โลกที่ไม่มีเรื่องบังเอิญ

ตอนที่ 7 : fix you

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,602
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 832 ครั้ง
    20 ก.พ. 62

CHAPTER 6






          
   

          แม่ง โคตรเซอร์ไพรส์

          ผมขยับพลิกตัวในช่วงสายของวันหยุด อยากจะนอนแช่บนเตียงให้ฉ่ำแฉะสมใจแต่ก็สะดุ้งตื่นเพราะมีใครซุกเข้าด้านหลัง ใครที่ว่าไม่ใช่เด็กตัวน้อยๆ เรียกว่าใหญ่โตมโหฬทึกก็ว่าได้ เขาซุกจมูกลงบนบ่า กอดเอวผมไว้ ครางในลำคอคล้ายพูดอะไรในความฝันของตัวเอง

          แถวบ้านเรียกอาการนี้ว่าฝันกลางวัน

          ปกติแล้วเข็มทิศเป็นคนที่นอนนิ่งมาก เตียงขนาดหกฟุตสำหรับผู้ชายสองคนไม่เป็นปัญหาเลยสักนิด แถมให้ว่ามีหมอนข้างมากั้นตรงกลางไม่ให้จุ๊ดจู๋มาชี้หน้าด่ากันตอนเช้าตามธรรมชาติยังนอนได้สบายๆ ผ้าห่มคนละผืน ฝั่งใครฝั่งมัน ตื่นแล้วก็ม้วนตลบไว้สักมุมบนเตียง วิ่งเข้าห้องน้ำก่อนไปทำงานสายแล้วทักกันคำแรกบนรถ เป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่วันที่ผมย้ายเข้ามาในฐานะไม้กันหมา ที่เกือบเป็นหมาอย่างหวุดหวิด 


          ส่วนความเซอร์ไพรส์ที่ว่าตอนต้น มันเกิดขึ้นติดๆ กันหลังจากนังน้อยหน่าตัวดีแสลนแจ๋นมาจัดห้องจัดหับ สร้างบรรยากาศชวนเคลิ้มให้เจ้าของห้องกลับไปติดวงจรอุบาทว์แต่รอบนี้ผิดแผน ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเพราะเพิ่มเติมคือมีผมกับมุกเบ่บี๋ที่ชีไม่เก็ต ตามด้วยเข็มทิศมากอดผม ร้องไห้ จากนั้นเราก็เปิดเน็ตฟลิกซ์ กินกับไวน์ของหญิงสาวที่เตรียมมอมคนกากอย่างเข็มทิศเต็มที่ ได้ผล เมาไม่เมาก็ดูจากสภาพตอนนี้เอาเถอะ แต่ไม่ใช่กับเธอ แม่งเมาเละเทะกันสองคนถึงขั้นเมื่อคืนเข้าห้องน้ำเจอฉี่ในโถแล้วจำไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของที่ไม่ทำลายหลักฐาน

          เสียงครางยังคงดังอยู่ในลำคอเมื่อแขนเป็นอิสระ หมอนข้างถูกเขี่ยลงไปอยู่ข้างเตียง ไอ้คนยังเมาค้างเพราะฟาดไวน์ของแฟนเก่าคนเดียวไปค่อนขวดพยายามคว้าผมเข้าไปกอด ครั้งนี้ผมจับข้อมือทัน สละผ้าห่มของตัวเองให้อีกฝ่ายกอดแทน

          อืม...เอาจริงเขาก็ไม่ได้มีหน้าเดียว ไม่ใช่คนไม่มีความรู้สึก หรือทำอะไรเอาแต่ใจตัวเองมากขนาดที่ผมเข้าใจ เพียงแค่ไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนนักว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่ ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีคนฟัง ผมจัดเป็นจำพวกที่เมาแล้วเงียบ ง่วง จังหวะกรึ่มๆ เลยปล่อยให้เจ้าของห้องระบายความรู้สึกออกมาว่าเขาไม่เคยรู้สึกว่าแม่อยากฟังสิ่งที่เขาพูด ผมเห็นด้วย ป้าจอยแกเป็นคนพูดน้ำไหลไฟดับ ถ้าไม่มีความตั้งใจแทรกมากพอในเรื่องราวที่คุยอยู่นั้นจะไม่มีบทบาทของคู่สนทนาอยู่เลย

          นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมกับเข็มทิศแตกต่างกันแม้ว่าเติบโตมาด้วยกันอย่างห่างๆ ก็ตาม

          โทรศัพท์ที่ตั้งเวลาปลุกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนสั่นครืด ผมพยายามควานหาแห่งที่มา เมื่อพบว่าเขาซ่อนอยู่อีกฝั่งของเข็มทิศก็ปีนไปปิด เดี๋ยวลุกไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนค่อยมาปลุกเขาอีกที ถ้าไม่ติดว่ามีคอนเสิร์ตคงปล่อยให้นอนยาวๆ ไป


          “ทำอะไร”

          ผมชะงัก มือที่กดปิดการทำงานของโทรศัพท์ยังค้างอยู่ฝั่งหนึ่ง กลายเป็นผมคร่อมอีกฝ่ายไว้กลายๆ แถมยังอยู่ชิดกันประหนึ่งพระเอกกับนางเอกละครตอนล้มใส่กันในละครน้ำเน่า

          “จะจูบคุณมั้งครับ ปิดมือถือเนี่ย”

          เข็มทิศพรูลมหายใจออกยาว ลูบหน้าตัวเองแรงๆ จนจมูกแดง “นึกว่าจะจูบจริงๆ”

          “ไอ้บ้า ยังไม่สร่างเมาหรือไง”

          “ตอนแรกยัง เจอคนจะขโมยจูบแล้วสร่างเลย”

          ตลกแล้วไอ้จ่า 

          “พิรุธอีก”ผมเลิกคิ้วเชิงคำถาม เขาหดมือมาชี้หน้าผม “เขินอะไร”

          ผมรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นตุบๆ อีกแล้ว ตอนแรกก็ไม่เขิน พอถูกทักแล้วเขินเลย รีบลุกหยิบผ้าเช็ดตัว ผ้าห่มของตัวเองที่ร่วงลงมาด้วยถูกโยนใส่คนนอนไม่อาบน้ำเมื่อคืน 

          “พูดไปเรื่อย ผมไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวไปกินราเมนร้านนั้นแล้วค่อยไปคอนเสิร์ตกัน”

          เข็มทิศพยักหน้า ซุกตัวลงในผ้านวมสองผืนกลายเป็นก้อนอะไรสักอย่างบนเตียงในวันหยุด เลิกพูดแหย่เรื่องจูบๆ กอดๆ ไม่มีใครติดใจอะไร ผมฟาดเจ้าแมวขี้เซาด้วยผ้าเช็ดตัวหนักๆ เกิดเสียงฮื่อไม่พอใจ แต่ไม่นานจากนั้นก็กลับมากรนเบาๆ เหมือนเดิม
          



          ร้านราเมนที่ว่าเป็นร้านของคนญี่ปุ่นที่ย้ายมาอยู่ในไทยเมื่อไม่กี่ปีก่อน ทำเลเหมาะสำหรับคนไม่มีรถเพราะไม่มีที่จอด โชคดีที่ติดถนนและมีรถไฟฟ้าผ่าน อยู่ใกล้แหล่งที่อยู่อาศัย เข็มทิศกึ่งลากกึ่งถีบผมจนเดินมาจากคอนโดจนถึง อ้างว่าได้ออกแรงบ้างคงสร่างเมาไม่น้อย และจริงอย่างว่า ไม่รู้เพราะหิว เพราะเหนื่อย หรือเพราะเพิ่งหลบจากแดดร้อนๆ เข้าร้านอาหารเย็นๆ ได้ ราเมนที่เจ้าตัวอวดอ้างสรรพคุณว่าอร่อยนักหนาก็โคตรอร่อยจริงๆ ขากลับหลังจากสบายพุงก็เดินแช่มช้าผ่านตะวันเดือดกลับมาเอารถได้อย่างไม่ฉุนเฉียวนัก

          “มีวันนึงเลิกงานเร็ว แล้วเห็นร้านนี้เปิดเลยเข้าไปลอง”

          เข็มทิศเล่าว่ามาเจอได้ยังไง ความแตกต่างของคนขับรถกับคนเดินถนนคือถ้าเดินเก่งก็จะเป็นเซียนเรื่องของกินอร่อยนอกห้าง ร้านทีเด็ดที่เด็ดจนไม่ต้องจ้างโฆษณา อาศัยปากต่อปากพากันมานั่งจนเต็มร้าน 

          “ถ้ามาตอนเที่ยงวันทำงานต้องต่อคิว ลุงแกทำคนเดียว ก็ช้าอย่างที่ได้นั่นแหละ แต่วันหยุดคนเข้าห้างกันเยอะ คนก็จะซาๆ หน่อย”

          ผมเข้าใจว่าทำไมเขาไม่เคยชวนคนที่ทำงานมาเลย หนึ่งคือไกลกว่าศูนย์อาหารทำให้เสียเวลา สองคือคนเยอะ ต้องจองคิว ทำให้เสียเวลาอีกเช่นกัน

          “ดีเนอะ ได้กินอะไรแปลกๆ”

          “อืม ไว้จะพาตะลอนร้านแถวนี้ ในซอยหลังคอนโดร้านอร่อยๆ ก็เยอะ แต่ต้องเดิน”

          “คือเสาร์อาทิตย์คุณเอาแต่เดินหาร้านของกินงี้เหรอ ทำแอปฯ วงในด้วยปะ” ผมแซว เจ้าตัวหัวเราะเบาๆ 

          “อยากทำอยู่นะ แต่พอทำแล้วเดี๋ยวก็มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยว คราวนี้ร้านทีเด็ดมันไม่เด็ดจริงแล้วอะ เหมือนพวกรีวิวหนังไง”

          “เออ จริง โคตรเกลียด บางทีหนังดีๆ แม่งไม่มีคนเข้าเพราะเอาแต่อวยหนังนายทุน”

          “ก็ต้องกินข้าวกันทั้งนั้น” มันว่าก็ถูก “อีกอย่าง บางทีคนดูหนังก็ไม่ได้ต้องการอะไรจากหนังมากกว่าผ่อนคลาย จะให้เลิกงานเครียดๆ แล้วมาวิเคราะห์หนังรางวัลทุกคนไม่ได้หรอก ความบันเทิงมันต่างกัน”

          “บางทีหนังแมสเนื้อหาดีๆ ก็มีนะ แต่คนแม่งก็ไปสนใจอะไรไม่รู้”

          “อืม เหมือนบางเรื่องเนื้อหาไม่ได้มีอะไรเลยนายก็ชอบเพราะตัดต่อดี แสงดี สีสวยไม่ใช่เหรอ”

          ก็ใช่อีก ผมเถียงไม่ออก สุดท้ายก็นั่งอมขี้ฟัน ปรับเครื่องเล่นเพลงในรถให้จูนกับโทรศัพท์ของตัวเองไปพลาง ผมมีเพลลิสต์ส่วนตัวที่ชอบฟังวนไปวนมา โชคดีที่เป็นแนวเดียวกับเข็มทิศ เวลารถติดพอนั่งกระดิกตีนฮัมด้วยกันเบาๆ ได้แบบไม่ให้เกิดเด้ดแอร์

          
          “นายอยากเป็นผู้กำกับเหรอ”

          “แหม เรียนฟิล์มมา อยากเป็นเด็กเสิร์ฟน้ำในกองมั้งครับ”

          “เอ้า ใครจะรู้ เรายังไม่อยากทำงานเกี่ยวกับสื่อเลย”

          อ้อใช่ มึงมันไทป์ขอให้ได้ขัดใจแม่ 

          “แล้วคุณอยากทำอะไรอะ”

          “ตอน ม.ปลายยังไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าต้องเลือกคณะที่แม่ไม่ชอบ” คนตอบยักคิ้วข้างเดียวกวนๆ ก่อนพูดต่อ “ตอนนี้สนใจเขียนโปรแกรม ต่อไปฟังก์ชั่นแพลตฟอร์มจะบุกตลาด คนใช้มือถือกันหมด จะว่าไปสมัยนั้นก็ยังไม่มีวิชาแขนงนี้ แต่ก็ไม่รู้นะว่าอยากทำจริงๆ หรือแค่ตื่นเต้นไปกับกระแส”

          “เออ ตอนเด็กๆ จะมีกี่อาชีพให้นึกถึงวะ โชคดีมากเลยที่บ้านผมชอบดูหนัง เลยรู้ว่าตัวเองอยากเป็นผู้กำกับตั้งแต่ต้น”

          คนขับรถพยักหน้าเห็นด้วย ลัดเลาะไปตามถนนที่จีพีเอสพาไป “ฉันว่าจะลาออก ถ้าเก็บเงินเรียนต่อได้”

          นึกถึงที่แม็กบอกว่าเข็มทิศทำท่าไม่แฮปปี้กับงานที่ทำอยู่ แม่งมีแผนจะไปต่อจริงๆ ด้วย “เสียดายความสามารถเหมือนกันนะ คือแบบ คุณรู้ตัวใช่เปล่าว่าคุณเป็นคนมีไอเดียที่โคตรเจ๋ง เอามาจากไหนอะ”

          “พวกเว็บ weird news ว่างๆ ลองเปิดดูดิ โลกนี้แม่งมีแต่คนบ้า"

          "เออ ผมเนี่ยปกติที่สุดแล้ว” 

          จงภูมิใจเถิดที่เกิดมาเจอกู แต่ผมไม่ค่อยภูมิใจเท่าไหร่ที่เห็นหน้าเข็มทิศแต่เล็กๆ ภาพจำไม่ค่อยดี ที่แน่ๆ โคตรรำคาญแม่มึงเลย

          “นี่ปกติแล้วเหรอ... หึ..เราพูดไม่เก่งเหมือนเบ็บ ไม่ใช่คนตลกด้วย ออกจะน่าเบื่อๆ หน่อย”

          “อ้าว รู้เหมือนกันนี่” ผมกระเซ้า มองรถซ้ายแล้วให้สัญญาณเข็มทิศเลี้ยวตามจีพีเอสว่า “นึกว่าที่ทำอยู่นี่คีฟลุคเท่ๆ”

          “หมดยุคเก็กหล่อแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้ชายเท่เอาไว้ควงอวด ผู้ชายที่ผู้หญิงอยากอยู่ด้วยนานๆ เป็นคนอารมณ์ดีมากกว่า”

          ผมรู้ว่าเขาคิดถึงเรื่องน้อยหน่าอีกแล้ว ช่วยไม่ได้ เรื่องแม่งยังคาราคาซังฉิบหาย และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินมาถึงตอนนี้ “ทำไมต้องเป็นน้อยหน่าวะ”

          “น้องเป็นคนเดียวที่เข้ามาจีบผมมั้ง” เนี่ย ยิ่งฟังยิ่งไม่ชอบ แฟนเก่าผมไปทำตัวแบบนี้กับใครบ้างหรือเปล่าวะ “ตลอดเวลาที่เรียนด้วยกัน ผมก็ไม่มีใครเลยนอกจากน้อยหน่า”

          “ฟังแล้วโคตรเหงา”

          “อืม ก็เหงาน่ะแหละ แต่ก็ชิน” 

          สัญญาณเตือนจากจอในรถสี่ที่นั่งรุ่นล่าสุดร้องบอกว่าถึงที่หมายแล้ว เข็มทิศมองหาที่จอดก่อนสอดรถเข้าซองว่าง เขายังคงขับได้นุ่มนวลและใจเย็นเหมือนนิสัย คอนเสิร์ตเริ่มแล้ว แต่วงที่เขาชอบที่สุดยังไม่ขึ้น ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีขาวเรียบๆ ผ้าเนื้อหนา โอเวอร์ไซส์ กางเกงวอร์มสีดำ กับรองเท้าผ้าใบและหมวกสีเดียวกัน ส่วนผมหยิบเสื้อสีเหลืองสดกับกางเกงขาสั้นทรงนักเรียนสีน้ำเงินมา ใช้ผ้าพันหัวแทนหมวกในวันที่ไม่มีแรงเซ็ตผม รองเท้าก็เป็นแตะกากๆ เพราะใส่ผ้าใบแล้วตีนเหม็นฉิบหาย

          “เข้างานแล้วเดินระวังละกัน เดี๋ยวโดนเหยียบตีน”

          “โห ระดับนี้แล้ว”

          เสื้อของผมสกรีนชื่อวง coldplay เป็นหนึ่งในนักร้องที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งผมยอมรับว่าซื้อใจผมไปได้ทั้งหมด ผมชอบเพลง yellow แต่เพลงที่ทำให้เข็มทิศร้องไห้เมื่อคืนเป็นเพลง fix you ที่รายการเพลงตอนกลางคืนนำเสนอพอดีแน่นอน เสื้อนี่ซื้อเจเจ ตัวร้อยห้าสิบ ตอนนี้หาซื้อคงขึ้นราคาเป็นสองร้อยห้าสิบแล้ว ขึ้นทุกอย่างยกเว้นเงินเดือนกูอะ

          “คุณเล่นดนตรีเป็นปะ”

          “พอได้ จับคอร์ดเป็นๆ บอดๆ ไม่ค่อยชอบเล่น”

          “ไว้เล่นให้ฟังบ้างดิ”

          เข็มทิศหันมามองนิ่งๆ ไม่พูดอะไร นักร้องขึ้นตามตารางไปสองวงแล้ว เด็กๆ เยอะฉิบหาย ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เราได้สายกระดาษผูกข้อมือที่เหนียวสัสๆ จนแกะไม่ออกสีเขียวสะท้อนแสงมาเป็นสัญลักษณ์ของคนผ่านเข้างานโดยไม่ต้องแสดงบัตรและบัตรประชาชนซ้ำ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จัดงานอีเวนท์เล็กๆ แบบนี้บ่อย หรือเฟสบุ๊กจับความสนใจของเราเก่ง ถ้าลองกดเข้าร่วมกิจกรรมหนึ่งแล้วแม่งฟลัดฟีดส์มาจนถ้าจัดเวลาไม่ดีต้องออกงานทุกสัปดาห์แน่ๆ 

          แต่ใช้ไม่ได้กับกูครับ เพราะกูไม่มีเงิน


          เข็มทิศโยกหัวไปมา เขามารอดูวง Moving and cut ชื่อแม่งก็จี๊ดแล้ว นึกว่าชื่อเพลง นั่นแหละชื่อวง ผมน่าจะเคยฟัง แค่นึกไม่ออกว่ามีเพลงอะไรที่ติดหูบ้าง เสียงกรี๊ดกระหึ่มฮอลเล็กๆ เราอยู่ห่างจากเวทีมายืนหลังสุด พิงเสาคนละฝั่ง ที่งานมีเบียร์ขายด้วยแต่ยังมึนกับไวน์เมื่อคืนเลยเบรกไว้ก่อน ยังไม่อยากโดนไล่ออกจากงานข้อหาเมาแล้วขับตั้งแต่หัวรุ่ง

          ‘เดี๋ยวๆ พักก่อนค่ะ จบไปแล้วสามวง มีกิจกรรมระหว่างนี้ที่พี่ๆ เขาเตรียมมาให้ระหว่างรอวงใหม่ขึ้นเตรียมเครื่องดนตรี ไหนใครเป็นแฟนนักร้องวงไปส่งกูบขส.ดู๋บ้าง”

          ชื่อวงเกรียนฉิบหาย แต่เพลงเมื่อกี้แม่งแนวดี เป็นวงดนตรีแนวฮาร์ดร๊อค&บลู ช่วงปี 1970 ที่เหลืออยู่ไม่กี่วงในไทยแล้วมั้ง เพลงที่เพิ่งจบไปแม่งร้องวนๆ ม้าลายอยากขับรถจี๊บ สรุปว่าวงนี้ตั้งขึ้นเพราะไม่มีรถแล้วให้ม้าลายขับรถจี๊บไปส่งกูที่บขส.เหรอ อะไรยังไง งง 

          “ไหนคะ พี่มีอะไรมาแจก”พิธีกรยื่นไมค์ไปที่นักร้องที่ไม่ค่อยมีออร่าของนักร้องนัก เขาก้มลงมาเล็กน้อยแล้วตอบเสียงดังฟังชัด 

          “ไม่มี”

          อะ ไม่เตรียมสคริปต์ ไอ้พวกบ้านี่ แต่แฟนคลับไม่ได้โมโหตึงตัง ยังหัวเราะเฮฮาไปด้วย พิธีกรสาวที่ซวยสุดๆ บนเวทีลอกแลก ถามแถวหน้าว่าอยากได้อะไร บัตรเป็นบัตรยืน พวกที่มาก่อนขยับตัวออกไปข้างนอกไมได้ตะโกนว่าอยากกินน้ำ พี่สาวคนสวยเลยจัดให้ ถือขวดน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ให้นักร้องวงถัดไปขึ้นโชว์ 

          “งั้นเล่นเกมกันหน่อย ยังไม่บอกว่าให้เล่นอะไร ไหนใครอยากได้น้ำฟรีบ้าง”

          ลงทุนฉิบหาย ขวดละสิบบาท

          แต่คนแม่งยกมือเว้ย! ผมไม่เข้าใจการตลาดนี้จริงๆ ที่สำคัญคือไอ้เข็มแม่งก็เอากับเขาด้วย “โห เพียบเลย ให้พี่อ๋องเลือกเลยดีกว่า” 

          นักร้องนำมองไปรอบๆ แล้วมองมาทางผม ชี้นิ้วทั้งที่ผมไม่ได้ยก หันไปมองเข็มทิศ เขายืนหัวเราะ ที่ยกมือเมื่อกี้ไม่ได้ยกเอง ชี้มาบนหัวผม

          “น้องเสื้อเหลืองนั่นเลย เออ ไม่ต้องมองใคร มึงนั่นแหละ เสื้อโคลเพลย์เจเจอะ”

          ไอ้สัด รู้อีกว่ากูซื้อมาจากไหน ทุกสายตามองกลับมาด้านหลัง ความผิดกูเองที่ใส่เสื้อสีสดใสมาในงาน ไอ้เหี้ย เด็กกางเกงแดงก็มี ทำไมไม่เลือกเขา

          “เอ้า ปรบมือดิครับ ขอทางน้องคนนั้นด้วย” ทุกคนแหวกทางให้เสร็จสรรพ ผมหันกลับไปมองหน้าเข็มทิศที่กลั้นหัวเราะจนแทบระเบิด ไอ้เนรคุณ กูมาเป็นเพื่อนมึงนะไอ้หัวขวดเอ๊ย! สถานการณ์บังคับจริงๆ ผมแม่งต้องเดินขึ้นเวทีไปแย่งชิงขวดน้ำราคาสิบบาทกับวงที่เพิ่งฟังครั้งแรก

          “รู้เปล่าว่าโคลเพลย์ไม่ได้จัดงานวันนี้” พี่นักร้องแม่งกอดคอผม ถามกวนตีน พิธีกรส่งไมค์ให้ ผมซอยเท้าอยู่กับที่ด้วยความตื่นเต้นนิดหน่อย ในใจคิดว่าโดนแล้วกู โดนแล้ว 

          “ไอ้สัด!” ผมตะโกนออกไมค์ ชี้หน้าคนจงใจแกล้ง เสียงหัวเราะดังครืนเพราะท่าทางประหลาดนี่แน่ๆ แต่ให้อภัยผมเถอะผมเป็นพวกสคริปต์เป๊ะ มาแบบนี้ก็เหวอสิครับ

          “อ้าว เหมือนมีคนโดนแกล้ง วันนี้มากับใครครับน้อง”

          “เพื่อนครับ” ผมรับไมค์ ยืนมือสั่น ต่อให้พูดเก่งแค่ไหนก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจบ้างสิวะ เจองี้วงห่าอะไรก็ไม่รู้ ตายแน่กู

          “เพื่อนสนิทเหรอ”

          “...ครับ”

          พิธีกรมองไปทางเข็มทิศ เขายกมือขึ้นกากบาทปฏิเสธ “อ้าว น้องรู้เปล่า เพื่อนสนิทต้องสนิทกันสองคนนะ คิดว่าสนิทคนเดียวไม่เรียกเพื่อนสนิท อะแล้ววันนี้กะมาฟังวงอะไร”

          “ไม่ได้ตั้งใจมาครับ ได้บัตรฟรี”

          “ไอ้น้อง ตอบอ้อมๆ ก็ได้” พี่แกแซวต่อ เกิดเสียงฮาครืนทั่วฮอลเล็กๆ ก่อนพูดรอเครื่องดนตรีเซ็ตด้านหลัง “คุณเคยเข้าไปนอนในถังน้ำแข็งรึเปล่า”

          “ห้ะ?”

          “เคยเข้าไปนอนในถังน้ำแข็งรึเปล่า!” เสียงแม่งดังขึ้นอีก ผมส่ายหน้ารัว คนข้างล่างก็กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ พอนักร้องน้ำยื่นไมค์ชี้ลงไปที่แฟนคลับ แม่งต่อบทได้เฉยเลยไว้ย “ลงไป มันเย็นยะเยือก มันหนาว มันเป็นอุณหภูมิที่ติดลบ มันไม่ใช่อุณหภูมิที่เราใช้ชีวิตกันอยู่”

          ไอ้เหี้ยยย เอากูออกไปจากโลกใบนี้ที!

          ประมาณสามนาทีที่ผมยืนเป็นไอ้งั่งเสื้อโคลเพลย์กํอปเกรดต่ำที่สุดบนเวทีไอ้พี่นักร้องก็ยอมปล่อยผมลงมาพร้อมน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้อง ผมรีบก้าวฉับ ได้มาถึงกลางเวที พี่นักร้องก็เรียกใหม่

          “เดี๋ยวก่อน!”

          ไหว้ล่ะ กูมีพระ!

          “เพราะว่าเราเป็นวงร๊อคฐานะร่ำรวย น้องจะไม่ได้ลงไปพร้อมน้ำเปล่าขวดละสิบบาทแน่ๆ”

          กูไม่เอาอะไรทั้งนั้น!

          พี่นักร้องเดินลงมา ควักกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบแบงค์ร้อยสองใบยัดใส่มือผม เหี้ยอะไรวะเนี่ย “เอาเป็นค่ารถไปบขส.นะน้อง”

          การแสดงสิ้นสุดด้วยเสียงหัวเราะลั่น ไอ้พี่นักร้องขึ้นไปคุยกับพิธีกร ไม่ได้สนใจผมอีก เมื่อกลับมาที่เดิม พบว่าไอ้เหี้ยเข็มทิศลงไปนั่งหัวเราะท้องขดท้องแข็งที่พื้นแล้ว

          “ไอ้ควาย!”

          “ได้มาตั้งสองร้อย เอาน้ำมากินหน่อย”

          ไม่ได้มีท่าทางสลดสำนึกอะไรทั้งสิ้น เขายังหัวเราะไป หยุดเป็นครั้งคราวเมื่อกลินน้ำลงคอ ขอให้สำลักน้ำ คนเลว!

          เขาเหลือน้ำให้ผมครึ่งขวด ยังสนุกไม่เลิก วงที่เขารอขึ้นต่อ แต่เข็มทิศไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนแรกๆ เขามองหน้าผม ใช้นิ้วเกลี่ยมุมปากที่มีคราบน้ำเปล่าเปียกบนหน้าตัวเองเบาๆ

          “น่ารักดี”

          “เหรออออออออออ” ผมถามเสียงยาว คู่สนทนาอมยิ้มอย่างมีความสุข เหอะ เมื่อคืนใครวะร้องห่มร้องไห้เหมือนโดนขลิบตอนอายุยี่สิบ อยากจะขำ ผมยกน้ำฟรีขึ้นดื่ม มองคนขี้แกล้งด้วยหางตา แต่ถึงมองยังไงก็คิดไม่ทันว่าไอ้จ่าไม่ใช่จ่าเฉยอย่างที่ใครปรามาส เขาตบก้นกระบอก น้ำพุ่งทะลุจมูกให้ผมสำลักโขลกแล้วหัวเราะต่อ ได้มึง! จะลองดีใช่ไหม ผมอมน้ำที่เหลือพ่นใส่ และโดนรวบคอหนีบใส่รักแร้ทันที 

          "เล่นน้ำลาย สกปรก"

          "ใครเริ่มวะ ปล่อย! โอ๊ย คอกูจะหักแล้ว"

          "มันเปื้อนคนอื่น เกรงใจเขาบ้าง หยุดยัง ถ้าหยุดเล่นแล้วจะปล่อย"

          "โกงฉิบ..."

          "ไม่สน จะหยุดยังล่ะ"

          "เออๆๆ ปล่อยได้แล้ว เหม็นจั๊กแร้" 

          จริงอย่างที่ว่าผู้ชายนึกจะสนิทกัน ก็สนิทกันได้ง่าย หรือจะเหม็นขี้หน้า ก็เหม็นได้ง่ายและไม่มีเหตุผล รวมทั้งไม่ต้องการเหตุผลใดมาซัพพอร์ตทั้งนั้น เมื่อวานยังขู่ให้ผมเป็นไม้กันหมาด้วยไซส์ถุงยาง วันนี้เอารักแร้เหนียวเหงื่อหนีบคอกันก็ได้ เมื่อคืนกอดผมจนน่าสงสาร ดูสิ่งที่วันนี้มันทำสิ พวกเลี้ยงไม่เชื่อง! แต่ยอมรับก็ได้วะว่ารอยยิ้มของเขาเป็นสิ่งที่น่ามองกว่าแก้มเปื้อนน้ำตาเป็นไหนๆ


          นักร้องวงที่เข็มทิศชอบขึ้นร้อง ผมเคยฟังหมดทุกเพลง สรุปได้ว่าต่อให้จำชื่อไม่ได้ หรือแยกเพลงไทยเพลงเทศ เพลงแมสเพลงอินดี้ ผมกับเขาก็เสพสื่อเดียวกัน ซึ่งค่อนข้างยากฉิบหายกับการที่ชีวิตหนึ่งเราจะได้เจอคนที่ชอบอะไรคล้ายกันและอยู่ใกล้กันขนาดนี้ 

          ผมเริ่มมองอนาคตของตัวเองกับเข็มทิศในสเต็ปถัดไป เราอาจไปคอนเสิร์ตด้วยกัน ดูหนังเรื่องเดียวกัน ไปอาร์ตแกลลอรี่แล้วอินกับภาพหรือเทคนิกที่ต่างกัน แต่ไม่เป็นตัวน่าเบื่อสำหรับอีกคน ข้อดีคือไม่เหงา ข้อเสียคือผมว่าถ้าชีวิตเรามีเพื่อนแบบนี้สักคนเมียก็ไม่ต้องมีแล้วปะวะ เสี้ยนเราก็มีทินเดอร์ มีเทพเจ้าโพไซดอนให้จ่ายเงินหลักพันนิดๆ กับบริการดีเยี่ยม นอนเฉยๆ ให้พนักงานเสิร์ฟรสสุข ไม่ต้องคอยเทียวไล้เทียวขื่อ สุดท้ายบอกเข้ากันไม่ได้ น่าเบื่อ ผมมันคนไม่มีเวลา หรือมึงฟังเพลงห่าอะไรของมึง

          ผมอะ จริงจังกับความรักมากกว่าเรื่องเย แต่ถ้ามีรักแล้วต้องเปลี่ยนตัวเองไปทุกอย่างก็เริ่มไม่มั่นใจว่าตัวเองเหมาะกับมันหรือเปล่า ผมหาคนฟังเพลงแบบเดียวกับผมไม่ได้ คนที่ออกจากโรงแล้วผมพูดถึงเทคนิกตัดต่อหรือการใช้แสงสี ไม่ใช่มาสาดอารมณ์ใส่ว่าทำไมตัวนั้นไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ ทำไมเสียทุกอย่างถ้าปัญหามันไม่เกิดหนังเรื่องนี้มันจะทำอะไรให้แก้ปัญหาล่ะฟระ ในฐานะคนทำหนังก็หงุดหงิดทุกทีที่แฟนเก่าๆ เลือกดูหนังรักปัญญาอ่อนแล้วออกมาถามว่าทำไมมันปัญญาอ่อนแบบนี้ แต่ทีมพ่อบ้านใจกล้า ได้แต่ข่มอารมณ์ไว้ คอยจ๊ะจ๋าตอหลดตอแหลให้คุณเธอพอใจไปวันๆ
          แล้ววันนึงเธอก็จะไปพอใจกับคนอื่นแทน
          รักแท้นี่มันสิ้นหวังฉิบหาย 





         “เป็นไง”

          คนข้างๆ ถามเมื่อคอนเสิร์ตจบ คราวนี้ผมเป็นคนขับ เขาอ้างว่าเพราะขามานำทางแล้ว อยู่ๆ ก็ลืมทางกลับที่ซุกหัวนอนเฉย หลังงานเลิกรถไม่ติดแล้ว เขาพาผมกินก๋วยเตี๋ยวง่ายๆ แถวที่จัดคอนเสิร์ตจนอิ่ม แต่ที่สาหัสกว่าค่าก๋วยเตี๋ยวกับบัตรคอนฯ รวมกันคือค่าซีดีเพลงที่เปิดอยู่ ผมฮัมตามในท่อนฮุก เป็นงานรวมเพลงของศิลปินวันนี้ที่รีมิกซ์ขึ้นใหม่แบบลิมิเต็ดอิดิชั่น ไอ้สัดเข็มไม่เปย์ เขาสั่งให้ผมซื้อแล้วมาฟังด้วยกันบนรถแทน

          “ดี ไม่ค่อยได้มาแบบนี้ ปกติไปงานใหญ่ๆ”

          “อือ งานนี้มันเล็กๆ เฉพาะกลุ่มจริงๆ ค่ายใหญ่บางค่ายก็มาส่องหาเด็กตามงานนี่แหละ”

          “ยูทูปแชนแนลก็มีแล้วปะครับ”

          “ได้ฟังร้องสดมันก็ดีกว่าปะล่ะ” เข็มทิศว่า ซึ่งขัดไม่ได้จริง ผมเออออไปกับเขาทุกอย่าง “ถ้าคราวหน้ามีงานแบบนี้อีกอยากมาไหม”

          “มาดิๆ”

          “อืม ไว้มาด้วยกัน เดี๋ยวชวน”

          เยกเข้ เชื่อไหมประโยคเบสิคเมื่อกี้ทำหัวใจผมเต้นตุบๆ ตุบๆ เร่งปรับแอร์ขึ้นให้ลมตีหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนขึ้นมาเฉยๆ ผมเหลือบมองคนพูด เขาโยกหัวมองออกไปนอกกระจก แสงไฟตามถนนเป็นสีส้มกระจายมาจากหลอดไฟเป็นจุด เมื่อเรียงกันบนถนนยาวเป็นเส้นประคล้ายไฟประดับในงานเทศกาล แวบเดียวก็มองตรงกลับมาบนถนนสายหลัก พร้อมกับโทรศัพท์ของคนข้างๆ ดังขึ้น

          เข็มทิศที่อมยิ้มตั้งแต่ออกจากงานเริ่มมีสายตาเหมือนเก่า มันว่างเปล่าจนผมนึกถึงเข็มทิศคนที่มีกำแพงของตัวเองเป็นหินจากดาวอังคารที่ไม่มีวัสดุไหนทำลายได้ยกเว้นหาประตูสักบานแล้วเคาะโดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าถ้าเปิดให้เข้า เขาจะได้รับของขวัญคืออะไร

          “ป้าจอยเหรอ”

          “เปล่า”

          เขาหงายโทรศัพท์ให้ดู แม่ผลไม้ร้อยเม็ดนั่นเอง ผมเริ่มฉุนแล้วเหมือนกัน ทำไมกูเดาว่าแม่แล้วต้องเป็นอีนี่ตลอดเลย “รับดิ”

          “ไม่อะ โทรมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวก็วาง”

          “ถ้าไม่อยู่กับผม คุณจะรับใช่ปะ” 

          ดวงตาคู่นั้นแสดงนัยยะออกมาถึงความลังเล ผมเปิดไฟเลี้ยว จอดรถข้างทาง 

          “ทำให้เด็ดขาดไปดิ ก็ลังเล ใจอ่อนแบบนี้ไงถึงได้กลายมาอยู่ในสถานะนี้มาตลอด คุณควรได้รับความรักที่ดีกว่านี้นะเว้ย นี่มันไม่ใช่รัก มันเห็นแก่ตัว”

          “ก็พยายามอยู่”

           “พยายามก็รับ เปิดลำโพง แล้วเงียบ”

          ผมรำคาญ อยากพูดว่ารำคาญสักสิบแปดล้านรอบแต่นับถึงสิบห้าก็ลืมแล้วว่าทำอะไรอยู่ ตัดปัญหาให้เด็ดขาดง่ายกว่านั้นเยอะ เข็มทิศมองหน้าชั่งใจ สุดท้ายก็ทำตาม เขาวางโทรศัพท์แล้วเงียบ ผมหยิบมาให้พอได้ยินเสียงพูดของตัวเองลอดเข้าไปในสายแบบไม่จงใจนัก หรี่เสียงเพลงให้เบาลงสร้างบรรยากาศ

          “พี่เข็ม น้อยโทรหา...”

          “อื้อ!!!เข็ม...รับโทร...อื้อ....โทรศัพท์......” 

          ขยับตัวบนรถ จอโทรศัพท์เข้ากับสปริงเบาะให้เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด จงใจหายใจหืดหาดใส่ลำโพงเป็นจังหวะ บีบเสียงเบาหวิว ส้่นพร่า 

          “อื้อ...จะเสร็จแล้ว...อื้อ....แตกเลย...อื้ออ...แตกในตัวเค้าเลย...”

          ปลายสายตัดไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ รัวข้อความด่าสารพัดส่วนใหญ่เป็นคำว่าไอ้ทุเรศเด้งขึ้นหน้าจอจนไม่เห็นแบ็คกราวน์โทรศัพท์ เจ้าของเครื่องตาเหลือก หน้าถอดสี คงคิดไม่ถึงวิธีนี้ ผมว่าคนอื่นก็คงคิดไม่ได้ แต่นี่ก็อปปี้ไรเตอร์มือขวาของพี่รูญนะครับ

          “ทำอะไรของนายวะ...”

          “ทำเสียงเยกันไง ผู้หญิงที่ไหนจะอยากเป็นชู้กับเกย์” ผมหมายถึงผู้หญิงประเภทที่ชอบผู้ชายที่หน้าตา ลักษณะภายนอก แบบควงไว้อวดชาวบ้านคนหนึ่ง เก็บไว้เป็นคู่ชีวิตอีกคนหนึ่ง “ทำไม คุณมีปัญหาอะไร โทรไปง้อก็ได้นะว่าเพื่อนแกล้ง”

          ผมคืนโทรศัพท์ให้เขา เร่งเสียงเพลงอีกครั้ง สตาร์ทรถก่อนเคลื่อนตัวออก ที่เหลือก็แล้วแต่เขา แล้วแต่จริงๆ ถ้าโทรไปง้อกูเก็บของกลับบ้านคืนนี้แน่ ไม่รอให้ใครมาฉีกอกหรอก
 
          เข็มทิศกดอ่านข้อความทั้งหมด สีหน้าเรียบเฉย ผมไม่เห็นเนื้อหา พักใหญ่กว่าจะพิมพ์ตอบอะไรสักอย่างแล้วพูดออกมา

          “เราพิมพ์บอกไปว่าขอโทษ แต่พยายามบอกเป็นนัยหลายครั้งแล้วว่าตอนนี้คบกับคนที่อยู่ด้วยกัน”

          อันนี้ก็เหนือความคาดหมายไปหน่อย แต่น่าพอใจ เลิกให้กูเห็นสักทีเถอะเรื่องนี้ หงุดหงิดฉิบหาย
          เพลงป๊อบวงโปรดของเขาเล่นถึงท่อนฮุกพอดี เขาถามผมเบาๆ แต่ได้ยินชัด 

          “ถามหน่อย เวลาเอากับคนอื่นครางแบบนี้จริงดิ”

          ชายหนุ่มหัวเราะ จากในลำคอค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ผมร้อนที่หูอีกแล้ว แต่ก็หัวเราะตามจนได้

          “บ้าปะ เป็นผู้ชายต้องขรึมๆ สิวะ”

          “เสียงแม่งโคตรได้จังหวะกับตอนโยกเบาะ”

          “ผมเซียนนะครับ ทำเป็นเล่นไป”

          ข่มพอเป็นพิธีก่อนร้องแหกปากกับท่อนที่ไม่ได้มันเหี้ยอะไรเลยด้วยกัน 

          “...หรือเพียงที่ผ่านมา ฉันเองที่ผิดไป ที่รักเธอจนหมดหัวใจอย่างง่ายดาย”

          “มึงร้องโคตรเพี้ยน”

          “มึงเสียงดีตายล่ะ” ผมสวนกลับทันที เข็มทิศหายใจแรง ก่อนเกิดเสียง ปึง!!! 

          หมัดหนักๆ ฟาดลงบนคอนโซลหน้ารถก่อนคนต่อยรถจะฟุบลง ไม่ใช่เพราะโกรธที่ผมว่าเขาเสียงไม่ดีหรอก แต่กำลังข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ต่างหาก ผมเหมือนกัน ดีนะที่รถกูแข็งแรง ถ้ามึงต่อยแล้วพลาสติกลูกชายกูแตกเนี่ยกูจะบอกผัวอีน้อยหน่าให้มายิงมึง ไอ้เวร

          “จอดรถแป๊บดิ”

          อีกสี่ร้อยเมตรจะถึงคอนโดอยู่แล้ว แต่ผมยอมทำตามโดยไม่ถาม ตีไฟระวังเอาไว้ ระวังตำรวจล็อกล้อ ไม่ใช่ระวังคันหลังมาเสย ผมรู้สึกว่าตัวเองต้องพูดอะไรสักอย่าง และก็เลือกพูดในสิ่งที่จริงที่สุดของชีวิต

          "เข็มทิศ...เป็นมะเร็งก็ต้องผ่า ผมรู้นะว่ามันเจ็บ แต่ว่า..."

          “............”

          วินาทีที่ยังพูดไม่จบนั้นเป็นช่วงเวลาที่ถูกคว้าคอเข้าหา เข็มทิศจูบผมรุนแรง หนักหน่วง จูบแบบคนต้องการปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดของตัวเองออกมา ผมนิ่งเพราะทำอะไรไม่ถูกครู่หนึ่งก่อนกัดปากเขาแล้วจูบกลับไปอย่างอ่อนโยน

          กลิ่นลมหายใจเราปนกัน ไอระอุทำให้แก้มร้อนผ่าวเสียงของน้ำลายและจังหวะกลีบปากยามบดเบียดและถอนออกดังในรถสี่ประตู จูบทั้งที่ไม่รู้ว่าจูบทำไม จูบทั้งๆ ที่ไรหนวดมันขูดครากจนผมแสบริมฝีปากไปหมด

          “โทษว่ะ...แค่รู้สึกอยากจูบ”

          “อือ”

          ผมตอบเมื่อผละตัวออกมา ผมก็อยากจูบเขาเหมือนกัน และก็ไม่รู้ว่าทำไม 

          “กลับได้ยัง ง่วงแล้ว”

          ไม่มีการสื่อสารใดต่อจากนั้น เราต่างเงียบและจมในภวังค์ของตัวเอง ภวังค์ที่ทั้งเต็มตื้นและว่างเปล่าคละคลุ้งสับสนปะปนกันไป ผมไม่ปลอบเขาต่อ และดูคล้ายเข็มทิศได้รับรางวัลที่ดีมากพอสำหรับการหั่นเฉือนชิ้นส่วนมะเร็งของความรู้สึกไปแล้ว


          "ขอบใจ ทุกอย่างเลย"

          เจ้าของห้องพูดทิ้งไว้เมื่อถึงที่หมาย เข็มทิศลงจากรถ เดินจ้ำไปในสวนหย่อมของคอนโด ผมไม่ตามไป แต่คิดว่าคงเป็นอีกคืนที่หนักสำหรับเขา 
          อาจเป็นเพราะเราต่างรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ..
          พรุ่งนี้จะดีขึ้นเอง


          .
          
          .
          

#westonwednesday มาแว้วววว 
เริ่มมีความคืบหน้าแล้วค่ะ ความสัมพันธ์ของเพื่อนชายนี่มันกรุ๊งกริ๊ง งุ้งงิ้งดีเหมือนกันเนาะ
เรื่องนี้อีเบ๊บตัวแสบจะเป็นผู้ชายสายปากจัดๆ เชื่อว่าในชีวิตต้องเคยเจอคนแบบนี้กันแน่ๆ เป็นกำลังใจให้จ่าอีกคืน ได้รางวัลไปแล้วห้ามชิ่งนะเออ

เริ่มมีคนอ่าน คนคอมเมนต์มากขึ้นก็ยิ่งเขียนสนุกขึ้นไปเรื่อยๆ เลย ดีใจจัง 
อันนี้เอาเพลงมาฝาก เนื้อหาที่หยิบเอานักร้องมาเป็นเรื่องสมมติ แต่วงนี้มีจริงนะ
ส่วนคนแนะนำให้เรารู้จักคือ -JittiRain- ค่ะ นังฟังมาจากร้านเหล้า น้องมีภารกิจที่ร้านเหล้าค่ะ น้องกำลังบวมเป็นถังเบียร์เลยได้ยินเพลงนี้มา


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 832 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,069 ความคิดเห็น

  1. #2064 Pimnok2124 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 13:27
    เบ๊บตกหลุมรักเข็มทิศแล้วววววว
    #2,064
    0
  2. #2063 Pimnok2124 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 13:23
    แงงงงดนตรีสดกับคนโปรดอะเนอะ น่ารักจัง^^
    #2,063
    0
  3. #2055 bunnyt248 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2563 / 14:13
    ค่อยๆหาเหตุผลกันต่อไป
    #2,055
    0
  4. #2046 Wafuii (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2563 / 15:00
    โอ้มายก็อดทั้งสองคร
    #2,046
    0
  5. #2024 PCB614 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 23:12
    เบ๊บสุดมากกก แต่ฉากจูบนี่มัน จู่ ๆ ก็อยากจูบ อย่างงี้ก็ได้ด้วยหรอ
    #2,024
    0
  6. #2006 Brownsugar1980 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2563 / 06:12
    หยุดอ่านไม่ได้เลยยยยยย😍
    #2,006
    0
  7. #2002 somjaiy (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 15:53
    รักเบ๊บว่ะ ค่ดได้อะ
    #2,002
    0
  8. #1993 Mune (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 05:05
    เบ๊บค่ดแสบบบบ 555555555
    #1,993
    0
  9. #1963 Biekps99 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:41
    แบบนี้คงดราม่ามาแบบรุนแรงแน่ๆอะตามแนวทางของไรท์
    #1,963
    0
  10. #1956 xxibppcrn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:48
    ก็ว่า เห็นพวกชื่อวงแนวเพลงนึกถึงคุณจิตติเลย 55555
    #1,956
    0
  11. #1949 tuckkiijung (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มกราคม 2563 / 18:49
    เห้ย อยู่ๆก็อยากจูบนี่มันไม่ธรรมดาแล้วนะ ใครเค้าอยากจูบเพื่อนตัวเอง

    ฉากคอนเสิร์ตเราอินมาก เหมือนไปแคท แล้ววงไปส่งกูบขส.ดู๊ นักร้องนำพี่แกชอบแจกเงินจริงๆ เราเคยได้มา 500 บาท แกโยนลงมาจากเวที 5555555555555555
    #1,949
    0
  12. #1936 metonnum (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 18:28
    อนาคตต้องมีเสียน้ำตาแน่นอนลูกแม่ เห้อมมมมมมม
    #1,936
    0
  13. #1934 eye-water maker (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มกราคม 2563 / 16:04
    อินมาก งานแคท พี่อ๋อง น่ารัก ฮื้ออภาษาดีด้วยเราชอบ
    #1,934
    0
  14. #1911 heykiki (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 / 22:48
    มันเป็นน่ารักนะเอาจริงตอนนี้ ชอบนิสัยเบ๊บว่ะ 5555555555 ละแบบบบบบบบ โอโห ดราม่าแน่นอนนน ในอนาค๊ตตตตต
    #1,911
    0
  15. #1890 m51t (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 00:05
    จู่ๆก็อยากจูบ รู้สึกหมั่นเขี้ยวยัยเบ๊บสินะ
    #1,890
    0
  16. #1877 maten10 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 19:22
    เห็นแววดราม่า
    #1,877
    0
  17. #1867 แพะบยอน❤ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 20:52
    นายว่าคนที่จูบกันแบบไม่มีเหตุผลมันจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกหลอวะนาย
    #1,867
    0
  18. #1850 Earn0624 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 16:58
    นายเข็มทิศ กรี๊ดดดดดด แกจูบเขาอะ แกอยากจูบแล้วแกก็จูบ คือเห้ย เบ๊บจูบตอบ เรือมา
    ชอบที่ระหว่างสองคนนี้มันดูพิเศษมาก คุยกันแทบทุกเรื่องเลย ทั้งงาน ความฝัน ความรัก อะไนทะลึ่งๆก็แซวกันอย่างไม่เขินอาย มันโคตรดีเลยอะ เป็นแฟนกันไปเหอะ ในคอนนี่อย่างแฟนไม่เพื่อนแล้วเว่ย
    #1,850
    0
  19. #1830 peachpk (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 20:49
    เบ๊บบบบบ เธอก็จูบตอบเค้าน่ะ!!
    #1,830
    0
  20. #1816 porlu (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 17:29
    เจ้าเข็มสู้ๆนะเฮ้ย
    #1,816
    0
  21. #1815 tunty0505 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 กันยายน 2562 / 00:21
    นี่จะพิมพ์บอกรู้จักเพลงถังน้ำแข็งของวงนี้ แต่โดนดัก แล้วก็โดนแย่งความสนใจไปหมดด้วย ฉากท้ายเนี่ย555555 โง๊ยยยย จูบบบบ
    #1,815
    0
  22. #1798 HaeMay (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 19:29
    เห้ยๆๆๆๆๆๆๆ เพื่อนกันเค้าไม่จูบกันน้าาาา ไม่ๆๆๆๆ
    #1,798
    0
  23. #1785 priyatida_tt (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 10:33
    อยู่ดีๆก็ก็กันเฉนเลยเว้ยยยยยกรี๊ดดดดดดด
    #1,785
    0
  24. #1775 Pandan_s (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 09:38
    จูบเสร็จนอนกอดกันได้ไหมคะ เหงา หื้อออ
    #1,775
    0
  25. #1773 bhjlo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2562 / 00:07
    พอตัดมะเร็งแบ้วมันแบบ...อื้อเขิน ละอะไรคือเราก็อยากจูบเขาเหมือนกันอ่าเบ๊บ!
    #1,773
    0