The city of star

ตอนที่ 3 : บาร์ลับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 118
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    18 เม.ย. 63

ที่มีข่าวซุบซิบเรื่องคบกับลูกชายเจ้าของค่ายคงเป็นเรื่องจริง

หลังการเวิร์คช็อปอันแสนหนักหน่วงหกชั่วโมงผ่านพ้นไป ก็มีแขกที่ไม่มีใครทราบว่าจะมาปรากฏตัวในห้องประชุม เขาเป็นซีอีโอ.หรือผู้บริหารสูงสุดที่บริหารบริษัทกิจการบันเทิงครบวงจรรายใหญ่ของซาคาน ผู้กอบกำและกำหนดทิศทางสื่อ ทั้งธุรกิจภาพยนตร์ ดนตรี สื่อดิจิตอล สถานีโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ รวมถึงอีเวนท์แมนเนจเม้นท์ เป็นพวกอยู่ชั้นบนของห่วงโซ่อาหารในสังคม จะเรียกว่าพวกอีลิทคงไม่ผิด รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวราวหยวกกล้วย เนียนละเอียดจนไม่เห็นแม้กระทั่งริ้วรอยบริเวณหางตา เรียกได้ว่ายังหนุ่มยังแน่นและดูดีโกงอายุจริงมากทีเดียว

หากแพทริกไม่ได้ทำงานในวงการสื่อเขาคงลืมไปว่าปีนี้ไทเลอร์อายุสี่สิบพอดี กลางปีเห็นว่าจะมีงานเลี้ยงวันเกิดที่ร่อนการ์ดเชิญคนใหญ่คนโตล่วงหน้ากันเกือบหกเดือน ถ้าแดเนียลไม่ได้โด่งดังระดับนี้ คงมีการควงออกงานสมฐานะคนรักของท่านประธานอล่างฉ่าง เดาได้จากการเซอร์ไพรส์ด้วยช่อดอกกุหลาบใหญ่กว่าศีรษะคนสามหัวมัดรวมกันพร้อมการปรากฏตัว

“ผมไม่ทราบว่าคุณไทเลอร์จะเข้ามาด้วย ไม่อย่างนั้นจะได้รอคุยพร้อมกัน”

ผู้กำกับกุลีกุจอเลื่อนเก้าอี้หัวโต๊ะที่ตัวเองนั่งอยู่ก่อนให้คนมาใหม่ แต่ไทเลอร์เพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากบางๆ “ผมมีธุระน่ะครับ แต่แวะมาดูไอ้เสือมันหน่อย”

“โอ้” ผู้กำกับเก็บคำอุทานต่อจากนั้นในลำคอ ส่วนเจ้าของประโยคชวนตีความปรายตาคมจ้องมายังมิสเตอร์พีทีราวคนรู้จัก

“นั่นคือคุณนักเขียนที่เขียนเรื่องราตรีประดับดาวครับ”

“อ้อ เคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า ผมคุ้นหน้าคุณนะ”

แพทริกฉีกยิ้มแห้ง เขาจะไปเจอกับคนระดับสูงอย่างนั้นได้ยังไง เป็นแค่นักข่าวต๊อกต๋อยและอดีตคนรักที่ถูกเขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดีเท่านั้น “ไม่เคยเจอหรอกครับ”

“นึกออกแล้ว หน้าคล้ายๆ กับเพื่อนเก่าของแดน”

“ไม่ใช่หรอก” ศิลปินหนุ่มที่หอบช่อดอกไม้ไว้บนอกหน้าบูดบึ้ง ปฏิเสธเสียงแข็ง

“นั่นสินะ ไม่น่าเป็นได้เลย เอาเป็นว่าหลังเสร็จประชุมขึ้นไปหาฉันที่ห้องหน่อยแล้วกัน ส่วนโจเซฟขับรถเรโอะไปส่งที่เพนส์เฮาส์นะ”

“เพนส์เฮาส์อีกแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มถอนใจ เขารู้ว่าทุกวันศุกร์ต้องไปที่นั่น แต่ก็อดเบื่อไม่ได้ “ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ควรจะเลิกจัดปาร์ตี้”

“เห็นด้วย เสียดายที่ฉันไม่ใช่คนออกคำสั่ง”

ไทเลอร์พูดเท่านั้นแล้วก็ออกไป แพทริกรู้สึกว่าเหมือนคนรักของแดเนียลแค่แวะมา ‘ประกาศศักดา’ ว่าใครเป็น ‘เจ้าของ’ ศิลปินหนุ่มมากกว่า ถ้าหากฝ่ายนั้นยืนยันว่าคุ้นหน้าเขาเป็นเพื่อนเก่าของแดเนียลจริง

จะว่าไป ระยะเวลาที่เขาเลิกกับแดเนียลก็คาบเกี่ยวกับที่ไทเลอร์กลับมาประจำที่ซาคาน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวไปๆ มาๆ ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อพิสูจน์ความสามารถที่จะขึ้นตำแหน่งซีอีโอต่อจากลี ไบรอัน ผู้เป็นพ่อนานทีเดียว

เพราะแบบนั้นถ้าจะพูดว่าไทเลอร์คุ้นหน้าแพทริกก็อาจจะ...อาจจะเป็นไปได้

ซึ่งนั่นคงหมายถึง แดเนียลเลือกไทเลอร์ คนที่จะผลักดันให้เขาเป็นดาวจรัสฟ้าได้จริงๆ

ไม่เหมือนแพทริก รุ่นน้องต้อยต่ำที่มีแค่ความฝันกับหัวใจไร้ค่าแค่ดวงเดียว

 

“แชงเกรียแก้วนึงครับ”

แพทริกไม่ใช่แขกประจำของบาร์ย่านอนุสาวรีย์ นานๆ ครั้งทีเดียวที่เขาจะออกจากห้องมาร้านกินดื่ม ผิดกับสมัยเรียนที่ยังหาเงินเองไม่ได้เป็นล้นพ้น เหตุผลที่ผลักดันก็เช่นกัน เมื่อก่อนเขามาเพราะเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ชวน มักเป็นปาร์ตี้สนุกสนาน แพทริกไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งเขาต้องมาดื่มเหล้าย้อมใจเพราะไปพบคนรักเก่าในวัยยี่สิบห้าขวบปี

คนรวยกับคนดัง

มีเพียงแต่เขาที่ผิดแปลกแยกไปตั้งแต่ต้น

และมีแค่เขาที่ยังไม่เดินจากความสัมพันธ์ครั้งนั้นเสียที

“ไม่ค่อยเห็นคนสั่งแชงเกรียดื่ม”

เธอเป็นหญิงสาวในชุดเสื้อกล้ามสีขาวความยาวถูกหั่นออกครึ่งหนึ่งจากปกติ กับยีนส์ฟอกสีเอวสูง ตัวเล็กและรวบผมม้าไปด้านหลัง แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆ ที่จัดจ้านอย่างเดียวคือสีลิปสติกบนริมฝีปาก เขย่งตัวยืดนั่งบนเก้าอี้บาร์ตัวที่ยังว่างข้างๆ ชายหนุ่มที่เพิ่งยกไวน์พันช์ลงไปในแก้วก่อนสั่งเบียร์ดำไพน์ใหญ่กับบาร์เทนเดอร์หนุ่ม

“มาคนเดียวหรือคะ”

“ครับ”

“ไม่คุ้นหน้า”

แพทริกเดาว่าเธอคงเป็นขาประจำจากรูปประโยค และปฏิกิริยาที่บาร์เทนเดอร์ค้อมหัวให้เล็กน้อยเมื่อสบตากับเธอ “มาบ่อยหรือครับ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ฉันเป็นผู้จัดการที่นี่”

ผู้หญิงที่บริหารบาร์แจ๊ซเล็กๆ ในตรอกใกล้แหล่งท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เจ๋งทีเดียว ถึงแม้ไม่ได้มีผู้คนหนาตาแต่เรียกได้ว่ามากกว่าปกติในยามวิกฤติเศรษฐกิจ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป แพทริกเองก็รู้จักที่นี่ผ่านการแนะนำจากเพื่อนชาวยุโรปเช่นกัน

“ดนตรีเพราะนะครับ”

“ค่ะ ดนตรีเพราะ เบียร์ดี ฉันหาเบียร์ขึ้นชื่อมาลงบ่อยๆ เรียกลูกค้าได้ด้วยเรื่องพวกนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะสู้ร้านตรงหัวมุมได้ถึงเมื่อไหร่”

ระหว่างทางจากถนนใหญ่มาจนถึงร้านแพทริกเห็นร้านหัวมุมที่ว่าชัดเจน โดดเด่น สะดุดตา เป็นร้านเหล้าเปิดใหม่ที่คนรอคิวเข้าจนล้นไปด้านนอกแม้ในวันที่รุ่งขึ้นมนุษย์เงินเดือนยังต้องทำงาน ผิดกันกับความคึกคักในห้างร้านและบนท้องถนนเวลากลางวัน

“ตรงนั้นทำเลดีนะครับ แต่วัยรุ่นสมัยนี้นิยมบาร์ลับมากกว่า”

“บาร์ลับที่ไม่ลับ” หล่อนหัวเราะขึ้นจมูก ยกแก้วเบียร์ดำขึ้นจิบ โยกหัวไปตามจังหวะของเชลโล่ที่แทรกผ่านอิเลกโทนขึ้นมา “ร้านที่ลงรีวิวส่วนมากก็เป็นร้านที่จ้างโปรโมตทั้งนั้น ทุนนิยมนี่คะ ใครทุนหนาก็เป็นต่อ”

“เบียร์กับเพลงที่นี่ก็เป็นต่อได้อยู่นะ”

“ก็ได้เฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใคร่ในเรื่องใต้สะดือเท่าไหร่ แต่พวกนี้ก็ไม่ใช่นักเที่ยวที่มีเงินเป็นกอบเป็นกำนี่คะ”

“คุณกำลังบอกผมว่าร้านนั้นเหมาะกับลูกค้าที่ใคร่เรื่องอย่างว่าเหรอ? กลางเมืองนี่นะ?”

หญิงสาวกดมุมปากข้างหนึ่งลงลึกจนเห็นรอยบุ๋มของลักยิ้มที่แก้ม ฉายความเหนื่อยอ่อนผ่านแววตา “มีเงินเสียอย่าง อยากเปิดร้านเหล้าบังหน้าแต่ค้าประเวณีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกของประเทศนี้เสียหน่อย อา...แย่จริง ฉันไม่ควรบ่นเรื่องนี้ให้ลูกค้าฟังแท้ๆ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมมาคนเดียว เหงาๆ เหมือนกัน”

“หวังว่าคงไม่เหงาจนจ่ายเงินร้านฉันแล้วไปร้านนั้นนะ”

“อย่างนั้นไม่น่าเรียกเหงาแล้วคุณ” แพทริกหัวเราะผ่านลำคอ จะว่าไปเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องพรรค์นั้นมานานพอตัว เปิดหนังโป๊ช่วยตัวเองบ้าง แต่ไม่ได้จินตนาการถึงการมีใครมาเคล้าคลอไม่ว่าจะด้วยเสน่หาหรือใช้เงินซื้อมาบำเรอ

จะโทษ ทั้งหมดก็คงเป็นความผิดของหมอนั่น

คนที่สอนให้เขาหลงใหลในเรือนร่าง และจากไปด้วยเหตุผลที่โก้หรู

“เหมือนพวกขี้แพ้เลยนะคะ”

ผู้จัดการร้านพรูลมหายใจออกยาว ยกเบียร์ขึ้นดื่มอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่จิบ หมดไปเกือบครึ่ง แพทริกหลิ่วตามองแล้วกระแอมไอ

“อย่าแคร์เลยคุณ ลูกค้าคนละกลุ่มอยู่แล้วนี่”

“ถ้าแค่นั้นคงดี ต่างคนต่างอยู่ ต่างทำมาหากิน คุณรู้ไหม ร้านเหล้าที่ขายของให้ฝรั่งน่ะต้องอาศัยพึ่งพาพวกแท็กซี่ ถ้าแท็กซี่ไม่แนะนำแล้วลูกค้าเราก็มีแต่ลดลงทุกวัน ถ้าแท็กซี่มาส่งที่ร้านฉันให้เลยอีกห้าร้อย แต่ร้านนั้นแม่งให้ตัดราคา หลังๆ มาเลยมีแต่ลูกค้าประจำ ไม่มีหน้าใหม่เข้ามาเลย”

ชายหนุ่มเดาะลิ้นกับเพดานปาก เขาไม่มีรถส่วนตัว หากไม่ใช้บริการรถไฟฟ้าแล้วก็หนีไม่พ้นแท็กซี่มิเตอร์ “อย่างนี้นี่เองพวกแท็กซี่ถึงเลือกรับแต่ต่างชาติ”

“เป็นธุรกิจที่พึ่งพิงกัน ขอโทษนะ แต่คงทำให้คุณลำบาก”

แพทริกไม่ถือสา หากปล่อยให้ร้านหนึ่งใช้กลวิธีนี้แล้ว ร้านอื่นที่ไม่ทำตามมีหวังเจ๊งระเนระนาด “คุณก็จ่ายตัดราคาอีกทอดสิ”

“คุณรู้ไหมร้านนี้เป็นหนี้เท่าไหร่” คราวนี้หล่อนยกเบียร์ดื่มจนหมดแก้ว แพทริกสาบานเลยว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะมอมผู้จัดการร้าน เมื่อสบตากับบาร์เทนเดอร์ ก็ยกมือขึ้นสองข้างแสดงความบริสุทธิ์ใจ “มากจนคุณคิดไม่ถึงเลยล่ะ”

“ผมเสียใจด้วย ถ้ามีโอกาสจะแวะมาอุดหนุนบ่อยๆ”

“มาเถอะค่ะ รีบๆ มาเลย ร้านนี้อาจอยู่ไม่ถึงสิ้นเดือนหน้าด้วยซ้ำ”

จังหวะของดนตรีเปลี่ยนไป แพทริกรู้สึกขอบคุณที่หญิงแปลกหน้าชวนให้เขาลืมเรื่องที่ขุ่นฟุ้งในใจ ขณะเดียวกันก็สลดหดหู่ โลกของทุนนิยมกลืนกินทุกอย่างช้าๆ กลืนกินคนรักของเขา กลืนกินบาร์ดนตรีเพราะๆ และเพลงดีๆ กลืนกินกระทั่งการคมนาคมที่ควรเสมอภาคทั้งคนในและต่างชาติ

ชายหนุ่มยกแชงเกรียขึ้นดื่ม ให้รสหวานของผลไม้กำซาบทั่วลิ้น ก่อนกลืนกินรสร้อนผ่าวของแอลกอฮอล์ผ่านลำคอ

 

กลางดึกคืนนั้น แพทริกเดินออกจากร้านลำพัง เขาผ่านร้านหัวมุมที่ยังเปิดเพลงครึกครื้นแม้เลยกำหนดของรัฐไปแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าปาร์ตี้จะจบลงง่ายๆ

แพทริกอ่านชื่อป้ายร้าน ‘ดีว่า’ ก่อนเสียงโครมจากตรอกเล็กๆ หลังร้านจะดังขึ้น ตามด้วยเสียงตุ้บตั้บและโอดโอย ชายหนุ่มสวมวิญญาณนักข่าวก้าวตรงไปยังแหล่งต้นเสียงโดยไม่รีรอ ตรอกหลังร้านอวลไปด้วยกลิ่นอับ มีแสงไฟเพียงริบหรี่ลอดเข้ามา เมื่อปรับสายตาให้เข้ากับความมืดได้เขาก็เห็นร่างของหญิงสาวถูกเตะอัดจนลอยติดกำแพง

“อย่าเตะที่หน้า”

หนึ่งในสองของชายฉกรรก์ปรามเมื่อคนหนึ่งง้างขาเตรียมซ้ำ แพทริกรีบถลาเข้าไปช่วยแต่กลับถูกดึงจากด้านหลัง มือใหญ่ปิดปากเขาไว้ ขณะที่สองแขนถูกรวบกอดแนบลำตัวทันควัน ชายปริศนาส่งเสียง “ชวี่” ผ่านไรฟันเป็นสัญญาณไม่ให้เขาโวยวาย

“มันมีปืน”

เสียงทุ้มกระซิบแผ่ว แพทริกหรี่ตาลงเล็กน้อยแม้เหงื่อผุดพราย หัวใจเขาเต้นรุนแรงจนคิดว่าคนที่รวบตัวไว้จากด้านหลังอาจได้ยินหรือจับปฏิกิริยาร่างกายเขาได้ กระทั่งชายฉกรรก์สองคนนั้นกลับเข้าหลังร้านไป และหญิงสาวที่ถูกทำร้ายนอนงองุ้มขดตัวข้างถังขยะไม่แสดงสัญญาณชีวิตเขาถึงได้รับอิสระ ด้วยสติอันไม่คงเส้นคงวา แพทริกนึกอธิษฐานว่าคนที่รั้งเขาเมื่อครู่คงไม่ใช่คนที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุด แต่ดูเหมือนคำขอของเขาจะเบาจนพระเจ้าไม่ได้ยิน มิสเตอร์ชาร์ล็อตในเสื้อผ้าชุดเดียวกับที่เขาเจอเมื่อตอนกลางวันจึงยืนตระหง่านถอนหายใจยาวอยู่ตรงหน้า

แม้มีหมื่นพันคำถาม แต่แพทริกก็เลือกวิ่งไปหาหญิงสาวนิรนามก่อนทักทายเพื่อนเก่า

“คุณ...คุณ ได้ยินผมไหมครับ”

“อุ้มไปวางที่ป้ายรถเมล์แล้วโทรเรียกรถพยาบาลเถอะ”

“อุ้มไปวางทิ้งไว้เนี่ยนะ” แพทริกถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ “เจ็บหนักขนาดนี้”

“แค่สลบเพราะโดนเตะเท่านั้นแหละ ไม่ถึงกับตายหรอก”

“คุณบ้าไปแล้วหรือไง”

“นายอย่ายุ่งกับเรื่องนี้เลยดีกว่า”

“คุณจะไม่ยุ่งก็ได้ แต่คุณห้ามผมไม่ได้หรอก” แพทริกพยายามอุ้มหญิงสาวด้วยสองแขน ก่อนโดนคนทีเสนอให้ทิ้งเหยื่อไว้ที่ป้ายรถเมล์เมื่อครู่ผลักออกเสียก่อน

“คุณจะทำอะไร”

“ห้ามยังไงก็ไม่ฟังใช่ไหม” แดเนียลว่า กดปีกหมวกแก๊ปที่สวมลงต่ำ “เรียกแท็กซี่ไปที่คอนโดนาย”

“ทำไมเป็นคอนโดผม พาไปโรงพยาบาลดิ”

“นายไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นดารา โจเซฟคงดีใจนักหรอกถ้าฉันต้องขึ้นโรงพักเป็นเพื่อนนาย”

“งั้นคุณไม่ต้องยุ่ง”

“หรือนายจะให้การเท็จว่าเห็นคนโดนซ้อมแค่คนเดียว? นั่นกล้องวงจรปิด ถ้าเป็นคดีขึ้นมาตำรวจต้องเปิดเทปแน่” แดเนียลพยักเพยิดไปที่กล้องหัวมุมถนนก่อนเร่ง “จะรีบเรียกแท็กซี่ หรือจะปล่อยให้ตายอยู่ตรงนี้จริงๆ”

เมื่อได้ยินคำว่าตายแพทริกก็ระล่ำระลักวิ่งออกมาจากตรอก ยอมเรียกแท็กซี่มิเตอร์ที่จอดรอผับเลิกแม้จะถูกคิดเงินในราคาเหมาก็ตาม คนขับเป็นชายสำเนียงพูดต่างจังหวัด ท่าทางเลิ่กลั่กเมื่อตกปากรับคำแล้วมีคนพรางใบหน้าด้วยหมวกและแมสก์ปิดปากอุ้มหญิงสาวไม่ได้สติตามขึ้นรถมา ทว่าเมื่อแดเนียลบอกว่ายินดีจ่ายค่าปิดปากเพิ่มให้อีกสิบดอลลาร์ สารถีก็รูดซิบปากสนิทและไม่ตั้งคำถามอะไร

ประเทศที่เงินใช่เพียงหาซื้อข้าวสารให้อิ่มท้อง แต่ใช้มันปิดหูปิดตาพลเมืองได้ก็สะดวกดี

แพทริกเม้มริมฝีปากเข้าหากัน นึกเจ็บใจที่ถ้าเป็นคดีความขึ้นมา คนขับแท็กซี่คงยืนกรานไม่รับรู้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิดต่อใคร

 

“แผลฟกช้ำ น่าจะเป็นลมเพราะตกใจ เดี๋ยวสักพักก็ฟื้น”

คอนโดขนาด 32 ตารางเมตร ตั้งระหว่างสองสถานีรถไฟฟ้า ห้องน้ำที่เชื่อมได้จากทั้งห้องนอนและโถงนั่งเล่น ระเบียงหันฝั่งทิศตะวันออก มีห้องครัวเล็กๆ ระบบกุญแจนิรภัย ใช้การแสกนการ์ดเพื่อกดลิฟต์มายังชั้นที่กำหนด ป้อมยามรักษาการ 24 ชั่วโมงทั้งจากหน้าประตูและตรงล็อบบี้ เรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของที่พักที่ชนชั้นกลางระยะสร้างตัวคนหนึ่งจะเลือกทุ่มเงินหลักล้านเพื่อเป็นเจ้าของ

แพทริกซื้อห้องนี้ต่อจากหัวหน้าทีมข่าวบันเทิงเมื่อหล่อนรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ แม้ว่าขนาดจะกะทัดรัดดูแลสะดวก และง่ายต่อการเดินทางไปออฟฟิศ แต่ห้องสี่เหลี่ยมชั้น 20 ก็อุดอู้ ไม่เหมาะกับทารกแรกคลอดที่ต้องการอากาศบริสุทธิ์อยู่ดี

“คุณแน่ใจนะว่าไม่ต้องหาหมอ”

เจ้าของห้องถาม น้อยคนนักที่เขาจะอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ และแดเนียลก็ไม่เคยได้อยู่ในลิสต์ที่เจ้าตัวคิดว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นแขกไม่ได้รับเชิญโดยสุดวิสัย

“อือ พวกนั้นไม่ได้กะเอาตาย”

แพทริกยืนกำมือเปียกเหงื่อข้างเตียงขนาดห้าฟุต การมาเยือนของแดเนียลและหญิงสาวแปลกหน้าทำให้เขารู้สึกราวเป็นคนนอกในเขตแดนของตัวเอง สำหรับแดเนียลนั้น ช่วงหนึ่งเคยสนิทสนมกันก็จริง แต่นั่นก็นานมาแล้ว มิหนำซ้ำวันนี้ที่เจอกันก็ไม่ใช่การหวนมาพบกันที่น่าจดจำเท่าไหร่ ส่วนคนที่นอนสลบไสล กินพื้นที่กลางเตียงของเขาไปเป็นหญิงสาวที่ไม่รู้จักทั้งชื่อและไม่เคยเห็นหน้า แพทริกคะเนคร่าวๆ แล้วเดาว่าน่าจะอายุราวยี่สิบต้น เมื่อเกลี่ยเอาเส้นผมที่ยาวและหยิกเป็นลอนมาม่าตามสมัยนิยมออก ชายหนุ่มก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเป็นคนสวย จมูกรั้นรับกับริมฝีปากอิ่ม แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางไม่หนาไม่บาง มีตำหนิที่รอยนิ้วมือพาดผ่านแก้มซีกซ้ายจนเกือบเลยมาฝั่งขวา เมื่อวางมือทาบก็พบว่าเป็นรอยตบจากฝ่ามือที่ใหญ่กว่ามือของแพทริกเล็กน้อย

หล่อนสวมเสื้อรัดรูปสีขาว ไม่มีลาย ความยาวของเสื้อสิ้นสุดใต้ราวอก กระโปรงเอวสูงเหนือเข่า แดเนียลถือวิสาสะปลดกระดุมร่นลงให้หมิ่นเหม่ขอบกางเกงชั้นในเพื่อดูรอยแผลฟกช้ำ มันเขียวม่วงจนแพทริกกังวลว่าอวัยวะภายในเธออาจชำรุดบกพร่องก็ได้

“เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แท้ๆ”

แพทริกนึกโมโหที่เขาช่วยเธอมากกว่านี้ไม่ได้ ก่อนเหลือบมองคนที่บังเอิญอยู่ในสถานการณ์เดียวกันด้วยความหงุดหงิด แดเนียลขยับผ้าห่มที่ถูกรื้อลงกองข้างเตียงขึ้นมาคลุมคนเจ็บจนถึงบ่า ไม่มีสีหน้าทุกข์ร้อนราวเห็นเป็นเรื่องปกติทั่วไป

“คุณไม่น่าห้ามผม”

“ไม่ห้ามก็ตายฟรี”

“คุณรู้ได้ไงว่าพวกมันมีปืน” เจ้าของห้องถาม ขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วยิงคำถามต่อทันที “แล้วคุณไปทำอะไรที่นั่น”

“นายไปทำอะไรล่ะ”

“ผมไปดื่ม”

“ฉันก็ไปดื่ม”

“ผมไม่ได้กลิ่นเหล้าจากคุณ”

“นายดื่มเยอะจนกลิ่นมันกลบคนอื่นไปหมดไง”

แพทริกอ้าปากเตรียมเถียง แต่ปฏิเสธยากเพราะเขาก็จำไม่ได้ว่าค่าแชงเกรียที่จ่ายไปเป็นราคารวมกี่แก้ว “คุณดื่มร้านไหน”

“นอกจากเป็นนักข่าว เป็นนักเขียนแล้วยังอยากเป็นนักสืบด้วยเหรอ” คนถูกถามละสายตาจากคนเจ็บมาจ้องเจ้าของห้องด้วยสายตาตำหนิ “ทำหน้าที่ของตัวเองแล้วอย่ายุ่งกับอะไรที่ไม่ควรยุ่งดีกว่า”

“ร้านนั้นไม่ได้เป็นแค่ร้านเหล้า คุณรู้ใช่ไหม”

“สำคัญด้วยเหรอ”

“สำคัญสิ ผมไม่อยากได้นักแสดงที่ซื้อบริการทางเพศมาเล่นซีรีส์หรอกนะ”

ถึงแม้เขาคิดว่าเป็นอาชีพที่สุจริตแต่ก็ยังไม่ถูกกฎหมายอยู่ดี อีริคในนิยายของเขาทั้งสะอาดและปราศจากเรื่องคาวเน่าแบบที่แพทริกไม่อาจมั่นใจว่าแดเนียลปัจจุบันจะเป็นได้หรือเปล่า ชาร์ล็อตหัวเราะผ่านจมูก กระหยิ่มยิ้มอย่างคนรู้ทัน

“ทำเหมือนนายมีอำนาจตัดสินใจ”

เป็นแค่นักเขียน มีหน้าที่แค่ส่งลิขสิทธิ์เรื่องแล้วรับเงินไปเท่านั้น สาระแนจะมีบทบาทมากผู้จัดจะเหม็นหน้าเอาเปล่าๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของแพทริก นักแสดงหนุ่มก็เลิกเย้า

“ฉันไม่ได้เข้าไปที่ร้านนั้น แค่ไปแถวนั้นแล้วเห็นนายพุ่งเข้าไปพอดี ก็เลยช่วยเอาไว้เป็นบุญคุณ”

“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“อะไรกัน นอกจากไม่ขอบคุณแล้วยังจะด่าอีกเหรอ เชื่อเขาเลย”

“ถ้าคุณทำเป็นไม่เห็น ป่านนี้เธอคงได้ไปนอนอย่างปลอดภัยที่โรงพยาบาล ฟื้นมาแจ้งความจับไอ้กุ๊ยสองคนนั้นไปแล้ว”

“เฮ้ ฉันไม่ได้เคลียร์คิวงานมารับงานนายเพื่อโดนยกเลิกเพราะนักเขียนดับอนาถหน้าร้านค้าประเวณีหรอกนะ”

“สุดท้ายก็เพื่อตัวเองอยู่ดี”

ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าอะไรดี ผิดหวังแต่ไม่แปลกใจอย่างนั้นหรือ ชายหนุ่มยักยิ้มหยันๆ กับตัวเองก่อนเดินหนีมาด้านนอก ล้วงมือหยิบบุหรี่ในกล่องอลูมิเนียมกับไลท์เตอร์ขึ้นจุดไฟ

“ยังไม่เลิกอีกเหรอ”

ปลายนิ้วหัวแม่มือชะงักเมื่อคนอายุมากกว่าทัก แพทริกผินหน้าไปอีกฝั่ง พูดทั้งที่คาบมวนบุหรี่ไว้

“คุณจะกลับเลยก็ได้นะ แต่ถ้าอยากอยู่รอคุยกับเธอก็ช่วยรอเงียบๆ ด้วย ผมต้องการพื้นที่ส่วนตัว”

“ฉันไม่ชอบให้นายสูบบุหรี่ เคยบอกแล้วนี่”

‘มันมีกลิ่นติดปลายลิ้นเวลาจูบ’

เหตุผลที่แพทริกเคยเลิกสูบมาแล้วครั้งหนึ่ง

แพทริกพยายามจุดไฟที่ปลายมวนบุหรี่อีกรอบ ไม่สนใจเสียงทักท้วง กระทั่งเกิดประกายสีส้มสว่างเมื่อกระดาษไหม้ ก็สูดลมหายใจผ่านก้นกรอง ให้ไอเย็นและกลิ่นควันคลุ้งอยู่ในโพรงปาก ตามด้วยผ่อนออกด้วยปลายจมูกช้าๆ

เขาเริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกตอน ม.4 จากคำแนะนำของรุ่นพี่ที่เรียนพิเศษด้วยกัน ตั้งต้นจากความอยากรู้อยากลอง จนขึ้น ม.6 เขาก็รู้ว่าตัวเองเสพติดนิโคตินเข้าให้แล้ว

ถึงอย่างนั้น ตอนที่แดเนียลบอกว่าเลิกสูบได้ไหม เขาก็ลงทุนหักดิบทันที ทรมานจนคิดว่าจะตาย ที่ไหนได้ เขากลับเกือบตายเพราะเหตุผลอื่นเช่นว่าชายผู้เป็นห่วงสุขภาพปอดของเขา เหยียบย่ำหัวใจด้วยปลายเท้าจนไม่เหลือชิ้นดี

“เลิกยุ่งกับผมทีเถอะ”

ควันจากการเผาไหม้เป็นสีขาวอมเทา มอดไหม้กระดาษเหลือเพียงซากเถ้าที่ต้องลมก็โปรยปลิวไป การจากไปของแดเนียลแทบไม่มีเหตุผลเลยสักนิด ตามฝันของนายไปเถอะ มีชีวิตที่มีความสุขนะ อย่าทำอะไรที่มันอันตราย อะไรอีกนะ แต่นั่นล่ะ ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นคำตอบว่าเขาทำผิดอะไรถึงบอกเลิกกันไปอย่างไม่ใยดีได้สักอย่าง และถึงตอนนี้แพทริกก็คิดว่ามันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

ชายหนุ่มยกมือที่คีบบุหรี่ขึ้นมาสูบอีกครั้ง ขณะที่แดเนียลทำเสียงขึ้นจมูก “คิดว่าฉันอยากยุ่งนักหรือไง”

แพทริกหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนรักเก่า เอนตัวพิงกับระเบียงที่เชื่อมกับอากาศเวิ้งว้าง แสงไฟสีส้มนวลจากไฟดาวไลท์ส่องลงมาระหว่างเขากับแดเนียลพอดี เงาจากเส้นผมที่ยุ่งเหยิงเสียทรงจากการใส่หมวกของนักแสดงหนุ่มบดบังความหมายในแววตา

“คนที่เขียนเรื่องนั่นขึ้นมาเป็นนาย อย่าโบ้ยกันหน่อยเลย คนที่ต้องบอกว่าเลิกยุ่งสักทีควรเป็นฉันต่างหาก”

“ขอโทษนะ แต่ผมไม่ได้เป็นคนติดต่อขอให้คุณเล่นซีรีส์เรื่องนี้ โอเค ผมพลาดที่ให้แคทเทอรีนดำเนินเรื่องทุกอย่างเอง แต่คุณก็ปฏิเสธได้ คุณรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนเขียน ตอนอ่านบทคุณก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเข้ามาข้องเกี่ยวกับผม คุณรับงานนี้ทำไม”

“ฉันต้องช่วยเรโอะ”

ชาร์ล็อตพูดหน้าตาย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่มิสเตอร์พีทียอมรับได้

“มีอีกหลายวิธีที่คุณจะช่วยเด็กนั่นได้ อย่าอ้างหน่อยเลย”

“แล้วอยากได้ยินอะไร อยากให้ฉันบอกว่ารับงานเพราะอยากรู้ว่านายยังรักฉันอยู่หรือเปล่างั้นเหรอ”

แพทริกจ้องคนพูดตากร้าว ขณะที่แดเนียลไม่มีทีท่าสลดเสียใจ มิหนำซ้ำยังรุกรานด้วยการสาวเท้าเข้าหาเจ้าของห้อง คุกคามด้วยการวางแขนทั้งสองข้างคร่อมขังอีกฝ่ายไว้ แพทริกขมวดคิ้ว ก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังแนบไปกับระเบียง ถึงได้ยกมือข้างที่ยังว่างขึ้นดันอกอีกฝ่ายเป็นปราการไม่ให้เข้าใกล้กันมากเกินไป

“คุณปั่นหัวผมมากพอแล้ว แดน”

เจ้าของชื่ออ้าปากค้างคล้ายจะพูดอะไร แต่เขากลับทำแค่ครางรับคำในลำคอ

นั่นสินะ เวลานี้เขาควรจะฉวยไว้เพียงโอกาสได้จ้องมองใบหน้าของคนที่ไม่ได้พบมานาน กวาดไล้สายตาไปยังดวงตา จมูกรั้น ปากหยักของอีกฝ่าย เส้นผมสีดำสนิทที่ปรกลงมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ หางคิ้วที่ตกลงเล็กน้อยนั่น

สำหรับแดเนียล แพทริกเหมือนเป็นพระอาทิตย์ตอนเช้าที่พาเอาความอบอุ่นอ่อนโยนมาพร้อมวันใหม่ ส่วนเขาเป็นความมืดมิดที่ไม่อาจเอื้อมแตะต้องได้ เพราะเช่นนั้น แดเนียลจึงยอมหยุดการรุกรานด้วยการคว้านควักเอาภาพอดีตขึ้นมาฉายให้คนเคยรักย้ำชัดยามครั้งรักยังฉ่ำหวานให้ทรมานหัวใจ

ที่ผ่านมาเป็นยังไง สบายดีหรือเปล่า เห็นว่าโดนพักงานข่าวการเมืองเจ็บใจใช่ไหม ฉันยังตามอ่านสกู๊ปของนายในเว็บออนไลน์ตลอดเลยนะ

และอยากจูบอีกสักครั้ง

แดเนียลกลืนน้ำลายข้นหนืดลงคอ เขากะพริบตาไล่ภาพฝันเพ้อเจ้อก่อนผละถอยออกห่าง

ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดมันออกมา ซ้ำร้าย สิ่งเหล่านั้นรังจะทำให้ต่างฝ่ายต่างเป็นทุกข์ด้วยซ้ำไป

“ฉันต้องกลับแล้ว”

ครู่ยามแสนสั้นที่เขาละเมียดละไมทอดสายตามองอดีตคนรักผ่านไปเร็วราวอึดใจ แดเนียลหลบตาไม่ยอมสบกับอีกฝ่ายก่อนพูดต่อ “ไม่ต้องกลับไปที่ร้านนั้นอีก แล้วก็ไม่ต้องพยายามแจ้งความด้วย หลังจากเธอฟื้นก็คงพูดเหมือนฉัน”

“ทำไม”

แพทริกถาม เขาสังหรณ์ว่ามันมากกว่าร้านค้าประเวณีที่ใช้สถานบันเทิงบังหน้า ถ้าพูดว่าแดเนียลเกิดมาเพื่อเป็นดาวจรัสฟ้า แพทริกก็เชื่อว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นเหยี่ยวข่าวจมูกไว ต่างคนต่างมีเส้นทางที่ต่างกัน สิ่งที่เหมือนกันคือไม่มีใครยอมเป็นแค่คนกระจอกๆ

แดเนียลหล่อเหลา มีความรับผิดชอบ แยกตัวตนของตัวเองกับบทบาทที่สวมได้ มีคุณสมบัติที่ศิลปินคนหนึ่งมีทุกประการ ใช่ และแพทริกก็เป็นคนดื้อรั้น ช่างสงสัย รักความยุติธรรมอย่างโดดเด่นเช่นกัน

“เรื่องนี้อย่าดื้อ” แม้รู้ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนเป็นน้ำมันราดลงเชื้อไฟ แต่ไม่ว่ายังไง แดเนียลก็ต้องพูด “ถือว่าฉันขอร้อง”

เจ้าของห้องเม้มริมฝีปากเข้าหากัน เขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แพทริกยกแขนขึ้นดูนาฬิกา ตีสามกว่าๆ แล้ว ถ้าถึงตีห้าผู้คนบางส่วนจะเริ่มออกเดินทางไปทำงาน นอกจากรถติดแล้วแดเนียลอาจเจอเรื่องยุ่งยากกว่านั้น

“คุณกลับไปเถอะ ผมไปส่งที่ล็อบบี้”

“แพทริก” เสียงทุ้มเรียกชื่อเจ้าของห้องห้วนคล้ายเสียงคำรามรอดไรฟัน เด็กหนุ่มกลอกตาเป็นวงกลมก่อนยอมตกปากรับคำส่งๆ

“โอเค ถ้าเธอไม่อยากไปแจ้งความผมก็จะยินดีทำตามความต้องการของเธอ”

แดเนียลพึงพอใจกับคำตอบที่ได้ เขาแสดงออกโดยการพรูลมหายใจระบายออกยาว

แพทริกเก็บงำความสงสัยว่าอะไรทำให้ชายหนุ่มมั่นใจว่าหญิงสาวจะไม่แจ้งความขนาดนั้นไว้ภายในก่อนทิ้งบุหรี่ที่มอดไหม้ลงในกระถางเซรามิคให้ก้นกรองกองทับรวมกัน

“หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก ถ้าไม่จำเป็น”

ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานหรือความบังเอิญ

แดเนียลครางรับคำในลำคอ เขาเหลือบมองหญิงสาวที่ยังไม่ได้สติในห้องนอนด้วยหางตา ก่อนเดินตามเจ้าของห้องโดยภาวนาว่า ขอให้ไม่ต้องเจอกันอีกจริงๆ

 

TBC

 

เริ่มยาวขึ้นแล้วค่ะ แง 

พยายามแบ่งเป็นตอนที่สั้นกว่านี้ แต่หาจุดแบ่งไม่ได้เลย ติดเขียนนิยายความยาวประมาณ 8-9 หน้าเอสี่มาตลอด เริ่มเปิดปมนิดๆ มาแล้ว ฝา่กติดตามตอนต่อไปด้วยคับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น

  1. #5 cholthichaz (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 เมษายน 2563 / 11:03
    ดีมากเลยค่าาา
    #5
    0
  2. #2 อาร์ซีทาเอ่อร์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2563 / 02:23
    น่าติดตาม อยากรู้อดีตว่าทำไมถึงเลิกกัน เพราะอะไรแดนถึงทิ้งไป
    #2
    0