เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย [LinHoon] AU : Thai

ตอนที่ 27 : นวลนางนารี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,039
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 389 ครั้ง
    4 ธ.ค. 61

เสน่ห์จันทร์ลมพระพาย

บทที่ ๒๔ นวลนางนารี



11.45 น.


รถยนต์ยี่ห้อหรูสีดำสนิท แล่นเข้ามาจอดในบริเวณที่จอดรถสำหรับลูกค้าของร้านเสน่ห์จันทร์ดาราทอง อึดใจต่อมาประตูฝั่งคนนั่งก็เปิดออกพร้อมกับร่างผอมบางของยศกร ที่รีบเอากระเป๋าของตนเองขึ้นบังแดดทันที


“แดดฮ้อนนนน” (แดดร้อนนนน) ภาษาเหนือถูกเอ่ยออกจากบากของชายหนุ่ม เมื่อประตูฝั่งคนขับเปิดออกและร่างสูงโปร่งของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งสวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมสุดหรู เป็นเครื่องประดับชิ้นเดียวสำหรับกันแสงยูวีอันร้อนแรง


“สูหยังบ่เอาจ้องมาเตยละ ถ้ากั๋วแดดปั๋นอี้” (แกทำไมไม่เอาร่มมาด้วยล่ะ ถ้ากลัวแดดขนาดนี้)


“ลืม ขะใจ๋นะน้องรักษณ์ ฮาฮ้อน เวย ๆ” (ลืม  รีบ ๆ สิน้องรักษณ์ ฉันร้อน เร็ว ๆ)


แต่แทนที่สาวเจ้าจะเร่งรีบตามใจเพื่อน หญิงสาวที่ถูกเรียกขานว่า “น้องรักษณ์” กลับยืนพ้อยส์เท้า วางศอกกับประตูรถยนต์ที่ยังไม่ได้ปิด เหยียดริมฝีปากสวยที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีส้มอ่อน ซึ่งเข้ากันได้ดีกับการแต่งหน้าโทนน้ำตาลทอง  ยิ่งเธอเป็นคนผิวนวลเนียนสีน้ำผึ้ง เปล่งปลั่ง ทำให้ยิ่งดูสวย ร้อนเบียดกับแสงแดดได้ไม่กลัวเกรง


ยศกรไม่นับเรื่องการแต่งตัวที่... เผ็ด นั่นนะ!


“คุณยศกรค่ะ... นี่แดดค่ะ ไม่ใช่ผีแม่หม้าย หล่อนจะกลัวทำไมไม่ทราบ”


“กูบอกว่ามันร้อนนนน ผิวเสียแล้ว! ใครจะผิวหนา เนื้อด้านอย่างแกไอ้อ้วน!


“ในโลกนี้มีนวัตกรรมที่เรียกว่า ครีมกันแดดย่ะ!” พูดว่าแล้วพิมรักษณ์ก็ปิดประตูรถ กระชับกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรูที่รุ่นนี้ไม่มีวางขายที่ไทย แน่ล่ะ ก็หิ้วกันมาจากสวิสเซอร์แลนด์เลยนี่นา


เธอเดินมายืนประชันหน้ากับเพื่อนสนิทวัยเยาว์ ก่อนจะเบ้ปากใส่เพื่อตัวเล็ก ซึ่งแม้ยศกรจะเป็นผู้ชาย แต่อีกฝ่ายมีความสูงที่ไล่เลี่ยกับเธอ


“แดดประเทศไทยกับไฟนรกมันไม่ต่างกันเลยไอ้รักษณ์ มีร้อยครีมกันแดดก็เอาไม่อยู่”


“เหรอ” พิมรักษณ์เอ่ยด้วยท่าทีน่าหมั่นไส้ เอาล่ะถึงตรงนี้ยศกรไม่สนใจยัยเพื่อนตัวร้ายนี่แล้ว เพราะความหมั่นหน้านี้ของพิมรักษณ์มีการสนับหนุนเป็นครีมกันแดดหลอดละหลายพันบาท ที่สั่งตรงจากต่างประเทศ


เขาลืมไปได้อย่างไรล่ะว่าระดับยัยตัวแสบนี่มีอะไรที่ราคาถูกบ้าง!


อันที่จริงพิมรักษณ์ ภักดี ก็ชะนีติดดินคนหนึ่งนั่นแหละ แต่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดผู้หญิงคนนี้ต่างหาก...ที่ค่อนข้างผิดเพี้ยน


ทั้งสองเดินพูดคุยกันระหว่างที่เดินไปยังร้านดาราทอง ซึ่งอยู่อีกไม่กี่ก้าว  ประตูร้านเปิดต้อนรับ จากด้านในด้วยฝีมือพนักงานต้อนรับ พอดีกับโทรศัพท์มือถือของยศกรที่ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นฉัตรศิริวิไลโทรมา เขาก็กดตัดสาย เพราะมองเห็นร่างของเพื่อนสาวนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว แต่อีกฝ่ายหันหลังให้ จึงไม่เห็นว่าเขากำลังเดินมา


“นั่งโต๊ะเดียวกับคุณหญิงฉัตรครับ” ยศกรเอ่ยกับพนักงานต้อนรับ อีกฝ่ายยิ้มและผายมือเปิดทาง ก่อนจะเดินขนาบข้างมา “คุณฉัตร”


เจ้าของชื่อหันหลังกลับมา ก่อนจะยิ้มกว้าง “อ่าว.. หญิงก็ว่าทำไมมะยมตัดสาย”


“เพิ่งมาถึง จอดรถมุมในสุดเลยเดินมาช้า” ยศกรเอ่ย เขายิ้มทักทายอัมพิกาที่นั่งหน้าเชิดอยู่ตรงข้ามกับฉัตรศิริวิไล อีกฝ่ายก็แต่กระตุกยิ้มกลับมาเล็กน้อยเท่านั้น


ยศกรไม่ได้ว่าอะไรกับท่าทีแบบนั้น ก็นั่นแหละ เขาก็มีเพื่อนหลากหลายชนชั้น บางคนไม่ถือตัว แต่บางคนก็... นะ


“นี่ ๆ รู้จักกันไว้” ยศกรนั่งลงก่อน เขาเลือกนั่งข้างอัมพิกา แล้วให้พิมรักษณ์นั่งข้างกับฉัตรศิริวิไล


เหตุผลง่าย ๆ เลย...


ถ้าเกิดอะไรขึ้น เขามั่นใจว่า พิมรักษณ์คงไม่ลงมือกับเพื่อนผู้แสนดีของเขา แต่กับอัมพิกานั้น... ไม่สามารถระบุได้


เพราะเห็นแค่แวบเดียว ยศกรก็รู้ได้ว่า ผู้หญิงสองไทป์นี้... อริกัน


“น้องรักษณ์ เพื่อนสนิทของเราเอง รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว ส่วนนี่หม่อมราชวงค์ฉัตรศิริวิไล เพื่อนสนิทเราเหมือนกัน รู้จักกันไว้นะ”


“สวัสดีค่ะ” พิมรักษณ์เอ่ย พร้อมรอยยิ้ม ซึ่งเธอกอดแว่นกันแดดใส่ในกระเป๋าเอาไว้  ฉัตรศิริวิไลยิ้มรับ ในใจนั้นมีคำหนึ่งผุดขึ้นมาทันที


นางรำหรือนี่... ทำไม เผ็ด!


“สวัสดีค่ะ เรียกหญิงว่าฉัตรก็ได้นะคะ”


“ค่ะ คุณฉัตร” พิรัษณ์ตอบเท่านั้น เธอรู้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้ราชาศัพท์กับอีกฝ่าย ดังนั้นท่าทีของพิมรักษณ์จึงดูสบาย ๆ


ฉัตรศิริวิไลไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอคนแรกที่พิมรักษณ์เคยพบเจอ ยศศักดิ์สูงกว่านี้เธอก็เข้าเฝ้ามาแล้ว


“ทางนี้คืออัมพิกา น้องพิ้งกี้ เป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย” คราวนี้พิมรักษณ์ แค่กรอกตามองหน้าอีกฝ่าย แล้วยิ้มทักทายเท่านั้น


อัมพิกาเห็นท่าทีนิ่งเฉยของพิมรักษณ์แล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็รีบคลายออก รออยู่อีกเกือบครึ่งนาที ก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะทักทายเธอเช่นทำกับคุณหญิงฉัตรศิริวิไล ดังนั้นเธอจึงแค่คลี่ยิ้มอีกเล็กน้อย ให้เห็นเป็นมารยาท ซึ่งแน่ล่ะว่า พิมรักษณ์ก็แค่กระตุกยิ้มกลับไป


สำหรับการเจอกันครั้งแรก... คนเราย่อมรู้จักใช้มารยาททางสังคมให้ถูกต้อง แม้จะเป็นคนกันเองอย่างที่ยศกรพยายามสร้างบรรยากาศ แต่สำหรับพิมรักษณ์แล้ว


ถ้าเธอเป็นรุ่นน้องล่ะก็ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นคนจรจัด เธอจะยกมือไหว้ และกล่าวทักทายก่อน!


เธอไม่สนใจ ถ้าอีกฝ่ายจะนั่งคอตั้ง ทำตัวสูงส่งทะลุกำแพง แต่สำหรับเธอที่มาในวันนี้คือมากินข้าว และมาเรื่องงาน ดังนั้น ไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร เธอจึงเอ่ยออกไปประโยคแรกเลยว่า...


“ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณจันทร์อยู่ที่ไหนคะ? คุณฉัตรพอจะทราบหรือเปล่า”


“อ๋อ” ฉัตรศิริวิไลกำลังจะเอ่ยปากบอก เนื่องจากเธอรู้อยู่แล้วว่าพิมรักษณ์มาเพราะเรื่องอะไร แต่ไม่ทันได้เปล่งคำน้อยออกมา อัมพิกาก็แทรกออกมาด้วยน้ำเสียงปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ


“ปรกติคุณจันทร์ไม่ออกมาต้อนรับ หรือพบเจอใครหรอกค่ะ คุณไม่ทราบ?” พิมรักษณ์ปรายหางตามองอีกฝ่าย ที่กำลังเหยียดมุมปากเป็นรอยยิ้มดูถูก

หญิงสาวไม่ได้โง่ เธอพอจะรับรู้เรื่องของผู้ว่าจ้างจากเพื่อนสนิทมาพอสมควร แต่ทว่า... เธอไม่ใช่ชะนีที่วิ่งไล่จับผู้ชาย และเสน่ห์จันทร์จะเป็นเทพบุตรสุดโลกที่ไหนเธอไม่สน!


“เรื่องนี้ฉันทราบค่ะ” พิมรักษณ์ตอบเท่านั้น และไม่คิดจะอธิบายต่อ เธอเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ก่อนจะยกเมือขึ้น เป็นสัญญาณเรียกให้พนักงานในร้านมาหา


“สวัสดีค่ะ ต้องการสั่งอาหารเลยหรือเปล่าคะ”


“ยังค่ะ แต่จะรบกวนให้เชิญคุณเสน่ห์จันทร์มาพบฉันหน่อย แจ้งเธอว่า พิมรักษณ์ต้องการพบ”


กิจวัตรของเสน่ห์จันทร์ ทำไมคนในเรือนจันทร์ดาราฉายจะไม่รู้ ทุกคนรู้ว่าหากมีการร้องขอเช่นนี้จะตอบอย่างไร เพียงแต่ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่ามีบางครั้งที่ได้รับการยกเว้น


พนักงานยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ร่างอรชรของมะลิก็เดินเข้ามา สะกิดให้อีกคนถอยไปก่อน และเป็นเธอที่ยิ้มและยกมือไหว้แขกผู้มีเกียรติเบื้องหน้า


“สวัสดีค่ะ คุณพิมรักษณ์ คุณยศกร ขออภัยในความไม่สะดวกนะคะ” คำพูดของมะลิทำให้อัมพิกาอดไม่ได้ที่จะเหยียดยิ้มสะใจกับเรื่องหน้าแตกของหญิงสาวผู้มาใหม่


ทำตัวเฉิดฉายน่าหมั่นไส้ไม่พอ ยังริอาจแตะต้องของสูง


ทว่ารอยยิ้มนั้นของอัมพิกาก็หายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคำพูดประโยคต่อมาของมะลิถูกเอ่ยขึ้น


“คุณจันทร์เรียนเชิญคุณพิมรักษณ์ด้านนี้ค่ะ”


“เอ๊ะ” อัมพิกาถึงกับเสียอาการ และยิ่งรู้สึกเสียหน้ามากกว่าเดิม เมื่อพิมรักษณ์ขยับตัวยืนขึ้นเต็มความสูง ปรายตาและกดมุมปากเป็นการยิ้มหยันกลับมาให้ ราวกับว่ารอจังหวะนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


นังบ้า!


“เห็นว่าคุณจันทร์นัดกับคุณน้องรักษณ์คุยเรื่องงานวันเกิดของคุณหญิงมณีจันทร์ใช่ไหมคะมะยม”


“ใช่ ก็เรื่องคณะรำนั่นแหละ” อัมพิกากดหัวคิ้ว หูรับฟังข้อมูลจากปากของฉัตรศิริวิไลและมะยม


“ถามจริงนะมะยม คือคุณน้องรักษณ์เขาเป็นตัวเอกเลยใช่ไหม”


“ประมาณนั้นอะ แต่เคยคุย ๆ กันนะว่ามันแล้วแต่การรำด้วย ส่วนมากน้องรักษณ์จะได้ขึ้นรำเดี่ยว ๆ อย่างรำฉุยฉาย  หรือถ้ารำเป็นหมู่คณะก็จะอยู่หน้า ๆ แต่ก็แล้วแต่ด้วยว่ารำแต่ละรอบทางอาจารย์เขาจะจัดตำแหน่งนางรำแบบไหน”


“เธอสวยมาก หุ่นก็ดี ผิวก็เนียน คือสีผิวแบบคุณน้องรักษณ์เป็นสีผิวที่หญิงอยากมี” มะยมยิ้ม แล้วส่ายหน้า


“นึกภาพคุณหญิงผิวสีน้ำผึ้งไม่ออกเลย”


อัมพิกาลอบเบะปากในใจ ก็อีแค่ผิวสองสี ที่ค่อนข้างนวลเนียนมากกว่าทั่วไป ก็คงบำรุงผิวมาดีล่ะมั้ง แค่นั่นแหละ ให้เลือก ใครก็ต้องเลือกผิวขาว ใสอย่างผิวของเธอไว้ก่อนอยู่แล้ว


“ว่าแต่ทำไมคุณจันทร์ต้องคุยกับ...คุณน้องรักษณ์ด้วยคะ ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของจันทร์ดาราฉาย” อัมพิกาเอ่ยถาม แต่กระแสเสียงมีความไม่ชอบใจอยู่เล็กน้อย ยศกรพอจะรู้สึกได้ แต่ก็พยายามไม่สนใจ


“น้องรักษณ์ เป็นนางรำที่จะมารำในงานของคุณหญิงมณีจันทร์ครับ”


“แล้วจะคุยเรื่อง?”


“อันนี้... พี่ก็ไม่รู้ครับ” มะยมส่ายหน้าประกอบ และเขาก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงเช่นกัน เขาไม่ค่อยชอบอัมพิกาเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้นึกเกลียด ส่วนการจะให้เขาเอาธุระของคนอื่นมาพูดก็คงไม่เหมาะ


ยิ่งเป็นเรื่องของพิมรักษณ์ ขืนเอาไปพูดมั่วซั่ว อีกฝ่ายรู้คงได้แหกอกเขาแล้วควักเอาเครื่องในไปตากแห้ง บดเป็นผงชงดื่มแทนกาแฟแน่ ๆ


“ก็คงเป็นเรื่องการประสานงานในวันนั้นนั่นแหละค่ะ ว่าแต่พี่พระพายจะมาร่วมโต๊ะกับเราด้วยนะคะมะยม”


“โห... ครั้งสุดท้ายที่เจอพี่พระพายนี่... ใช่วันที่ไปกินพิซซ่าหรือเปล่า?”


“ใช่ค่ะ” อัมพิกาถึงกับชักสีหน้า


ชื่อพระพายอีกแล้วเหรอ?


ไปกินพิซซ่ากับคุณจันทร์และเพื่อน ๆ ของคุณจันทร์เนี่ยนะ


“ไม่เจียมกะลาหัว”


“คุณอัมพิกาพูดอะไรนะคะ?” ฉัตรศิริวิไลเอ่ยถาม เพราะเธอได้ยินไม่ถนัด เสียงอีกฝ่ายเบามาก แต่ก็เล็ดลอดมา อะไร ไม่ ๆ


“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร ว่าแต่เพื่อนของพี่มะยมคนนี้ เธอเรียนที่ไหนเหรอคะ? คงไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัยของเรา?”


“น้องรักษณ์เรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ครับ เรียนด้านนี้โดยตรง” ถ้าหมายถึงเรื่องรำนะ


เรียนเต้นกินรำกิน ออกงานทีก็คงหวังตกผู้ชายรวย ๆ เห็นแต่ละอย่างที่อีกฝ่ายใช้แล้ว อัมพิกาการเหยียดหยันในใจ เธอมั่นใจว่าของแบรนด์เนมทุกชิ้นที่หญิงสาวใช้เป็นของจริง และเธอก็มั่นใจอีกเหมือนกันว่าคงมีผู้สนับสนุนกระเป๋าหนักจัดให้แน่ ๆ


“เก่งจัง ตะกี้หญิงเห็นนิ้วของคุณน้องรักษณ์ค่ะ นิ้วสวยมาก ดูแวบเดียวก็รู้ว่าดูแลอย่างดี” ได้ยินแล้วยศกรก็ขำ


อย่างพิมรักษณ์น่ะ ไม่ได้ดูแลดีแค่มือหรอก


เขาจำได้ว่าสมัยมัธยมต้น ได้ไปเที่ยวและค้างคืนที่บ้านภักดี... ครีมบำรุงผิวของเพื่อนสนิทเป็นครีมยี่ห้อดัง กระปุกหนึ่งนับหมื่นบาททีเดียว


ถามว่าพ่อเลี้ยงหิรัญผู้เห็นบิดา หรือพากรณ์ผู้เป็นอา (แต่ในนาม) ซื้อให้หรือ?


ไม่ใช่แน่นอน... เครื่องประทินผิว เครื่องสำอางราคาแพงหูฉี่เหล่านี้ถูกส่งมาจากมานัส ญาติผู้พี่ของเธอต่างหาก


“ไอ้อ้วนมันต้องใช้มือทำมาหากินครับ เวลาฟ้อนเวลารำ คนก็มองมือก่อน เลยยอมลงทุนสูง จริง ๆ ถ้าไม่นับเรื่องระวังมือระวังไม้แล้ว น้องรักษณ์กระโดกกระเดกจะตาย เมื่อก่อนก็วิ่งไปทั่วไร่”


“ทั่วไร่?”


“อ่อ... บ้านของน้องรักษณ์เขาทำไร่ส้มครับ”


ข้อมูลพื้น ๆ เหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจให้กับอัมพิกา ว่าพิมรักษณ์ไม่มีปัญญาซื้อของหรูหราได้ด้วยกำลังของครอบครัวแน่นอน


“เป็นครอบครัวการเกษตรหรอกเหรอคะ?” คำถามของอัมพิกาทำเอายศกรนิ่งงันไป แต่ก็ไม่พูดอะไรมาก นอกจากตอบรับ


“ใช่ครับ ทำไร่ส้ม”


ก็ทำการเกษตรจริง ๆ ทำไร่ส้ม


.....แค่พันกว่าไร่เอง


ฉัตรศิริวิไลรู้สึกไม่ค่อยดีกับคำถามนี้เช่นกัน ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนเรื่อง ไปคุยเรื่องอื่น โดยไม่เอ่ยถึงเพื่อนของยศกรอีก อัมพิกาเองก็ไม่ใคร่จะสนใจอีกฝ่ายอีกแล้ว


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อสาย ฐานะ การเงิน การศึกษา เธอมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มีคุณสมบัติที่จะมาเป็นคู่แข่งเป็นแน่


ต่อให้พยายามก็คงไม่มีปัญญา


ก็แค่ผู้หญิงบ้านนอกคอกนาคนหนึ่ง





 

“ทุก ๆ ปีการรำอวยพรจะจัดสถานที่ตรงนี้ครับ” เสน่ห์จันทร์เอ่ย ยามที่เลื่อนฉากกั้นผนังขนาดใหญ่ออก ทำให้รู้ว่าในห้องโถงของเรือนจันทร์ดาราฉายนั้น แท้จริงใช้ประโยชน์พื้นที่ในแต่ละวันเพียงแค่เศษหนึ่งส่วนสามเท่านั้น


“วันงานจะมีการถวายเพล หลังจากนั้นก็เป็นงานเลี้ยง ซึ่งการรำจะเริ่มช่วงนี้ครับ ปีก่อน ๆ จะมีการจัดพื้นที่แยกเป็นสองส่วน คือฝั่งขวาจะเป็นเวทีพระสงฆ์ครับ อาสนะ เบาะนั่ง สวนฝั่งนี้จะเป็นเวทีเล็ก ๆ ที่คณะรำจะขึ้น”


“ความจริง พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางนะคะ เวทีก็แค่ยกพื้นขึ้นมาสัก... สองฟุตก็พอ เพราะส่วนมาก แขกเหรื่อก็จะนั่ง ถ้าต่ำกว่านี้ ด้านหลังก็จะมองไม่ถนัด สูงเกินไปก็ดูกินพื้นที่ สัดส่วนไม่เหมาะสม”


“ผมก็คิดแบบนั้น แต่ตอนนี้กำลังพูดคุยกันภายในว่าจะจัดเวทีรำอยู่ด้านนอกสนามดีกว่าหรือไม่ เพราะครั้งนี้มีแขกเรื่อมาค่อนข้างเยอะ”


“อืม...” พิมรักษณ์จ้องมองพื้นที่โล่งเบื้องหน้า สลับกับหันออกไปมองพื้นที่นอกตัวเรือน ก่อนจะกลับมามองที่เดิมอีกครั้ง “ถ้าถามความเห็นของฉัน... ฉันว่าจัดด้านในดีกว่านะคะ การจัดเวทีด้านนอก นั่นหมายถึงต้องเป็นเวทีที่ใหญ่ระดับกลางจนถึงใหญ่มาก ทั้งแสง สี และเสียงก็ต้องเพิ่มงบประมาณ ถ้าแขกไม่ถึงร้อยคน จัดในนี้จะดีกว่า เรื่องของเสียงจะชัดเจน แสงก็สามารถควบคุมได้ง่ายกว่ามาก ดังนั้นถ้าอยู่ข้างนอก มันไม่ค่อยโอเค”


“แขกไม่เกินหนึ่งร้อยคนครับ ไม่รวมพนักงานในวันงาน”


“ถ้าอย่างนั้นก็จัดด้านในนี้ดีกว่าค่ะ เรื่องเวที ฉันขอเสนอแบบนี้นะคะ คือจัดเต็มพื้นที่ไปเลย แต่ในวันงานคือ ตั้งนั่งร้านเวลาทีไว้แค่ครึ่งเดียวก่อน แล้วจัดพื้นที่ด้านนี้เป็นเวทีพระสงฆ์ เมื่อเสร็จงานแล้วค่อยให้ทีมงานเพื่อนเวทีอีกครึ่งหนึ่ง ใช้เวลาไม่นานค่ะ” เสน่ห์จันทร์ได้ฟังแล้วก็นึกเห็นด้วย ทุกปีเพราะต้องแยกพื้นที่เป็นสองฝั่ง ทำให้การร่ายรำเกิดบนพื้นที่จำกัด มุมมองก็ไม่สวยนัก แต่หากปรับให้เพิ่มขึ้น เขาก็คิดว่าคงจะดี


“ผมจะคุยกับครอบครัวครับ แล้วทางคุณพิมรักษณ์ต้องการอะไรเพิ่มเติมไหมครับ”


“นอกจากเรื่องเวที อีกเรื่องที่อยากให้ทางคุณช่วยอำนวยความสะดวกก็คือ ห้องแต่งตัวค่ะ อาจจะเป็นข้างนอกก็ได้ แต่จะให้ดีขอเป็นส่วนที่สามารถเข้าออกบริเวณนี้ได้สะดวก ไม่ติดขัด มีความเป็นส่วนตัว เพราะนางรำต้องใช้เปลี่ยนชุด”


“ถ้าอย่างนั้น เชิญด้านนี้ครับ” เสน่ห์จันทร์ผายมือ และเดินนำทางไปที่มุมหนึ่งของโถงรับรอง ซึ่งมีบานประตูที่ปิดสนิท เมื่อเปิดออกก็พบว่า มันเป็นทางออกไปสวนด้านหลังของเรือนจันทร์ดาราฉาย มองเห็นประตูรั้วกั้นเขตสวนพิรุณอยู่ไม่ไกล “ถ้าจัดพื้นที่ตรงนี้เป็นที่แต่งตัวจะพอไหวไหมครับ มีซุ้มและปิดมิดชิดรอบด้าน”


“ห้องน้ำอยู่ทางไหนคะ?”


“ห้องน้ำ คงต้องเดินอ้อมเข้ามาในเรือน แต่ที่ใกล้ต้องนี้จะเป็นห้องน้ำสำหรับแขกในร้านอาหารครับ แล้วก็เดินไปอีกด้านจะเป็นบ้านพักพนักงานของเรือนจันทร์ดาราฉาย มีห้องน้ำใช้ร่วมกัน เรื่องความสะอาดไม่ต้องกังวลนะครับ”


“งั้นไม่มีปัญหาค่ะ”


“พัดลมลมธรรมดา หรือพัดลมไอน้ำดีครับ?” เสน่ห์จันทร์เอ่ยถาม ซึ่งหากเป็นคนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ แต่พิมรักษณ์เข้าใจในทันที


“จริง ๆ อยากได้แอร์ค่ะ มันสะดวกเวลาที่คณะรำจะแต่งตัว แต่งหน้า แต่ถ้า...”


“ถ้าอย่างนั้น ทางผมจะเช่าอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาให้ครับ”


“ขอบคุณมากนะคะ” เสน่ห์จันทร์ไม่ตอบ เขาแค่ยิ้ม


“ถ้าอย่างนั้นตกลงกันตามนี้นะครับ”


“ได้ค่ะ ทางเราจะแสดงอย่างเต็มที่ค่ะ”


“ขอบคุณครับ” พิมรักษณ์ไม่เอ่ยอะไร ยิ่งเมื่อเสน่ห์จันทร์ตัดบทเชิญให้เธอกลับไปที่โต๊ะกินข้าวในร้าน เธอก็แค่เดินตาม


เสน่ห์จันทร์รู้สึกว่าเขาพูดคุยกับพิมรักษณ์ได้สะดวกใจ นั่นอาจจะเพราะเธอไม่มีอาการหรือท่าทีมุ่งหวังจะใกล้ชิดเขาเหมือนเช่นสตรีอื่น ๆ ทั้งยังพูดคุยเรื่องงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ แม้บุคลิกภายนอกจะดูขัดกับภาพลักษณ์นางรำแบบคนละขั้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้เก่งลดลงเลย


ตรงกันข้าม เขารู้สึกเหมือนได้พูดคุยกับเพื่อนผู้ชายด้วยซ้ำ


“คุณจันทร์คะ”


“ครับ?” เสน่ห์จันทร์หยุดเดิน หันกลับมาสบตากับพิมรักษณ์ ที่หยุดเดินเช่นกัน เธอปรายตาผ่านร่างของเขาไปยังประตูร้านดาราทอง


“ฉันขอถามตรง ๆ เลยนะคะ อาจจะดูเสียมารยาทไปสักหน่อย แต่คุณอัมพิกา... เป็นคู่หมายของคุณหรือเปล่า?” พิมรักษณ์ถามตรงเป้า เธอไม่สนว่าจะเป็นการละลาบละล้วงหนุ่มมาดผู้ดีคนนี้หรือไม่ และเธอก็ไม่แคร์ว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าเธอสนใจอะไรในตัวเขาหรือเปล่า เธอต้องการคำตอบที่ชัดเจน


“ไม่ใช่ครับ” เสน่ห์จันทร์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม แต่พิมรักษณ์จับใจความได้ถึงป้อมปราการบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นอย่างทันทีและรวดเร็ว

ผู้ชายคนนี้...


ระวังตัวมาก


“เธอคงไม่ได้เป็นแฟน หรือคนกำลังคุยอยู่ของคุณใช่ไหมคะ?” คราวนี้เสน่ห์จันทร์ไม่ตอบในทันที แววตาอ่อนโยนของเขายังคงเดิม แต่ความรู้สึกยามจับจ้องนั้น ไม่สัมผัสถึงความอบอุ่น


เสน่ห์จันทร์ตั้งกำแพงปราการเสร็จสมบูรณ์ในเวลาแค่อึดใจ


พิมรักษณ์ถึงกับยิ้มในใจ


“ขอโทษนะคะที่ละลาบละล้วง ไม่ต้องระวังตัวขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันแค่...” พิมรักษณ์ทิ้งหางเสียงเล็กน้อย สายตาเห็นร่างของใครบางคนที่กำลังเดินมาทางนี้ แต่เธอยังไม่ได้เพ่งความสนใจ


“แค่คิดว่าจะได้ไม่ต้องเกรงใจ ว่าจะมีปัญหากับคู่หมั้นคู่หมายของเจ้าของงาน”


ไม่รู้ว่าเวลาไม่กี่นาทีตอนที่พิมรักษณ์มาถึงที่นี่ ก่อนที่เขาจะให้มะลิไปตามมาเกิดอะไรขึ้นได้ แต่ท่าทีของหญิงสาวตรงหน้าของเสน่ห์จันทร์ตอนนี้ ทำให้เขารู้สึกได้ว่า... ปัญหาบางอย่างกำลังจะตามมา


“ผมไม่มีคู่หมั้นครับ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งครับ ว่าในวันงานจะได้ชมผลงานที่ยอดเยี่ยม โดยไม่มีปัญหาอื่นใดเกิดขึ้น”


“ตัวแปรไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวค่ะคุณจันทร์ ฉันเต็มที่กับงาน และฉันก็เต็มที่ในการจัดการปัญหาที่พุ่งมายุ่งกับฉันด้วยเหมือนกัน” พูดตรงไปตรงมาของพิมรักษณ์ไม่ได้มีแค่นี้ เธอยังอัดกลับมาอีกประโยคหนึ่งทันทีว่า


“ยิ่งถ้าปัญหานั้นมันเกิดขึ้นจากคนอื่น แต่ลากฉันเข้าไปด้วยล่ะก็... ได้เห็นดีกันแน่”


นี่หรือคือการคุยงาน


“ปัญหาใดใดที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดจากผม ผมรับปากว่าจะไม่ให้กระทบกับงานหรือความเป็นส่วนตัวของคุณ แต่ถ้าคนอื่น คนใด ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผมทำให้คุณไม่สบายใจ คุณสามารถจัดการได้ตามสบายครับ”


เสน่ห์จันทร์ถือว่านี่เป็นทางออกที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย


ที่ผ่านมาไม่ว่าอะไรก็มักจะอยู่ในการควบคุมของเขาเสมอ เหมือนเช่นเรื่องวันนี้ หลายครั้งที่เขารับรู้มาว่าอัมพิกาทำให้เพื่อนสนิทอย่างฉัตรศิริวิไลไม่สบายใจ ในเมื่อวันนี้มีตัวแปรตัวใหม่เพิ่มเข้ามา เขาก็แค่อยากจะลองดูว่า ตัวแปรตัวนี้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน เหมือนที่ตอนนี้เขาหลอกล่ออัครินทร์ไว้เป็นม้าใช้


ผลที่ออกมาก็อย่างที่เห็น


เขาใช้ประโยชน์ได้จากพิมรักษณ์เต็มที่แน่นอน ผู้หญิงคนนี้ ลองได้จัดการ คงเล่นถึงตายแน่ แต่แค่เขาต้องจัดการให้แนบเนียนอย่างที่สุด...


“คุณรู้อะไรไหมคะคุณจันทร์”


“...”


พิมรักษณ์กระตุกยิ้มให้ชายหนุ่มที่ยืนนิ่ง ปั้นหน้าอ่อนโยน อบอุ่นตรงหน้า ก็เดาได้ว่ามีคนไม่น้อยที่มองอีกฝ่ายแล้วเกิดความลุ่มหลง มัวเมาในภาพลักษณ์ชวนฝันนี้


แต่สำหรับเธอแล้ว...


ไม่ใช่


ตั้งแต่ที่ได้เห็นว่าผู้ว่าจ้างของเธอหน้าตา ท่าทาง บุคลิก การพูดจาเป็นเช่นไร เธอบอกเลยว่า เธอขนลุก!


“คุณเป็นผู้ชายประเภทที่ฉันจัดอยู่ในหมวดหมู่ “ไม่น่าภิรมย์ใจยามได้มอง” อาจจะยังไม่ถึงระดับสูงสุดนะคะ” เพราะอันดับสูงสุดที่เธอไม่ภิรมย์อย่างแรงนั้นมีผู้ครอบครองไปแล้ว “แต่ก็ไม่อยากใกล้”


เสน่ห์จันทร์ไม่เคยเจออะไรเช่นนี้มาก่อน แต่ถามว่าเขาเสียอาการหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่ เพราะต่อให้พิมรักษณ์หยาบคายใส่เขามากกว่านี้ เขาก็ยังคงเฉย และคงมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ดี


“ระหว่างเรา แค่เรื่องงานเป็นสิ่งที่ดีแล้วครับ”


“เช่นกันค่ะ”


เมื่อตกลงกันได้เป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายแล้ว เสน่ห์จันทร์จึงเบี่ยงตัวและผายมือเชิญให้พิมรักษณ์เดินไปยังร้านดาราทอง แต่ทว่า...


“จันทร์”


สายพิรุณ...


สายพิรุณเดินเข้ามา พร้อมกับส่งยิ้มกว้างสดใสให้เสน่ห์จันทร์ ทั้งยังเผื่อแผ่ให้กับพิมรักษณ์ด้วย ชายหนุ่มรู้จากมะลิว่าคนรักมาคุยงานแถวนี้ เมื่อยืนมองไกล ๆ แล้วเห็นว่าเรื่องงานคงเรียบร้อย จึงแสดงตัวออกมา


สารภาพตรง ๆ ก็ได้


เห็นผู้หญิงสวยคุยกับคนรักแล้ว ใจพี่พระพายไม่ค่อยดีเลย


“พระพาย...”


“คุยธุระเสร็จแล้วหรือเปล่า พี่มากวนไหม?”


“เรียบร้อยแล้วครับ” เสน่ห์จันทร์ยิ้มหวานละมุนตอบสายพิรุณด้วยกระแสเสียงละไม “กำลังจะขึ้นไปครัวดาราทองครับ”


“งั้น...”


“สวัสดีค่ะ” เมื่อไม่เห็นท่าทีว่าเสน่ห์จันทร์จะแนะนำอีกฝ่ายให้รู้จัก พิมรักษณ์จึงเอ่ยออกมาเสียก่อนที่จะมีการเดินหายไปต่อหน้าต่อตา

จากการที่อีกฝ่ายแทนตัวเองว่าพี่ เธอจึงเดาว่าชายหนุ่มหน้ามน ยิ้มน่ารัก แก้มพอง น่าหยิกคนนี้คงเป็นรุ่นพี่ นอกจากคำทักทายแล้ว ก็ยกมือไหว้ก็ตามมา และบอกไว้เลยว่าพิมรักษณ์ไหว้ได้สวยมาก สวยจนสายพิรุณมองเพลินเลยล่ะ “น้องชื่อน้องรักษณ์นะคะ เป็นตัวแทนคณะรำมาดูสถานที่ค่ะ”


“สวัสดีครับ พี่ชื่อพระพายครับ เป็น...” เป็นอะไรดี? เป็นแฟนคุณจันทร์ บอกไปอย่างนี้ได้ไหม แต่สายพิรุณย่อมรู้อะไรควรไม่ควร เขาจึงเอ่ยแค่ว่า “เป็นเพื่อนบ้านของคุณจันทร์ครับ”


เพื่อนบ้าน?


คำ ๆ นี้กระทบใจหลายคน แต่หนักหน่วงที่สุดคงเป็นเสน่ห์จันทร์


แม้กระนั้นเขาก็ต้องยอมรับความจริงว่า ต่อให้ตอนนี้สถานะของทั้งสองคนจะเป็นยิ่งกว่าคนรักกัน แต่ในทางสังคมนั้น... ทั้งคู่เป็นได้เพียงคนสนิทสนมกันในสายตาคนอื่นเท่านั้น


“เพื่อนบ้าน... คงไม่ใช่หลังประตูรั้วด้านโน้นนะคะ?” พิมรักษณ์หมายถึงประตู้รั้วเขตสวนสายพิรุณ ซึ่งคำตอบก็คือ...


“ใช่ครับ นั่นทางไปบ้านของพี่เอง”


“งั้นพี่พระพายคงเป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมโต๊ะกลางวันนี้ใช่ไหมคะ? มะยมบอกน้องไว้”


“ใช่แล้วครับ พี่เคยเจอกับมะยมครั้งสองครั้ง”


“น้องเป็นเพื่อนสนิทกับมะยมค่ะ แหม...คนกันเองทั้งนั้นเลย อย่างนี้ไปในร้านกันเถอะค่ะ” พิมรักษณ์พูดม้วนเดียวจบ ทั้งยังขยับเท้าก้าวเดิน ทำให้สายพิรุณไม่มีทางเลือก เลยจำเป็นต้องเดินไปพร้อมกับเธอ กลายเป็นว่าเสน่ห์จันทร์ต้องเดินรั้งท้าย ฟังเสียงทั้งคู่สนทนาระหว่างเดินไปด้วยใจที่ค่อนข้าง...


มี น้ำ โห


“ถ้าอย่างนี้พี่พระพายก็คือเจ้าของสวนสายพิรุณใช่ไหมคะ มะยมเคยเล่าให้น้องฟังว่าได้ไปนั่งเล่นที่สวนพิรุณ”


“ใช่ครับ ตอนนั้นคุณมะยม คุณหญิงฉัตรแล้วก็คุณกรองไปนั่งเล่นที่สวน กินเมี่ยงคำกลีบบัว”


“มะยมเอามาอวดน้องใหญ่เลย ว่าเมี่ยงคำอร่อย บรรยากาศที่สวนก็ดี ฟังแล้วน้องคิดถึงบ้านที่สุโขทัยเลยค่ะ บ้านน้องก็ทำสวน”


“เหรอครับ? สวนอะไรเหรอครับ?”


“เป็นไร่ส้มค่ะ แต่ก็มีพืชหมุนเวียนตามฤดูกาลด้วย”


“โห.. ไร่ส้ม แต่ของพี่เป็นสวนกล้วย นาบัว สวนมะลิครับ พืชผักอื่น ๆ ก็พอมีบ้าง”


“น้องไม่เคยเห็นนาบัวเลยค่ะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จน้องขอแวะไปดูได้ไหมคะ”


“อ่อ... ได้สิครับ เดินไปไม่ไกล”


หึ!


ดี... ดีมาก!


ถึงตอนนี้เสน่ห์จันทร์มั่นใจแล้วว่า พิมรักษณ์ ภักดี ไม่ใช่หมากที่มีประโยชน์อื่นใด เขาต้องหาเวลาเสาะหาคณะรำใหม่ให้เร็วที่สุด


เก็บผู้หญิงคนนี้ไว้ใกล้ตัวไม่ได้เด็ดขาด!


กับเสน่ห์จันทร์ หญิงสาวนิยามว่า “ไม่น่าภิรมย์ใจยามได้มอง”


แล้วกับสายพิรุณเล่า? ดูท่าเธอจะภิรมย์ใจสุด ๆ ไปเลยกับการได้ใกล้คนรักของเขา


ที่ผ่านมามีแต่คนเข้าหาเสน่ห์จันทร์ เขาจึงจัดการทุกอย่างได้ตามใจชอบ แต่นานมากแล้วที่ไม่มีใครเข้าหาสายพิรุณ แล้วผู้หญิงคนนี้ก็โผล่มา และใกล้ชิดกับคนรักของเขาได้อย่างแนบเนียน


คิดเพียงเท่านี้ ใจของเสน่ห์ใจก็ร้อนเป็นไฟโลกันต์  ทั้งที่ใบหน้านั้นยังคงเรียบเฉย อ่อนโยนและอบอุ่นเฉกเช่นเดิม


พิมรักษณ์ ภักดี!

 



.

.

 

 

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”  เสียงกรีดร้อง แหลมสูงทำเอาคนทั้งคฤหาสน์สะดุ้งตกใจ ไม่เว้นแม้แต่อัครินทร์ที่กำลังเดินลงมาจากบันไดชั้นสอง


“เป็นบ้าอะไร” เขาปรามารถใส่น้องสาว ตอนแรกก็คิดว่าอัมพิกาคงหงุดหงิดเป็นบ้าเหมือนทุกที แต่ตอนที่เดินผ่านห้องโถง หูของเขาได้ยินอะไรบางอย่าง


“แค่นังคุณหญิงฉัตร พิ้งก็โมโหมากพอแล้ว วันนี้มีอีนางรำบ้านนอกนั่นอีกคน คุณย่ารู้ไหมคะว่ามันเล่นหูเล่นตาบนโต๊ะอาหารขนาดไหน น่าเกลียดที่สุด”


“ใจเย็น ๆ ก่อนสิพิ้งกี้ ไหนหลานบอกว่ามันเป็นแค่นางรำไงคะ จะไปแคร์อะไรกับคนชั้นต่ำพรรค์นั้น พวกเต้นกินรำกินจะเอาอะไรมาสู้เราได้ ที่ต้องระวังคือแม่คุณหญิงฉัตรนั่นปะไร เงียบ ๆ แต่โผล่มาทุกงานแบบนี้ เผลอเมื่อไหร่คงคว้าคุณจันทร์ไป”


“แม่นั่นมีแฟนแล้ว แต่ไม่เปิดตัวเท่านั้น”


“มีไม่มีมันไม่สำคัญนะหลานรัก ยังไงซะก็ถือว่าเป็นศัตรูไว้ก่อน ตอนนี้หลานต้องใจเย็น ๆ อย่างคุณจันทร์น่ะ เขาไม่ชอบพวกเต้นกินรำกินอะไรหรอก คนชั้นสูงอย่างเรา ๆ จะไปเกลือกกลัวของต่ำ ๆ พวกนั้นทำไม”


“ไม่พอนะคะ วันนี้ไอ้พระพายอะไรนั่นก็มานั่งเสนอหน้าบนโต๊ะกินข้าวอีก เป็นแค่คนสวนกระจอก มาทำเป็นปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ คงคิดว่าลาภปากน่ะสิได้กินของดี ๆ ทุเรศ”


“พระพายเหรอ?”


“ใช่ค่ะ เห็นว่าเป็นเพื่อนคุณจันทร์มาตั้งแต่เด็ก บ้านก็คือสวนข้าง ๆ หึ... มาทำหน้าระรื่นร่วมโต๊ะ พิ้งเกือบกลืนข้าวไม่ลง นังพิมรักษณ์นั่นอีกคน คงรู้ว่าคุณจันทร์เธอไม่ถือตัว คบหาสนิทกับไอ้พระพาย เลยพยายามเอาใจไอ้คนสวนนั่น ตักอาหารให้ ชวนคุยสารพัด ก็มีแต่เรื่องดินหญ้า”


“จะไปแปลกใจทำไมล่ะคะ พวกคนต่ำต้อย มันก็คุยแต่เรื่องหญ้าเรื่องโคลน หลานอย่าไปใส่ใจ อย่าโมโหไปสิ ยังไงหลานต้องวางตัวให้ดี การที่คุณจันทร์เธอไม่ได้มาคลุกคลีด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าคนในเรือนจันทร์ดาราฉายไม่มีหูไม่มีตา ช่วงนี้เขาคงกำลังดูกิริยาของเราอยู่นั่นแหละ ย่าว่าอีกไม่นานคุณจันทร์คงเริ่มเข้ามาใกล้ชิดกับหลาน”


“อีกนานไหมล่ะคะ พิ้งไปทำขนมที่นั่นจนแทบจะถูกแป้งพอกทั้งตัวแล้ว พิ้งนับดูไม่ถึงห้าวันด้วยซ้ำที่พิ้งได้เห็นหน้าคุณจันทร์ พูดแล้วก็โมโห”


หลังจากนั้นเสียงที่เล็ดลอดออกมาก็เป็นคำปลอบประโลมของผู้เป็นย่า อัครินทร์ไม่สนใจอะไรอีก เขาเดินออกจากเรือน ตรงไปยังโรงรถ

น้ำหน้าอย่างอัมพิกาน่ะเหรอ จะเอาชนะใจของเสน่ห์จันทร์ได้


“ผู้ชายเขาไม่ได้ชอบชะนี ยังไม่รู้ตัวอีก... อีโง่”


อัครินทร์เยาะเย้ยน้องสาว ที่ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่นัก พร้อมกับยิ้มเย้ยอย่างสาแก่ใจในความพยายามที่ไม่มีทางสัมฤทธิ์ผล


เขารู้ตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว ว่าผู้ชายอย่างเสน่ห์จันทร์นั้นไม่มีทางยอมหมั้นหมายกับอัมพิกาแน่นอน หรือแม้จะลองพูดคุยอย่างคนดูใจก็ไม่มีทาง

ขอแบบนี้แค่มองตาก็รู้แล้ว


ถ้าให้เทียบระหว่างอัครินทร์และอัมพิกา คนที่เสน่ห์จันทร์จะเลือก ก็คือตัวเขาต่างหาก


อารมณ์ดี ๆ ของอัครินทร์ยิ่งมากขึ้น เมื่อเสียงข้อความในโทรศัพท์มือถือดังขึ้น อ่านข้อความแล้วก็ยิ่งยิ้มกว้าง แม้ว่าเจ้าของคำพูดเหล่านั้นจะเพิ่งตอบ หลังจากที่เขาส่งข้อความไปหาตั้งแต่ช่วงสายก็ตาม



KHUNJAN :

ผมกินข้าวแล้วครับ

เพิ่งว่างตอบข้อความ

 


“ไม่เป็นไรครับ พี่รู้ว่าคุณจันทร์ยุ่ง จะว่าไปไม่ได้ไปที่ร้านเสน่ห์จันทร์นานแล้ว ไว้พี่จะหาเวลาว่างไปชิมฝีมือของคุณจันทร์นะครับ”  อัครินทร์พูดไป พิมพ์ไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเม้มปาก คิดอะไรอย่างเจ้าเล่ห์ขึ้นมาได้

 

I’M IIK :

คิดถึงนะครับ

หมายถึงคิดถึงฝีมือของคุณจันทร์น่ะครับ

พี่พิมพ์ตก

 

KHUNJAN :

ผมจะเชื่อว่าพี่อิ๊กพิมพ์ตกแล้วกันครับ

 

“อ่อยว่ะ” อครินทร์พิมพ์ตอบกลับไปอีกสองสามประโยค แต่เห็นว่าทางนั้นไม่เปิดอ่านแล้ว ก็คิดว่าคงยุ่ง เลยไม่เซ้าซี้อีก เขาขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับก่อนจะขับออกไป พร้อมกับโทรหาใครบางคน


“ตกลงกลับไทยวันไหนแน่... อืม... โอเค งั้นฉันจองตัวแกเลย จะพาไปเลี้ยงขนม เอาน่า... แค่นี้นะ ฉันนัดหนุ่ม ๆ ไว้ เออ ๆ ๆ แล้วเจอกัน”

อัครินทร์วางสาย ขับรถไปพร้อมกับฮัมเพลงตามเครื่องเสียงในรถอย่างอารมณ์ดี


ระหว่างที่ยังไม่ได้จันทร์มาครอบครอง ช่วงนี้ก็เด็ดดมอะไรตามข้างทางไปพราง ๆ ก่อนดีกว่า




 

+++++++++++++++++

คิดถึงพี่ไหมๆ

คิดถึงพี่ล่ะสิ พี่รู้พี่เรียนมา...

 

 

ไม่ต้องกังวลอะไรใดใดเกี่ยวกับชะนีน้อยนามว่าน้องรักษณ์  คุณเธอเป็นแบบนี้แหละ 55555

 

เอาเป็นว่าน้องไม่ได้มาบ่อยค่ะ จะมาอีกทีก็โน่นเลย มาตบ เอ้ยยยย มารำในงานคุณหญิง

 

ตัวละครใหม่ยังไม่หมดนะคะ ยังมีอีกค่ะ แต่จะไม่ได้มาเยอะอะไร เหมือนมาแค่แนะนำให้รู้จักไว้ เพราะบางตัวละคร อย่างน้องรักษณ์ หรือ เพื่อนคุณอิ๊ก เขาจะมีเรื่องของเขาเองแยกต่างหากเนาะ  อีกอย่าง นี่เพิ่งได้ครึ่งเรื่องเองงงง อย่าเพิ่งรีบ ทางสายบาปเพิ่งเปิดไปสายเดียวเอง ยังเหลืออีกตั้ง.... อุ๊ปส์!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

เจอกันตอนหน้า คุณจันทร์กับพี่พระพายจะทำขนมด้วยกัลลลลลลลล

 

ขอให้ได้ออกมาเป็นขนมนะคะ ไม่ใช่เข้าไปทำขนม แต่ได้เมี.... แค่ก ๆ ๆ ๆ ๆ

 

บาปติดคอ ขอเวลานอก

 

ไหว้ย่อ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 389 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,397 ความคิดเห็น

  1. #2324 kook-kook22 (@kook-kai22) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 / 16:00
    เจอคนมโนเพิ่มหนึ่งอัตราค่ะ
    #2,324
    0
  2. #1937 KRAM_ (@MByim) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 22:28
    คิดถึงพ่อเลี้ยงหิรัญกับหนูพุกเลยค่ะ
    #1,937
    0
  3. #1899 Kwonbori (@Kwonbori) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 10:20
    จะหานางรำใหม่ทันมั้ยคุณจันทร์ นี่ว่าพิ้งกี้น่ารำคาญแล้ว นายพี่อิ๊กน่ารำคาญยิ่งกล่า ไม่ว่าผู้ชายคนไหน คุณจันทร์เธอก็ไม่แลหรอก อย่ามั่นให้มันมาก
    #1,899
    0
  4. #1832 panwinkinyourarea (@itisnan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 01:51
    นังชะนี อีโง่ นั่นญาติเทอพ่อหนุ่มใจเยๆไว้ นังชะนีไม่ได้มุงก็ไม่ได้ค่ะพี่อิ๊กเชิญกินข้างทางไปจนตาย55555 พิมรักก็เขาจะไม่จ้างแล้วไปเต๊าะแฟนเขาขี้หึงเลือดขึ้นหน้า ตลกมากคุณจันทร์เป็นผู้ชายประเภทไม่น่าภิรมย์ใจยามได้มอง
    #1,832
    0
  5. #1737 Ff_mino (@Ff_mino) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 21:55
    ยัยชะนีพิ้งกี้ อย่ามาเรียกพี่พระพายว่า-นะ!!!!! น้องรักษ์ชอบพี่พระพายน่าดูเลย ดีๆๆๆ จะได้มาจัดการพวกมารให้พี่พระพาย อิอิ
    #1,737
    0
  6. #1632 Puzzler_P (@Puzzler_P) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 09:39
    ยัยลูกหมูวววววว ฮือออ คิดถึงเลย
    #1,632
    0
  7. #1418 pataran (@pataranan) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2562 / 21:20

    คุณจันทร์กับน้องลักษณ์ แค่เห็นชื่อก็สนุกแล้ววว

    #1,418
    0
  8. #1329 nytts (@onlykyu) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 20:09
    ว่าแล้วว่าอิ๊กแปลกๆตั้งแต่คุณจันทร์ขอช่องทางติดต่อแหมมมร้ายกว่าน้องสาวอีกนะคะ
    #1,329
    0
  9. #1269 ppthana60 (@ppthana60) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 13:30
    ชอบบบน้องรักษณ์ 5555555555 จีบบพี่พระพายยไปเล้ยยยอยากเห็นคนดิ้น 5555555 คุณอิ๊กก็คือเมื่อไหร่จะโดนคุณจันทร์เขี่ยอะ สงสารนะแต่แบบไม่โอเคอะ
    #1,269
    0
  10. #1159 Mallow Kim (@mallow0206) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 06:11
    น้องรักษณ์ลูกป้อเลี้ยงหลานอาวพุกกกกกก กรี๊ดดดด
    #1,159
    0
  11. #1119 LU BAMATLOVE (@bambam-ji) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 23:39
    อยากให้คุณจันทร์ระวังตัวจากอิ๊กด้วย
    #1,119
    0
  12. #1118 LU BAMATLOVE (@bambam-ji) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 23:38
    น้องรักษณ์คือฉันที่มาเพื่อเอ็นดูน้องพระพาย
    #1,118
    0
  13. #1117 LU BAMATLOVE (@bambam-ji) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 23:37
    อิ๊กดูร้ายกว่ายัยพิ้งกี้อีก
    #1,117
    0
  14. #1116 HaeMay (@HaeMay) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 23:30
    คำพูดคำจายัยพิ้งกี้นี่คือต่ำมากกก นี่คือลูกผู้ดี? .....ส่วนน้องรักษ์พี่อยู่ทีมหนูนะ แต่ระวังความร้ายกาจของคุณจันทร์ด้วยนะ

    ไปตีสนิทกับคนของเค้าอ่ะ
    #1,116
    0
  15. #988 babyhellll (@babyhellll) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 16:25
    คุณอิ๊กน่ากลัว...
    #988
    0
  16. #943 Noodee Kunentarasai (@noooodee) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 00:37
    น้องรักษณ์เปิดตัวได้ร้อนแรงมาก พ่อมีน้ำโหแล้ว555555555
    #943
    0
  17. #911 KK9538 (@KK9538) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 19:41

    อห. น้องรักษณ์ 5555555555 มาปุ๊ป คุณเขาหัวร้อนปุดๆเลย 555555 แค่พิมรักษณ์ ภักดี มาก็สะเทือนแล้ว 555555

    #911
    0
  18. #908 rain_killer (@ledy-black) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 19:25
    ลูกสาวพ่อเลี้ยงหิรัญมาเองงานนี้มันส์แน่! แซ่บๆๆ ไปเลยจ้าาา
    #908
    0
  19. #549 Narseza (@prices-of-hibari) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 09:31

    น้องรักษณ์ของแม่!!! ในที่สุดเธอก็ปรากฏ ตัวจี้ดตัวแซ่บ เด็ดไม่เด็ด คุณจันทร์ก็คือกลายเป็นตัวอิจฉาได้อ่ะ ขำสุด 555555555555555555
    #549
    0
  20. #547 Raindrop☔ (@blueberrymuffins) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 08:37

    คิดถึงคุณจันทร์กับพี่พระพายมากๆเลย
    #547
    0
  21. #546 YaySIB (@tuapuan33) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 22:54
    หรือจริงๆแล้วน้องรักษ์คืออิฉัน 55555555555
    #546
    0
  22. #545 ppat (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 06:47

    เผ็ดๆ คนร้ายๆมาเจอกัน ส่วนบ้านอัมกับอิ๊กนี้ไม่รู้เลยใช่ไหมว่าเงาหัวจะไม่มี คิดไปเป็นตุเป็นตะ 555 แ-ากให้น้องรักษณ์จัดให้ซักที แต่ตอนนี้ขำคุณจันทร์ ข้างในร้อนรุ่มน่าดู

    #545
    0
  23. #544 iishimarux (@chichaq) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 01:58
    ร้ายที่สุดคือคุณจันทร์คร่า โธ่ พี่อิ๊กเอ้ย น่าสงสาร5555555555555555555 พี่พระพายน่ารักสุดแล้วค้าบใครๆก็อยากรักพี่พระพาย ฮื่อๆ
    #544
    0
  24. #542 sometimeonline (@hanny321) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 20:51

    คุณจันทร์เย็นไว้ค่ะ เรื่องพระพายนี่เบอร์แรงตลอดๆ

    #542
    0
  25. #541 Pcyismine61 (@khaowpink) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 13:41
    อยากให้ถึงตอนหน้าเร็วๆ TTTTTTTTT
    #541
    0