เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย [LinHoon] AU : Thai

ตอนที่ 37 : ขนมจีบไทย ปั้นสิบนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 369 ครั้ง
    20 พ.ค. 62




เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๓๓ ขนมจีบไทย ปั้นสิบนึ่ง

 

เกินครึ่งของผู้คนที่อยู่ร่วมงาน เบนสายตาไปมองยังร่างของ


ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างฉากไม้ฉลุลวดลายวิจิตรนั้น ท่าทางเคอะเขินและวางตัวไม่ค่อยถูกทำให้ผู้ที่มองเห็นเกิดความรู้สึกเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพึงใจเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นรีบรักษากิริยาเรียบร้อยอย่างรวดเร็ว


ดวงตาวิบวาวพราวระยับเหลือบมองโต๊ะหลังสุดของแขกเหรื่อ เป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวคงตั้งใจจะหาที่หลบซ่อนตัวเองให้พ้นจากการเป็นจุดสนใจ


ตัวสายพิรุณก็แค่นี้ ทุกท่านอย่าทำให้เขาต้องวางมือวางไม้ไม่ถูกเลย


เสน่ห์จันทร์รู้ว่าคนรักคิดจะทำอะไร มุมปากกดลึกลงเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งมอบให้ ก่อนจะก้มหน้า ยกมือที่ประนมอยู่จรดหน้าผาก แล้วขยับกายลุกขึ้น


การที่ร่างสูงในเสื้อสูทคอตั้งแบบจีนสีขาวของเสน่ห์จันทร์ผุดลุกขึ้นยืนกลางงานเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย ไม่ต่างจากความสงสัยว่าชายหนุ่มที่เพิ่งปรากฏกายนั้นคือใคร 


ขณะที่ทุกคนพยายามหาคำตอบ ใบหน้างดงามของเสน่ห์จันทร์ก็หันไปในทิศทางที่สายพิรุณยืนอยู่


รอยยิ้มอ่อนโยนและอบอุ่นส่งมอบมาให้ พร้อมกับการพยักหน้าเบา ๆ เพียงเท่านั้นสายพิรุณก็รู้ว่า เขาไม่สามารถไปนั่งหลบมุมตรงไหนอีกแล้ว


ใบหน้ามนใสก้มลงเล็กน้อย เปลือกตาหลุบต่ำ เดินอ้อมโต๊ะแขกเหรื่อไปยังที่นั่งด้านหน้าสุด ยามที่เดินผ่านหน้าแขกผู้ใหญ่

สายพิรุณมักค้อมกายลงเล็กน้อยเป็นเชิงขออนุญาต เป็นกิริยาท่าทางที่สุภาพเรียบร้อย แม้จะไม่นุ่มนวลเช่นผู้ที่ได้รับการอบรมกิริยามารยาทชั้นสูง แต่ก็ถือว่าไม่มีส่วนไหนขัดสายตา


เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม เมื่อสายพิรุณเดินมาถึงตัวก่อนจะนั่งลง โดยที่เขาใช้มือข้างหนึ่งแตะต้นแขนให้นั่งลงข้างตนเอง

ท่าทีของเสน่ห์จันทร์ที่มีต่อสายพิรุณนั้น ตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน ความสงสัยและต้องการทราบคำตอบเพิ่มเป็นเท่าทบทวีคูณ ยามพิธีบวงสรวงว่าสะกิดใจอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งเหมือนมีอะไรอัดเข้ามาจนบางคนเก็บกิริยาไม่ได้ ต้องหันไปกระซิบกระซาบกัน


ก็จะไม่ให้ทุกคนค้างคาใจได้อย่างไรเล่า ในเมื่อตอนนี้ตำแหน่งที่นั่งของบุคคลสำคัญของจันทร์ดาราฉายแปลกประหลาดกว่าทุกปี


คุณหญิงมณีจันทร์นั่งตรงกลางเป็นประธาน ซ้ายมือของเธอคือคุณสมคิด เพื่อนสนิทที่ทุกคนทราบดี ถัดไปคือคุณเพชรน้ำหนึ่งกับคุณอรุณพิศ ขวามือคือคุณบรรพต พี่ชายต่างมารดา ถัดมาคือดาราทอง สารัฐ เสน่ห์จันทร์ และสายพิรุณ


การนั่งเป็นคู่นั้นทุกคนต่างทราบดี เพชรน้ำหนึ่งนั่งคู่กับภรรยาเช่นอรุณพิศ ดาราทองย่อมต้องมีสารัฐผู้เป็นคู่หมั้นนั่งข้างกาย แล้วเหตุใดข้างกายของว่าที่เจ้าของเรือนจันทร์ดาราฉายคนต่อไปอย่างเสน่ห์จันทร์ จึงเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาใครเลย แทนที่จะเป็นลูกสาวหรือหลานสาวของผู้ดีมีสกุลใหญ่โตเล่า


แม้จะมีเสียงซุบซิบแทรกเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ แต่ทุกคนในเรือนจันทร์ดาราฉายกลับแสร้งไม่ได้ยินไม่ได้สนใจจนถึงเวลาถวายเพล


คุณหญิงมณีจันทร์ผู้เป็นประธานประเคนเครื่องภัตตาหารสำหรับพระภิกษุ โดยคุณสมคิดให้เกียรติยกหน้าที่ช่วยคุณหญิงในทุก ๆ ปีแก่คุณบรรพต ซึ่งได้รับความซาบซึ้งใจจากชายชราเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่คุณสมคิดจะประเคนภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์รูปต่อไป ถัดมาคุณเพชรน้ำหนึ่งกับคุณอรุณพิศยกประเคนคู่กัน ดาราทองกับสารัฐเป็นคู่ถัดไป ปิดท้ายด้วยเสน่ห์จันทร์กับสายพิรุณ


สายพิรุณทำตัวแทบไม่ถูก แค่เสน่ห์จันทร์ให้มานั่งข้างกาย เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว ยิ่งต้องยกภัตตาหารประเคนแก่ภิกษุสงฆ์คู่กันอีก ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองสายตาของผู้คนรอบกาย เขากังวล ไม่สบายใจ และ... วิตก


“ไม่เป็นไรครับ”


เสน่ห์จันทร์เอ่ย พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นและสายตาแสนอ่อนโยนที่มอบให้ ก่อนจะเป็นผู้นำยกภัตตาหารประเคน โดยสายพิรุณประคองขันโตกอีกด้าน


ทุกคนถอยหลังมานั่งที่เดิม ระหว่างที่รอพระฉันเพลอยู่นั้น ก็เริ่มมีการพูดคุยกันขึ้นมาบ้าง แต่เหมือนคนในบ้านจันทร์ดาราฉายไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องของสายพิรุณที่นั่งอยู่ข้างกายเสน่ห์จันทร์เป็นพิเศษ จะบอกว่าไม่สนใจคงไม่ใช่ เพราะสายพิรุณไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย ตรงกันข้าม ตอนนี้เขากำลังรู้สึกเหมือน...


เป็นหนึ่งในจันทร์ดาราฉาย


ท่าทีของครอบครัวจันทร์ดาราฉายที่มีต่อชายหนุ่มแปลกหน้าผู้นี้ ไม่ได้หลุดรอดจากสายตาผู้คนในงานเลย โดยเฉพาะเครือญาติสายต่าง ๆ ที่นั่งอยู่ไม่ไกล แต่ก็ไม่ได้ใกล้มากนัก


ด้านเอมอรนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เธอรู้สึกเช่นไร แค่เธอพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปรกติที่สุด ก็ยากเกินกว่าจะสนใจอะไรแล้ว


เครือญาติอภิรเดช ซึ่งตอนนี้ผู้ควบคุมดูแลคือ ชาญยุทธ อภิรเดช ทายาทของเขาคือลูกชายซึ่งอยู่ในวัยเพียงสิบสองปี และวันนี้ก็นั่งอยู่ข้างกายของเขา พร้อมทั้งภรรยาและญาติสนิทอีกหลายคน


เครืออภิรเดชเน้นไปที่ขนมไทยประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย มากกว่าการยึดติดอยู่กับรูปแบบดั้งเดิม ทั้งยังมีการเปิดร้านอยู่ในต่างประเทศ แม้จะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็ถือว่ามีความมั่นคงไม่น้อย

ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่า อย่างไรขนมไทยสายอภิรเดชยังสู้ของจันทร์ดาราฉายไม่ได้ จึงไม่เห็นความจำเป็นจะต้องยื้อแย่งชิงดีชิงเด่นอะไร สู้เอาเวลาไปหาลู่ทางปรับกลยุทธ์ทางการตลาดสายอื่นดีกว่า


“ดูไว้เจ้ากล้า ผู้ชายคนนั้นคือ เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย”


แววตาของแกล้วกล้าจ้องมองไปที่ร่างสูงสง่าของชายผู้นั้น

เด็กน้อยรู้ว่าใครคือญาติผู้พี่และก็รู้ว่าควรปฏิบัติต่ออีกฝ่ายเช่นไร

แต่สุดท้ายสายตากลับหยุดลงที่ร่างของชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ข้างกายของเสน่ห์จันทร์ไม่ห่าง


ผู้ชายคนนี้ เขาได้ยินใครต่อใครเรียกว่า คุณพระพาย


พระพาย... ที่แปลว่าสายลม




เครือญาติกลมกมล ทายาทคนปัจจุบันคือ ธัญญาลักษณ์ กลมกมล สาวใหญ่ผู้เงียบขรึม เธอยังไม่ได้สมรสและได้รับสืบทอดฝีมือด้านทำขนมจากผู้เป็นมารดา


เครือกลมกมลนั้น หากจะบอกว่ามีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าจันทร์ดาราฉาย ก็ถือว่าไม่เกินไปเลย เมื่อหลายปีก่อนต้องยอมรับว่า กว่าอรุณพิศจะผ่านด่านบรรดาญาติพี่น้อง ขึ้นเป็นผู้ดูแลขนมไทยสายจันทร์ดาราฉายนั้น ลำบากไม่น้อย นั่นเพราะอรุณพิศเป็นสะใภ้

แม้เพชรน้ำหนึ่งจะรักใคร่เพียงใด ก็ยังถือว่าเป็นคนนอก การจะให้มาดูแลสูตรลับต่าง ๆ ญาติพี่น้องหลายคนไม่เห็นด้วย คุณหญิงมณีจันทร์จึงจำเป็นต้องจัดการแข่งขันในหมู่เครือญาติกันอย่างลับ ๆ หากจะต้องเข้ามาเป็นที่หนึ่งและได้รับการอวยอย่างสมเกียรติ ฝีมือการทำขนมต้องเหนือกว่าทายาททุกสายของจันทร์ดาราฉาย


ธัญญาลักษณ์ กลมกมลในยามนั้นอายุเพียงยี่สิบปี แต่ทำให้อรุณพิศต้องทำขนมถึงเจ็ดชนิด กว่าจะผ่านด่านขึ้นเป็นผู้ดูแลตำราขนมของจันทร์ดาราฉายอย่างเต็มภาคภูมิ


หากทว่าเครือญาติสายกลมกมลนั้น ไม่ได้สนใจตำแหน่งสูงสุดนี้ นั่นก็อาจเพราะความเย่อหยิ่งที่มั่นใจในฝีมือของตนเอง และธุรกิจโรงเรียนสอนทำขนมที่มีหลายสาขาในประเทศ หรือไม่ก็เพราะเมื่อสิบกว่าปีก่อน ธัญญาลักษณ์วัยยี่สิบสามปีพ่ายแพ้ให้กับเด็กชายชั้นประถม!


เด็กชายผู้นั้นทำขนมสามอย่างซึ่งเป็นขนมขึ้นชื่อของกลมกมลได้ดีกว่าผู้เป็นเจ้าของต้นตำรับ ที่ดัดแปลงสูตรมานับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะมีรสชาติที่ถูกปากคนมากมาย


เครือญาติทุกสายได้เห็น ประจักษ์ และสัมผัสถึงความเลิศรส จนไม่กล้าสู้หรือคิดเทียบขั้น


อายุเพียงสิบสองปี แต่กลับมีความสามารถถึงเพียงนั้น


เด็กชายคนนั้นก็คือ เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย


ซึ่งเด็กชายในวันนั้นก็คือ ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมในวันนี้



“เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ”


เสียงพึมพำของสามี ทำให้ผู้เป็นภรรยาอย่างกานต์กนกหันมาสนใจ ก่อนจะมองตามไปและเห็นร่างของเสน่ห์จันทร์ที่กำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับชายหนุ่มไม่คุ้นตา ผู้หญิงมักไวต่อความรู้สึกเสมอ แล้วอะไรที่สามีของเธอยังรู้สึกได้ ทำไมเธอจะไม่รู้สึก


“คงสนิทกันไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่นั่งอยู่ตรงนั้น”


ชาญยุทธกระตุกยิ้ม


ดาราทอง จันทร์ดาราฉาย ถึงจะเก่งและมีความสามารถเพียงไร แต่ก็เป็นสตรีและกำลังจะแต่งออก ส่วนเสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย จากสิ่งที่แสดงออกในตอนนี้...


“ดูท่า... จันทร์ดาราฉายสายหลักจะจบแค่รุ่นนี้แล้ว”


ไม่ใช่เพราะผู้ได้รับการอวยไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะไม่มีทายาทสืบสกุลต่างหาก


เรื่องนี้ธัญญาลักษณ์ก็สังเกตเห็น แต่สาวใหญ่ผู้ไม่สนใจความรักไม่คิดอะไรมากนัก ตัวเธอเองก็ไม่มีทายาทสืบสกุล ผู้ดูแลงานและสืบทอดต่อคงเป็นลูกหลานของญาติสนิท ดังนั้น ถ้าจันทร์ดาราฉายจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องของชะตาลิขิต


เธอไม่ประเมินผู้อื่นด้วยเพศสภาพ แต่จะมองที่ความเป็นคนและความสามารถเท่านั้น  เช่นนั้นแล้วอะไรจะเกิด กลมกมลเช่นเธอก็ไม่อาจจะเข้าไปแทรกแซง


แต่กับทางยุวเรศ... อันนี้ไม่รู้


“มาดูสิ ปีนี้จะมีจำอวดอะไรให้ดู”


 



เมื่อพระฉันเพลและถวายเครื่องไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนาบุญพร้อมกรวดน้ำ ซึ่งเสน่ห์จันทร์กับสายพิรุณใช้ที่กรวดน้ำชุดเดียวกัน จึงเหมือนแสดงให้เห็นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ  คำถามแม้จะมี ก็เริ่มที่จะไม่มีใครกล้าเอ่ยถาม เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ก็เพียงแต่รอให้พูดออกมาเองเท่านั้น


เสร็จพิธีทางสงฆ์แล้ว ก็เป็นช่วงเวลาของงานจัดเลี้ยง ของว่างถูกลำเลียงขึ้นมาบนโต๊ะ ซึ่งทุกอย่างไม่เกินจากที่แขกเหรื่อจินตนาการมากนัก จะมีที่น่าสนใจก็คือขนมกระเช้าสีดา ลูกชุบรูปร่างต่าง ๆ

ช่อมะลิ ช่อม่วง ที่ถูกยกขึ้นมาด้วย กวาดตามองเพียงครู่เดียว บรรดาเครือญาติต่างก็ลอบถอนหายใจอย่างไม่รู้จะเอ่ยอะไร


เพียงแค่ขนมของว่าง ยังประณีตขนาดนี้ ไม่อยากเชื่อจริง ๆ ว่าชายหนุ่มอายุแค่ไม่เท่าไรจะเป็นผู้จัดการ ไม่ว่าจะเป็นชาญยุทธหรือธัญญาลักษณ์ ต่างก็ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา นอกจากประจักษ์แจ้งในความคิด


หากไม่ใช่เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย ก็ไม่มีใครเหมาะสมกับฐานะนี้แล้ว ก่อนที่จะเริ่มยกอาหารจานหลักขึ้นมา คุณหญิงมณีจันทร์ ผู้เป็นคนสำคัญในงานวันนี้ ขยับกายเล็กน้อย โดยมีป้าพวงกับคุณอรุณพิศ ช่วยประคองให้ย้ายไปนั่งบนรถเข็น หันหน้าเข้าหาบรรดาแขกเหรื่อและญาติพี่น้องที่มาร่วมอวยพรวันเกิด


เพชรน้ำหนึ่งถือไมโครโฟน เอ่ยทักทาย และขอบคุณแขกทุกคนที่มาร่วมงาน พร้อมทั้งเอ่ยคำอวยพรกับผู้เป็นแม่ เป็นคำพูดที่เหมือนกับปีที่แล้ว ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต่างก็รู้ดีว่าเป็นการพูดทางพิธีการและมารยาททางสังคมเท่านั้น


คำอวยพรและความเคารพที่บรรดาลูกหลานมอบให้กับคุณหญิงมณีจันทร์นั้น แสดงออกในทุกวันที่อยู่ด้วยกันเสมอ

คุณเพชรน้ำหนึ่งพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนให้คุณหญิงมณีจันทร์เป็นคนกล่าวสักนิด พอเป็นมารยาทพิธี


“สวัสดีทุก ๆ ท่านที่มาร่วมงานในวันนี้นะคะ ดิฉันรู้สึกซึ้งใจ และขอบคุณที่ยังไม่หลงลืมคนแก่อย่างดิฉัน” คุณหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ทุกคนได้ยินกันอย่างชัดเจน เพราะไมโครโฟนที่ถือเอาไว้


“ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย ที่ไม่ได้เจอกันนาน หวังว่าทุกท่านจะสุขสบายดี อย่างไรก็ดี วันนี้ดิฉันขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกคุ้มครองทุกท่าน และขออวยพรให้ทุกท่าน สุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจเข้มแข็ง ความปรารถนาอันดีขอให้สำเร็จลุล่วงทุกประการ ขอบพระคุณค่ะ”


คำอวยพรที่เหมือนกับทุก ๆ ปีได้รับการตอบรับเป็นรอยยิ้มและการยกมือขึ้นประนมไหว้ ก่อนที่คุณหญิงมณีจันทร์จะแย้มยิ้มและกลับไปนั่งที่เดิม เปลี่ยนให้คุณเพชรน้ำหนึ่งเป็นคนถือไมโครโฟนอีกครั้ง และเอ่ยเข้าเรื่องสำคัญโดยไม่มีการอ้อมค้อมอะไรอีก เพราะเขาและทุกคนในจันทร์ดาราฉายรู้ว่าวันนี้ทุกคนสนใจเรื่องอะไร


“หลายปีที่ผ่านมา ผมได้ดูแลจันทร์ดาราฉายในฐานะเจ้าของเรือน และมีอรุณพิศ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของผม เป็นผู้ดูแลวิถีขนมไทยสายจันทร์ดาราฉาย วันนี้นอกจากจะเป็นวันสำคัญเช่นวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่แล้ว ผมกับภรรยาถือว่าเป็นวันดีที่จะประกาศให้แขกสำคัญ ญาติพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นเครือญาติอภิรเดช กลมกมล ยุวเรศ ได้รับทราบโดยทั่วกันว่า นับจากวันนี้เป็นต้นไป เสน่ห์จันทร์ จันทร์ดาราฉาย บุตรชายคนเล็กของผมกับอรุณพิศ จะขึ้นมาเป็นเจ้าของจันทร์ดาราฉาย...”


คุณเพชรน้ำหนึ่งยังเอ่ยไม่ทันจบประโยคดี ก็ปรากฏร่างของพี่ชบาที่ไม่รู้ว่าหายไปจากงานในตอนไหน เธอเดินมาพร้อมกับพี่พุดและลุงสมหมายที่ยกโต๊ะยาวเข้ามาทางด้านท้ายโต๊ะของแขกเหรื่อ ซึ่งเป็นจุดที่มีไว้เพื่อจัดบรรดาขนมเก้ามงคลฝีมือของเสน่ห์จันทร์


ทุกสายตาหันไปมองพี่ชบา ซึ่งเธอได้แต่ก้มหน้าและเดินค้อมหลังมาจนถึงบริเวณที่คุณหญิงมณีจันทร์และลูกหลานนั่งอยู่


“แม่ชบา ทำอะไร” เป็นป้าพวงที่กระซิบเสียงหนักเอ่ยถาม ซึ่งไม่ดังมากนัก แต่หลายคนที่นั่งอยู่ใกล้เคียงก็ได้ยินชัดเจน


“ชบา... เอ่อ...” พี่ชบามีสีหน้ากังวลใจและลำบากใจเป็นอย่างมาก เธอเงยหน้าขึ้นมองสบตากับเสน่ห์จันทร์แล้วก็ก้มหน้านิ่ง


“พี่ชบามีอะไรก็พูดเถอะครับ ตอนนี้แขกเหรื่อมากันเยอะ เกรงใจทุกท่านแล้ว” เสน่ห์จันทร์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลฟังแล้วรื่นหู แค่ไม่กี่คำก็ทำให้ผู้คนในงานเหมือนจะตกในมนต์เสน่ห์


นี่แหละคือเสน่ห์ที่ไม่มีทางลบล้างของเสน่ห์จันทร์


“เป็นโต๊ะจัดวางขนมของคุณวิไลกานดาค่ะ เธอเพิ่งมาถึงและแจ้งว่ามีขนมไทยของญาติฝ่ายยุวเรศต้องการนำขึ้นโต๊ะ” คำบอกเล่าแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำของพี่ชบาทำเอาหลายชีวิตรู้สึกแตกต่างกันไป


ญาติห่าง ๆ หลายคนและแขกเหรื่อที่ไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ญาติสนิทชิดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น

อภิรเดช กลมกมล และยุวเรศ ต่างตกใจจนตะลึงงัน


“เอาแล้วสิ” ชาญยุทธเอ่ย แววตาของเขาเป็นประกายจ้องมองไปยังเจ้าของเรือน ไม่สิ ยังไม่ทันได้อวยเป็นเจ้าของเรือนก็มีเรื่องให้วุ่นวายเสียแล้ว


“ยุวเรศหนอ... ยุวเรศ”  ธัญญาลักษณ์เอ่ยเพียงเท่านั้น เธอตวัดสายตามองคุณหญิงมณีจันทร์ ที่แม้กำลังนั่งนิ่งและไม่แสดงกิริยาอะไร แต่สีหน้าของหญิงชรานั้นซีดขาวไม่น้อย ไม่ต่างกับคุณบรรพต ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา

เพชรน้ำหนึ่ง อรุณพิศ และดาราทองก็ตกใจไม่น้อย ทุกคนมองไปยังคุณหญิงมณีจันทร์อย่างเป็นห่วง ก่อนจะเบนสายตามามอง

เสน่ห์จันทร์ที่ยังคงนั่งนิ่ง ใบหน้ายังคงเคลือบไปด้วยรอยยิ้มบางเบาที่แสนอ่อนโยน ข้างกายมีสายพิรุณนั่งไม่ห่างและมีท่าทีห่วงใยอย่างชัดเจน


สายพิรุณไม่ค่อยรู้เรื่องสมัยก่อนตัวเองจะเกิดนักหรอก แต่เรื่องที่คุณหญิงมณีจันทร์ไม่ชอบฝอยทองกับเม็ดขนุนนั้น เขาพอได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ได้รู้สาเหตุที่แท้จริง จึงไม่ได้รู้สึกอะไร


ส่วนเอมอรซึ่งนั่งไม่ไกลนัก เมื่อได้ยินพี่ชบาพูดอย่างนั้น ก็ถึงกับลุกพรวดขึ้นยืน จ้องมองคนสนิทของหลานชายด้วยสายตาถมึงทึง อยากจะสาดคำด่าเข้าใส่นัก แต่ก็ต้องยั้งใจเอาไว้


“เมื่อกี้เธอว่าอย่างไรนะ” เป็นคุณบรรพตที่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้งจนแทบจะกลายเป็นแหบโหย เขานึกอยากให้ตนเองแก่จนหูฝาดเฝื่อนไป แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เห็นทีเขาจะได้ยินไม่ผิด


“โต๊ะที่ยกมา เป็นโต๊ะสำหรับจัดของว่างของคุณวิไลกานดา ยุวเรศค่ะ เธอแจ้งว่าจะนำขนมมาขึ้นโต๊ะในงาน”


“คุณพระ!” คุณบรรพตถึงกับอุทานออกมา แม้จะชราแล้ว แต่ท่านก็เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ แม้จะนั่งอยู่ ก็ยังดูตัวโตกว่าคุณหญิงมณีจันทร์เกือบครึ่ง แต่เมื่อได้ยินคำย้ำชัดแบบนี้ ทำเอาเขาหมดแรง แทบจะหงายหลังกับโซฟาที่นั่งอยู่


เอมอรเบิกตาโต หันไปมองที่ประตูหน้าเรือน ซึ่งตอนนี้มีคนกำลังยกของบางอย่างเข้ามา มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนของวิไลกานดาจริง ๆ เพราะชุดฟอร์มที่สวมใส่มาเป็นของร้านขนมที่ทำอยู่ ส่วนลูกสาวของเธอนั้นเดินตามเข้ามาทีหลัง ด้วยชุดสีขาวนวลตา มองดูแล้วเข้ากับอีกฝ่ายไม่น้อย แต่ในเวลานี้เอมอรมองลูกสาวของตัวเองเหมือนกับกำลังจ้องมองผีร้ายก็ไม่ปาน


“นังลูกไม่รักดี”


เอมอรกัดฟันกรอด เธอเบี่ยงตัวออกจากจุดที่นั่ง ทำเอาผู้เป็นสามีงงงวยไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท่าทีของคนบนเรือนจันทร์ดาราฉายหรือญาติพี่น้องอื่น ๆ


เหตุการณ์ทุกอย่างตกอยู่ในสายตานับร้อยคู่ เอมอรจ้ำเท้าไปหยุดตรงหน้าลูกสาว ก่อนจะหันไปกระชากขนมในมือของเด็กสาวคนหนึ่งมาถือเอาไว้ ทำท่าจะโยนทิ้งลงพื้นเสียเดี๋ยวนั้น แต่เสียงนุ่มของเสน่ห์จันทร์ขัดเอาไว้ก่อน


“คุณน้าเอมอรครับ”


เหมือนทุกอย่างจะหยุดนิ่ง เอมอรแข็งทื่อเหมือนโดนสาป ของในมือถูกแย่งกลับไปด้วยฝีมือของลูกสาว กว่าจะรวบรวมสติได้และค่อย ๆ หันกลับมามองร่างสูงของเสน่ห์จันทร์ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

เธอก็เหมือนหายใจไม่ออก เลือดในกายเหมือนจะไม่ไหลเวียนเสียดื้อ ๆ


“ในเมื่อคุณวิไลกานดาต้องการตั้งโต๊ะขนม ก็ไม่เห็นเป็นไรครับ”


“คุณแม่เป็นอะไรของคุณแม่ วิอยากช่วยคุณแม่เรื่องงานวันนี้ เลยทำขนมมาเสริมไงคะ”


วิไลกานดาเอ่ยทันที เธอไม่ได้พูดเสียงดังนัก แต่ก็พอได้ยินอยู่บ้าง แต่กระนั้นเลย ถามว่าเอมอรซาบซึ้งใจหรือ


ไม่เลย... ไม่เลยสักนิด


ที่ผ่านมา เธอพยายามไม่ให้ลูกสาวกับสามีเข้ามาเกี่ยวข้องกับจันทร์ดาราฉายเกินความจำเป็น เพราะหากในอนาคตเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรหรืองานของเธอสำเร็จลุล่วงดี ทายาทของยุวเรศจะได้ไม่เป็นที่ครหา


เธอแทบไม่เคยเล่าหรือบอกเรื่องภายในของจันทร์ดาราฉายให้ลูกสาวรู้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเธอไม่มีเวลา อีกส่วนก็คืออยากปกป้องลูกสาวเอาไว้แต่เนิ่น ๆ


จันทร์ดาราฉายในอดีตว่าร้ายแล้ว จันทร์ดาราฉายที่อยู่ในมือของเสน่ห์จันทร์ร้ายกว่ามาก


“คุณวิไลกานดาให้ความสำคัญกับงานในวันนี้ถึงขนาดนี้

คุณจันทร์ในฐานะของลูกหลานคุณย่า ต้องขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ”


คำพูดของเสน่ห์จันทร์นั้นช่างน่าฟังนัก ไม่ว่าจะใช้หูไหนรับเสียงก็ว่าดีไปหมด แต่ยกเว้นเอมอรกับคุณบรรพตเอาไว้เถอะ เพราะคำพูดของเสน่ห์จันทร์ทุกคำเหมือนตะปูที่กำลังตอกฝาโลงของสกุลยุวเรศ


“ตอนที่คุณจันทร์ติดต่อเรื่องช่วยงานในวันนี้ คุณจันทร์ก็นึกว่าจะส่งแม่งานมาช่วย เหมือนที่อภิรเดชกับกลมกมลส่งมา ไม่คิดว่าคุณวิไลกานดาจะทำขนมมาขึ้นโต๊ะ”


เสน่ห์จันทร์มองขนมที่ถูกวางเรียงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า


“มีฝอยทองกับเม็ดขนุน...”


วิไลกานดาขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอมั่นใจว่าวันที่เสน่ห์จันทร์โทรมาคุยกับเธอ เธอแจ้งไว้ชัดเจนแล้วนะ ว่ายุวเรศจะเตรียมจัดขนมมาขึ้นโต๊ะ ซึ่งก็คือ ทองเก้ามงคลกับขนมขึ้นชื่อของยุวเรศ นั่นก็คือขนมจีบไทยกับปั้นสิบนึ่ง ทำไมเสน่ห์จันทร์ถึงพูดเหมือนไม่รู้เรื่องนี้


แต่ช่างเถิด มาถึงตรงนี้แล้ว หญิงสาวยิ้มสู้


“ใช่ค่ะ ฝอยทองกับเม็ดขนุน เป็นขนมขึ้นชื่อของทางร้านเหมือนกับขนมจีบไทยกับปั้นสิบ พี่เองก็เป็นหลานคนหนึ่งของคุณหญิงท่าน เรื่องนี้ไม่ต้องเกรง...”


“ถ้าแกเห็นว่าเป็นลูกหลานคนหนึ่งของจันทร์ดาราฉาย แกทำอย่างนี้ทำไมยัยวิ!


เป็นคุณบรรพตที่ตวาดขึ้นมาอย่างสิ้นสุดความอดทนแล้ว ดวงตาของชายชราแดงก่ำและร้อนผ่าว ราวกับน้ำตาพร้อมจะหยดไหล มองขนมไทยบนโต๊ะซึ่งเป็นฝีมือของหลานสาวเพียงคนเดียวด้วยสายตาราวกับเป็นของเสนียด ยิ่งเห็นฝอยทองกับเม็ดขนุน คุณบรรพตก็เหมือนจะหมดลมสิ้นใจไปเดี๋ยวนั้น


เอมอรปล่อยโฮออกมา เธอรีบเดินเข้าไปหาเสน่ห์จันทร์ จับแขนของชายหนุ่มเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงขาด ๆ หาย ๆ เหมือนคนจะขาดใจอีกคน


“คุณจันทร์คะ น้า... น้าขอโทษ อย่า... เอาเรื่องอะไรเลยนะคะ ให้น้ากราบก็ได้”


ถ้าคราวนี้เสน่ห์จันทร์เอาเรื่องขึ้นมาล่ะก็ อย่าว่าแต่ทำงานที่จันทร์ดาราฉายเลย แม้แต่คำว่าญาติก็ไม่เหลือให้กันเป็นแน่


“นี่มันเรื่องอะไรคะคุณแม่ ทำไมคุณตาถึงด่าวิแบบนั้น แล้วคุณแม่จะร้องไห้ทำไม อายคนอื่นเขานะคะ”


“หุบปาก!” เอมอรหันมาตวาดใส่ลูกสาว วินาทีนี้เธอไม่สนใจแล้วว่าอยู่ในสถานที่ใดหรือเธอมีสภาพเช่นไร ขออย่างเดียว ขออย่าให้เสน่ห์จันทร์เอาเรื่องเป็นพอ


“คุณแม่!


“คุณจันทร์ขา เห็นแก่น้าเถอะนะคะ น้าสอนลูกไม่ดีเอง น้าผิดเอง อภัยให้น้าเถอะนะคะ”


“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะคะคุณเอมอร จะไม่ดูแปลกประหลาดไปหน่อยหรือ ยุวเรศถือว่าเป็นเครือญาติที่ใกล้ชิดกับจันทร์ดาราฉายมากที่สุด แต่ทำไมทายาทของยุวเรศกลับไม่รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำในวันสำคัญอย่างนี้”


เป็นธัญญาลักษณ์ที่เอ่ยขึ้นขณะที่ขยับกายลุกขึ้นมายืนไม่ไกลจากบริเวณนั้น ถ้านับญาติกันแล้ว ก็ถือว่าเอมอรเป็นญาติผู้พี่ แต่เป็นญาติที่เธอไม่เคารพสักเท่าไร นั่นอาจเป็นเพราะเธอเองก็เป็นคนหนึ่งที่ถือเรื่องลำดับขั้นเป็นสำคัญ ท่าทีของยุวเรศขัดตาเธอมานานแล้ว หากไม่ติดว่าเธอเคารพคุณบรรพตอยู่ไม่น้อย กลมกมลคงไม่นับญาติกับยุวเรศรุ่นลูกหรอก


“คุณเอมอรไม่เคยบอกเรื่องกฎสำคัญของจันทร์ดาราฉายให้กับทายาทรู้เลยเหรอ ขนาดผม ผมยังบอกลูกชายของผมตั้งแต่เขารู้ความแล้วนะครับ ว่าวันอวย ห้ามไม่ให้ทายาทสายรองยกขนมขึ้นโต๊ะเด็ดขาด”


ชาญยุทธไม่ใคร่สนใจเรื่องชิงดีชิงเด่นหรอก แต่ถ้ามีโอกาส เขาก็จะตัดคู่แข่งทางการค้าออก แล้วตอนนี้ ยุวเรศก็เป็นหมูในอวยให้ชำแหละแบบนี้ เขาจะปล่อยผ่านหรือไง


ไม่มีวัน!


“ทุกอย่างชัดเจนขนาดนี้ แสดงว่าข่าวลือก็เป็นเรื่องจริงสินะครับ” ชาญยุทธกระพือเรื่องขึ้นมาอีก เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้น เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องขยี้ให้หนัก “ข่าวลือที่ว่ายุวเรศพยายามจะเข้ามาดูแลจันทร์ดาราฉาย โดยการพยายามผูกด้ายมงคลทายาทสายหลักกับลูกหลานผู้ดีชั้นสูง” พูดแค่นี้ทุกคนก็เข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย


เป้าหมายของเรื่องซุบซิบไม่พ้นต้องหันไปทางโต๊ะที่มีคุณหญิงสมสมรกับอัครินทร์นั่งอยู่ แม้วันนี้จะไม่มีอัมพิกาอยู่ด้วย แต่แค่นี้ก็แสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมาเอมอรสร้างเรื่องข้างนอกไว้ใหญ่ไม่น้อย


คุณหญิงสมสมรปั้นหน้าไม่ถูก ได้แต่ยิ้มแห้งแล้งแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ อัครินทร์นั้นนั่งนิ่งและจ้องมองเสน่ห์จันทร์ไม่วางตา


เขากำลังรู้สึกเหมือนถูกทุบหัวแรง ๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนไร้ความรู้สึก นับตั้งแต่เริ่มงานมา ภาพของเสน่ห์จันทร์กับผู้ชายหน้ามนคนนั้นทำเขาสะเทือนใจไม่น้อย เพราะเขาคงเป็นคนนอกคนแรก ๆ ที่รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่โดยไม่ต้องให้ใครมาชี้เป้า


ผีย่อมเห็นผีด้วยกัน


แต่เขาไม่คิดว่าผีอย่างเขาจะถูกหลอกใช้มาตลอด


เรื่องผูกไมตรีมงคลนี้จะมองไปทางฉัตรศิริวิไลก็ยังได้ แต่ในวันนี้หญิงสาวผู้สูงศักดิ์เดินทางมาร่วมงานพร้อมครอบครัวและมีจอมทัพเคียงข้างมาด้วย ถึงจุดนี้ แม้หม่อมเจ้าโฉมฉายจะไม่ใคร่พึงใจในตัวคนรักของหลานสาวนัก ทว่าก็ย่อมดีกว่ามีคำครหาว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกเอมอรใช้ ดังนั้น หม่อมเจ้าโฉมฉายจึงแสดงท่าทีเมินเฉยต่อเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งยังให้ความสำคัญกับจอมทัพมากกว่าเดิม


เมื่อเห็นว่ารอบกายมีแต่ปลายแหลมของหอกคมเตรียมจะทิ่มแทง เอมอรมืดแปดด้าน เธอไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องราวเช่นนี้ ทั้งที่ตลอดมาเธอระวังตัวและกันครอบครัวออกจากเรื่องพวกนี้ จนมั่นใจว่าต่อให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับลูกสาวและธุรกิจ เต็มที่เธอก็แค่ถอยออกไป แต่เมื่ออยู่ ๆ ก็ถูกต้อนจนเข้าตาจนด้วยเรื่องเก่าเก็บ ทุกอย่างเหนือความคาดหมายไปหมด แม้แต่จะโทษสวรรค์ เธอก็ยังไม่กล้า


“อย่าตื่นตระหนกกันไปเลยครับ ขอให้ทุกคนใจเย็นก่อนนะครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง สายตาของเขามองไปทั่วบริเวณ ก่อนจะมาหยุดที่ใบหน้าของเอมอร


นัยน์ตาสีดำขลับ ทอประกายวิบวาว ไร้ความรู้สึกใดใด เปลือกตาสวยไม่กะพริบสักนิด ก่อนที่เจ้าตัวจะแย้มยิ้มบางเบา แต่สำหรับเอมอร เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกรอยยิ้มแสนงดงามนั้นฉีกกระชากจนจิตวิญญาณหายไปจากร่าง


“ในเมื่อคุณวิไลกานดามุ่งมั่นขนาดนี้ คุณจันทร์จะเมินเฉยก็คงจะไม่งามนัก”


ทั้งห้องโถงงานเงียบกริบลงทันใด ต่างตั้งใจฟังคำพูดต่อมาของเจ้าของเรือนจันทร์ดาราฉายคนใหม่


“พี่ชบาครับ จัดขนมเก้ามงคลขึ้นโต๊ะแยกอีกหนึ่งโต๊ะนะครับ ให้เด็กไปเตรียมอุปกรณ์ทำขนมมาที่นี่ด้วย คุณจันทร์จะทำขนมจีบไทยกับขนมปั้นสิบนึ่ง”


“ได้ค่ะ”


พี่ชบาขานรับ พร้อมทั้งจัดการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว โดยควบคุมความตื่นเต้นในใจไว้อย่างดี 


“แขกเหรื่อทุกท่านครับ วันนี้เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น ผมในนามของเจ้าของจันทร์ดาราฉาย ต้องรับผิดชอบจัดการตามระเบียบประเพณีที่เคยมีมา แต่ด้วยเพราะสองวันนี้มานี้ผมยังไม่ได้พักผ่อน ทั้งส่วนประกอบการทำขนมก็ถูกใช้ไปมาก ส่วนผสมที่มีอยู่ก็ไม่มากนัก หากทุกท่านพอจะให้โอกาสผมได้พิสูจน์ฝีมือ หวังว่าจะไม่รังเกียจส่วนผสมน้อยนิดเหล่านี้นะครับ”


จะพูดว่าของเหลือก็คงใช่


คำพูดของเสน่ห์จันทร์ได้รับความชื่นชมไม่น้อย แต่คงต้องยกเว้นทายาทสายรองคนอื่น ๆ ที่รู้สึกเหมือนถูกลากออกไปกลางสี่แยกไฟแดง แล้วตบจนหน้าสั่น


แปลอย่างมีชั้นเชิงก็คือ เสน่ห์จันทร์อ่อนน้อม ถ่อมตน และเกรงจะทำอะไรผิดพลาด แต่หากแปลอย่างตรงตัวแล้วก็คือ อีกฝ่ายกำลังประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า แม้ของเหลือก้นครัว ก็สามารถทำให้อร่อยกว่าขนมที่ใช้ส่วนผสมชั้นเลิศ

ดีนะที่ไอ้เด็กนี่เกิดช้า ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องอับอายวันนี้คงเป็นตัวผม” ชาญยุทธเอ่ย เขาไม่ได้พูดให้ใครฟัง แต่พูดกับตัวเองเสียมากกว่า


ส่วนธัญญาลักษณ์นั้น เธอไม่เอ่ยปากสักครึ่งคำ เพราะฝีมือของเสน่ห์จันทร์นั้น เธอรู้ดีกว่าใคร เพราะเจอกับตัวเองมาแล้วอายุแค่สิบสองปี ยังทำเอาเธอหมดความมั่นใจไปนับห้าปี ตอนนี้เป็นถึงเจ้าของต้นตำรับจันทร์ดาราฉาย ความสามารถคงเกินจินตนาการของเธอไปมากแล้ว


“ถ้าวันนี้ไม่ใช่วันคล้ายวันเกิดของคุณหญิงและไม่มีแขกเยอะแยะมากมายขนาดนี้ ทุกอย่างก็ถือว่าไม่ผิดธรรมเนียม น่าเสียดายนะคุณเอมอร เธอน่ะ ดูถูกเสน่ห์จันทร์มากเกินไป” ธัญญาลักษณ์เอ่ยกับเอมอรที่บัดนี้ใบหน้าไร้สีเลือดเข้าไปทุกที


ในตอนนี้ไม่ว่าใครก็มองว่า เครือญาติสายยุวเรศไม่ยอมรับการอวยของทายาทสายตรงอย่างเสน่ห์จันทร์ จึงได้จัดทำขนมมาตั้งโต๊ะเพื่อแข่งขัน


จันทร์ดาราฉายไม่ได้หวงตำแหน่งอันดับหนึ่งของงานขนม  เครือญาติสายไหนเห็นว่าผู้สืบทอดผู้นำตำแหน่งไม่เหมาะสม สามารถพิสูจน์และแข่งขันประชันฝีมือกันได้ ซึ่งธัญญาลักษณ์นั้นเคยทำมาแล้ว เมื่อครั้งที่เพชรน้ำหนึ่งจะยกให้อรุณพิศดูแลจันทร์ดาราฉาย


เธอท้าทายเพราะเธอมั่นใจในฝีมือ และเธอเกือบเอาชนะพร้อมทั้งได้ครอบครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของจันทร์ดาราฉาย แต่ก็แค่เกือบ


การแข่งขันเช่นนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ทุกอย่างต้องจัดขึ้นในหมู่ญาติสนิทที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่มีการเปิดเผย ไม่มีการเอาเรื่องลับมาตีแผ่ ทุกคนภายนอกจะได้รับรู้เพียงแค่คนที่ถูกคัดเลือกแล้วเท่านั้น


ใครที่ไม่พร้อมไม่มีสิทธิ์เสนอหน้า


อีกทั้งในอดีตเคยเกิดเรื่องร้ายขึ้น ดังนั้น ในวันอวยตำแหน่งจึงห้ามไม่ให้มีการประชันขันแข่งอย่างเด็ดขาด รวมทั้งเครือญาติรอง ๆ ที่ไม่ได้รับเลือกจะมาทำเกินหน้าเกินตาไม่ได้โดยเด็ดขาดเช่นกัน


ผลลัพธ์ของผู้ฝ่าฝืนน่ะหรือ...


“หวังว่าลูกสาวของเธอจะเก่งกว่าเสน่ห์จันทร์นะเอมอร เพราะไม่อย่างนั้น... วันเผาของคนในยุวเรศ คงต้องบอกว่าไร้ญาติพี่น้องแน่นอน”


คำพูดของชาญยุทธนั้นโหดร้ายและสะเทือนใจเป็นที่สุด


เอมอรรับไม่ไหวแล้ว เพราะเธอรู้ดีว่าฝีมือของวิไลกานดานั้นอยู่ตรงไหน เธอทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว


“คุณแม่!


วิไลกานดาโผเข้าไปรับร่างของเอมอรที่หมดสติ มีบิดาคอยช่วยเหลือ ความวุ่นวายเล็ก ๆ เกิดขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะสงบลงเมื่อร่างของเอมอรถูกหามออกไปดูแลที่ห้องหนังสือ จะเหลือก็เพียงแต่คุณบรรพตที่นั่งหมดเรี่ยวแรงอยู่ข้างกายคุณหญิงมณีจันทร์ เขาได้แต่พึมพำกล่าวขอโทษน้องสาวต่างมารดาด้วยใจที่แตกสลาย


ไม่คิดเลย... ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก และคนที่ทำก็เป็นลูกสาวและหลานสาวของเขา

ยุวเรศ ช่างเป็นกาลกิณีต่อจันทร์ดาราฉาย


“เป็นพี่ที่ไม่ดี พี่ไม่ดีเอง”


“อย่าโทษตัวเองเลยคุณพี่ เรื่องในวันนี้ให้เป็นหน้าที่ของลูกหลานจัดการเถิด มันเกิดขึ้นแล้ว ก็ให้มันแล้วแต่กรรม”

 



อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับการทำขนมจีบไทยกับปั้นสิบถูกยกเข้ามาในห้องโถง มีการจัดแยกพื้นที่ไม่ให้ขวางทางอย่างเรียบร้อยรวดเร็ว สายพิรุณไม่สบายใจนักที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่เขาพูดอะไรมากไม่ได้


“จันทร์”


เสียงกระซิบข้างกายทำให้เสน่ห์จันทร์ต้องหันกลับมามองใบหน้ามนใสที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวล


“ไม่เป็นไรหรอกครับ”


ถึงอย่างนั้นก็ตาม สายพิรุณก็ไม่สบายใจอยู่ดี


ผ้าสีขาวสะอาดผืนหนึ่งถูกนำออกมาจากกระเป๋าเสื้อ สายพิรุณยื่นผ้าผืนนั้นให้กับเสน่ห์จันทร์


“เวลามีไม่มากเท่าไร พี่มานึกได้ทีหลังว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของจันทร์ เลยไม่ได้เตรียมอะไรให้ อาจจะไม่สวยมาก แต่... พี่ตั้งใจทำให้จันทร์ เก็บไว้ใช้นะครับ”


เสน่ห์จันทร์รับผ้าผืนนั้นมาคราแรกเขานึกว่าผ้าเช็ดหน้า แต่เมื่อถือไว้ในมือจึงรู้ว่าเนื้อผ้าหนาเกินกว่าจะเป็นผ้าเช็ดหน้า เสน่ห์จันทร์คลี่ผ้าสีขาวสะอาดนั้นออก


นี่คือผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ ที่สามารถพับครึ่งสามเหลี่ยมแล้วคลุมศีรษะได้เลยทีเดียว ที่น่าตื่นตามากกว่านั้นคือ ตามขอบของผ้าเช็ดหน้าปักลายเถาวัลย์ดอกมะลิพันเลื้อยอย่างสวยงาม จนมาถึงมุม ๆ หนึ่ง ซึ่งถูกปักด้วยด้ายสีขาวเหลือบม่วงอ่อนเป็นรูปดอกกล้วยไม้และตัวอักษร “เสน่ห์จันทร์”


“จันทร์ไม่ชอบหมวกเก็บผม ผ้าที่ใช้อยู่ก็เก่าแล้ว พี่ก็เลย...”


สายพิรุณมองของขวัญราคาถูกของตนเองสลับกับใบหน้างดงามราวกับเทพจุติ ช่างไม่เข้ากันเสียเลย ถึงตอนนี้นึกอยากเอาคืน ก็คงขายหน้า ทว่ารอยยิ้มอ่อนหวานและดวงตาทอประกายพึงพอใจของเสน่ห์จันทร์ ก็ทำให้เขาเก็บความคิดนั้นไว้ แล้วเลิกนึกถึงมันเสีย เสน่ห์จันทร์ของเขาเคยสนใจเรื่องถูกแพงเสียที่ไหนกัน


“จันทร์ดีใจมากครับ จันทร์ใช้เลยนะครับ” เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้ม ก่อนจะหันไปมองผู้คนรอบกาย “สักครู่นะครับ”

เสน่ห์จันทร์เอ่ยแล้วก็เดินหายไปหลังฉากไม้ฉลุ ไม่นานก็เดินออกมา พร้อมเสื้อตัวนอกที่พาดต้นแขนเอาไว้ ส่วนเชิ้ตตัวในถูกพับแขนจนถึงศอก เนคไทก็ถูกถอดออกเรียบร้อย


“ขออภัยที่แต่งกายไม่สุภาพนะครับ”


เสน่ห์จันทร์เอ่ยและยื่นเสื้อในมือให้กับสายพิรุณ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับไปถือเอาไว้


“คุณย่าครับ” น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยเรียกผู้เป็นย่า รับรู้ได้ถึงการขออนุญาตโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใด


คุณหญิงมณีจันทร์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้และถอนหายใจออกมา เช่นนั้นแล้วเสน่ห์จันทร์จึงเดินไปยังโต๊ะที่พี่ชบาเตรียมเอาไว้


ส่วนผสมต่าง ๆ มีไม่มากนักอย่างที่เอ่ยก่อนหน้า แต่ก็พอจะทำขนมจีบไทยกับปั้นสิบไส้ปลาได้จำนวนหนึ่ง


“ปรกติแล้ว เวลาที่ผมทำขนม จะมีพี่ชบากับพี่มาลัยเป็นลูกมือครับ ดังนั้นในวันนี้เพื่อความรวดเร็ว การนวดแป้งและเตรียมส่วนผสมบางอย่าง ผมจึงจำเป็นต้องมีผู้ช่วยนะครับ”


คำพูดของเสน่ห์จันทร์ได้รับเสียงเออออจากแขกเหรื่อ จังหวะนี้เองที่วิไลกานดาเดินกลับเข้ามาในโถงจัดงานและหยุดอยู่ไม่ไกล แววตาของเธอไม่มีร่องรอยของความสับสนและสงสัยอีกต่อไป มีเพียงความเกลียดชัง


เธอเพิ่งเข้าใจในตอนนี้เองว่า ตนเองถูกจูงจมูก


เสน่ห์จันทร์รู้อยู่เสมอว่า เอมอรคือหอกข้างแคร่ เป็นงูเห่าที่ไว้ใจไม่ได้ และหาทางกำจัดให้พ้น แต่ที่ผ่านมาจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม อีกฝ่ายคงไม่มีจังหวะ


เธอไม่คิดเลยว่า วันนี้เป็นตัวเธอที่ยื่นมีดให้อีกฝ่ายจ้วงแทงครอบครัว ไม่สิ เธอนี่แหละที่เป็นคนหันปลายมีดนั้นใส่ครอบครัว


ผลของการจำเป็นต้องแข่งขัน ไม่ต้องรอชมเลย เธอก็รู้ว่าใครจะชนะ ในเมื่อทุกอย่างถูกวางเอาไว้ขนาดนี้แล้ว เสน่ห์จันทร์คงไม่ปล่อยให้ยุวเรศลอยหน้าลอยตาออกไปอย่างสบายใจหรอก


เสน่ห์จันทร์คลี่ผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนใหญ่ออก ก่อนจะพับเป็นสามเหลี่ยม แล้วใช้โพกศีรษะอย่างเช่นที่ทำเป็นประจำก่อนลงมือเข้าครัว ทุกคนในเรือนจันทร์ดาราฉายเห็นจนชินตา


“ขอโทษนะครับ ผมไม่ชอบสวมหมวกเก็บเส้นผม แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ อาจจะมีเส้นผมร่วงหล่นลงไปในขนมได้”

ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติอะไร แปลกตาเสียอีกที่ได้เห็นเช่นนี้


พี่ชบาอดมองผ้าผืนนั้นไม่ได้ แม้สายพิรุณจะออกตัวว่ามีเวลาปักน้อยและเร่งมือมาก แต่ฝีเข็มก็ละเอียดจนยากจะหาจุดตำหนิ ทั้งยังเหมาะกับเสน่ห์จันทร์เหลือเกิน 


คนที่รู้ใจของเสน่ห์จันทร์มากที่สุด คงเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่สายพิรุณ


เสน่ห์จันทร์หยิบรากผักชีกับกระเทียมใส่ลงไปในครก ตามด้วยพริกไทยอีกหลายเม็ด แล้วยกหน้าที่โขลกให้กับพี่มาลัย ก่อนจะหันมาเตรียมแป้ง พร้อมทั้งเอ่ยถึงวิธีทำขนมจีบไทยไปด้วย


“ผมจะใช้แป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม ผสมกับกะทิ เกลือ กวนด้วยไฟกลางจนแป้งสุก จากนั้นจะนวดให้แป้งเข้ากันนะครับ”


ปริมาณแป้งที่เสน่ห์จันทร์ทำไม่ได้มากนัก กะไว้คงได้ขนมจีบประมาณสามสิบตัว ปั้นสิบอีกสามสิบตัว ถามว่าทั้งเรือนมีแป้งอีกหรือไม่ ก็ต้องตอบได้เลยว่ามี แต่ยิ่งกวนแป้งมากเท่าไร ก็ยิ่งเสียเวลาและเปลืองแรงมากเท่านั้น ทั้งเขาก็ไม่ได้คิดจะเลี้ยงแขกทุกคนด้วยขนมจีบอยู่แล้ว


ครู่ใหญ่ เมื่อแป้งสุกงวดเข้าหากัน เสน่ห์จันทร์มอบหน้าที่นวดแป้งให้พี่ชบา ส่วนตัวเขาหันไปเริ่มทำไส้ขนมจีบ


“ส่วนประกอบของไส้ขนมจีบกับปั้นสิบสายจันทร์ดาราฉาย 


จะต่างกันที่เนื้อไก่กับเนื้อปลานะครับ ขนมจีบผมจะใช้เนื้อไก่สับละเอียด ส่วนปั้นสิบ ผมจะใช้เนื้อปลาและเพิ่มข่าบดละเอียดเพื่อดับกลิ่นคาวครับ”


“ส่วนผสมเบื้องต้นของการทำไส้ขนมจีบ จะมีเนื้อไก่ หอมหัวใหญ่สับ ต้นหอมผักชี สามเกลอ ซีอิ๊วขาว ถั่วลิสงคั่วบดละเอียด และน้ำตาลเชื่อมครับ


ชื่อของส่วนผสมอันดับสุดท้าย ทำให้บรรดาเครือญาติต่าง ๆ  ตาลุกขึ้นมาแทบจะทันที น้ำตาลเชื่อมก็คือน้ำตาล ซึ่งทุกคนย่อมรู้ดีว่าแค่นำมาอยู่บนความร้อนก็จะได้น้ำเชื่อมแล้ว แต่น้ำตาลเชื่อมของเสน่ห์จันทร์ย่อมไม่เหมือนน้ำตาลเชื่อมของที่อื่นเป็นแน่ สีของมันไม่ใช่น้ำตาลเข้มอย่างที่ควร แต่เป็นสีน้ำตาลอมทอง


ไม่ว่าจะเป็นธัญญาลักษณ์หรือชาญยุทธ ย่อมรู้ดีว่าน้ำตาลที่ใช้ในการทำขนมจีบจะมีสองอย่าง คือน้ำตาลปี๊บกับน้ำตาลทราย แต่ของเสน่ห์จันทร์เล่า ชายหนุ่มผู้นี้ผสมอะไรเพิ่มเติมลงไปหรือเปล่า


และใช่ เสน่ห์จันทร์เพิ่มส่วนผสมลงไปในน้ำเชื่อมนี้จริง ๆ เพราะนี่คือทางเดียวที่จะบอกส่วนผสมของการทำไส้ขนมจีบ โดยที่ไม่มีใครรู้ส่วนผสมลับ ๆ ของเขา


เขาผสมน้ำผึ้งกับเกลือเล็กน้อยลงไปในน้ำเชื่อมเหล่านี้ หากทำตามลำพังในครัว คงไม่ต้องเสียเวลาทำน้ำเชื่อมหรอก

เสน่ห์จันทร์เริ่มผัดสามเกลอก่อน เมื่อเริ่มหอม ก็ใส่หอมหัวใหญ่สับกับไก่บด ผัดจนสุกจึงปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลเชื่อม ถั่วลิสงบด ต้นหอมผักชี แล้วผัดจนแห้งเป็นสีเหลืองนวล


กลิ่นหอมของไส้ขนมจีบทำเอาแขกเหรื่อในงานหลายคนลอบกลืนน้ำลาย ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าวันนี้จะมีโอกาสได้เห็นการทำขนมไทยชาววังกับตาเช่นนี้ และชายหนุ่มรูปงามที่หยิบจับอะไรก็คล่องแคล่วไปเสียหมด มองแล้วก็เพลินตานัก


“การทำไส้ปลาของขนมปั้นสิบ อย่างที่ผมบอกไปนะครับ ว่ามีส่วนผสมเหมือนกับไส้ไก่ของขนมจีบ เพียงแต่เปลี่ยนเนื้อไก่เป็นเนื้อปลาและเพิ่มข่าบดละเอียดลงไปครับ”


เสน่ห์จันทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ตอนที่เปลี่ยนกระทะเพื่อเตรียมผัดไส้ปลา ขณะที่พี่ชบานั้นนวดแป้งจนเกือบได้ที่แล้ว


เสน่ห์จันทร์ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม เขาเริ่มทำไส้ปลาในทันที ลำดับการทำก็ไม่ต่างกันนัก แต่สำหรับคนทำขนม เช่น ทายาทคนอื่น ๆ นั้น จมูกไวเป็นพิเศษอยู่แล้ว เมื่อผัดได้สักครู่ ชาญยุทธถึงกับเม้มปาก ธัญญาลักษณ์หลุบสายตามองพื้น ส่วนวิไลกานดาได้แต่ยืนกำหมัดจนแน่น


เสน่ห์จันทร์ไม่ได้ใช้ปลาช่อนหรือปลานิลในการทำไส้ปลาขนมปั้นสิบ!


เนื้อปลาที่ผัดอยู่ไม่มีความคาวให้ได้กลิ่นเลย ตรงกันข้าม ยิ่งผัดใกล้ได้ที่มากเท่าไร กลิ่นกลับยิ่งหอมหวานยั่วน้ำลายจนสอมากเท่านั้น ไม่อยากจะคิดว่าเมื่อไส้ขนมเหล่านี้ถูกห่อเข้ากับแป้งและนึ่งจนสุก 


จะมีรสชาติเลิศรสล้ำจินตนาการเพียงใด


แค่กลิ่น พวกเธอก็ไม่อาจเทียบชั้นได้ขนาดนี้เชียวหรือ


“ปลาที่ใช้ในการทำไส้ปลา คือปลาตาเดียวครับ เนื้อปลาไม่มีกลิ่นคาว เมื่อนำมาทำไส้ปลา รสชาติจะดีกว่าปลาชนิดอื่นมากครับ”


เสน่ห์จันทร์ได้รับความชื่นชมจากแขกเหรื่ออย่างล้นหลาม เพราะสิ่งที่เขาทำนั้น สำหรับบุคคลภายนอกที่มองเข้ามา คือการบอกสูตรอาหารและสูตรขนมที่ปรกติจะหวงกันมาก


แต่สำหรับญาติพี่น้องใกล้ชิด ก็เหมือนเป็นการเอาตะหลิวตบหน้ากันตรง ๆ เสียมากกว่า


เสน่ห์จันทร์กำลังทำราวกับว่า สอนพวกเขาให้เรียนรู้พื้นฐานการทำขนม ทั้งที่ญาติพี่น้องแต่ละคนอายุอานามไม่ใช่น้อยแล้ว


สิ่งที่เสน่ห์จันทร์ทำวันนี้สร้างความตกตะลึงและเหยียบย่ำใครบางคนให้จมดินลงไปเรื่อย ๆ ขนมจีบกับปั้นสิบของวิไลกานดาที่คงทุ่มเทไม่น้อยดูหยาบกระด้างลงไปทันที เมื่อเสน่ห์จันทร์เริ่มต้นการห่อขนมจีบนก


แป้งที่นวดจนได้ที่แล้ว ถูกแบ่งคลึงเป็นเส้นกลม แล้วตัดเป็นท่อนขนาดใกล้เคียงกัน เสน่ห์จันทร์ใช้แป้งมันทาบนฝ่ามือของตนเอง แล้วคลึงก้อนแป้งเล็ก ๆ เหล่านั้น กดให้เป็นเบ้าแป้งรูปหมวกปีก


“ขนมจีบไทยของจันทร์ดาราฉาย ยังคงรักษาการจับจีบด้วยมือครับ แต่การทำจีบนกด้วยใช้ตัวหนีบทองเหลืองก็ไม่ถือว่าผิดนะครับ”


ขนมจีบของวิไลกานดานั้น มีการปั้นไส้ให้เป็นก้อนกลม ก่อนจะนำแป้งที่นวดแล้วมาห่อไส้เป็นรูปทรงรี จากนั้นใช้ตัวหนีบทองเหลือง หนีบแป้งตามขอบให้เป็นลวดลาย ส่วนตานกใช้เม็ดงาดำและแคร์รอตซอยเป็นชิ้นเล็ก ๆ แทนปากนก


ทำเช่นนี้ก็ไม่ถือว่าผิดอะไร ซ้ำปัจจุบันยังเป็นที่นิยมด้วย เพราะทำให้การปั้นขนมจีบมีความรวดเร็ว ได้ปริมาณมาก รูปลักษณ์ชัดเจน และไม่ต้องใช้ความพิถีพิถันมากนัก แต่ไม่ใช่กับเสน่ห์จันทร์แน่นอน


ปลายนิ้วเรียวยาวจับแป้งรูปหมวกปีกหงายขึ้น ทำมือคล้ายการจีบฟ้อนรำ แต่นิ้วโป้งและนิ้วชี้ของมือทั้งสองข้างนั้นจับเนื้อแป้งตรงส่วนปีกหมวก แล้วเริ่มพับเป็นจีบนก


“แป้งที่จับจีบแล้ว ถ้าวางเอาไว้ตั้งตรงถือว่าใช้ได้นะครับ แต่ถ้าแป้งพับไปมา ไม่เป็นทรง ถือว่ายังไม่ดีครับ เวลาห่อไส้จะไม่สวย”


ทุกคนในครัวเสน่ห์จันทร์ต้องจับจีบขนมจีบไทยได้คล่องแคล่ว รวดเร็ว และประณีต ในที่นี้มีพี่ชบา พี่มาลัย และแก้ว ที่สามารถทำแล้วเสน่ห์จันทร์วางใจได้ ส่วนมะลินั้น เธอไม่เก่งเรื่องนี้นัก


ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตากับการกำลังจับจีบแป้งขนมจีบจนเป็นถ้วยเล็ก ๆ อันแล้วอันเล่าของเสน่ห์จันทร์ สายพิรุณที่ไม่มีใครสังเกตมาพักหนึ่งทำกระทงใบตองขนาดสองกลีบบัววางได้เกือบยี่สิบอันแล้ว


ถามว่าเพื่ออะไรอย่างนั้นหรือนั่นก็เพราะว่า ครัวเสน่ห์จันทร์ไม่เคยขึ้นโต๊ะขนมโดยไม่ใช้กระทงใบตองอย่างไรเล่า

เมื่อจับจีบแป้งได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็ตักไส้ไก่ใส่ลงในแป้ง แล้วเริ่มห่อ คลึงตรงปลายปากจีบให้เป็นห่อตัวเข้าหากัน โดยปลายแป้งที่ยาวขึ้นมา เสน่ห์จันบีบให้เป็นรูปหัวนก โดนไม่ใช้เม็ดงาหรือแคร์รอตมาเป็นส่วนประกอบ


“รูปร่างจะเป็นแบบนี้ครับ”


ขนมจีบรูปนกที่วางอยู่ตรงหน้า จะบอกว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับของวิไลกานดาก็ย่อมได้ เพราะกรรมวิธีการทำนั้นมีความประณีตต่างกัน ต่อให้วิไลกานดาหนีบจีบนกได้สวยงามแค่ไหน แต่ความนิยมก็คงไม่มีทางสู้การจับจีบแป้งด้วยมือได้ ทั้งรูปทรงขนมจีบของเสน่ห์จันทร์นั้น บอกได้เลยว่าสมบูรณ์แบบมาก


“ขณะที่รอขนมจีบนึ่งให้สุก ผมจะห่อปั้นสิบไส้ปลารอนะครับ แป้งสำหรับทำปั้นสิบไส้ปลา จะใช้แป้งเดียวกับที่ใช้ทำขนมจีบนกครับ การห่อไส้จะทำเบ้าแป้งที่ตื้นกว่าขนมจีบ แต่คลี่แป้งให้บานออก” พูดไปก็คลึงและปั้นแป้งตามที่ตนเองพูด “แบบนี้นะครับ จากนั้นก็ใส่ไส้”


เสน่ห์จันทร์ตักไส้ปลาวางตรงกลางแผ่นแป้ง จากนั้นพับครึ่ง ห่อแป้งเข้าหากัน จับขอบของแป้งให้ชิดกัน

“บิดขอบแป้งให้เป็นเกลียวสิบเกลียวนะครับ”


ขนมปั้นสิบขนาดพอดีคำถูกปั้นนับสิบอันในเวลาครู่เดียว และวางเรียงกันในถาดสำหรับยกเข้าลังถึง ซึ่งตอนนั้นขนมจีบใกล้สุกได้ที่แล้ว พี่ชบาจึงเปิดฝาแล้วใช้ใบตองฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ มัดรวมกับที่เตรียมเอาไว้ ชุบน้ำมันแล้วทาบาง ๆ ลงบนขนมจีบ จากนั้นปิดฝาลงอีกครั้ง เมื่อขนมสุกในเวลาต่อมา จึงยกลงจากเตา ส่วนปั้นสิบ เมื่อปั้นกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยกขึ้นตั้งบนเตาอีกเตาหนึ่ง


“ปรกติแล้ว ครัวเสน่ห์จันทร์จะยกขนมขึ้นโต๊ะด้วยกระทงใบตองของสวนพิรุณครับ ดังนั้น วันนี้ผมอนุญาตแขกทุกท่านนะครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ยแล้วหันมายิ้มละมุนให้กับสายพิรุณ ซึ่งทำกระทงใบตอง ที่เหน็บขอบด้วยกลีบบัวสีชมพูอย่างสวยงาม


คราแรกเขาตั้งใจว่าจะเอากลีบบัววางไว้ในกระทง แล้วให้เสน่ห์จันทร์วางขนมลงไปอีกที แต่ขนมมีความร้อน อาจทำให้กลีบบัวบอบบางช้ำ มีสีคล้ำ และดูไม่สวยงาม เขาจึงเปลี่ยนมาพับกลีบบัวแนบตรงจุดที่ใช้ไม้กลัดเอาไว้

ขนมจีบรูปนกถูกจัดลงกระทงใบตอง อันละสองชิ้น พื้นที่ว่างที่เหลือ รอขนมปั้นสิบที่กำลังนึ่งอยู่ และไม่นานเกินรอ ขนมก็สุก และมาอยู่ในกระทงอย่างสวยงาม


ขนมจีบรูปนกกับปั้นสิบที่จัดเอาไว้ ถูกยกไปให้คุณหญิงมณีจันทร์กับแขกเหรื่อผู้ใหญ่ รวมไปถึงเครือญาติใกล้ชิด แต่เพราะขนมที่ทำมีจำนวนน้อย จึงมีแขกอีกหลายคนที่ไม่ได้ลิ้มลองฝีมือของเสน่ห์จันทร์


เช่นเดียวกัน ขนมของวิไลกานดาก็ถูกจัดใส่จาน และยกไปให้แขกเหรื่อที่ได้รับขนมของเสน่ห์จันทร์เช่นกัน


อันที่จริง ไม่จำเป็นต้องชิมก็รู้ถึงรสชาติแล้ว ไม่ว่าอย่างไร วิไลกานดาก็ไม่มีทางเอาชนะเสน่ห์จันทร์ได้


ธัญญาลักษณ์ ชาญยุทธ และวิไลกานดา ต่างมองขนมจีบของเสน่ห์จันทร์ตรงหน้า ทั้งสามรับรู้ถึงความเลิศรสของขนมทั้งสองอย่างได้โดยไม่ต้องเอาใส่ปากด้วยซ้ำ


แป้งที่ถูกจับจีบเป็นกลีบอย่างประณีตมีสีขาวใส ชุ่มชื้น และมีกลิ่นหอม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่บอกได้ว่ามาจากข้างในตัวแป้งกลิ่นดอกมะลิ


กลิ่นหอมไม่แสบจมูก เป็นน้ำดอกมะลิที่ใช้มะลิสดเท่านั้นถึงจะได้กลิ่นละมุนละไมเช่นนี้ ต้องใช้ดอกมะลิสดมากแค่ไหนกัน แล้วกลิ่นนี้ติดอยู่กับแป้งได้อย่างไร ในเมื่อตอนที่นวดแป้งใช้แค่กะทิผสม


มีแค่ทางเดียว นั่นคือ น้ำที่ใช้คั้นกะทิสด เป็นน้ำลอยดอกมะลิ


“ไม่รู้ว่าผีร้ายตนไหนสิงสู่เธอให้ทำเรื่องอย่างในวันนี้หรอกนะวิไลกานดา แต่นับจากวันนี้ไป อย่าคร่ำครวญว่าโชคชะตาโหดร้ายกับเธอและครอบครัวแล้วกัน” ชาญยุทธเอ่ย โดยที่ใช้ส้อมจิ้มขนมจีบไทยของวิไลกานดาเข้าปาก ละเลียดชิมรส “ผีมือของเธอดีไม่น้อยเลยนะ”


“อืม” ธัญญาลักษณ์ชิมไปหนึ่งคำก็แค่ตอบรับสั้น ๆ


ส่วนวิไลกานดานั้น รู้รสของขนมของตนเองดีไม่จำเป็นต้องชิม


“ถ้าขนมอีกจานหนึ่งไม่ใช่ของเสน่ห์จันทร์ ฉันต้องพูดว่าไม่เคยกินขนมจีบไทยที่อร่อยแบบนี้มาก่อน”


“หึ ๆ ปากหวานนะคุณยุทธ” ธัญญาลักษณ์กระเซ้าหยอก โดยคนที่ได้ยินไม่รู้สึกความหยอกเย้าอะไรเลย ฟังไปฟังมาจะเหมือนประชดเสียมากกว่า “เธอทำขนมออกมาได้ดีวิไลกานดา แต่ยังดีไม่พอ”


วิไลกานดาไม่เถียง เธอได้แต่เม้มปากเป็นเส้นตรง


วันนี้ต่อให้เธอทำขนมอร่อยมากกว่านี้สิบเท่าร้อยเท่า เธอก็ไม่ชนะ ในเมื่อเธอถูกเชิญมางานนี้เพื่อแบกรับความพ่ายแพ้


ขนมจีบของเสน่ห์จันทร์ถูกชาญยุทธกับธัญญาลักษณ์ชิมไปคนละคำ เมื่อกลืนลงคอไปแล้ว ทั้งสองก็ยังไม่พูดอะไร ทั้งที่ตอนนี้รอบตัวนั้นเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่พูดถึงขนมของเสน่ห์จันทร์ไม่หยุด


ปั้นสิบคือขนมชิ้นต่อไปที่สามเครือญาติลองชิม และเช่นเดิม 


ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก


“มันคืออะไร” เป็นธัญญาลักษณ์ที่เอ่ยออกมา เธอถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ รสชาติที่โดดเด่น แต่กลับไม่สามารถจำแนกได้ว่ามันคืออะไร


“ขนาดคุณยังไม่รู้ ผมก็คงไม่รู้หรอก” ชาญยุทธพูด เขารู้ว่าธัญญาลักษณ์ไม่ได้ต้องการคำตอบ เขาเองก็ไม่ได้ตอบเธอเหมือนกัน ญาติคนนี้แค่เอ่ยในสิ่งที่เขาอยากถามเท่านั้น


สำหรับวิไลกานดา เธอวางส้อมลงด้วยมืออันสั่นเทา ถึงวินาทีนี้เธอรู้แล้วว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นผลที่จะตามมาต่างหาก


เสน่ห์จันทร์ใช้แค่ของเหลือก้นครัว แต่กลับทำขนมได้เลิศรสเพียงนี้ น้ำหน้ายุวเรศอย่างเธอจะเอาอะไรไปสู้


แต่มาสำนึกได้ในวินาทีนี้ก็สายไปเสียแล้ว...

 



เสน่ห์จันทร์ยิ้มอ่อนหวานให้กับสายพิรุณ ยามที่กลับมาจากการเปลี่ยนชุดเป็นชุดเดิมก่อนหน้า ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยและเก็บในกระเป๋าด้านในเสื้อสูท


“ไม่คิดว่าพระพายจะทำกระทงใบตองให้จันทร์”


“ตอนแรกก็ไม่ได้จะทำเหมือนกัน แต่พอนึกถึงเรื่องการยกขนมขึ้นโต๊ะของร้าน ก็เลยคิดว่าจันทร์อาจจะอยากให้แขกได้รู้สึกถึงบรรยากาศแบบนั้น พี่ก็เลย... ถือวิสาสะทำ”


เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวาน ไม่ได้สนใจคำพูดหรือเสียงวิจารณ์รสชาติขนมอะไรเลยสักนิด หรือแม้แต่สีหน้าของญาติคนอื่น ๆ จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ในสองตาของเขามีเพียงภาพของชายหนุ่มที่เหมือนเทวดาจำแลงตรงหน้านี้เท่านั้น

สายพิรุณ


“พระพายรู้ใจจันทร์เสมอเลยครับ”


 

เมื่อการชิมขนมจบลง เสียงของแขกเหรื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งนั่นไม่ได้สำคัญเท่ากับความรู้สึกของเจ้าตัวหรอก


“มาถึงตรงนี้แล้วคุณจันทร์จะว่ายังไงดีล่ะครับ”


ชาญยุทธเปิดประเด็นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นตัวเขา ญาติคนอื่น ๆ หรือแขกในงาน ต่างก็มีจินตนาการล้ำลึกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาบอกไว้เลยว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เสน่ห์จันทร์ก็ไม่พ้นมีคำครหาติดตัว


ถ้าปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ก็จะถูกเครือญาติมองว่าเป็นคนไม่เด็ดขาด หละหลวมต่อสกุล แต่ถ้าตัดขาดกันอย่างที่คาดเดา ก็จะกลายเป็นคนเลือดเย็น ต่อหน้าแขกเหรื่อมากมายอย่างนี้ ไม่ว่าอย่างไร เสน่ห์จันทร์ก็ได้ไม่คุ้มเสีย

สำหรับชาญยุทธแล้ว เสน่ห์จันทร์ก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งเท่านั้น


เสน่ห์จันทร์แย้มยิ้มอ่อนโยน ท่าทีเช่นนี้มองดูก็รู้ว่าญาติผู้ใหญ่หลายคนมองว่าไม่เข้มแข็ง ภาพลักษณ์และความดีงามของเขาที่สร้างไว้สามารถหลอกตาผู้คนภายนอกได้ แม้แต่กับญาติเหล่านี้ก็ไม่เว้น


ชาญยุทธกำลังมองเห็นภาพของเด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก 


ซึ่งกำลังจะต้องรับหน้าที่ใหญ่ นั่นคือดูแลสกุลใหญ่ รักษาเกียรติคุณมากมายจนเกินกำลังบ่านี้ 
แต่หารู้ไม่ นานมากแล้วที่เสน่ห์จันทร์กุมจันทร์ดาราฉายไว้ด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียว วันนี้ก็แค่วันที่เขาจะก้าวออกมาอยู่เบื้องหน้าอย่างเต็มตัวเท่านั้น


“เรื่องความลำบากใจในวันนี้ที่เกิดขึ้น ผมเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย แต่ทั้งหมดผมถือว่าเป็นเรื่องความไม่เข้าใจกันของญาติพี่น้อง ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ควรคุยกันเป็นการภายในจะดีกว่านะครับ อีกอย่าง ตอนนี้ก็เลยเวลาเที่ยงไปครู่ใหญ่แล้ว ควรให้แขกเหรื่อได้รับประทานอาหารดีกว่าครับ อาหารชาววังของพี่ดาราไม่เป็นสองรองใคร ผมอยากให้ทุก ๆ ท่านได้ชิมครับ”


เสน่ห์จันทร์ตบหน้าชาญยุทธด้วยคำพูดนุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจอย่างไม่ต้องอธิบายอะไรมาก อภิรเดชทุกคนที่นั่งอยู่ในงานหน้าชากันไปจนแทบไม่รู้รสอาหาร


ส่วนวิไลกานดานั้น เธอหลบไปอยู่ในห้องหนังสือกับเอมอรที่ฟื้นจากอาการเป็นลมแล้ว แต่เอมอรก็ไม่สามารถเอ่ยคำพูดสักคำออกมาได้ สำหรับเธอแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้น... อยากให้มันเป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น


จบสิ้นแล้ว ยุวเรศ... 

 

 


.

. +++++++++++++++++++++++


เจอกันในบทสรุปตอนหน้า...


ให้ทาย.. คุณจันทร์เธอจะเมตตาปรานีญาติพี่น้องขนาดไหน... ไม่ต้องบอกพี่นะ คิดในใจก็พอ


ปล..... เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย ถ้าเป็นรูปเล่ม บอกเลยว่า 3 เล่มแน่นอนค่ะ ยาวทาก ๆ

ปล อีกที... พี่บอกว่า ถ้า นะ ถ้าเป็นรูปเล่ม คำว่าถ้า...มักจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่าไว้ใจความขยันของพี่ 

555555555555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 369 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,397 ความคิดเห็น

  1. #1906 Kwonbori (@Kwonbori) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 16:57
    บอกครั้งที่ร้อย กลัวคุณจันทร์ ทำไมเป็นน่ากลัวแบบนี้ แต่ทุกอย่างที่ทำเข้าใจแหละก็เพื่อคนที่ตัวเองรัก ร้ายกับทุกคนบนโลกแต่ดีกับน้องพระพายคนเดียวสินะ หึหึ
    #1,906
    0
  2. #1846 panwinkinyourarea (@itisnan) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 22:17
    เป็นญาติพี่น้องที่แบบอิหยังวะ555555 จันทร์ทำแบบนี้เหมือนสร้างศัตรูที่ก็เป็นศัตรูมานานแล้วไหมนะ
    #1,846
    0
  3. #1747 Ff_mino (@Ff_mino) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 19:59
    จุกไปเลยล่ะสิ ไม่อยากจะพูดหรอกนะว่า’สมน้ำหน้า’ 555555555555555555555555555555 ไม่มีใครสู้คุณจันทร์ของบ่าวได้แล้วล่ะค่ะ ตัวร้ายในมาดพระเอกที่แท้จริง สะใจ!!!
    #1,747
    0
  4. #1427 pataran (@pataranan) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 02:30

    เบา ๆ ก็ไม่ใช่คุณจันทร์สินะ

    #1,427
    0
  5. #1351 nytts (@onlykyu) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 04:33
    ญาติพี่น้องแต่ละสายก็ไม่เบาเลยแต่ร้ายสู้คุณจันทร์ไม่ได้อยู่ดี ส่วนยุวเรศถ้าเอมอรจะบอกสามีกับลูกซักหน่อยก็ไม่น่าต้องมาอับอายขนาดนี้
    #1,351
    0
  6. #1279 ppthana60 (@ppthana60) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 17:13
    คุณจันทร์คนวร้ายยๆ 5555 ชอบคุณจันทร์จริงๆ แบบทุกอย่างวางแผนมาดี เกิดเรื่องอะไรขึ้นรีบคว้ามาพลิกเกมส์ของตัวเองให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง เริด 555555
    #1,279
    0
  7. #1089 바람~ (@chocolatebt) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 23:28
    คุณจันทร์ก็แค่ปกป้องในสิ่งที่ควร
    ยุวเรศ ไม่รู้จะสงสารหรือสมเพชดี
    #1,089
    0
  8. #1082 Popan6112 (@Popan6112) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 19:24
    สุดจริงคุณจันทร์ ถ้าจะมองว่าตัดยุวเรศออกแล้วคุณจันทร์เป็นคนเลือดเย็นคงผิด เพราะดูๆแล้วคุณจันทร์เลือดเย็นมานานแล้ว แต่แค่คนอื่นมองไม่ออก ก็ถ้าไม่ได้ชื่อสายพิรุณ ก็ทำไจหน่อยนะ55555 สนุกมากๆเลย
    #1,082
    0
  9. #1005 Noodee Kunentarasai (@noooodee) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 20:43
    คุณจันทร์ก็ยังคงรว้ายๆต่อไป เรื่องนี้ไม่มีตัวร้าย เพราะคุณจันทร์ร้ายสุด ฮือออ
    #1,005
    0
  10. #1003 babyhellll (@babyhellll) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 20:17
    คุณจันทร์จ๋าไม่อ่อนโยน!!
    #1,003
    0
  11. #827 Narseza (@prices-of-hibari) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:10

    นอกจากความสะใจที่คุณจันทร์แสดงความร้ายๆได้อย่างนุ่มนวบ ก็หิวนี่และค่ะ!! อ่านบทบรรยานตอนทำขนมไปก็ท้องร้องไป
    #827
    0
  12. #787 minmiinz (@minmiinz) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:00
    อ่านแล้วอยากกินขนมไทยเลยค่ะ ปกติเป็นคนไม่กินขนมไทยด้วย แต่จากที่บรรยายมาอยากจะลองชิม(ฝีมือคุณจันทร์)สักครั้งจริงๆ อยากจะสงสารเอมอมรนะแต่แบบนางก็ร้ายมาทั้งเรื่องแล้ว ก็สมควรอยู่ 5555
    #787
    0
  13. #762 imbm (@5sbompdvk) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:38
    ร้ายมากคุณจันทร์
    #762
    0
  14. #760 sometimeonline (@hanny321) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:42

    จัดการยุวเรศแล้วจัดการอีกคนดีไหมคุณจันทร์

    พูดจาแบบนี้น่าจัดให้พูดไม่ได้อีก

    หนูพายช่างรู้ใจคุณจันทร์มาเสอม น่ารักมากๆ เลย

    #760
    0
  15. #756 warisara2425 (@warisara2425) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:19
    อิตาชาญยุทธ นี้เสี้ยมม. เป็นพิเศษ นะคะ. อย่าเจ๋อมากถ้าไม่อยากเจบตัวว
    #756
    0
  16. #739 BB BOY (@amilylee) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 17:32
    อยากรู้แล้วว่าคุณจันทร์จะจัดการยุวเรศยังไง
    #739
    0
  17. #738 029809731 (@029809731) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:31
    ทำเล่มเถอะค่ะอยากซื้อเก็บ​ 😘
    #738
    0
  18. #737 iiQ_2910 (@iq-ritz) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:59
    คุณจันทร์ 5555
    #737
    0
  19. #736 ppat (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:47

    ยุวเรศน่าสงสารนะตอนนี้ แต่ถ้าเทียบกับที่ทำมาตลอดแล้ว 555 คุณจันทร์ก็คือคุณจันทร์ จัดการไปเลย อยู่ไปก็รังแต่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่น ถ้าอยู่ในที่ที่ของตัวเอง ไม่ใฝ่สูงแล้วละก็นะ คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คุณจันทร์สุดยอดอ่ะ วันเดียวจัดการพวกที่ยุ่ง ๆ กระเด็นกันไปคนละทิศละทางเลย อ่านตอนนี้แล้วเห็นความเข้ากันของคุณจันทร์กับพระพาย แบบเค้ารู้ใจกันไปหมดเลยจริง ๆ น่ารักละมุนที่สุด อ่านแล้วแบบต้องค่อย ๆ อ่าน กลัวจบตอนเร็ว แต่ก็อยากรู้บทสรุปที่คุณจันทร์จัดการ (ย้อนแย้งจริง ๆ)

    #736
    0
  20. #735 Tuwadee1 (@Tuwadee1) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 06:27
    โง้ยยยย อ่านแล้วใจนึงก็สงสารยุวเรศอยู่นะ แต่ตอนนี้หมั่นไส้ชาญยุทธมากกกกก
    //พี่พระพายรู้ใจคุณจันทร์ที่สุดแล้วเนอะ
    #735
    0
  21. #734 Attenz (@Attenz) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:57
    อ่านแล้วก็เป็นไปตามคาด แต่แบบ สงสานยุวเรศเหมือนกันน๊า เอาแค่ไม่ต้องมายุ่งกันแต่อย่าให้ถึงไม่ไปเผาผีกันเลยนะคะคุณจันทร์ ยังไงวันนี้ก็งานมงคล นองเลือดแค่นี้ก็พอน้ออออออ ฮือออ น่าอัวววววว
    #734
    0
  22. #733 meename (@meename) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:20
    ครัวคุณจันทร์ตอนศึกประชันขนมจีบและปั้นสิบ น้ำลายสอตอนตีหนึ่งทรมานมาเลยทีเดียว คุณจันทร์ท้อปฟอร์มมากตบทำคะแนนไม่ยั้ง ป้าเอมโดนรัวสุด ถ้าเป็นความดันนี่พุ่งปรี๊ดแล้ว5555 คุณชาญยุทธ คุณหญิงสายสมร พี่อิกกี้ โดนไปคนละดอกสองดอก ทำไมพ่อช่างร้ายกาจ และในขณะที่ปล่อยอาวุธกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามไม่หยุด พ่อก็ทำการสร้างโมเม้นหวานๆกับพี่พระพายได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง พระเอกในดวงใจแห่งปี แข็งแกร่งและฉลาด ส่วนรูปเล่มจะกี่เล่มก็จัดมาได้เลยค่า พร้อมเปย์
    #733
    0
  23. #732 KLJHJY (@biizarre-beaw) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:11
    พนมมือแร้วพ่อ รอบทสรุปยุวเรศเลยนะคะ พี่เชื่อในความเ-้ยมของคุณจันทร์ ฮือออออ
    #732
    0
  24. #731 Ciin (@Ciin) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:39
    คุณจันทร์ร้ายมาก!
    #731
    0