โลกที่ไม่มีเรื่องบังเอิญ

ตอนที่ 19 : in my head

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,808
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 797 ครั้ง
    15 พ.ค. 62


In my head






         “เท่านั้นแหละ”

          พี่ป้อมพูดกระชับ เหวี่ยงแก้วเหล้าที่เหลือเพียงน้ำแข็งเจือวิสกี้ที่ก้นไปมา ที่เขี่ยบุหรี่สุมเถ้าพูนล้น เสียงดนตรีแจ๊ซสดในร้านหายากของพนมเปญบรรเลงเนิบช้า สายตาของเขามองไปยังนักดนตรี ดิ่งแน่วและเคลิบเคลิ้มในที ส่วนผมได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อบรีฟที่ได้รับในการเขียนบทใบ้เพียงว่า อยากทำหนังที่คนเล็กๆ คิดไม่ถึง


          สองสัปดาห์หลังจากผมตัดสินใจตัดขาดความสัมพันธ์กับเข็มทิศ การทำเรื่องเข้ามาทำงานในพนมเปญก็เสร็จสิ้น พี่รูญจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เป็นปาร์ตี้ไก่เคเอฟซีในกองวันที่ฝนพรำ ปลอบใจกองว่าวเพราะถ่ายทำกันไม่ได้ทั้งที่ก่อนหน้านี้แดดจ้าเหมือนพระอาทิตย์อยู่หน้าบ้าน 

          ทุกอย่างฉุกละหุกกว่าที่คิด ผมวุ่นวายกับการส่งต่องานให้พี่มะลิ ต่อพาร์สปอร์ต ทำวีซ่าสำหรับเข้าไปทำงานในพนมเปญ แทบไม่มีเวลาคุยหรือสบตากับเข็มทิศจังๆสักครั้ง เขาเองก็ยุ่งๆ หรือบางทีเราอาจต่างพาตัวเองเข้าไปวุ่นวายกับธุระปะปังต่างๆ เพื่อให้ลืมความเจ็บปวดยอกย้ำซ้ำซ้อนนั่นไปอย่างคนโตๆ เขาทำกัน

           “งงอะไรเล่า ก็ข้าหาแนวคิดให้ หา Objective ให้ กลุ่มเป้าหมายก็เป็นคนวัยทำงานที่หลงลืมความสำคัญของตัวเองในประเทศที่กำลังพัฒนา เอ็งก็ลองไปทำ Content analysis หาพล็อต ทำทรีตเม้นต์ ปรับปรุงจนได้เขียนบท เราจะได้รู้ว่าทำเลที่นี่โอเคไหม หรือต้องไปดูที่อื่นที่มันส่งอารมณ์ต่อหนังมากกว่า”

           “แต่พี่อยากถ่ายที่นี่ใช่ไหมครับ”

          “ได้ก็ดี หรือเอ็งคิดยังไง ที่ฟังไกด์ได้ไอเดียอะไรเพิ่มไหม”

           “ผมชอบเรื่องที่ทหารผู้ใหญ่ไม่ยอมแจ้งส่วนกลางว่ามีทหารในสังกัดตายนะ” ผมหมายถึงเรื่องที่ไกด์นำเที่ยวชาวกัมพูชาเล่าให้ฟังระหว่างเราเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เขาเชี่ยวชาญภาษาไทยกว่าคนไทยบางคนที่ใช้นะค่ะ เล่าเรื่องความเหลื่อมล้ำชัดเจน ซึ่งเกิดจากการคอรัปชั่นเต็มรูปแบบของผู้มีอิทธิพลอย่างได้อรรถรส “แล้วก็ที่ครอบครัวทหารยศน้อยยอมรับเงินก้อน ช่องโหว่ตรงนี้น่าสนใจ ถ้าทหารยศเล็กๆ ไม่ตาย ทหารตำแหน่งหัวหน้าก็ไม่มีโอกาสริบเงินเดือนไปชั่วลูกชั่วหลาน”

         “เจ๋งใช่ไหม ทหารที่ไม่มีเกษียณและไม่มีวันตาย”

         “มันก็น่าเศร้าอยู่นะพี่ ถ้ายศผู้บัญชาการร้อนเงิน ส่งคนไปเก็บลูกน้องแล้วริบเงินส่วนนี้มาล่ะ” ผมขีดประเด็นที่สนใจลงในไอแพด แยกออกมาเป็นหัวข้อที่ยึดโยงเชื่อมต่อกันได้ “ใส่ความเมินเฉยของประชาชน กระทั่งวันหนึ่งกลายเป็นเรื่องของตัวเอง”

         “ดูโรม่าหรือยัง”

         “ดูแล้วครับ”

         “เอาซีนอารมณ์ในเรื่องนั้นมาใช้ได้นะ”

          ผมเห็นด้วย ความเจ็บปวด โดดเดี่ยว ท่ามกลางพายุของความขัดแย้งกระทั่งพลัดพรากสูญเสีย “นางเอกเรื่องนั้นพยายามดีนะพี่ อุตส่าห์ตามหาผัวจนเจอเพื่อจะบอกว่าท้อง ทั้งที่น่าจะพอรู้อยู่แล้วว่าแม่งต้องไม่รับผิดชอบแน่ๆ”

          “บางคนก็ทำอะไรงี่เง่าแบบนั้นให้มันถึงที่สุดถึงจะยอมรับความจริงล่ะมั้ง” พี่ป้อมว่า ผมหลบเรื่องตรงหน้าไปนึกถึงใครบางคนที่พยายามลืม นึกถึงประโยคที่เขาเคยบอกเมื่อมีความรักแล้วคนมักงี่เง่า และยอมงี่เง่ากว่าที่คิด ยอมเป็นทั้งคนโง่ ปิดหูปิดตา ทั้งหมดเพียงเพราะความหวังว่าสักวันหนึ่งความสัมพันธ์ที่กระท่อนกระแท่นจะไม่พังครืนลงมา 

        ขณะที่ผมและเข็มทิศ เราจบกันแค่นั้น

        ไม่มีความพยายามยื้อรั้ง หรือพูดเปิดอก ผมไม่ได้ถามเขาด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราที่ผ่านมาคืออะไร เขาหมายถึงแค่เพื่อนจริงๆ หรือกำลังหงุดหงิดใจเรื่องอะไรกันแน่ วันนั้นที่ผมและเขาเชือดเฉือนกันและกันด้วยคำพูด สายตา การกระทำ วันเวลาผ่านไปแม้การรบจะสิ้นสุดแล้วผมกลับพบว่าหัวใจที่ผ่านสมรภูมิในคราวนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นคืนสักที

        ดนตรีแจ๊ซเปลี่ยนจังหวะ เป็นเพลงบทใหม่ เพลงเป็นศิลปะที่หาฟังได้ในทุกประเทศ เชื่อมต่อผู้คนคล้ายๆ กันไว้ด้วยกัน ผมคิดถึงเพลง Peach pit อีกครั้ง แนวที่เรา...ผมและเข็มทิศ ฟังด้วยกัน ไม่ได้หาฟังง่ายนัก ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ตลกดีที่เราหากันเจอ แล้วก็เป็นปกติดีที่เราไม่สามารถรักษามันไว้ได้ เหตุผลเดียวคงเป็นเพราะไม่รู้ว่าเราจะรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ด้วยนามของอะไร เพื่อน คนรัก คู่นอน 

         “จริงๆ จะถ่ายทำในไทยก็ได้ แต่รำคาญคน อยากทำหนังเงียบๆ หาทีมงานหน้าใหม่ เอาแบบทนน้ำทนไฟ รับค่าแรงที่มีให้ไหว”

         พี่รูญเรียกสติผมให้กลับมาสู่โลกปัจจุบัน ผมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจากประโยคนั้น “แล้วทำไมต้องมาพนมเปญวะพี่”

          “ค่าแรงถูกกว่า คนทำงานเต็มที่ ที่จริงถ้าไปถ่ายที่พม่าได้ก็อยากไป ข้าชอบคนพม่ามากกว่าเขมร แต่เรื่องชนกลุ่มน้อยยังฮึ่มฮั่ม กลัวได้ถ่ายกันไม่ทันจบ”

          “เขมรก็ใช่ย่อย” ผมรู้มาว่าบางทียังมีสถานที่ห้ามเดินผ่าน โดยเฉพาะอาณาเขตรกร้าง มีโอกาสเจอระเบิดบู้มบ้ามได้ตลอดเวลา “แต่จริงนะพี่ หลังๆ ผมเห็นคนไทยตกงานอย่างเยอะ ทั้งที่โรงงานก็ขาดคน”

          “ยังข้ามผ่านเรื่องศักดิ์ศรีกันไม่ได้มั้ง คนไทยยังติดภาพว่าคนงานมีค่าความเป็นคนน้อยกว่านายก”

          “เออ ก็จริง คนทำธุรกิจส่วนตัวกันเยอะขึ้นด้วยมั้ง”

          “อืม พอเป็นคำว่าสตาร์ทอัพแม่งเท่ ต้องเล่นเบอร์แรงไว้ก่อน พอเล่นเบอร์แรง ดูแฮปปี้กับชีวิตคนอื่นก็เอาตาม มีทุนนิดหน่อยก็ไปกู้หนี้ยืมสิน หนี้นอกระบบ สุดท้ายวกกลับมาเล่นงานตัวเอง”

         พี่ป้อมสั่งวิสกี้เพิ่ม เขาดื่มราวกับมันเป็นน้ำเปล่า ส่วนผมแค่จิบพอให้ยังทำงานไหว หรือไม่ก็ให้เมาจนหลับไป ไม่อยากคิดถึงเรื่องที่ทิ้งร้างค้างคาไว้ในไทยก่อนจากจร

          “ผมชอบเป็นลูกจ้างกว่าเจ้าของบริษัทอีก ถ้าเป็นเของแล้วต้องทำงานทุกวัน”

          “จริงของเอ็ง แต่หนังเรื่องนี้เป็นของเอ็งนะ เอ็งต้องทำทุกวัน”

         ผมหัวเราะ โบกมือปฏิเสธ “ของผมอะไรเล่า ของพี่นั่นแหละ ผมแค่มาช่วยไง”

          “ขอเล่นบทเป็นนายทุนสักเรื่องเถอะว่ะ”

          “โห งี้เจ๊งระเนระนาด”

          “ข้าเจ๊งเอ็งก็ไม่ได้ค่าจ้าง เอาดิ” เขายักคิ้วไม่ยี่หระ บริกรยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ ผมนึกอยากกินโมจิโต้ แต่ดื่มเบียร์อยู่ คิดไว้ว่าวันหลังถ้าได้มาร้านนี้ใหม่จะลอง “เวลาที่ทำหนังต้องทรีตเม้นเยอะๆ บทมันจะได้แตกต่าง หาความสมเหตุสมผลให้ตัวละคร บทพูดก็ด้วย รู้ใช่ไหมเราควรใช้เวลาสามในสี่ของหนังเรื่องหนึ่งในการเตรียมบท”

         ผมพยักหน้ารับรู้ เรื่องนี้ในมหาวิทยาลัยก็ถูกเน้นนักหนา อย่าให้บทตลกโปกฮา ประมาณว่ารถคว่ำ ยิงกันเปรี้ยงปร้าง พอตื่นมาในโรงพยาบาลแล้วถามว่าที่นี่ที่ไหน ฉันมาทำอะไรที่นี่แม่งโคตรเก่าและโคตรไม่เมคเซนส์ แต่มันเป็นเช่นนั้นเสมอ อย่างว่า จะเล่ายังไงให้คนดูเข้าใจ ชีวิตจริงไม่ได้มีเสียงออกจากความคิด การสื่อสารก็ผิดพลาดกันพัลวันไปหมด

          “เอ็งมีสายตาที่อ่อนไหวต่อรายละเอียดในชีวิตจริงมากนะ อย่างเรื่อง Moment ข้ายังทึ่งเลย ว่าทำไมเด็กมหา’ลัยถึงเซนซิทีฟเรื่องความตายได้มากเท่านี้”

          “ช่วงปิดเทอมผมถูกส่งไปเป็นเด็กวัดมั้งครับ เห็นคนตาย คนมาเคาะโลงพูดกับคนตายทุกวัน แม่งเซอร์เรียลกว่านางเองถูกพระเอกคร่อมแล้วถามว่าคุณจะทำอะไรฉันเสียอีก”

          “บางทีอาจจะมีคนแบบนั้นก็ได้นะ เพียงแค่เราไม่เจอ”

          ผมหลิ่วตาแสดงความไม่เห็นด้วย คนแบบนั้นน่ะนะ

          “เอ็งคิดว่าเจอคนครบทุกคนบนโลกแล้วหรือไงถึงตอบได้ว่ามันมีหรือไม่มีคนแบบนั้น”

         พี่ป้อมพูดก็ถูก แค่ในพารากอนผมยังเจอคนไม่ครบเลยด้วยซ้ำ “แต่จริงนะพี่ คนเรามีอะไรก็น่าจะพูดตอนมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องมาถ้ารู้งั้น ถ้ารู้งี้”
 
         “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า เรื่องที่เราทำไปโดยหลงลืมมันไป” ชายวัยกลางคนว่า ทอดสายตาออกนอกร้านที่กั้นด้วยกระจกใส บาร์แบบนี้หายากในพนมเปญ เป็นซอกหลืบของนักดื่มที่เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้นจะมา แสวงหาความสุข เพราะเทียบกับค่าครอบชีพแล้วนับว่าแพงหูฉี่ 
 
        ผมคิดตามคำพูดนั้น ใช่ มันต้องมีบ้างแหละน่า
 
         “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ข้าคงใส่ใจครอบครัวมากกว่านี้ เอ็งรู้ไหม รางวัลที่ได้มาแม่งไม่สำคัญอะไรเลยเวลาที่เราไม่มีใครให้อวด ลูกจำหน้าไม่ได้ เมียไม่คุยด้วย พ่อแม่ก็ตายหมดแล้ว”
 
         “หว่องเฉย” 
 
         “พูดจริงๆ แต่เอ็งยังมีเวลาอีกเยอะ” คนสอนกอดอกพิงกับเบาะหนัง เก้าอี้นั่งทรงหรูหรา แต่มีคราบเก่าเล่าเรื่องราวคล้ายบาดแผล รอยปุบนที่พักแขน กำลังฟ้องว่ามันเองก็ทำงานมาหนักหนาเช่นกัน

          “เวลาก็อาจจะมี แต่คนที่มายืนข้างๆ คงไม่มีเหมือนกันมั้งครับ”

         ความรู้สึกละเอียดแทรกลึก แม้ผมจะจากมาโดยไม่ร่ำลาอะไรก็ไม่ได้หมายถึงไม่เสียใจ หรือไม่มีเรื่องราวที่อยากฝากบอกเข็มทิศอีก ช่วงเวลาแสนสุขผ่านไปรวดเร็วราวกับหลับไปหนึ่งตื่น วันวานที่ไม่เคยคิดว่าหวานหอม กลับตะล่อมให้ตรอมตรมขมในอก ผมคิดถึงคราวที่เราคลอเคลีย โอบกอดกันและกันอย่างอ่อนโยน ระหว่างผมและเข็มทิศ เรื่องราวที่เป็นจินตนาการของผมเพียงคนเดียว

          “เพราะต้องมาทำงานหรือเปล่าวะ ถึงได้เลิกกัน กับแฟนน่ะ” คู่สนทนาถาม เขาไม่เคยซักเรื่องส่วนตัวของผมมาก่อน แม้ว่าเรารู้จักและสนิทสนมมากพอให้กล่าวถึงเรื่องส่วนตัวได้ เขาก็ไม่เคยก้าวเข้ามา เผื่อพื้นที่ปลอดภัยให้ผมระลึกทบทวนตัวเองเสมอๆ

          “ไม่รู้ว่าใช้คำว่าแฟนได้หรือเปล่าน่ะครับ”

          “เอากันหรือยัง”

          “โห อย่าให้นับ ยิ่งเครียดยิ่งทำ ผู้ชายเหมือนกันด้วยไงพี่ ไม่มีใครเบรค แต่จะเรียกว่าแฟนได้ไงถ้าไม่ได้รักกัน”

          “เอาเสร็จแล้วทำอะไรต่อล่ะ หลับ? ดูดบุหรี่? อาบน้ำ?”

         ผมลองนึกภาพ ไม่ใช่ทั้งหมดที่กล่าวมาโดยสิ้นเชิง อาจมีบ้างที่ผมลุกไปสูบบุหรี่ แต่เข็มทิศจะคอยคลอเคลียไม่ห่าง เรากอดจูบกัน พะเน้าพะนอ สูดดมกลิ่นของเหงื่ออย่างไม่รังเกียจ ก่ายร่างกายของอีกฝ่ายด้วยอวัยวะบางอย่าง แขนบ้าง ขาบ้าง บางทีก็เป็นหัว ซุกไซ้ชวนจั๊กจี้ บางทีก็เป็นการร่วมรักซ้ำเดิมอีกหน 

          “ถ้ามันมีเยื่อใยต่อจากนั้นมันก็เป็นความผูกพันแล้ว คำว่าแฟน คู่ชีวิต ผัวเมีย พวกนี้มันก็เป็นแค่ชื่อเรียกของความผูกพันไม่ใช่เหรอ หรือเอ็งทำอย่างนี้กับคนอื่น”

          “เปล่าพี่ แต่เขาระแวงว่ะ”

          “ทำไมเขาถึงระแวง อย่าบอกนะว่าเพราะข้า”

         ผมสำลักเบียร์ รีบโบกมือก่อนเรื่องราวเลยเถิดไม่ทันการณ์ พี่ป้อมยักยิ้มอย่างคนช่างเย้า เบี่ยงตัวหยิบซิการ์รุ่นสมัยพ่อยังหนุ่มขึ้นมา ทอดสายตาเชิงเอ็นดูและเปิดโอกาสให้ผมได้เล่า

         “ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนะ แต่เขามีอดีต ผมว่าเขาไม่ข้ามผ่านอดีตของตัวเองว่ะ กลัวว่าจะเจอเรื่องเดิมทั้งที่ผมกับผู้หญิงคนนั้นก็คนละคนกัน”

         ควันสีขาวพ่นฉุย ผมหยิบบุหรี่ของตัวเองออกมาบ้าง จุดขึ้นสูบ ระบบดักจับควันห่วยฉิบเป๋ง คนดูดบุหรี่กันทั้งร้านยังไม่เตือน

         “รู้ไหม มีอะไรที่คนเรามักทำพลาดในความสัมพันธ์”

         “อะไรฮะ”

         “การคิดว่าสิ่งนั้นเป็นความผิดของเขาเพียงผู้เดียว”
  

         เสียงเชลโล่ลากยาน เครื่องดนตรีชนิดอื่นหรี่เสียงลง ห้วงทำนองสุดท้ายสิ้นสุด เสียงปรบมือจากผู้ฟังดังเปาะแปะพอเป็นพิธี ผมพยายามทบทวนอีกครั้ง ถึงคืนวันที่เราเคยมีร่วมกันมา

         ผมแม่ง...โคตรรักเข็มทิศเลย
 




         ครั้งหนึ่งพนมเปญเคยได้ชื่อว่าเป็นไข่มุกแห่งเอเชีย เมืองเล็กๆ ที่ผมไม่เคยให้ความสำคัญ เอาจริงๆ ผมไม่ได้สนใจการทำหนังที่แฝงไปกับอารยะวัฒนธรรม ผมชอบความเป็นเมืองมากกว่า เหมือนหนังเรื่องที่ได้รางวัลก็เป็นความเป็นอยู่และพลัดพรากของชนชั้นกลาง กระนั้นเมื่อมาถึงประเทศที่เคยรุ่งโรจน์และยับเยินจากสงคราม และการปฏิวัติ ผมก็อดไม่ได้ที่จะคิดจะแทรกเรื่องราวของช่วงอายุคนหนึ่งตั้งแต่จุดสูงสุด จนเมืองล่มสลาย ปิดท้ายด้วยการบูรณะฟื้นฟูตัวเองใหม่ พี่ป้อมบอกว่าหนังที่ดีควรเป็นหนังที่ให้ หมายถึงผู้เขียนบทมีจุดมุ่งหมายที่จะให้คนรับชมซึมซับกลับไปใช้ในชีวิต และนั่นเป็นเรื่องฟลุ๊กที่ผมบังเอิญทำตอบโจทย์คณะกรรมการเมื่อสมัยเรียนทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะส่งอานุภาพออกไปได้ขนาดนั้น

        “ที่นี่มีวัฒนธรรมหลากหลายมากกว่าที่ผมคิดนะครับ”

         เราหยุดเดินชมวังตั้งแต่สายๆ เปลี่ยนบรรยากาศมานั่งดื่มกาแฟยามบ่ายในร้านสไตล์ยุโรป ผู้คนริมแม่น้ำโขงใช้ชีวิตเรียบง่าย เสียงรถมอเตอร์ไซค์ดังกระหึ่มตามท้องถนนสู้แดดจ้า มีทั้งผู้คนโอ่อ่า และคนที่คอยฉกฉวยโอกาส ผมยังเจอชุมนุมเด็กขอทานที่ได้ยินว่ารัฐปัดกวาดไปเยอะแล้วเป็นระยะ ตามตื๊อจนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนใจมาร ไม่รู้จะเอาอะไรไปเถียง ผมแม่งคนใจมารจริงๆ กูเกลียดเด็กโว้ย

         “อยากดูอะไรอีกไหมล่ะ” พี่ป้อมถาม เขาให้อิสระผมในการเสาะหาข้อมูลเต็มที่ เรานั่งฝั่งตรงข้ามกัน มีแล็ปท็อปคนละตัว อาศัยไวไฟจากร้านกาแฟเป็นหลัก ผมเปิดเว็บไซต์เจอตลาดเก่าขายของรัสเซียตั้งอยู่ไม่ไกลจากบาร์ที่เราไปเมื่อคืนนัก 

         “พซาร์ทะเมยมาร์เก็ตไหมพี่ อยากไปถ่ายรูปว่ะ”
ถ่ายกล้องฟูจิกิ๊กก็อกธรรมดา ล้างออกมาแล้วส่งเป็นโปสต์การ์ดไปอวดแม่ อวดพี่รูญ ที่จริง อยากส่งหาเข็มทิศด้วย 

        เขาจะคิดถึงผมบ้างหรือเปล่าวะ หรือสบายอกสบายใจมีเมียใหม่ไปแล้ว หน้าอย่างนั้นหาได้ไม่ยากหรอก คนที่ไม่ได้ดูหรูหราจนเข้าไม่ถึง ไม่สถุล บ้างานจนโดนทิ้งมานักต่อนักอย่างผม

        แต่ครั้งนี้ผมผิดอะไรวะ ทำงานก็ทำด้วยกันรู้จักนิสัยกันมาตั้งแต่เล็ก รู้จักกันยันพ่อแม่ด้วยซ้ำ หรือว่าเพราะเรารู้จักกันดีเกินไปเลยน่าเบื่อ แต่จะเบื่ออะไรก็น่าจะบอกกันบ้าง หรือว่าเรื่องเซ็กซ์ เขาอยากให้ผมใช้ปากให้บ่อยๆ หรือเปล่านะ

         “เหม่ออีก เหม่อ ได้ยินข้าพูดไหม”

         “ครับ?”

         “เฮ้อ จะรอดไหมวะ” พี่ป้อมบ่นกลั้วหัวเราะ ยืดตัวกอดอก เอนหลังพิงกับเก้าอี้ทรงยุโรปสีขาว
ผมแสร้งก้มลงมองจอแลปท็อปหลังจากเหม่อลอยออกไปด้านนอกเสียนานสองนาน คิดว่าเมื่อเวลาผ่านความรู้สึกจะเบาบางลง จริงอยู่ที่ผมโกรธเขาน้อยลงมาก น้อยจนเหลือเพียงแค่ความปรารถนาดีเท่านั้นที่มีให้ ผมไม่อยากให้เขาทุกข์ทรมาน ไม่อยากให้เข็มทิศเสียใจ แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่าคงยินดีถ้าเขามีคนมาอยู่ตำแหน่งที่ผมเคยได้อยู่ไปแล้ว

         “เคลียร์เรื่องส่วนตัวหน่อยดีไหม ข้าว่านานไปมันจะกระทบกับงานเอานะ”

         “ไม่รู้จะเคลียร์อะไรน่ะครับ”

         “เหรอ แต่หน้าตานี่เต็มไปด้วยคำถามตลอดเวลา ถามสารทุกข์สุขดิบก็ดี เลิกกันแล้วหายหน้ามาอย่างนี้มันคาราคาซัง”

        ถึงผมจะไม่เห็นด้วย แต่ก็เห็นด้วย แม่งโคตรเกสโนว่า

         “อยากโทรอะพี่ แต่กลัว”

         “กลัวอะไร”

         “กลัวเขาไม่รับสาย”

         “ยังไม่โทรเลยแล้วมันจะรับได้ไงวะ”

         “แล้วถ้า...เขารับแล้วทำเสียงเย็นชา ไม่อยากคุยกับผม”

         “อย่างน้อยก็ได้ยินเสียง”

         “โห พี่ ปีชงปะเนี่ย ชงเก่ง” มุกเก่า ขออนุญาตใช้ซ้ำ หัวโคตรตื้อเลยตอนนี้ คิดหมัดเด็ดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

         “ไม่ได้ชง รำคาญ ทำหน้าเป็นหมาจ๋อย เอายังไง หรือคืนนี้จะไปตีหม้อก่อน” ผมลืมนึกเรื่องซื้อบริการทางเพศไปเลย นักท่องเที่ยวชายพลัดถิ่นแม่งต้องลองทุกที่ ไม่อย่างนั้นไม่มีอะไรคุยในวงเหล้า

         “พี่รู้ถิ่นเหรอ”

         “รู้แต่ผู้หญิงนะ ถ้าอยากได้ผู้ชายเดี๋ยวลองถามพรรคพวกให้”

         “เซียน” ผมแซว แต่ไม่มีกะจิตกะใจไปตื่นเต้น ไม่เหมือนตอนสมัยเรียนที่เสาะหาเป็นอันดับต้นๆ รองลงมาจากร้านกินดื่มเลยครับ “ผู้หญิงดีกว่าพี่ ไม่เคยนอนกับผู้ชายคนอื่น คงรู้สึกประหลาดๆ”

         “แล้วที่ทำกับคนนี้ไม่รู้สึกประหลาดเรอะ?”

         “ตอนแรกก็รู้สึก แต่หลังๆ ชินมั้งครับ ไม่ค่อยเขินกันแล้ว ทีนี้ใส่ไม่ยั้ง”

         “พอๆ ไม่ต้องมาเล่าให้ข้าฟัง ไม่ได้อยากรู้โว้ย”

        ผมหัวเราะร่วนลงคอ ถ้าเป็นพี่รูญป่านนี้ผมคงโดนอะไรสักอย่างปาหัวในโทษฐานที่ทำตัวทะลึ่งทะเล้น แต่ถ้าพูดอย่างนี้ต่อหน้าเข็มทิศคงโดนจับถอดกางเกงตั้งแต่หน้าประตู

        ผมเข้าเฟสบุ๊ก เปิดมาก็เจอไอ้พี่แบงค์โพสต์เอ็มวีเพลงใหม่ของบีเอ็นเคเลย เข็มทิศมากดไลค์ ยังเป็นโอตะอยู่อีกเหรอวะ ผมกดตามลิงค์ที่เป็นชื่อของเข็มทิศเข้าไป นับจากวันนั้นที่เราไม่พูดกันยังคงไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เข็มทิศเป็นเหมือนใครหลายๆ คนที่มีแอคไว้ส่อง หรือไว้สำหรับโดนที่ทำงานแกล้ง เลื่อนลงมาล่างๆ ช่วงเวลาที่เราทำงานด้วยกันมีสเตตัสหนึ่งที่คอมเม้นต์ยาวเหยียด คนไลก์เป็นร้อย ฝีมือไอ้พี่แบงค์หลังจากเข็มทิศออกไปสูบบุหรี่โดยที่ไม่ได้ล็อกเอาท์เฟสบุ๊ก หนึ่งในคอมเม้นต์ปั่นมีผมรวมอยู่ด้วย เขามารีพลายตอบ แต่ตอนนั้นคิดว่าเจ้าตัวคงกวนประสาทเล่น

        Khemthis Asdfhjkl ผมตดอัดลิฟต์ครับ
        - Babe Abodabeeahbodebe replied: ขมคอครับ
                 Khemthis Asdfhjkl replied: @Babe แต่ปากยังหวานนะ

        นึกย้อนกลับไป ที่จริงแล้วเขาก็เป็นคนปากหวานเหมือนกัน ภาพช่วงเวลาที่เราจุมพิตกัน รสของบุหรี่ที่ฝาดเฝื่อน ลมหายใจร้อนเร่า เขามักเอ่ยชมเสมอว่าผมจูบเก่ง เป็นเสียงกระซิบว่าชอบจังซ้ำๆ เขามักเรียกผมว่าที่รักเมื่อเรากอดก่ายกัน ชอบอ้อนให้ผมอ่อนระทวยไปกับความปรารถนาของเขาอย่างไม่มีข้อแม้

        ผมคิดถึงเขา และหากมีอะไรที่ทำให้เรากลับไปคุยกันได้ใหม่ อย่างน้อยในฐานะเพื่อนก็ยังดีผมก็คงทำ
สองสัปดาห์หลังจากที่เราไม่ได้คุยกัน ผมเช็กอินที่สนามบินดอนเมืองว่าจะเดินทางมาพนมเปญหน้าฟีดไว้แค่นั้น มีคนมาอวยพรบ้าง เย้าแหย่บ้าง แต่เข็มทิศแค่กดไลก์แสดงความรับรู้ ไม่มีคำอำลา ไม่มีคำอวยพร เสมือนว่าเราห่างเหินกันจนไม่จำเป็นต้องมีความเห็นกับการเดินทางมาทำงานของผมในครั้งนี้

        ระหว่างที่อู้งานส่องเฟสชาวบ้าน เข็มทิศก็โพสต์เพลงพอดี เป็นเพลงของ Peach pit หนึ่งในวงที่เราชอบ ป็อบอินดี้จากฝั่งยุโรป เพลงนี้เป็นเพลงเก่า ผมกดเข้าไปฟัง ใส่หูฟังที่พกมาไม่ให้เสียงไปรบกวนคนอื่น สักพักสเตตัสที่ว่างเปล่าของเข็มทิศก็เปลี่ยนแปลง เขาโพสต์เนื้อเพลงที่อยู่ในห้วงทำนอง    

        I didn't mean to yell
        I said I couldn't tell
        I only grabbed your wrist
        Or would you rather we kissed?
        (ผมไม่ได้ตั้งใจหยาบคาย
        ผมบอกว่า ผมไม่สามารถอธิบายออกมาได้
        ผมเพียงต้องการขว้าข้อมือของคุณไว้
        หรือคุณรู้สึกว่าเราน่าจะจูบกันบ้างไหม)
        Peach Pit : Did I Make You Cry on Christmas Day? (Well, You Deserved It!)

   

        ผมยืดตัวขึ้นคล้ายแมวเมื่อเห็นเหยื่อ รู้สึกตื่นเต้นระคนยินดีคล้ายว่าเขามีเยื่อใย แต่เดี๋ยวก่อน ไอ้เวรเบ๊บ ที่ผ่านมายังเจ็บไม่มากพอกับการคิดไปเองอีกเหรอวะ บางทีเข็มทิศอาจแค่ชอบเพลงนี้ อาจกำลังคิดงานอะไรใหม่ๆ หรือแย่ที่สุดคือเขากำลังหมายถึงผู้หญิงอีกคนที่สูญเสียไปก็ได้

        โคตรตลกที่คนไม่คิดมากอย่างผมกลับมาคิดจุกจิกจนน่ารำคาญใจเพราะผู้ชายแค่คนเดียว แต่ตอนนี้ผมทำตัวไม่ถูกจริงๆ เปิดเพลงเศร้าวนฟังซ้ำๆ ผมอยากจูบเขาอีกสักครั้ง ถ้านั่นเป็นคำถาม ผมก็มีคำตอบให้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดซ้ำในทันที

        ผิดตรงที่ นี่มันแค่เป็นเพลงและเนื้อเพลงที่ปราศจากการเมนชั่น หรือใส่เรื่องราวของตัวเองลงไปน่ะสิครับ

        สุดท้ายแล้วใจหมาๆ ของผมก็ทำได้แค่กดไลก์กับเพลงนั้นเป็นคนแรก แล้วมองดูความไม่เคลื่อนไหวหน้าฟีดนั่นราวคนสติไม่ดี ในหัวผมมีแต่เรื่องของเข็มทิศ ไม่สามารถสลัดให้หลุดไปจรดจ่อกับงานที่ได้จริงๆ เสียที คงอย่างที่พี่ป้อมกังวล ผมไม่โกรธเข็มทิศแล้ว แต่ความทรมานมันยังคงอยู่ ผมอยากถามอีกครั้งว่าอะไรทำให้เข็มทิศเคลือบแคลงสงสัยว่าผมนอกใจ หรือเป็นอย่างสมมติฐานที่ผมตั้งคือเพราะเขาเบื่อ ผมหมดความสำคัญกับชีวิตเข็มทิศแล้วเท่านั้นเอง

        “ยังอีก ยังคิดไม่ตก”

        “โห่ พี่”

         ถ้าง่ายขนาดนั้นเคลียร์จบตั้งแต่ก่อนบินมาแล้วครับ

        “ข้าไปขี้ละ เห็นนั่งถอนหายใจแล้วรำคาญลูกตา”

        เขาลุกจากโต๊ะ ยังเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ผมมองตามหลังชายวัยกลางคนจนหายไปกับกำแพงก็ถอนหายใจอีกรอบ หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า คอลไลน์ไปดีไหมวะ หรือโทร แต่ค่าโทรแม่งโรมมิ่งนะเว้ยยิ่งไม่มีเงินเดือนได้วิ่งขอตังค์นักท่องเที่ยวกับไอ้พวกเด็กนั่นพอดี มานึกอีกที ถ้าโทรมันดูมีความตั้งใจมากกว่าไหมนะ ลงทุนสัด สุดท้ายก็กดเลื่อนไปเลื่อนมา ปิดโปรแกรมโน้น เปิดโปรแกรมนี้จนโมโหตัวเอง สับสนอะไรนักหนาวะ กลัวความเสียใจขนาดนั้นเลยเหรอ แต่ใครบ้างจะไม่กลัวเสียใจ แค่นี้ก็ทรมานแล้ว ถ้ามากกว่านี้ต้องไม่ไหวแน่ๆ ความคิดตีวนกันยิ่งกว่านัดลิเวอร์พูลแข่งแมนยู พานนึกไปถึงเรื่องที่เราทะเลาะกัน ที่เขาถามว่าผมเก็บเรื่องของเราเป็นความลับทำไม นึกถึงคำพูดของพี่ป้อมที่ว่าความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ของความสัมพันธ์คือเราเอาแต่โทษเขาฝ่ายเดียวก็กลับมาถามตัวเองว่า หรือว่าผมกันแน่ที่ไม่เคยให้ความชัดเจนกับเข็มทิศเลยว่าระหว่างเราคืออะไร ถ้าเป็นเช่นนั้น บางทีแล้วเข็มทิศอาจจะเสียใจไม่น้อยไปกว่าผม ไม่เป็นผู้เป็นคนยิ่งกว่าผมเพราะผมทะลึ่งไปโดนซ้ำตรงตำแหน่งที่เจ้าตัวเคยเจ็บเรื้อรังมาหลายปีโดยไม่ตั้งใจ

        ผมกดเข้าโปรแกรมไลน์ ข้อความสุดท้ายที่ทิ้งไว้ตอนนั้นเรายังคุยกันดีอยู่เลย ไม่น่าเชื่อว่าการทะเลาะกันวันเดียวจะหักเหทิศทางระหว่างเราไปได้มากเท่านี้

        กดโทรศัพท์อีกครั้ง สาบานว่าเป็นครั้งสุดท้ายที่จะลังเล แล้วกลั้นใจโทรออก เสียงผู้หญิงรับทันที เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง ไม่ต้องรอสปุ๊ตสปิตภาษาอังกฤษไฟแลบผมก็กดวาง แม่งเอ๊ย อุตส่าห์หอบความใจกล้าโทรหาก็เสือกปิดเครื่อง หรือเขาเปลี่ยนเบอร์หนีผมไปแล้ววะ ผมทึ้งหัวตัวเอง เริ่มฟุ้งซ่านไม่เป็นเรื่อง

         “ยัง ยังไม่จบอีก” ชายวัยกลางคนเดินกลับมา ดมมือตัวเองด้วย จับอึมาหรือเปล่าวะ แหวะ 

         “ไม่ได้ล้างมือเหรอพี่”

         “เออ ลองดมขี้ข้าไหมล่ะ”

         “ไม่เอาครับ”

         “เปล่า แค่รู้สึกสบู่ล้างมือที่นี่หอมดี เครียดๆ ลองไปล้างมือแล้วมานั่งดมก็ได้นะ น่าจะดีกว่าขยำหัวตัวเอง อายุไม่ถึง 30 ยังไม่สำเหนียกหรอกว่าหัวล้านเป็นยังไง”

         “หัวล้านใจน้อยครับ”

        พี่ป้อมหัวเราะ “ปากดีได้แล้วรึ?”

         “คนเราต้องเอาดีสักอย่างในชีวิตครับ ผมเลยเลือกที่จะปากดี”

         “เลือกดีนี่หว่า ถึงว่าทำไมไอ้รูญบอกเลี้ยงไม่ไหวให้เอาไปคืน”

         “โธ่ พี่ ผมแค่หยอกแก้เครียดเท่านั้นเอง”

         แก้ความเครียดของตัวเองที่แก้ยังไงก็ไม่หาย พี่ป้อมนั่งลงตรงที่เดิม สนใจกับงานในคอมพิวเตอร์ต่อ “แต่เคล็ดลับของการเขียนบทคือการทำให้เห็น ไม่ใช่พูดนะ”

         “ครับ”

         “หรืออยากทำหนังชีวประวัติ”

         “เหมือนห้าแผ่นดินน่ะเหรอครับ”

         “ทำนองนั้น”

         “ผมอยากให้เป็นตัวละครแบบ unknown เป็นที่ไม่รู้จักมากกว่า ให้สื่อสารกับคนส่วนใหญ่ว่ามีลักษณะเทียบเคียงกับเราได้ ไม่แหวกแนวจนเกินไป”

         “อย่างนั้นให้อะไรเป็นจุดสนใจ”

         “อารมณ์ของตัวละครมั้งครับ เวลาที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์แต่ตัวเองยังอยู่ที่เดิม ช่วงเวลาที่บ้านเมืองอ่อนแอตัวเองก็ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม มันเศร้านะพี่การที่คนหนึ่งจะพบเจอแต่เรื่องน่าสิ้นหวัง”

         “แต่ก็ดูโง่ถ้าจะให้มีหวังในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง”

         “มันต้องมีซัพพอร์ตเตอร์ ที่ทำให้คนหนึ่งคนยินดีในการมีชีวิตห่วยๆ ในบ้านเมืองห่วยๆ ของตัวเอง”

         “น่าสนใจ”

         “ให้เห็นว่าทุกอย่างเกี่ยวพันกัน ถ้ามีคนหนึ่งตาย จะส่งผลทางจิตใจของอีกคน อะไรแบบนี้ ผมอยากให้คนอยู่เพื่อกันและกัน ขณะเดียวกันก็แปลกแยกจนเหมือนถูกโดดเดี่ยวไว้ในสังคมที่ผันผวนและมีความเหลื่อมล้ำตลอดเวลา”

        ผมคิดเรื่องหนัง สลับกับคิดเรื่องเข็มทิศ

         “พี่ป้อม”

         “อะไร?”

         “วันนี้ผมไม่ไปเที่ยวนะ ผมอยากกลับไปนอน เหนื่อยๆ”

         “ถ้างั้นกลับไปนอนดูเน็ตฟลิกซ์ที่โรงแรมเลยไหมล่ะ พักให้ใจมันพร้อมก่อนค่อยทำ เอ็งพยายามมากแล้ว ข้าว่าต้องทดเวลาบาดเจ็บ”

        พี่ป้อมแม่ง สมควรเป็นไอดอลผมจริงๆ ผมศรัทธาในความเมตตาของพี่มาก

         “ขอบคุณนะพี่ที่ไม่โกรธที่ผมเอาเรื่องส่วนตัวมาทำงานเสีย”

         “ไม่ร้อก คนทำงานศิลปะไม่มีความรู้สึกแล้วจะทำออกมาให้เป็นศิลปะได้ยังไง”

        เราปิดคอมพิวเตอร์ เรียกเก็บเงิน มองออกไปด้านนอกแดดยังร้อนจัด ผมนึกถึงแว่นกันแดดกับหมวก หรือไม่ ก็การนอนตีพุงอยู่ที่ห้อง กินป๊อบคอร์นอบเองกับเข็มทิศ แข่งกันเดาฉากต่อไปในหนังเข้าใหม่ประจำเดือน




TBC


ตอนหน้าจบแหละแกร 
แงงง เกิดเป็นพระก็ต้องโดนแบบนี้แหละเนาะเข็มทิศเนาะ /ตบบ่า ตอนหน้าจบแล้ว นิยายของเว้ดก็ประมาณนี้ แก สาบานได้ว่าเราไม่ได้เร่งจบ เราจบตามแพลนคือแก้ปมแล้วจบตามสไตล์เว้ดๆ เวี้ยดๆ แต่จะมีตอนพิเศษหวานๆ มาปิดท้ายแน่นอน
ไหนใครเบิกทิชชู่อีกมั้ย พี่จะไปขอบริษัททิชชู่เป็นสปอนเซอร์
อย่าโกรธเข็มทิศกันเลยน้า เนี่ย ตาหนูออกจะรักขนาดนี้ แฮร่ เจอกันอีกทีตอนหน้าฮะ
รักเธอนะ /จูบเหม่ง 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 797 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,069 ความคิดเห็น

  1. #2067 dubleT (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2563 / 17:14
    อึดอัดแม่งงงง
    #2,067
    0
  2. #2035 PCB614 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 09:01
    หวังว่าจะเคลียร์กันสำเร็จนะ ไม่อยากให้จบกันไปแบบค้างคา
    #2,035
    0
  3. #1975 Biekps99 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:39
    เดินหน้าได้แล้ว
    #1,975
    0
  4. #1924 heykiki (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 / 00:07
    ดูออกว่าอยากทักแต่ไม่กล้าทั้งคู่แน่นอน มันต้องสักคนอะ กล้า ๆ หน่อย
    #1,924
    0
  5. #1810 HaeMay (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 23:47
    พี่ป้อมช่วยเตือนสติให้เบ๊บกล้าๆเร็วๆนะพี่นะ ถ้ารอจ่าคงชาติหน้า
    #1,810
    0
  6. #1748 gabriel.la(: (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 14:19
    พี่ป้อมค่ดคูลอะ เป็นผู้ใหญ่ที่น่าอยู่ด้วย
    #1,748
    0
  7. #1740 youyougyu (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 00:11
    เบ๊บบบ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วหนูเอ้ย ชอบแนวคิดทำหนังของเบ๊บ เบ๊บเป็นคนมีของจริงๆนั่นแหละ
    #1,740
    0
  8. #1633 kkolk (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 17:56
    อีกฝั่งคงล่กแล้วมั้ง อัพเพลงโปรดถึงเขาแล้วเขามากดไลก์คนแรกอะ รีบๆกลับมาเคลียร์กันซักทีเถอะพ่อเอ้ย
    #1,633
    0
  9. #1563 D-Sooo (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 19:44
    โอ้ย ใจจะขาดแทน ลุ้นมากอยากให้รีเทิร์น
    #1,563
    0
  10. #1523 KaRToon_HH (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 01:06
    รีบเคลียร์กันเลยนะ แค่นี้เบ๊บก็คิดถึทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว ทางนั้นคงไม่ต่าง
    #1,523
    0
  11. #1499 Srnoey (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 10:00
    คิดถึงเขาทุกลมหายใจจจ
    #1,499
    0
  12. #1463 ponestm (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 03:54
    คืิิอไรท์เรียนหนังใข่มั้ยอะ คือดีมากๆแบบคือพี่ป้อมในใจเราเลยอะ
    #1,463
    0
  13. #1447 fuxxy (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 12:47
    โหหหหหห บทสนทนาที่คุยกันดีมากๆเลยค่ะ
    #1,447
    0
  14. #1434 Demonseaa (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 04:47
    พี่ป้อมคมมาก จริงๆ มันใช่เลย สิ่งที่พลาดกับความรักคือการโทษอีกฝ่าย แง แต่เบ๊บก็รักจนอภัยทุกอย่างจริงๆ สงสัยก็แต่ฝั่งเข็ม เพลงนั้นให้เบ๊บจริงๆใช่มั้ย ฮือ แต่เข็มแบบ ใจแข็งมาก ยอมเลย
    #1,434
    0
  15. #1416 krittikagmail (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 22:26
    ไม่เอา
    ยังไม่ให้จบ
    ม่ายยยยยยยย
    ต้องหน่วงกว่าเน้
    #1,416
    0
  16. #1359 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 20:21
    ชีวิตจริงมากๆ
    #1,359
    0
  17. #1244 shimshim (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 11:42
    แงตอนหน้าจบแล้วหรออ ขอบคุณมากค่า
    #1,244
    0
  18. #1242 b u t t e r f l y。 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 08:15
    ตอนหน้าจบแล้วหรอ...

    ;-;

    เพิ่งได้มีโอกาสมาอ่านเมื่อไม้กี้วันนี้เอง ขอบคุณไรท์มากนะคะที่แต่งนิยายดี ๆ ภาษาดี ๆ การเล่าเรื่องที่สมูทมากแบบนี้มาให้อ่าน อ่านไปก็หน่วงไป อยากให้เค้าปรับความเข้าใจกัน เราชอบความสัมพันธ์แบบเค้าทั้งสองคน

    สู้ ๆ นะคะไรท์ เป็นกำลังใจให้ :)
    #1,242
    1
    • #1242-1 b u t t e r f l y。(จากตอนที่ 19)
      22 พฤษภาคม 2562 / 08:16
      **ไม่กี่วันนี้เอง** (พิมพ์วรรณยุกต์ผิดอะไรขนาดนั้นอ่ะ 5555555 )
      #1242-1
  19. #1241 itsmesmo. (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 22:37
    เพิ่งได้มีโอกาสอ่านเรื่องนี้เมื่อคืน และเร่งอ่านจนถึงตอนปัจจุบัน แล้วถามตัวเองในใจว่า "ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา! ทำไมเพิ่งรู้จักเรื่องนี้ ?!?!?!"
    ไรท์แต่งสนุกมากค่ะ ภาษาดีมากกกกกกกกกกกกกกกก อ่านแล้วเหมือนไม่ได้อ่านนิยายอ่ะ เหมือนเรามีเพื่อนแบบนี้ ลักษณะนิสัย ความสัมพันธ์แบบนี้อยู่จริงๆๆ คือเหมือนพระนายเค้ามีตัวตนอยู่จริงอ่ะ แล้วก็...น้ำตาแตกไปมากตอนที่แล้ว โคตรอินนน คือแค่นิดเดียวอ่ะ แค่ไม่เข้าใจกันนิดเดียว จากปัญหาที่เป็นจุดเล็กๆก็ลุกลามใหญ่โต ทำให้ทั้งคู่มาถึงจุดจบแบบนี้ อ่านแล้วแบบ ใช่ แบบนี้แหละที่ในชีวิตจริงต้องเจอ คือ อ่านละจุกอก เฮ้ออออ
    แต่ก็ภาวนาให้เค้าทั้งคู่กลับมาปรับความเข้าใจ คุยกันให้มากขึ้น เพราะพื้นฐานคือทั้งคู่รักกันมากอยู่แล้ว แค่แสดงออกแตกต่างกัน และปัญหาคือทั้งคู่พูดคุยกันในเรื่องความสัมพันธ์แบบน้อยเกินไป
    เป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้มีผลงานดีๆๆออกมาเรื่อยๆเลยค่ะ
    จะมีหนังสือไหมคะ อยากซื้อเก็บไว้เพราะชอบมาก ????
    #1,241
    0
  20. #1236 Blue Whale... (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 08:12

    ชอบไรท์ ชอบนิยาย ชอบทุกอย่างที่แต่งขึ้นมา

    ขอบคุณมากกกกค่าาาาาาาาาาา...

    #1,236
    0
  21. #1235 Roongrut Kai Sittiboon (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 05:04
    ไรท์ มันเรียลมากอ่ะ เล่าได้ดี ดึงได้เข้าถึงอารมณ์มากทุกความรู้สึกเลย ปล.ตามมาจากทวิต แต่เริ่มติดละ สู้ๆนะไรท์
    #1,235
    0
  22. #1233 Wonder_R (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 00:08
    ชอบการบรรยายก็ไรท์มากค่ะ นี่แหละที่ตามหา
    #1,233
    0
  23. #1231 ปาปิก้า อร่อย (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 23:29
    บทสนทนาอ่านเพลินมากอะ ดูเรียลดี
    #1,231
    0
  24. #1224 fa-gun (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 00:41
    จะจบแล้วหรอออ แงงง พึ่งตามมาอ่านจากในทวิต ไม่ได้คาดหวังอะไรเลย อ่านไปอ่านมา สนุกมากๆอ่ะ ชอบสำนวนคนเขียน ชอบความละเอียดอ่อน ชอบมู้ดแอนด์โทนของเรื่อง
    #1,224
    0
  25. #1223 SOUL (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 00:25
    ตอนหน้าจบแล้วหรอเนี่ยยยย

    ชอบสำนวนการบรรยายมากๆเลยค่ะ
    #1,223
    0