู้คนนั่งอยู่กันมากกว่ายี่สิบชีวิต เสน่ห์จันทร์ไม่มีท่าทีจะหวาดหวั่นหรือใยดีอะไร ภายใต้ใบหน้าอันแสนงดงาม และมีความอ่อนโยนโอบล้อมอยู่เป็นนิจ เพียงแค่ไม่มีชายหนุ่มที่ชื่อสายพิรุณอยู่เคียงข้าง ความอ่อนหวานทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนเป็นความงดงามที่แสนเย็นชา

เอมอรที่นั่งกลั้นก้อนสะอื้นอยู่มุมหนึ่ง สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เปล่งเสียงร่ำไห้ออกมาในที่สุด


“พ่อจันทร์...” เป็นคุณบรรพตที่เอ่ยขึ้นมาก่อน เสน่ห์จันทร์จึงหันไปมอง โดยคลี่ยิ้มละมุมมอบให้


“คุณปู่เล็ก”


มันเป็นเรื่องยากเย็นนัก แม้จะทำใจเอาไว้แล้วก็ตาม หากเสน่ห์จันทร์จะตัดญาติกันจริง ๆ บรรพตก็ไม่อาจขัดข้อง แม้จะหมองใจก็ไม่ควรสักนิด แต่ครั้นจะออกปากให้กับลูกและหลานของตนเอง ก็เหมือนก้อนสะอื้นมันติดอยู่ที่ลำคอจนพูดไม่ออก


ยามที่ได้จ้องมองหลานชายผู้นี้ ก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่าเกรงขาม และมันคง เด็ดขาด ต่างกับความอ่อนหวานของรอยยิ้มนั้นเสียสิ้น


“ปู่ขอโทษแทนแม่เอมอรและแม่วิไลกานดาด้วย ปู่อยากให้รู้ว่าปู่เสียใจกับเรื่องวันนี้จริง ๆ และเป็นปู่เองที่ไม่ดี ไม่รู้จักสั่งสอนลูกและหลาน หากจะโทษก็โทษปู่เถอะนะพ่อจันทร์”


“คุณจันทร์ไม่เคยโกรธหรือถือโทษปู่เล็กเลยครับ เรื่องในอดีตคุณจันทร์ไม่คิดเอามารวมกับปัจจุบันครับ”


เสน่ห์จันทร์โกหก


เขาโกหกทั้งที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และสายตาแสดงความรู้สึกละมุนละไม


เขาน่ะหรือไม่คิดจะเอาเรื่องในอดีตมาเป็นปัจจุบัน... มันก็เป็นความจริง แต่ก็แค่บางส่วน ถ้าจะพูดให้ถูกคือ เขาใช้เรื่องในอดีตมาเป็นคมดาบบั่นคอเอมอรต่างหาก


เรื่องวันนี้ที่เกิดขึ้น เป็นแผนการที่เขาค่อย ๆ วางหมาก และรอคอยมานาน แต่มีโอกาสมากที่คุณหญิงมณีจันทร์จะยื่นมือเข้ามาช่วย คุณย่าของเขาเป็นใจอ่อนแค่ไหนเขารู้ดีที่สุด อย่างไรก็ทำใจทำร้ายญาติพี่น้องไม่ได้ ส่วนคุณบรรพตเอง.. แม้จะรู้สึกผิดแค่ไหน ก็คงไม่อยากเป็นคนแก่ไร้ญาติขาดมิตร หากคุณหญิงมณีจันทร์เอ่ยปากสักหลายคำมีหรือคนเป็นลูกอย่างคุณเพชรน้ำหนึ่งจะไม่ช่วยพูดอีกทาง


เสน่ห์จันทร์รำคาญ


คนอย่างเอมอร เขาไม่เคยคิดอยากจะทนสักวินาที แต่กาฝาก เนื้อร้ายแบบนี้ถ้าตัดไม่ดูหน้าดูหลังมันก็ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ เขาจึงจำใจรอมาจนถึงทุกวันนี้


อะไรที่เบี่ยงเบนความสนใจของคนแก่ในนี้ได้เขาเลือกจะทำหมด


รำฉุยฉายนั่นทำให้คนชราทั้งคู่หวนนึกถึงคนที่จากไปอย่างน่าเวทนา ต่อให้อยากจะรักษาวงศ์เครือญาติมากแค่ไหน แต่ในใจคงไม่สงบสุขเพราะคนในอดีต


ใช่... รำฉุยฉายพราหมณ์นั่นแหละคือหินถ่วงหัวใจของคนแก่ทั้งสอง หมากที่เสน่ห์จันทร์ทิ้งลงไปในวินาทีสุดท้าย

ต่อให้อยากอภัยแค่ไหน ในใจลึก ๆ ของคุณหญิงมณีจันทร์ก็คงยังเสียใจเสมอ


ต่อให้รู้สึกผิดแค่ไหน คุณบรรพตก็ไม่มีทางร้องขอคำอภัย


ไม่มีใครขวางเสน่ห์จันทร์ได้อีกแล้ว


 

ยิ่งได้ยินผู้มีศักดิ์เป็นหลานเอ่ยเช่นนี้ คุณบรรพตยิ่งไม่มีความกล้าจะเอ่ยปากขอการอภัยยกโทษ ผิดบาปในอดีตมันไม่เคยจางหายในใจ ตอนนี้ลูกสาวและหลานสาวมาซ้ำรอยเดิมอีก หากยุวเรศยังเกี่ยวข้องกับจันทร์ดาราฉายคงไม่มีวันจบ


เอมอรเป็นคนเช่นไร คนเป็นพ่อเช่นบรรพตใยจะไม่รู้


หลานสาวที่ถอดแบบผู้เป็นแม่ทุกกระเบียดนิ้วเช่นวิไลกานดาอีกคน...


หากวันนี้ไม่จบสิ้นกัน มีแต่รังจะสร้างกรรมสร้างเวรต่อกันไม่หยุด


“คุณจันทร์... เรื่องนี้อย่างไรพ่อก็อยากให้นึกถึงคำคุณย่าให้มากนะ” คุณเพชรน้ำหนึ่งเอ่ยออกมาในที่สุด เขารู้ว่าลูกชายรอวันนี้มานานแล้ว และคงไม่รั้งรออีกต่อไป แต่คุณบรรพตเป็นผู้ที่รับผลกรรมทั้งหมดอย่างไม่ควรจะเป็นเช่นนี้... อย่างไรก็ไม่ถูกต้อง


หากจะให้ถูกควรเล่นงานเพียงฝั่งเอมอร


“คุณจันทร์คะ...น้าผิดไปแล้ว... ยกโทษให้น้ากับยัยวิด้วยเถอะคะ”


“คุณแม่คะ จะขอร้องอีกทำไม คนพวกนี้ไม่เคยเห็นหัวเราสักนิด”


“หุบปากไปซะนังลูกโง่!” เอมอรผลักลูกสาวออกให้ห่างตัว


เรื่องนี้มันผิด ผิดที่เธอไม่รู้จักเสี้ยมสอนลูกโง่ ๆ คนนี้ให้ฉลาดกว่าเธอ ผิดที่เธอเองทั้งหมด


“คุณจันทร์... เรื่องนี้จะปล่อยผ่านไม่ได้ เกิดวันหน้าญาติพี่น้องคนอื่นริอยากจะท้าทายก็ทำกันง่าย ๆ ให้ขายหน้าอย่างนี้ไม่จบสิ้น ชื่อเสียงก็จะหมองกันเปล่า ๆ”


“คุณจันทร์ไม่ได้ว่าหรอกครับ ถ้าใครอยากจะลองแลกเปลี่ยนฝีมือการทำขนม ทุกท่านในที่นี้มีสิทธิ์ ขนาดคุณลุงชาญยุทธเอาสูตรของของอภิรเดชปล่อยขาย จันทร์ดาราฉายก็ไม่เคยรู้สึกว่าต้องเดือดร้อนหรือมัวหมองอะไรครับ”


อยู่ดีไม่ว่าดี!


เรื่องนี้นอกจากตนเองกับภรรยาแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องแน่นอน ตัวเขามั่นใจเกินร้อย ในตอนที่ตัดสินใจขายสูตรขนมไปเพื่อเงินก้อนโตเขาทำอย่างรัดกุมและเป็นความลับที่สุด แล้วทำไม...


“ความลับที่เงียบที่สุดคือความลับที่ไม่ได้กระทำครับ” เสน่ห์จันทร์กรีดแผลให้ชาญยุทธไปเบา ๆ เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เครืออภิเดชหัดเจียมตัวเดี๋ยวนี้ เพราะไม่อย่างนั้น เขาจะงัดเรื่องลับ ๆ ออกมาตีแผ่ให้สนุกสมกับที่หลายปีมานี้เขาต้องอดทนมาตลอด


ไม่เชื่อก็ขอให้ลิ้มลอง


เมื่อทุกคนเงียบลง เสน่ห์จันทร์ก็หันมาสนใจเอมอรอีกครั้ง


“คุณจันทร์จะไม่เท้าความว่าที่ผ่านมาคุณน้าเอมอรทำอะไรไว้บ้างนะครับ เพราะเพียงเรื่องวันนี้ก็คงเกินความรับผิดชอบของยุวเรศแล้ว”


เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ต้องการให้เอมอรรับผิดชอบ แต่เขากำลังโยนความผิดทั้งหมดให้ยุวเรศทุกคน!


“นับจากวันนี้เป็นต้นไป...” เสน่ห์จันทร์หยุดน้ำเสียงอ่อนนุ่มแต่กลับรับรู้ได้ถึงความดุดันในความอ่อนโยนนั้น “เมื่อไรที่สิ้นคุณปู่เล็ก บรรพต ยุวเรศ ให้ถือว่า ยุวเรศรุ่นต่อไปไม่มีความเกี่ยวข้องใดใดกับจันทร์ดาราฉาย ไม่มีชื่อในสกุลหลัก ลูกหลานทุกคนในภายภาคหน้า ไม่มีสิทธิ์ใดเข้ามาในจันทร์ดาราฉาย ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย มีคุณงามความดีหรือต่ำชั่วมั่วหมองอันใด จันทร์ดาราฉายจะไม่รับรู้ และไม่เกี่ยวข้อง”


สิ้นคำของเสน่ห์จันทร์ห้องโถงใหญ่เงียบสงัด แม้เสียงก้อนสะอื้น เอมอรก็หมดเรี่ยวแรงจะเปล่งออกมา


ร้านขนมของวิไลกานดาต้องตัดคำว่าจันทร์ดาราฉายออก สูตรขนมต่าง ๆ ต่อให้อร่อยแค่ไหน ก็ไม่สามารถใช้ชื่อของจันทร์ดาราฉายช่วยส่งเสริมได้ หรือแม้แต่แวดวงสังคม... พวกเธอก็ไม่อาจใช้บารมีของจันทร์ดาราฉายได้อีกต่อไป

มรดก สมบัติ ชื่อเสียง เงินทอง...


แต่...


ทั้งหมดยังไม่หายวับไปกับตา ตราบใดที่คุณบรรพตยังอยู่ คำสั่งนี้ของเสน่ห์จันทร์จะมีผลก็ต่อเมื่อชายชราผู้นี้สิ้นใจ

นับจากวินาทีนี้... คงเป็นการทรมานคนแก่วัยใกล้ฝั่งเสียแล้ว


เสน่ห์จันทร์มั่นใจว่าเอมอรจะไม่มีทางปล่อยทางรอดสุดท้ายนี้ไป... เรื่องทั้งหมดคุณบรรพตไม่ได้ก่อ แต่ผิดที่ปล่อยให้ลูกสาวทำตามอำเภอใจ


กล้าพูดหรือไม่ล่ะ ว่าดูไม่ออกว่าเอมอรคิดจะทำอะไร...


เสน่ห์จันทร์ไม่สนแก่สนเฒ่า... ที่ยังทิ้งปมนี้ไว้ให้ถือว่าเขาปรานีที่สุดแล้ว


หลังจากนี้จะอยู่ได้หรือไม่ได้ รุ่งเรืองหรือร่วงโรยก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณบรรพตอายุยืนแค่ไหนแล้ว


 

คำตัดขาดอย่างไร้เยื้อใยของเสน่ห์จันทร์ทำเอาญาติพี่น้องหลาย ๆ คนไม่เห็นควร แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยทัดทาน บางคนก็เกิดอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ เพราะชักจะรู้ว่าอะไรที่แตะต้องไม่ได้แล้ว


บรรพตนั่งหลับตานิ่ง เพื่อรวบรวมสติและจิตใจที่แตกร้าว ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้น เดินมาหยุดตรงหน้าของเสน่ห์จันทร์


“ปู่ขอบคุณหลานมากนะพ่อจันทร์ ขอบคุณที่ให้โอกาส” ตราบใดที่บรรพตยังไม่ตาย หากเอมอรและวิไลกานดาไม่เกินเยียวยา คงจะสามารถตั้งรากฐานร้านขนมให้มั่นคง โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับจันทร์ดาราฉายอีก


บรรพตปิดตาข้างเดียวมาตลอด ไม่ว่าจะทำอย่างไร เลือกเส้นทางไหนก็ไม่มีดีทั้งนั้น สุดท้ายเมื่อจบลงเช่นนี้เขาก็ต้องยอมรับความจริง เป็นความรับผิดชอบของเขาที่เป็นต้นสกุลแต่ไม่ดูแลคนในเรือน อย่างน้อย... ยังดีที่เสน่ห์จันทร์ไว้หน้า ให้ตอนเขาตายมีญาติเผาผี


เสน่ห์จันทร์เพียงแค่ยิ้ม ประนมมือไหว้คุณบรรพต “รักษาสุขภาพด้วยนะครับคุณปู่เล็ก” คุณบรรพตได้แต่พยักหน้ารับ


“จันทร์ดาราฉายมีพ่อจันทร์ดูแล ปู่และญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ไม่ห่วงอะไรแล้ว ขอให้พ่อจันทร์และจันทร์ดาราฉายเจริญขึ้น ๆ นะพ่อนะ”


“ขอบพระคุณครับ” คุณบรรพตยิ้มอย่างเมตตา ก่อนจะหันไปทางเอมอร วิไลกานดาและลูกเขย


“กลับกันได้แล้ว นับแต่นี้ที่นี่ไม่มีอะไรให้ยุวเรศต้องเกี่ยวข้องอีก”


“คุณพ่อคะ...”


“กลับ” คุณบรรพตทำใจแข็งไม่สนใจคำอ้อนวอนของเอมอร


ไม่มีใครช่วยพูดให้กับเอมกรและครอบครัว ไม่มีใครเห็นใจเธอผู้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง... ไม่มี!


“ขอให้มึงฉิบหายวายวอด! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!


“ยัยวิ!” คุณบรรพตตวาดใส่หลานสาวแต่ก็โกรธจนพูดอะไรไม่ออก นึกคำด่าสารพัด แต่มันก็จุกตรงที่คอ


“ขอบคุณครับ” เป็นเสน่ห์จันทร์ที่เอ่ยออกมา พร้อมระบายยิ้มบนใบหน้า “วันที่คุณวิไลกานดากล่าว คงเป็นยุวเรศมากกว่าครับ”


เอมอรใช้แรงเฮือกสุดท้าย ฉุดกระชากลากถูวิไลกานดาออกจากบริเวณห้องโถงไป สุดท้ายทุกอย่างก็กลับเข้ามาสู่ความสงบอีกครั้ง


เสน่ห์จันทร์มองหน้าญาติพี่น้องทุกคน ก่อนจะเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นและน้ำเสียงนุ่มนวล หลังจากที่เพิ่งถอนรากถอนโคนหนึ่งเครือญาติสนิทออกไป


“ไม่ทราบว่าญาติพี่น้องท่านอื่น ๆ ติดใจ หรือมีอะไรที่ยังไม่กระจ่างใจอีกไหมครับ”


“...”


หลังจากชาญยุทธถูกย้อนศร อภิรเดชคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าอ้าปากอีก จะปล่อยเลยตามเลยหรือ ก็ยังมีเรื่องให้สะกิดสะเกาในใจ...


อันที่จริงก็รู้กันอยู่เต็มอกอยู่แล้ว ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน ๆ คนที่ไม่ได้เป็นเจ้าของก็ไม่อาจจะได้เป็นเจ้าของ หากยังมีคนดื้อดึงอีกหลายคนที่ยังไม่ระวังกิริยา


บางคน... แม้จะรู้และยอมรับอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่วายต้องสะกิดสร้างประเด็นร้าวเอาไว้สักหน่อย


“เรื่องที่คุณจันทร์พูด... การที่ให้คุณดาราขึ้นมาเป็นผู้ดูแลอีกคนหนึ่ง กลมกมลไม่เห็นด้วยนะคะ” ธัญญาลักษณ์ไม่ได้เป็นคนเอ่ยปากในเรื่องนี้ แต่เป็นญาติสนิทอีกคนของเธอ ซึ่งบุตรสาวบุตรชายของอีกฝ่ายตอนนี้ถือได้ว่าเป็นทายาทที่จะสืบทอดต่อจากเธอ


ในคราแรกเธอก็ตั้งใจว่าจะพูดคุยเรื่องนี้ แต่เมื่อเห็นสภาพของสกุลยุวเรศ เธอไม่กล้าเอากลมกมลมาแหย่ความบ้าของเสน่ห์จันทร์เป็นแน่


กล้าดียังไงถึงหาเรื่องจันทร์ดาราฉายที่มีเสน่ห์จันทร์ดูแลในนามของกลมกมล


โง่!


“ขออภัยนะครับ... คุณคือ?” เสน่ห์จันทร์ทำเอาหญิงวัยกลางคนผู้นั้นหน้าม้าน


ไม่แปลกไม่ใช่หรือ ในเมื่อญาติพี่น้องมีเยอะขนาดนี้ นาน ๆ เจอกันที ถ้าชายหนุ่มจะไม่รู้จักบ้างก็คงไม่เป็นไรไป

ต่อให้รู้จักชื่อ ตอนนี้เสน่ห์จันทร์ก็ทำเหมือนว่าไม่รู้จัก...


เพราะอีกไม่นาน...ผู้หญิงคนนี้คงไม่ได้อยู่ในกลมกมลแน่นอน...


ธัญญาลักษณ์คงไม่ปล่อยตัวเสี้ยมให้อยู่รอดหรอก


“ขอโทษค่ะคุณจันทร์ คุณสะคราญเธอเป็นสะใภ้ที่แต่งเข้ามาของญาติห่าง ๆ ของดิฉันค่ะ อาจจะไม่ได้ตรองอะไรให้ดีเลยเอ่ยออกไป” ธัญญาลักษณ์รีบออกหน้าทันที แถมยังชี้ชัดเลยว่าสะคราญนั้นแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลมกมล แม้จริง ๆ แล้วเธอต้องใช้ประโยชน์จากลูก ๆ ของอีกฝ่ายก็ตาม ทว่าตอนนี้... เธอต้องเอาตัวรอดก่อน


“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กลมกมลเห็นชอบกับสิ่งที่คุณจันทร์แจ้งไปไม่ใช่หรือครับ”


“.......”


“คุณจันทร์คงต้องเรียนอย่างนี้นะครับ ว่าปัญหานี้ครอบครัวของเราไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างไร เลือดในตัวของคุณดาราก็คือจันทร์ดาราฉาย คุณดารามีสิทธิ์ทุกอย่างเท่าเทียมกับคุณจันทร์ และรวมไปถึงทายาทของคุณดารามีสิทธ์ในจันทร์ดาราฉายด้วยเช่นกันครับ และคุณจันทร์ไม่ละทิ้งประเพณีเดิม หากคิดว่าครอบครัวของเราไม่คู่ควรกับการดูแลจันทร์ดาราฉาย เครือญาติทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนฝีมือกันได้ คุณจันทร์และคุณดารายินดีต้อนรับทุกเมื่อครับ”


เสน่ห์จันทร์พูดอย่างละมุนละม่อม แต่ทุกจังหวะน้ำเสียงแฝงความคุกคามเอาไว้เต็มเปี่ยม เขาไม่กลัว แต่ก็ไม่เคยประมาท ดังนั้น ถ้าอยากลองก็เชิญ ไม่ห้ามปรามใดใด


“หากเป็นเพราะห่วงว่าคุณดาราแต่งออกไปแล้วจะไม่ใช่จันทร์ดาราฉายอีก กลมกมลคงไม่เอ่ยออกมาแบบนี้ใช่ไหมครับ...”


“คุณจันทร์คะ...” ธัญญาลักษณ์พยายามจะประนีประนอม แต่เสน่ห์จันทร์ก็ไม่ให้โอกาสนั้น...


จุดอ่อนของกลมกมลคือความยึดมั่นมากเกินไป มากเสียจนกลายเป็นจุดอ่อนให้ตนเอง


ธัญญาลักษณ์กลัวการเปลี่ยนแปลง เธอจึงไม่ยอมมีคนรัก หรือแต่งงาน เธอคิดแต่ว่าหากเปลี่ยนสกุลไปแล้ว เธอจะไม่ใช่กลมกมลอีก ดังนั้นจึงยอมครองตัวเป็นโสด แล้วอาศัยบังคับฝึกฝนลูกสาวและลูกชายของญาติเพื่อสืบทอดต่อไป


ถ้ากลัวขนาดนี้... เสน่ห์จันทร์ก็จะหยิบยื่นความหวาดกลัวนั้นให้ธัญญาลักษณ์เอาไปกอดเล่นก็แล้วกัน


“อันที่จริง ประเพณีแลกเปลี่ยนฝีมือแบบนี้ในกลมกมลก็จัดประชันกันได้ไม่ใช่หรือครับ ถ้าใครทำขนมได้เลิศรสกว่าเจ้าของเรือนคนปัจจุบัน ก็จะมีสิทธิ์ในมรดกทั้งหมด... คุณจันทร์เข้าใจถูกต้องไหมครับ”


“......” ไม่มีคำตอบใดจากธัญญาลักษณ์ ไม่มีคำยืนยัน แต่ความเงียบเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากที่สุด


นับจากนี้ ภายในกลมกมลคงเกิดการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเป็นแน่ ได้ข่าวว่าทายาทชายหญิงที่ธัญญาลักษณ์ฝึกฝนนั้นฝีมือไม่ธรรมดาเลยเชียว


มาดูกันว่าธัญญาลักษณ์จะรักในความเป็นกลมกมล หรือรักสมบัติที่มีมากกว่ากัน


คงได้รู้ผลอีกไม่นาน



“เอาล่ะครับ วันนี้จันทร์ดาราฉายรบกวนเวลาทุกท่านมาพอสมควรแล้ว ขอบพระคุณเครือญาติทุกท่านมากนะครับที่มาเป็นเกียรติในงานวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจันทร์ดาราฉายจะได้ไปเยี่ยมเยียนทุกท่านบ้าง...ในวันข้างหน้า”


เป็นการปิดท้ายที่น่าฟังนัก แต่ถามสักคำเถิด...


มีเครือญาติไหนอยากต้อนรับเสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉายอย่างเต็มใจบ้าง


คำตอบในวันนี้...คงไม่มี


ซึ่งเสน่ห์จันทร์ ก็ไม่ได้จะแคร์



บทส่งท้าย (ไม่จริง) 

 

 

สายพิรุณขยับตัวเล็กน้อย แต่กลายเป็นว่าทำให้อ้อมกอดที่โอบร่างของเขาอยู่รัดแน่นขึ้น พร้อมทั้งเรือนร่างที่ขยับเบียดเข้ามาจนแผงอกแนบชิดกับแผ่นหลังของตนเอง


“นอนไม่หลับหรือครับ” เสียงกระซิบแผ่วเอ่ยพร้อมกับสัมผัสอุ่นที่แตะลงที่หลังคอ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าสถิตทำให้ร่างกายสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ “ไม่ชินที่หรือเปล่าครับ”


“อือ” สายพิรุณครางรับแผ่วเบา ก่อนจะยกมือขึ้นลูบท่อนแขนของคนรัก


“กลับไปนอนที่บ้านไหมครับ เดี๋ยวจันทร์ตามไปด้วย” คำตอบคืออาการส่ายหน้า ทั้งยังจับฝ่ามือของเสน่ห์จันทร์ขึ้นมาจรดริมฝากปาก หลังจากที่อีกฝ่ายเอื้อมไปกดเปิดโคมไฟหัวเตียง ระดับความสว่างน้อยที่สุด คงเพราะเป็นห่วงไม่อยากให้เขารู้สึกไม่ดีท่ามกลางความมืดกระมัง


 

ในช่วงบ่าย เมื่อส่งคุณหญิงมณีจันทร์ขึ้นมาพักผ่อน สายพิรุณก็อยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกับท่านอยู่พักใหญ่ ส่วนมากก็เป็นการถามตอบเกี่ยวกับเรื่องสวนพิรุณเสียมากกว่า ทั้งคุณหญิงยังเล่าเรื่องราวของคุณตามิ่งและคุณแม่ยุพินในช่วงที่สายพิรุณยังไม่เกิดอีกด้วย กว่าที่จะลงมาชั้นล่างก็พบว่าทุกคนแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว เขาจึงเริ่มช่วยเด็กในเรือนของเสน่ห์จันทร์เก็บกวาดสถานที่ ซึ่งคราวนี้ไม่ต้องทนกับท่าทีไม่ค่อยดีของป้าสร้อยแล้ว เพราะเธอเก็บข้าวของออกจากเรือนจันทร์ดาราฉายไปแทบจะทันทีที่รู้ว่าคุณเอมอรจะไม่อยู่ทำงานที่นี่อีกต่อไป


เขามารับรู้เรื่องที่เสน่ห์จันทร์จัดการในช่วงเย็นจากคำบอกเล่าของพี่ชบา ซึ่งถ้าเขาไม่บังคับถาม เห็นทีจะไม่มีใครเล่าให้ฟัง ทำอย่างกับกลัวว่าเขาจะกลัวเสน่ห์จันทร์นั้นแหละ แต่เขาก็ไม่คิดจริง ๆ ว่าคนรักจะลงมือรุนแรงขนาดนี้ ทว่าเมื่อคิดทบทวนดูแล้ว นี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ปล่อยไว้ก็เรื้อรัง ตัดทิ้ง อาจจะถูกมองว่าใจร้าย แต่อีกไม่นานคนก็หลงลืมกันไป


ท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปตามชะตากรรมของใครของมัน สายพิรุณคิดได้เช่นนั้นก็ทำงานในส่วนของตนเองต่อไป ในขณะที่เสน่ห์จันทร์ และดาราทอง แยกย้ายกันไปดูแลเรื่องในครัวของใครของมัน จนเย็นย่ำถึงเวลามื้อเย็นนั่นแหละ สายพิรุณถึงรู้ว่า ตนเองยังไม่ได้กินอะไรจนอิ่มท้องเลย เพราะมื้อกลางวันก็ไม่กล้ากินอะไรมากนัก เกรงใจจนกลืนอาหารอร่อย ๆ แทบไม่ลง เสน่ห์จันทร์ก็ไม่ได้กินได้มากกว่าเขาเท่าไหร่หรอก


เย็นนั้นดาราทองทำกับข้าวง่าย ๆ คือพัดผักรวม ต้มจืดเต้าหู้ น้ำพริกลงเรือที่เหลือจากงาน และไข่เจียวหมูสับ ส่วนอาหารอื่น ๆ ที่เหลือจากงานก็แบ่งปันให้เด็กในบ้านไป ใครอยากเอาไปฝากญาติก็ให้ตักกันไปตามสะดวก


สายพิรุณไม่เคยร่วมโต๊ะอาหารกับคนบนเรือนจันทร์ดาราฉายเลย วันนี้เป็นวันแรก ทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตา จะขาดก็แค่คุณหญิงมณีจันทร์ ปรกติแล้วท่านจะรับประทานอาหารที่ชั้นบนอยู่แล้ว


ดังนั้นค่ำนี้จึงมีคุณเพชรน้ำหนึ่ง คุณอรุณพิศ ดาราทอง สารัฐ เสน่ห์จันทร์ และสายพิรุณร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ทุกคนพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้กันไปตามประสา อิ่มหนำกันไป


คืนนี้สายพิรุณนอนค้างที่เรือนจันทร์ดาราฉาย เพราะขัดเสน่ห์จันทร์ไม่ได้ แต่ก่อนหน้าเขาก็กลับไปอาบน้ำ และตรวจตราบ้านให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็เดินกลับมาที่เรือนอีกครั้ง แล้วก็มานอนพลิกไปพลิกมาอยู่นี่แหละ


“แค่ไม่คุ้นที่ครับ อีกสักพักก็หลับแล้ว” เสน่ห์จันทร์พยักหน้า ซึ่งใบหน้างดงามนั้นอยู่ชิด ติดกับท้ายทอยของสายพิรุณ ดังนั้นปลายจมูกโด่งของอีกฝ่ายจึงไกล่เกลี่ยไปมาตรงผิวเนียนจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่เป่ารด


“หลายวันมานี้เหนื่อยมากเลยนะครับ”


“ไม่เป็นไรเลยครับ” สายพิรุณตอบ รู้สึกดีที่ท่อนแขนของคนรักกอดรัดตัวเองแน่นขึ้นอีกนิด แล้วคลายออกเล็กน้อย


“ขอบคุณมากนะครับพระพาย”


“พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณจันทร์... ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้พี่ ขอบคุณนะครับ” เสน่ห์จันทร์ไม่ตอบ แต่พรมจูบลงที่หลังคอของสายพิรุณ ทำเอาร่างในอ้อมแขนเกร็งตัวเองขึ้นทันที


“จันทร์...” เสียงของสายพิรุณสั่นเล็กน้อย ก่อนจะพยายามเอ่ยปรามว่า “ใกล้เกินไปแล้วครับ”


“ครับ...จันทร์รู้”


เสน่ห์จันทร์รู้อยู่แล้วว่าตอนนี้ระหว่างร่างกายของทั้งสองคนนั้นใกล้กันแค่ไหน คงมีเพียงแค่ชุดนอนเนื้อผ้าบางเบาที่ขวางกั้นอยู่เท่านั้น ที่ทำให้รู้สึกว่ายังไม่แนบชิดพอ


“...”


สายพิรุณรู้สึกเหมือนร่างกายหดเล็กลง ยามที่ถูกอ้อมอกของอีกฝ่ายโอบกอดจนแนบชิดขนาดนี้ เขารับรู้ได้ถึงร่างกายที่กำลังเรียกร้องของคนรัก และแน่นอนว่าร่างกายของเขา ใจของเขาก็ไม่เคยคิดจะปฏิเสธ....


“จันทร์...... เดี๋ยวใครจะได้ยินนะ” หากเป็นบ้านสวน เขาคงไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะเขาอยู่ตามลำพัง แต่ตอนนี้อยู่เรือนจันทร์ดาราฉาย...


“ไม่เป็นไรนะครับ...”


สายพิรุณพลิกกายนอนหงาย เสียงเสียดสีของเสื้อผ้า และที่นอนดังชัดเจนในความเงียบสงัดยามดึก โคมไฟดวงเล็กทอแสงสีส้มสลัว ทำให้ใบหน้าของเสน่ห์จันทร์ยามกระทบกับแสงอ้อยอิ่งนั้น ดูงดงามจับตา...


อันที่จริง...สายพิรุณก็ไม่แตกต่างนัก


เสน่ห์จันทร์จ้องมองผิวหน้านวลเนียนของสายพิรุณ ยามที่ต้องแสงสลัว ดวงตางดงามพราวระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า


“มองอะไรขนาดนั้น” สายพิรุณไม่รู้จะว่าอย่างไรดี อยู่ ๆ เสน่ห์จันทร์ก็ชะงักไป เอาแต่จ้องมองใบหน้าของเขาอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมละสายตา ใช่ว่าจะไม่เคยเจอโหมดหวานแบบนี้ แต่ภูมิคุ้มกันของเขายังไม่ได้มากพอ


กว่าจะหลุดเรื่องคิดบาปมาได้ อย่างไรก็ต้องให้เวลาเขาหน่อยเถอะ


“จันทร์กำลังคิดว่า...”


“ว่า?”


“พระพายรู้ตัวว่ารักจันทร์เมื่อไหร่ครับ?”


เสน่ห์จันทร์อยากจะเดาเหมือนกัน แต่เรื่องนี้คงเป็นเรื่องเดียวที่เขาไม่สามารถมั่นใจได้เกินร้อย ทว่าเขาแน่ใจว่า ช่วงที่สายพิรุณเรียนมหาวิทยาลัยปีที่สอง อีกฝ่ายรู้ใจตัวเองแล้ว


คำถามนี้ทำให้สายพิรุณนิ่งงันไป ใบหน้ามนใสไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมา แววตานิ่งสงบ ทำเอาคนมองอย่างเสน่ห์จันทร์ใจเริ่มหาย เริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา แต่แล้วแก้มนวลก็เริ่มขึ้นสีขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังเกิดอาการจมูกบาน จนเริ่มควบคุมสีหน้าไม่ได้


“พระพาย...” เสน่ห์จันทร์ก้มลงไปจนใบหน้าแทบชิดกัน นั่นทำให้สายพิรุณเหมือนสติหลุด สุดท้ายทำอะไรไม่ได้เลยสะบัดหน้าหนีไปเสียอย่างนั้น และด้วยความที่แสงไฟหัวเตียงเป็นแสงสลัวสีส้ม ทำให้เห็บใบหูแดงระเรื่อเป็นสีเข้มจนเหมือนคนรักเอาสีแดงสดมาทาเล่นอย่างไรอย่างนั้น


“บอกจันทร์ไม่ได้เหรอครับ...หืม”


“........” สายพิรุณส่ายหน้า ไม่รู้ว่าคนรักคิดอะไรหน้าถึงยิ้มเห่อร้อน แถมยังเริ่มขยับยุกยิก และจะไม่ยอมให้เขากอดเสียแล้ว


เอาล่ะสิ ไปจี้จุดอะไรเข้า... เสน่ห์จันทร์ก็แค่อยากรู้


และแล้วสายพิรุณก็ลุกขึ้นนั่ง มือไม้อยู่ไม่สุขจับผมบ้าง จับจมูกบ้าง เกาแก้มบ้าง เห็นแล้วเสน่ห์จันทร์ชักหวั่นใจ ว่าเขาพูดอะไรไม่เหมาะไม่ควรไปจริง ๆ หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะทบทวนและคิดอย่างไร แต่ท่าทางของคนรักก็ไม่ได้จะไม่พอใจ หรือกรุ่นโกรธ


สองแขนสอดกอดเข้าที่เอวสอบ ก่อนจะรั้งจนร่างของคนรักมาซุกในอ้อมอก เสน่ห์จันทร์กดปลายจมูกลงที่ซอกคอ แล้วเกยคางบนบ่า


“พระพาย...”


สายพิรุณเอียงหน้าเข้าหา ใช้ปลายจมูกถูไถแก้ม และสันกรามของเสน่ห์จันทร์ จากนั้นก็หันหน้ากลับไป ราวกับว่าหากมองหน้าของชายหนุ่มอันเป็นที่รักในตอนนี้ เจ้าตัวจะตกลงไปในกระทะทองแดงเสียอย่างนั้น


“เป็นอะไรครับ...”


“เปล่า...” สายพิรุณตอบเสียงเบา แต่ก็ยังไม่สามารถมองหน้าเสน่ห์จันทร์ได้เต็มตา


เขาจะบอกได้อย่างไรว่ารู้ตัวว่ารักเสน่ห์จันทร์เข้าให้แล้วตอนไหน...


ก็ตอนนั้น... จังหวะนั้นมัน....


“จันทร์ล่ะ... รู้ตัวตอนไหน” สายพิรุณเปลี่ยนเรื่อง เพราะคิดว่าคนรักอาจจะต้องใช้เวลาทบทวนสักเล็กน้อย เขาจะได้มีเวลาเตรียมใจกับการตอบอีกสักหน่อย แต่จะไปคิดได้อย่างไรว่าเสน่ห์จันทร์จะตอบมาทันทีที่ถามจบ ราวกับว่ารอตอบคำถามนี้มาตลอดอย่างไรอย่างนั้น


“ตั้งแต่มัธยมต้นปีที่หนึ่งครับ ช่วงวันไหว้ครู”


“วันไหว้ครู?”


“ครับ” เสน่ห์จันทร์พยักหน้า


 

ในวันไหว้ครูตอนมัธยมต้นปีที่หนึ่ง เสน่ห์จันทร์ได้รับเลือกให้ถือพานไหว้ครู เขาแจ้งเรื่องนี้กับทางบ้าน แต่ด้วยความที่พานธูปเทียนและดอกไม้มีเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนรับไปทำแล้ว เขาจึงขาดเพียงพวงมาลัยดอกไม้ ซึ่งเรือนจันทร์ดาราฉายนั้นหากต้องการสิ่งของเหล่านี้ มักจะไม่ไปซื้อหาตามท้องตลาด แต่จะบอกสวนพิรุณ


ตอนนั้นน้ายุพินรับงานร้อยมาลัยชายเดียวด้วย แต่ไม่ได้รับเป็นประจำ ส่วนมากเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีคนสั่งพวงมาลัยเยอะ ๆ และช่วงวันไหว้ครูต้องร้อยพวงมาลัยเยอะมาก เสน่ห์จันทร์นั้นเพียงแค่ขอซื้อมาสักพวงก็เรียบร้อย ทว่าเมื่อเขาเดินไปถึงบ้านสวน คนที่เขาพบกลับเป็นสายพิรุณที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างอยู่บนพื้น


เมื่อเขาร้องเรียก อีกฝ่ายก็รีบเงยหน้าขึ้นมา พร้อมทั้งรอยยิ้มกว้าง แสนสดใส นั่นทำให้เสน่ห์จันทร์ชะงักไป


ใช่ว่าไม่เคยเห็นอีกฝ่ายยิ้ม หัวเราะเช่นนี้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่รู้สึกว่ารอยยิ้มในครั้งนั้นมันต่างจากทุกครั้ง ต่างจากทุกวัน ต่างจากทุกคน


หัวใจของเสน่ห์จันทร์กระตุกแรง ๆ จนรู้สึกจุกหน้าอกไปหมด


“คุณจันทร์...จะมาสั่งพวงมาลัยไหว้ครูวันพรุ่งนี้ใช่ไหมครับ?”


“ครับ” เขาจำได้ว่าวันนั้นตอบไปแค่นั้นจริง ๆ และสายตาของเขาก็จ้องมองใบหน้าของสายพิรุณไม่กระพริบ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่อีกฝ่ายรีบก้มลงไปจัดการอะไรบางอย่าง หรือตอนที่ลุกขึ้นยืนและเดินมาหาเขาในชุดนักเรียนที่ยับยู่ยี่ไม่น้อย


“พวงนี้ถูกใจไหมครับ? แม่ยุไม่ได้ทำ แต่พี่ทำเองครับ ใช้ดอกมะลิกับดอกกล้วยไม้ด้วยนะ” พยายามขายของสุดฤทธิ์ แต่คำตอบว่าเอาหรือไม่เอานั้น ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว


“พี่พระพายทำเองเหรอครับ?” เสน่ห์จันทร์เบลอถึงขนาดถามซ้ำ และสายพิรุณก็พยักหน้าเร็ว ๆ


“อือ... อาจจะสวยสู้ของแม่ยุไม่ได้ ไว้พี่จะหัดทำให้สวย ๆ นะครับ แต่..ถ้าคุณจันทร์ไม่เอา เดี๋ยวเอาพวงอื่นก็ได้ แม่ยุร้อยไว้...”


“จันทร์เอา... เอ่อ..คุณจันทร์เอาพวงนี้ครับ” เสน่ห์จันทร์ถึงกับแทนตัวเองผิด เพราะกลัวสายพิรุณจะเปลี่ยนใจ แถมยังรีบยื่นมือไปรับพวงมาลัยพวงนั้นมาถือไว้ “พี่พระพายทำสวยแล้วครับ”


เมื่อได้รับคำชมจากเสน่ห์จันทร์สายพิรุณก็ยิ่งยิ้มกว้าง ดีอกดีใจยกใหญ่


รอยยิ้มนั้น...


จังหวะหัวใจที่กระตุกเพราะรอยยิ้มครั้งนั้น ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเสน่ห์จันทร์รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยรู้สึกเช่นนี้ เพียงแค่ในวันนั้น เขามั่นใจที่สุดแล้วว่าจังหวะหัวใจของเขาที่เต้นอยู่


มีไว้เพื่อสายพิรุณเพียงคนเดียวเท่านั้น


 

“ไม่ใช่วันวาเลนไทน์ วันปีใหม่ วันคริสมงคริสมาสอะไรแบบนี้เหรอ...วันไหว้ครูเนี่ยนะครับ”


คราแรกสายพิรุณเขิน แต่เมื่อเจอคำตอบของเสน่ห์จันทร์แล้ว เขาถึงกับลืมเรื่องของตัวเองไปเสียสนิท... รู้ตัวว่ารักในวันไหว้ครูเนี่ยนะ


“แต่วันไหว้ครู ก็ยังดีกว่าวันพระละนะ”


“ทำไมล่ะครับ จันทร์ว่าถ้ารู้ตัววันพระก็ดีนะครับ เดือนหนึ่งมีวันพระตั้งสี่ครั้ง จันทร์ตกหลุมรักพระพายตั้งสี่ครั้งต่อเดือนเลยนะครับ”


“บาปไหมล่ะครับ! วันพระวันเจ้า”


เสน่ห์จันทร์จะสนใจไหมล่ะ ในเมื่อเขานี่แหละตัวบาปเลยล่ะ


“ที่นี้บอกจันทร์ได้หรือยังครับว่า พระพายรู้ตัวว่ารักจันทร์ตอนไหน?” สายพิรุณหน้าร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะนั่งปลง ทำใจจนได้ว่าคงต้องพูดจริง ๆ


ดวงตากลมสวยเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนรัก ก่อนจะเบนหลบ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงบางเบาว่า


“จริง ๆ ก็มีอาการมาตั้งแต่ตอนเริ่มติวหนังสือกับคุณดาราแล้วล่ะ” สายพิรุณเอ่ย จะว่าไปเขาอาจจะมีท่าทีว่าชอบเสน่ห์จันทร์ก่อนหน้านั้นแล้วด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนว่า เสน่ห์จันทร์มักจะเป็นบุคคลแรกที่เขานึกถึงเสมอ ขนาดอีกฝ่ายเกิดอุบัติเหตุจนทำดอกไม้วันวาเลนไทน์เละเทะ ยังไม่รู้สึกโกรธสักนิด


เขาคงรู้สึกกับเสน่ห์จันทร์มาเนิ่นนาน จนไม่รู้ตัวมากกว่า


“จันทร์ฟังอยู่ครับ” เสน่ห์จันทร์พูด พร้อมกับฝ่ามือที่ลูบไล้ท่อนแขนของคนรัก อกของเขาเป็นที่พักพิงให้แผ่นหลังที่ซบแนบอิงแอบ


“แต่มั่นใจว่าความรู้สึกที่มีให้จันทร์คือความรัก คงเป็นหลังจากที่เสียคุณพ่อกับคุณแม่ไปพักใหญ่ น่าจะช่วงที่เทอมสองตอนที่เรียนปีหนึ่ง”


แต่แสดงออกให้เสน่ห์จันทร์รู้ตัวตอนเรียนปีสอง...


เก็บอาการไม่เบาเหมือนกันนะ


“จันทร์นึกว่ารักจันทร์ช่วงที่พระพายอยู่ปีสองเสียอีก”


“ก็... ตอนแรกกลัวคิดไปเอง” แต่เมื่อลองคิดแบบเข้าข้างตัวเองบ้าง เจียมตัวบ้าง สุดท้ายเลยลองเสี่ยงแสดงออกไปให้รับรู้ เมื่อเสน่ห์จันทร์ไม่มีท่าทีรังเกียจ ทั้งยังมีการกระทำหลายอย่างทำให้สายพิรุณค่อนข้างมั่นใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าต่างฝ่ายต่างรู้สึกเช่นเดียวกัน แต่เพราะสภาพแวดล้อม สังคม อะไรต่าง ๆ ทำให้ระหว่างทั้งสองเป็นเพียงแค่ความรู้สึกบางเบาที่แอบมอบให้แก่กันเท่านั้น


เพิ่งจะเริ่มแสดงออกจริงจังก็เมื่อไม่นานนี้จริง ๆ


“ขอโทษนะครับ ที่จันทร์ให้รอมานานขนาดนี้ ตอนนั้นจันทร์ยังไม่พร้อมในทุก ๆ ด้าน”


“ไม่เลย พี่ไม่ได้รอนานเลย” สายพิรุณตอบ พร้อมกับขยับตัวหันหน้าเข้าหาเสน่ห์จันทร์ โดยนั่งคร่อมอยู่บนตัก และโอบกอดคนรักเอาไว้อีกด้วย “จันทร์ต่างหากที่รอพี่มาตั้งนาน... ถ้ารู้สักนิด พี่คงไม่ปล่อยให้เวลาของเราเสียเปล่าไปตั้งหลายปี”


ริมฝีปากสวยแตะจูบแผ่วเบา หยอกเอินกันให้หัวใจสั่นไหว และเป็นเสน่ห์จันทร์ที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ


“ไม่เสียเปล่าเลยครับ เพราะไม่ว่าอดีต เราสองคนจะอยู่ในสถานะไหน ทุกวัน ทุกเวลาของจันทร์ก็มีพระพายเสมอ”


ทำไมกันนะ... ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงมีวีทำให้หัวใจของสายพิรุณไม่เป็นของตัวเองเลย


“จันทร์จ๋า...”


“ถ้าอ้อนจันทร์ตอนนี้ พระพายจะไม่ได้นอนพักนะครับ” เสน่ห์จันทร์ขอเตือนไว้ก่อน


เพราะก่อนหน้านี้ไม่ได้อ้อน เขาก็แทบจะอดทนไม่ไหวแล้ว


มาจันทร์จ๋าใส่อย่างนี้...


“งั้นจันทร์อ้อนพี่ดีไหม” สายพิรุณยิ้มหวาน แววตาพราวหวานทอดมองคนรักด้วยความรู้สึกท้วมท้น


“ให้จันทร์อ้อนเหรอครับ”


“อือ” ยอมให้เสน่ห์จันทร์อ้อนก็ได้ เพราะตอนนี้สายพิรุณกำลังขี้โกงอยู่


เขาบอกความจริงเสน่ห์จันทร์ไม่หมด ในเรื่องรู้ตัวว่ารักวินาทีไหน... แต่ให้อีกฝ่ายรู้แค่นั้นดีกว่า


อย่าให้เขาต้องเป็นคนบาปมากกว่านี้เลย


“แน่ใจนะครับ... ว่าจันทร์อ้อนพระพายได้” เสน่ห์จันทร์กระซิบถาม เสียงแหบพร่าเบาหวิว แต่ทำหัวใจคนฟังสั่นระริก... “จันทร์อ้อนพระพายได้จริง ๆ เหรอครับ” เอ่ยถามอีกครั้ง พร้อมทั้งใช้ริมฝีปากขบเม้มที่ติ่งหู ลมหายใจร้อนเป่ารดจนรู้สึกสะท้าน แต่สายพิรุณก็ยังคงยืนยันเช่นเดิม นั่นคือ...


“ได้ครับ... พี่จะตามใจทุกอย่าง.... ถ้าจันทร์อ้อน”


“อืม....” เสน่ห์จันทร์ใช้สองฝ้ามือจับสะโพกของสายพิรุณไว้ ก่อนจะกดจนร่างกายของทั้งสองแนบชิด สนิทกัน ทั้งยังออกแรงประคองให้ขยับโยก เสียดสีกันและกันจนเผลอหลุดเสียงกระเส่าในลำคอ


“จันทร์...”


สายพิรุณเอ่ยได้แค่นั้น ก็ถูกจูบอ่อนหวานประทับ บดเบียด ละเลียดชิม แต่ไม่ยอมล้วงล้ำ ทั้งยังขบเม้ม ราวกำลังออดอ้อน และร้องขอ


สายพิรุณสะท้านกับดูดดุนที่หยอกเอินจนใจสั่นระริก  ฝ่ามือยกขึ้นลูบไล้แผงอกแกร่งผ้าเสื้อเนื้อผาบางเบา ก่อนจะโอบครองรอบต้นคอ พร้อมเผยอริมฝีปากออก เพื่อรับจูบที่หวานยิ่งขึ้น


ยามที่อาภรณ์หลุดจากกาย น้ำเสียงแหบพร่าที่ออดอ้อนกระซิบชิดริมปาก ฉุดกระชากความซาบซ่านที่แสนหวามไหวจนยินยอมพร้อมกายจะตอบสนองทุกอย่าง


“พระพายจ๋า...”





“อยู่ข้างบนให้จันทร์นะครับ”

 








 

บทส่งท้าย (พระเอกที่แท้)





 

หลายเดือนต่อมา


เรือนจันทร์ดาราฉาย ที่ถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย นับว่าเป็นโชคดีหลายอย่าง หนึ่งในหลายอย่างนั้นก็คือ ในช่วงเข้าฤดูร้อนเช่นนี้ ยังพอมีร่มเงาให้รู้สึกสบายใจกันบ้าง


ในตอนนี้ระหว่างเรือนจันทร์ดาราฉายและสวนพิรุณไร้ซึ่งรั้วกั้นเขตแดน เพราะเสน่ห์จันทร์สั่งให้รื้อทิ้ง พร้อมทั้งสายพิรุณที่ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นกล้วยจนเรียบร้อย จึงตัดสินใจล้มต้นกล้วยตามแนวระหว่างทั้งสองบ้านออก และย้ายหน่อกล้วยไปลงปลูกด้านหลัง และด้านข้างอีกฝั่งของสวนพิรุณแทน


ในตอนนี้ นั่งอยู่ที่เรือนจันทร์ดาราฉาย ก็สามารถมองเห็นไปถึงสวนมะลิ นาบัว รวมไปถึงพืชพันธ์ต่าง ๆ ในสวนพิรุณได้


แต่กว่าจะได้รื้อรั้วออกไป ก็เกิดปัญหาขึ้น ทำให้เสน่ห์จันทร์ต้องหักห้ามใจอยู่ไม่น้อย เพราะสายพิรุณไม่ยอม บอกว่าเสียดาย และไม่จำเป็นอะไรขนาดนั้น อีกทั้งยังกลัวว่า เรือนจันทร์ดาราฉายจะไม่เป็นส่วนตัว เพราะรั้วอีกสามด้านของสวนพิรุณนั้น เป็นเพียงรั้วเมทัลชีทธรรมดา


แต่เสน่ห์จันทร์ก็ยืนยันว่าจะรื้อออก เพราะไม่อยากแบ่งแยกอะไรกับสายพิรุณ เขารู้ตัวว่าเหตุผลแค่นี้ดูอ่อนไปมาก แต่ก็เพราะอยากจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะกับตัวบุคคล หรือสถานที่


เมื่อสายพิรุณรู้สึกว่ากำลังจะแพ้ทางให้กับเสน่ห์จันทร์ อีกฝ่ายเลยยื่นคำขาด...


สายพิรุณยอมให้รื้อรั้วได้... แต่เสน่ห์จันทร์ต้องยอมเป็นแฟนของสายพิรุณ!


มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเพียงนี้เชียวหรือ?


เสน่ห์จันทร์เพิ่งรู้ว่าการที่ตัวเองมีความสุขกับการให้คนรักคอยงอนง้อขอเป็นแฟนนั้น อีกฝ่ายจริงจังและจริงจังมาก!

แล้วเสน่ห์จันทร์จะดื้อดึงทำไม ในเมื่อเขามีแต่ได้กับได้


สรุปแล้วทั้งคู่ก็ตกลงเป็นแฟนกันในที่สุด



 

เสน่ห์จันทร์นั่งอยู่ใต้ต้นสารภี เขากำลังนั่งฉีกใบตองด้วยท่าทีสงบ ยังดีว่าพอมีสายลมบางเบาพัดไหวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ทรมานมากนัก ครั้นจะยกใบตองไปทำบนเรือนหรือในครัว เขาก็รู้สึกอุดอู้ วันนี้เลยตั้งใจมานั่งแคร่ไม้ เพื่อรอคนรักที่กำลังวุ่นวายกับการขุดข่าขุดตะไคร้ในสวน


“จันทร์จ๋า!!!” เสียงร้องเรียกของสายพิรุณทำให้เสน่ห์จันทร์ต้องรีบหันไปมอง แล้วก็เห็นคนรักในชุดผ้าหม้อฮ่อมตัวเก่าสีซีดตุ่น ผมถูกมัดเป็นจุกน้ำพุ เจ้าจุกน้อย ๆ ขยับไหวไปมา ในขณะที่เจ้าตัววิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา


“ครับ?” สายพิรุณไม่ตอบ แต่ยื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาตรงหน้าของเขาแทน “คุณภูเบจ?” คำตอบคืออาการคนรักพยักหน้ารัว ๆ


“พี่เผลอไปกดอ่านข้อความของเบจแล้วไม่ได้ตอบอะ สงสัยมันโทรมาด่าแน่ ๆ เลย” ไม่ทันได้รับมากดรับ โทรศัพท์มือถือก็เงียบเสียงไป สายพิรุณเลยได้ทีขออธิบายเรื่องราวอีกสักนิด


“มันส่งข้อความมาถามเรื่องของวุ้นกรอบอะจันทร์ ฮือออ ทำไงดี พี่ลืมไปเลย” เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม


“เดี๋ยวจันทร์ทำให้ก็ได้ครับ จะว่าไปก็ลืมไปแล้วจริง ๆ”


“ใช่ไหม? พวกเราก็เอาแต่ยุ่งกัน หัวจะหมุนไปหมดแล้วเนี่ยยยยย ไอ้เพื่อนคนนี้ก็นะ”


“งั้นเดี๋ยวจันทร์โทรกลับไปนะครับ” เสน่ห์จันทร์เอาโทรศัพท์มือถือของสายพิรุณมาถือไว้ ก่อนจะทำเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “พระพายครับ... อยากกินมะกรูดลอยแก้วอีกไหมครับ? จันทร์เห็นมะกรูดดกเต็มต้นเลย”


“ถ้าจันทร์จะทำ เดี๋ยวพี่ไปเก็บให้ครับ จะเอาเลยไหม”


“ค่อยเก็บก็ได้ครับ พรุ่งนี้จันทร์ไม่ได้ใช้กระทงใบตองด้วย” สายพิรุณพยักหน้า


“พรุ่งนี้จันทร์ทำขนมอะไรเหรอ? ฉีกใบตองเยอะแยะเลย”


“ทำขนมกล้วย ขนมฝักทองครับ” เสน่ห์จันทร์เห็นว่าสวนพิรุณมีกล้วยสุกเยอะพอสมควร แถวยังมีฟักทองที่ป้าพิสมัยเอามาให้อีก เขาจึงคิดว่าจะทำขนมง่าย ๆ บ้าง ช่วงนี้พี่มาลัยกับมะลิขอลาพักไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ต่างจังหวัด ดังนั้นงานในครัวเสน่ห์จันทร์พี่ชบาจึงค่อนข้างยุ่ง เจ้าของครัวอย่างเสน่ห์จันทร์ก็ไม่อยากให้คนของตนเองเหนื่อยเกินไป ทั้งขนมกล้วย และขนมฟักทอง วีทำก็ง่าย ไม่ซับซ้อน อีกทั้งไม่ได้ทำมานานแล้ว ก็นึกอยากชิมอยู่บ้าง


“งั้นเดี๋ยวพี่ช่วย”


เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ห้าม เรื่องใบตองสายพิรุณเก่งกาจกว่าเขาเยอะ ดังนั้นเขาจึงจัดการเรื่องของวุ้นกรอบแทนคนรักเอง

สายถูกต่อ และถูกกดรับอย่างรวดเร็ว ราวกับอีกฝ่ายรอ และจ้องมองโทรศัพท์มือถืออยู่ทุกวินาที และเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณเรียบร้อยแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็แทบสะดุ้ง เพราะภูเบจอาละวาดเต็มที่


“ไอ้พ๊ายยยยยยยยยยยย มึงลืมขนมกูใช่ไหม!!! ไอ้เพื่อนไม่รักดี๊!!!” และตามมาอีกหลายคำที่ทะลุมาจนสายพิรุณยังได้ยิน


“ผมเสน่ห์จันทร์นะครับคุณภูเบจ”


แล้วก็เหมือนกดสวิตปิดวินาทีนั้น เหมือนว่าอีกฝ่ายจะตกใจจนลืมคำพูด เสน่ห์จันทร์เองก็ไม่ได้อยากจะรั้งรออะไรจึงพูดว่า


“ช่วงนี้ทางร้าน กับพระพายค่อนข้างยุ่งน่ะครับ เลยลืมเรื่องนี้ไป เสียใจจริง ๆ นะครับ” เสียใจด้วยนะที่ไม่ได้กินของอร่อย แต่ไม่ขอโทษ... เพราะไม่ได้เชื้อเชิญให้อยากกินนี่


เสน่ห์จันทร์ไม่รู้สึกผิดสักนิด ที่ทำให้ภูเบจรอนานเกือบปี อันที่จริง... เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำ


“เออ... ไม่เป็นไรครับคุณจันทร์ ไม่เป็นไร ผมสิต้องขอโทษที่โวยวาย ผมนึกว่าเป็นพระพายน่ะครับ”


“ครับ... คุณจันทร์ไม่ถือครับ” ถือทำไมให้หนัก


เสน่ห์จันทร์เหลือบมองสายพิรุณ พร้อมทั้งคลี่ยิ้ม และยกมือขึ้นบีบจมูกคนรักเบา ๆ ก่อนจะขยับปากบอกกับภูเบจว่า 


“คุณภูเบจรออีกสักสองสามสัปดาห์ได้ไหมครับ แล้วผมจะจัดส่งขนมไปให้ครับ”


“ได้ครับ ๆ ไม่มีปัญหาครับ ว่าแต่ไอ้.. เอ้ย พระพายไปไหนครับ ถึงให้คุณจันทร์มาคุยแทน”


“พระพายดูแลสวนอยู่ครับ เอาเป็นว่าผมจะจัดการให้นะครับ ผมต้องวางสายแล้ว”


“ครับ ๆ ขอบคุณครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มและวางสาย ก่อนจะส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้กับสายพิรุณ


“ลำบากจันทร์อีกแล้ว รู้งี้ไม่ให้มันโอนเงินมาก็ดี”


“ไม่เป็นไรหรอกครับ อีกอย่างคุณภูเบจก็เพื่อนสนิทพระพาย ซื้อตั้งเยอะ จันทร์ต้องใช้เวลาทำนานหน่อยนะครับ”


“จันทร์เหนื่อยแย่” เสน่ห์จันทร์ไม่ตอบว่าอะไร แต่อยู่ ๆ ก็ผุดความคิดดี ๆ สองเรื่องเข้ามาในหัว


“ก็นิดหน่อยครับ เอาเป็นว่าคืนนี้พระพายนวดไหล่ให้จันทร์หน่อยได้ไหมครับ” สายพิรุณพยักหน้ารับอย่างซื่อใส พร้อมยิ้มกว้าง


“นวดตอนนี้ก็ได้นะ มา ๆ พี่นวดไหล่ให้”


“ไม่ครับ... คืนนี้ดีกว่า ที่บ้านสวนหรือบนเรือนดีครับ”


เอ๊ะ!


สายพิรุณหน้าร้อนขึ้นมาทันที ตั้งท่าจะส่ายหน้า แต่เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวาน และเอ่ยแทรกว่า


“ถ้าไม่นวดก็ได้นะครับ แต่ก็ต้องยอมบอกจันทร์สักทีนะครับ ว่าจริง ๆ แล้วรู้ตัวตอนไหนว่ารักจันทร์”


ไม่บ๊อกกกกกกกกกกกกก ความลับที่สุด! บอกไม่ได้เด็ดขาด... มันเป็นบาป ฮืออออออออออ


“นวดก็ได้...ที่บ้านสวนแล้วกัน” สายพิรุณอ้อมแอ้มบอก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาฉีกใบตองไปเรื่อย ๆ


ส่วนเสน่ห์จันทร์นั้น...


นี่แค่ความคิดดี ๆ เรื่องแรกที่เขาคิดออก  ส่วนเรื่องที่สอง...


พรุ่งนี้สายพิรุณเก็บมะกรูดเพื่อทำมะกรูดลอยแก้ว... น้ำตาลที่ใช้เชื่อมมะกรูดนำไปทำวุ้นกรอบได้ เหมือนครั้งก่อน และเขาจำได้ว่าช่วงนี้ดอกชมจันทร์เริ่มบานอีกแล้ว 


ดอกชมจันทร์ตากแห้ง แล้วนำมาบดจนละเอียด ไร้สี ไร้กลิ่น นำมาผสมกับน้ำเชื่อมทำวุ้นมะกรูดกรอบเพื่อเพิ่มรสชาติ............


ภูเบจเป็นคนธาตุอ่อน...


เสน่ห์จันทร์จำได้




 


 



จบไม่บริบูรณ์


บริบูรณ์ไม่ได้สิ... เพราะยังมีอีกเยอะแยะที่อยากเขียน 5555555



***********


ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ 

ยังไม่ใช่ตอนจบที่ดีที่สุดหรอกค่ะ (เพราะพี่เป็นพวกชอบตายตอนจบ 555)

สำหรับนิยายเรื่องนี้ บ่อเกิดของมันอยู่ที่ประโยคว่า

"อยากกินขนมไทยแล้วก็ดูผู้ชายสองคนได้กัน"

แค่นี้เลยค่ะ 55555 

จากนั้นจำได้ว่าเขียนทิ้งไว้ประมาณหนึ่งแล้วก็ลืมไป จนได้มาคุยกับน้อง ๆ

แล้วพูดถึงว่า อยากอ่านนิยายที่พระเอกนุ่ม ๆ เบา ๆ 

ก็เลยหวนนึกถึงนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา

ตอนนั้นยังไม่มีชื่อเรื่องด้วยซ้ำ แต่ก็เอาวะ เขียนกันไป และมันก็มาจนถึงวันนี้แหละค่ะ

พอได้เขียนนิยายเรื่องนี้ทำให้เราได้รู้อะไรหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนค่ะ 

ทั้งที่มันเป็นเรื่องใกล้ตัวเราแท้ ๆ ไม่ว่าจะเรื่องขนมไทย บายศรีต่าง ๆ

ที่สำคัญที่ทำให้เรารู้ชัดเลยคือ...

เราเขียนนิยายที่ละมุันละม่อมได้ขนาดนี้เลยเหรอ 55555

กราบตัวเองที่ไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน


มีอะไรอีกเยอะแยะเลยค่ะที่อยากจะบอก เพราะนิยายเรื่องนี้ แต่ก็ดูจะเม้าท์มอยเยอะแยะเไป

แต่ที่แน่ ๆ เลยก็คือ

ขอบคุณคนอ่านทุกคนเลยนะคะ ทั้งที่แสดงตัวและไม่แสดงตัว 

ทุกยอดวิว ทุกกดใจ

และที่สำคัญที่สุดเลยคือ ทุกคอมเม้นต์เลยค่ะ

1 คอมเม้นต์ทำให้เรามีแรงเยอะมาก แล้วดูดิ มีคนเม้นต์ให้เราตั้งหลายร้อย ฮี่ๆ

และทุกข้อความทวีตที่ติด #เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย นะคะ

ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ทุกข้อความทำให้นิยายเรื่องนี้มาถึงจุดนี้จริง ๆ

บอกตามตรงนะคะ... คุ้มละค่ะ

คุมกับการเกือบดดนแม่ฟาดด้วยตะหลิว เพราะทำกระทะไหม้จากการกวนแป้งขนม 555555


ใช่ค่ะ.. เพราะอยากรู้เรื่องทำขนม เลยหัดทำขนม และ... นั่นแหละค่ะ กระทะไหม้ 

ฮี่ๆ

อ่อ... และอีกหนึ่งความขอบคุณ ขอบคุณน้องนัชนะคะ ที่อยู่ฟังเวลาที่พีคสุดติ่ง กับการหาข้อมูลนั่นนี่

มันจะเป็นช่วงเวลาที่ผีมากมาย

และขอบคุณ รวดี กับการพิสูจน์อักษร (ตามหลัง ตอนนี้น่าจะอยู่ที่บทสิบต้น ๆ)


วู้ว ๆ ไม่รู้สิ บอกแล้วว่ามีอะไรอีกเยอะ
เอาเป็นว่า "ถ้า" เรามั่นใจว่าพร้อมเมื่อไหร่ จะมาอัพเดตอะไรต่างๆ เพิ่มเติมนะคะ

มีอะไร หรือคิดถึงเรา มาคอมเม้นต์ไว้ที่นี่ได้เลย เราจะแวะเข้ามา

หรือจะไปทักเราในทวีตเตอร์ ใน DM ก็ได้ เราฉีดยาแล้ว เราไม่กัด

ฮี่ๆ


สุดท้ายนี้...

ขอบคุณนะคะที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้...

ที่แน่ ๆ มีแน่นอนค่ะ อะไร ๆ ที่ยังเก็บรายละเอียดไม่หมด... อิอิ


แล้วพบกันใหม่นะจ้าาาาาาาาาาา



ปล. แนบรูปไม่ได้... เพราะอะหยังนะ!!! 

ตบ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 443 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,397 ความคิดเห็น

  1. #2194 Ping_Yaoi (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 10:21
    อ่านรอบที่10ก็ขอพูดคำเดียวว่า "เรื่องนี้ไม่มีตัวร้ายค่ะ เพราะคุณจันทร์ร้ายสุด"
    #2,194
    0
  2. #1954 katb2uty (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 10:00
    พึ่งได้อ่านเรื่องนี้เลย ขอบคุณนะคะที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้มาให้อ่าน สนุกและได้ความรู้เรื่องขนมไทยเยอะเลยค่ะ ส่วนตัวชอบทานขนมไทยพออ่านเรื่องนี้แล้วมีขนมไทยที่ไม่รู้จักและไม่เคยเห็นเยอะมากๆๆ สงสัยต้องตามไปชิมซะแล้ว จะรออ่านเรื่องต่อไปของคุณไรท์เตอร์นะคะ สู้ๆค่ะ
    #1,954
    0
  3. #1932 BifernSasikan (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 18:32
    สนุกมากค่ะ กลับมาอ่านใหม่หลายรอบแล้ว เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #1,932
    0
  4. #1908 Kwonbori (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 16:04
    ในที่สุดก็มีเวลาและตามอ่านภาคต้นจบแล้ว หลังจากที่มีน้องแนะนำมาให้อ่าน เป็นนิยายที่ดีมาก ตัวละครมีความพิเศษเฉพาะตัว โดยเฉพาะพระเอกของเรา ถ้าเจอในชีวิตจริงคงไม่กล้าเข้าใกล้ น่ากลัวและน่าเกรงสมฐานะ เรื่องร้ายๆก็น่ากลัวมากๆ ใจแข็งและเด็ดขาดสุดๆ ถ้าได้รักใครก็จะรักและเทิดทูล น่ายกย่องจริงๆ ส่วนน้องพระพายก็น่ารักสดใส เจียมเนื้อเจียมตัว เป็นคนที่น่าเอ็นดู ขยันขันแข็ง มีความอดทน จนเป็นที่รักของทุกๆคนในเรือนและคุณจันทร์ ตอนจบในแบบที่คุณจันทร์ให้คุณดาราและทายาทสืบต่อขนมไทยได้คือดีมากๆ เพราะจันทร์ดาราฉายจะไม่สิ้นสุดที่รุ่นนี้ คุณจันทร์คือคิดมาเยอะวางแผนมาดี รักพี่รักน้อง รักครอบครัวของเธอ ขอบคุณคุณไรท์ที่แต่งเรื่องออกมาได้ละมุนน่าติดตามขนาดนี้นะคะ เราน่ะถ้าไม่ได้เมนท์ จะไม่ยอมอ่านบทต่อไป เพราะเราอยากให้กำลังใจทุกๆตอน แม้ว่าจะมาตามอ่านจนเรื่องจบไปสักพักแล้ว ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ เราจะตามอ่านภาคปลายต่อ จองเล่มภาคปลายไปเรียบร้อยแล้ว เย้ๆๆๆ
    #1,908
    0
  5. #1855 itisnan (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2562 / 13:05
    ก็คอมเม้นมาแทบทุกตอนมาถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากนอกจากพระเอกนุ่มนิ่มไม่มีอยู่จีง วุ้นกรอบที่ได้มายากที่สุดมีเงินซื้ออย่างเดียวไม่พอต้องมีวาสนาด้วยน่าสงสารนะเบศ
    #1,855
    0
  6. #1789 Kronos-Hades (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 16:10
    ขอบคุณค่ะ^_^
    #1,789
    0
  7. #1749 Ff_mino (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 08:36
    ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้คุณจันทร์เป็นผู้ชายที่ทำให้เราทึ่งได้ตลอดเวลาจริงๆ พ่อมีความนุ่มนิ่มนุ่มนวล อ่อนโยน(เฉพาะกับพี่พระพาย) แต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจที่บางทีเราก็คาดไม่ถึง พี่พระพายก็ทำให้เราตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำอีก อยากจับฟัดมากกกกกกกกก ความรักของคุณจันทร์กับพี่พระพายเป็นความรักที่ดีมาก ดีที่สุดเลย ชอบทุกครั้งที่คุณจันทร์ปกป้องพี่พระพาย งื้อออออออออ ในใจก็คิดตลอดว่าอยากได้ผั-แบบคุณจันทร์จังวุ้ยยยยยยย แล้วที่สำคัญเลย เรื่องนี้ทำให้เราอยากกินขนมไทยค่ะ! เราเพิ่งได้มีโอกาสรู้จักขนมหลายๆชนิด ขั้นตอนการทำ บายศรี ดอกบัว บลาๆ อย่างเมื่อวานไปเดินห้างก็มองหาร้านขนมไทย พอเจอขนมรูปแบบในเรื่องก็รู้สึกตื่นเต้นมาก^^
    #1,749
    0
  8. #1634 Puzzler_P (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 12:30
    ดีสุดๆเรื่องนี้
    #1,634
    0
  9. #1621 kissanakhieokaew (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 23:18
    สนุกมาก เนื้อหา น่าติดตาม ดำเนิน เรื่องดี ขอบคณุ สำหรับ นิยายดีๆ นะคะ
    #1,621
    0
  10. #1597 LJLY940291 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 20:24

    ขอบคุณนะคะที่แต่งให้อ่าน เป็นนิยายที่ดีมากเลยค่ะ ได้รู้อะไรเยอะแยะเลย เก่งมากจริงๆค่ะ
    #1,597
    0
  11. #1429 pataranan (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 04:04

    ชอบเรื่องนี้มาก ๆ เลยค่ะ อ่านกี่ครั้งก็ไม่เบื่อเลย

    #1,429
    0
  12. #1356 reednier (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 21:12
    ชอบคาแรคเตอร์จองเสน่ห์จันทร์มากเลยค่ะ
    #1,356
    0
  13. #1355 onlykyu (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 20:09
    รักเรื่องนี้มากๆเลยค่ะชอบคาแรคเตอร์ทุกตัวละครโดยเฉพาะพระเอกรักความร้ายของคุณจันทร์มากชอบความรักที่ไม่มีคนอื่นเข้ามาแทรกได้ส่วนนายเอกก็น่ารักแต่ไม่อ่อนแอ สุดท้ายคุณจันทร์ก็ยังคงแกล้งภูเบศสงสารล่วงหน้าเลยนะคะ
    #1,355
    0
  14. #1289 MarkBamSarang (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2562 / 23:56
    ชอบเรื่องนี้มากๆๆๆเลยค่ะ รักมากก อ่านแล้วอินแบบมากๆๆๆๆอ่านแล้วคืออยากกินขนมเลย ชอบจนนึกถึงเรื่องนี้ตลอดเลยยยย
    #1,289
    0
  15. #1282 ppthana60 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 22:35
    รักเรื่องนี้รักตัวละครร รักคุณจันทร์ รักพี่พระพายยฮืออ คืออแบบต้องคิดถึงแน่ๆเลย
    #1,282
    0
  16. #1278 PJMinn (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 00:48
    สงสารภูเบจ เขาจังเลยยยยยยยยยย
    #1,278
    0
  17. #1233 sungthree (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 20:29
    น้ำตาลที่ว่าแน่ยังต้องเเพ้ให้กับพวกเธอ
    #1,233
    0
  18. #1208 kataiy11 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 29 เมษายน 2562 / 13:39

    รอติดตามเรื่องต่อไปนะ
    #1,208
    0
  19. #1207 t_kamin9 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 22:29
    อ่านจบแล้วต้องอุทานว่า คุณจั๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
    #1,207
    0
  20. #1160 mallow0206 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 15:39
    สงสารเบจ 555555 ทำไมคุณจันทร์ไม่เลิกหมั่นไส้สักที
    #1,160
    0
  21. #1157 pparittp (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 22:06
    เก่งมากเลยค่ะคุณนักเขียนข้อมูลอัดแน่นพี่พระพายก็น่ารักน่าหยิกส่วนคุณจันทร์เดินทางสายบาปแงงงง
    #1,157
    0
  22. #1140 napa22 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 5 เมษายน 2562 / 02:03
    ชอบเรื่องนี้มากกกกกกกกกกก สนุกสุดๆๆๆๆๆๆๆ ปกติเป็นคนชอบอ่านอะไรที่ไม่ดราม่าซึ่งเรื่องนี้ตอบโจทย์มากกกกก ตัวละครไม่งี่เง่า โดยเฉพาะพระนาย ยิ่งพระเอกนะร้ายมากกกกก ตัวร้ายดูดรอปไปเลย 555 นายเอกก็น่ารัก ช่างอ้อน ตัวละครอื่นๆ ก็น่ารักทุกตัว ที่อยากจะชมอีกอย่างคือภาษา ภาษาสวยมากกกกกก อ่านแล้วแบบละมุนละไม ยิ่งฉากบรรยายตอนทำขนมคือฟินมากกกกกก อ่านเรื่องนี้แล้วพาลอยากกินขนมไทยเลยค่ะ ได้ความรู้เรื่องขนมไทยเยอะแยะเลย ถือเป็นนิยายขึ้นหิ้งของเราอีกเรื่องนึงเลยค่ะ เดี๋ยวจะตามไปอ่านเรื่องอื่นๆ ของไรท์ด้วยค่ะ ขอบคุณที่แต่งนิยายสนุกๆ ให้อ่านนะคะ เป็นกำลังใจให้ในเรื่องต่อไปค่าาาาาา
    #1,140
    0
  23. #1138 HaeMay (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 21:43
    นี่ว่าภูเบจคือโดนหนักสุดในเรื่องแล้ว เตรียมรับฤทธิ์ดอกชมจันทร์ไปนะคะ
    #1,138
    0
  24. #1094 chocolatebt (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 01:13
    คุณจันทร์ร้ายสุดๆ ตัวร้ายในเรื่องคืออ่อนไปเลย
    #1,094
    0
  25. #1085 Popan6112 (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 21:19
    คุณเบจคือคนที่บาปหนาสุดหรือป่าวเนี่ย คุณจันทร์กัดไม่ปล่อยเลย555555
    #1,085
    0