โลกที่ไม่มีเรื่องบังเอิญ

ตอนที่ 18 : Hold me as you love me

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,631
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 894 ครั้ง
    9 พ.ค. 62

Hold me as you love me




          “เออ เป็นคนเขียนบท Moment เองเลยเหรอ ข้าก็ดูนะ แต่มาดูตอนที่ได้รางวัลไปแล้ว ไม่ได้เข้าไปดูรอบที่จัดประกวดกัน ตอนนั้นอยู่มิวนิค”

          ผมแยกกับเข็มทิศออกมาทันเวลาก่อนพี่รูญจะพาแว้นมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหม่ล่าสุดยังจุดนัดพบ ด้วยอารมณ์ที่ยังกรุ่นๆ ในอก การได้เป็นสก๊อยบอยครั้งแรก เปิดประเดิมเบาะท้ายพี่จรูญด้วยกางเกงยีนฟอกซีไม่ซักแรมปี และได้เจอพี่ป้อมจังๆ แบบเอ็กคลูซีฟสุดๆ เลยทำให้ผมไม่ออกอาการดี๊ด๊าเป็นปลากระดี่ได้น้ำจนพี่รูญแปลกใจ ผมเลือกที่จะไม่เล่า เบี่ยงประเด็นไปที่งานมากกว่าเรื่องส่วนตัว ซึ่งชงให้บรรยากาศดีกว่าที่ควรนิดหน่อย
         
          “ตอนแรกที่ผมเรียกมันมาสัมภาษณ์ก็ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นคนเขียนบทแล้วก็กำกับเองเลยพี่ ถ้าบอกว่ามันเอางานใครมาส่งประกวดก็เชื่อ แต่ลองให้โจทย์ง่ายๆ มันทำดูในชั่วโมงเดียว เออ ความคิดมันแปลกดี”

         “พูดซะเสีย ไอ้เด็กนี่ก็ดูมีมาดอยู่นา”

         “ไม่เลยพี่ วันสัมภาษณ์มันดีดอย่างกับโดนยา นี่นับว่าเซื่องๆ ไม่รู้โด๊ปผิดตัวหรือเปล่า” หัวหน้าพูดกับเพื่อนรุ่นพี่ถึงผม ปรายหางตามองอย่างประเมิน “เป็นไง เมื่อเช้าไหนว่างานไม่มีปัญหา มานั่งหนีบไข่ จ๋อยเป็นหมาโดนยาเบื่อ”

         “เฮ้ย เกร็งหรือเปล่า คนแปลกหน้า”

         “เออ หรือตื่นเต้นเจอไอดอลแล้วทำตัวไม่ถูก”
        
          ผมหัวเราะแหะๆ พี่รูญเลิกถามแล้วหันกลับไปคุยกับรุ่นพี่มากฝีมืออีกครั้ง “แต่ผมยังหางานเขียนบทหนังให้มันไม่ได้สักทีว่ะ เฮาส์ก็เล็ก รับแต่งานสเกลเล็กๆ แค่นี้ก็ทำไม่ทันแล้ว คนน้อย”
         
          “ก็ทำไมไม่ขยายเสียล่ะ เด็กรุ่นใหม่จบด้านนี้กันเยอะนะ จริงๆ ความสามารถเอ็งข้าว่าสบาย ปั้นเด็กมากี่คนๆ ก็ได้เป็นตัวท็อปของประเทศ เรียนงานกับพี่รูญไว้เยอะๆ นะไอ้หนู”
        
          พี่ป้อมพูดประโยคแรกกับหัวหน้าผม แล้วเบี่ยงประเด็นมาที่ผม เขาดื่มเบียร์เก่ง กินคนเดียวสองขวดยังไม่มีท่าทีว่าจะเมา ส่วนผมแค่แก้วครึ่งก็ป้อแป้อยากกลับห้องไปนอนเต็มที

         “ทำตาลอย แดกแค่นี้ยังไม่ถึงเสี้ยวของปกติที่มึงแดกเลยนะ อะไรวะ เมาแล้วเหรอ”

         “ยังพี่ คงเหนื่อยๆ อะครับ” แสงไฟสีส้มจากหลอดสว่างรอบพื้นที่ เสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยวิ่งชนดังก๊องแก๊ง ผมมองเหม่อบางครั้ง แต่ก็วกกลับมาที่จุดสนใจคือพี่รูญกับพี่ป้อมเป็นส่วนใหญ่ กระนั้นก็ยังถูกสังเกตเห็นจนได้ว่าจิตใจไม่ค่อยคงเส้นคงวา

          “แล้วเข้ามาทำงานกับเอ็งนานหรือยัง ดูเด็กๆ อยู่เลย”

          “ยังไม่ถึงปีครับ แต่ให้ลุยงานเยอะ มันเข้ามาจังหวะที่ลูกค้าสนใจโฆษณาแนวใหม่ๆ พอดี ผมต้องบอกปัดบ้างเหมือนกัน ทำกันไม่ไหว”

          “ขนาดปัดแล้วผมยังรู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้พักเลยครับ” ได้จังหวะก็สอดขึ้นฟ้อง เดี๋ยวหาว่าผมตื่นเต้นจนขี้หดตดหาย “อีกนิดพี่รูญจะถูกกรมแรงงานเรียกไปปรับทัศนคติแล้ว”

        พี่ป้อมหัวเราะ ตบเข่าฉาดชอบใจ เขาเป็นชายวัยกลางคนที่กระฉับกระเฉง ผมสีเทา ขาว แซมดำ ปล่อยตามธรรมชาติ ไว้ผมยาวและตัดรำคาญด้วยการรวบมัดไว้เป็นจุกสั้นๆ ด้านหลัง เดาว่าเพราะไม่มีเวลาดูแลตัวเองเท่าไหร่  

          “ดีๆ งี้ก็เก่ง ใช้งานได้แล้วสิ”

          “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ทำเป็นทีมก็เลยพากันรอดมากกว่า” ผมถ่อมตัวแบบสุดๆ ไม่กล้าปากดีกับคนเก่ง ผมเคยอ่านประวัติพี่ป้อมตั้งแต่สมัยเรียนว่าเขาเป็นพวกที่บ้านกีดกันงานละคร ปากกัดตีนถีบไปจนได้รางวัลถึงได้มีโอกาสเข้าบ้าน แต่พ่อก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี บทสัมภาษณ์หนึ่งพี่ป้อมเคยพูดว่าพ่อเพิ่งเอ่ยปากชมเขาไม่กี่เดือนก่อนหน้าสิ้นลมด้วยโรคประจำตัว และนั่นเป็นรางวัลที่ทรงคุณค่าที่สุดกว่างานไหนๆ ที่เจ้าตัวได้รับมา

         ในสมัยก่อน งานละคร หนัง รวมทั้งศิลปะเกือบทุกแขนงไม่เป็นที่ยอมรับนัก หนังที่ได้รางวัลหลักร้อยล้านส่วนมากก็หนังทุนใหญ่ หนังต่างประเทศ หนังไทยแค่ทำให้ไม่เข้าเนื้อยังนับเรื่องได้ ผิดกับผมที่คนนิยมดูภาพยนต์กันเยอะ ผู้ใหญ่กรุยทางให้ไว้มาก แต่ก็ยังยากที่ปีหนึ่งๆ จะทำหนังดังได้สักเรื่องจนเป็นที่จดจำของคนไทยและสายตาโลก 

        พี่ป้อมเป็นคนนั้น และผมก็ชื่นชมเขาจากใจจริง เป็นคนเก่งที่สามารถทำให้เราฮึกเหิมและหดถอยได้ในเวลาเดียวกัน

          “ก็จริงนะ งานที่มันจะเวิร์คน่ะต้องทำกันเป็นทีม วันแมนโชว์ไม่ค่อยดีหรอก ซ้ำซาก ติดในกรอบเดิมๆ”

          “แต่พี่ป้อมก็ทำงานใหม่ๆ ออกมาตลอดเลยนะครับ”

          “ต้องทำให้หัวโล่งเข้าไว้ แต่ก็ไม่ใช่กลวง ไม่มีอะไรเลย เสพงานคนอื่นมากๆ งานเก่าๆ ดีๆ เยอะ แต่ไม่ได้                  หมายความว่างานเด็กๆ จะไม่ได้เรื่อง หลายคนตายเพราะเรื่องนี้นะ อีโก้สูง คิดว่าแก่แล้วจะเก่ง มันก็เก่งได้ในแวดวง ในยุคสมัยชั่วคราวนั่นแหละ” 

          ผมชอบความคิดของเขาตรงที่ไม่ยอมปิดกั้นการเกิดใหม่ของเด็กๆ หรือหวงพื้นที่ไว้สำหรับคนรุ่นเดียวกัน ที่จริงแล้วนับตามอายุเขาน่าจะเกิดในยุคเบบี้บลูม รุ่นพ่อแม่ผม ต่อสู้ ดิ้นรน และเชี่ยวกรากในวงการตั้งแต่ผมยังไม่ทันลืมตา แต่ก็ไม่มองว่าคนเจ็นใหม่ๆ เป็นแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม

          “ข้ากำลังจะทำหนังใหม่ อยากมาลองเขียนบทไหมล่ะ”

          “โห พี่เมาแล้วแน่ๆ” ผมหัวเราะ ละสายตาจากปากแก้วขึ้นมองคนถาม ก้มลงดูใต้โต๊ะว่าซ่อนขวดเบียร์เปล่าไว้หรือไม่ด้วยท่าทีประดักประเดิด แม่งพูดเสียหัวใจผมหล่นวาบไปอยู่ตาตุ่มเลย

         “หาอะไรวะ”

         “ขวดเบียร์ที่พี่ซ่อนไว้ครับ”

         “ขวดเบียร์พ่อมึงสิ ยังไม่ได้เมา อันนี้พูดจริงๆ” พี่ป้อมหัวเราะร่วนลงคอ รินเบียร์ลงแก้วที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง เกิดฟองเหนือเครื่องดื่มสีเหลืองอำพัน แล้วย้ายปากขวดมารินให้พี่รูญ จากนั้นก็เป็นผมที่กุลีกุจอใช้สองมือจับแก้วด้วยท่าทางนอบน้อมสุดๆ 

        พี่แม่งไม่รอให้เด็กเสิร์ฟมาเทให้ล่ะวะ แบบนี้ผมก็ดูเป็นเด็กไม่มีมารยาทพอดี 

          “เอ็งกลัวอะไร”

         “กลัวทำหนังพี่เจ๊งครับ”

         “ก็อย่าทำให้เจ๊งดิวะ”

         “โห พี่ ใครจะอยากทำหนังให้เจ๊ง แต่ผมยังมือใหม่เลย พี่อย่ามาแทงหวยกับผมเลย ลำพังพี่รูญผมก็ทำเฮาส์แกวุ่นวายจะแย่แล้ว”

        ผมรีบเผาตัวเองก่อนโดนหัวหน้าเผา แต่ไม่มีทีท่าว่าอีกฝ่ายจะครุ่นคิดในประโยคบอกเล่าเมื่อครู่เลยสักน้อย “ก็ดีน่ะซี ทำหนังทำให้หนุก ท้าทาย ไม่งั้นจะทำไปทำไม”

          “ก็ใช่น่ะครับ แต่ว่า...”

          “เฮ้ยอะไร ลูกน้องป๊อดเหรอวะไอ้รูญ” พี่ป้อมพูดแทรก หันไปบี้กับรุ่นน้องตัวเอง คู่สนทนาหยิบเบียร์ขึ้นดื่ม ยกยิ้มที่มุมปาก

          “ไม่รู้มันพี่ วันนี้ดูเจียมตัวแปลกๆ”

          “ไม่ใช่สิครับ พี่ต้องบอกว่าผมไม่ได้ป็อด แค่เกรงใจ” คนมันมือใหม่เข้าใจบ้างสิ พี่รูญแม่งรักลูกน้องจริงปะวะ ไม่แก้ตัวให้กันเลย

         “เกรงใจอะไร ข้าชอบงานนั้นนะ Moment น่ะ”

         “โห พี่ ชมงี้ ผมลอยอะ” หันไปยิ้มให้ผู้กำกับมือฉมังจนตาปิด ดีใจนะครับ แต่แม่งไม่สุด เหมือนมีบ่วงอะไรตะขิดตะขวงอยู่ในใจ สิ่งที่ทำให้กังวลเหมือนแมลงหวี่ตอมตา ไม่ได้ทำให้เสียวิสัยทัศน์แต่น่ารำคาญ “แค่พี่ได้ดูหนังที่ผมทำผมก็ดีใจมากแล้ว นี่ผมพูดจริงๆ นะ”

         “ถ้างั้นก็ไปทำหนังด้วยกัน หัวหน้าอนุญาตไหม สองปี เดี๋ยวมาส่งคืน”

         “แล้วแต่มันเลยพี่ ไม่ต้องเอามาคืนก็ได้ รำคาญ”

         เดี๋ยวนะครับ นี่มันอะไรกันวะ ค้ามนุษย์กันเหรอ

         ผมมองพี่รูญกับพี่ป้อมเลิกลัก ชายวัยเก๋ามองล้อกลับมาด้วยสายตาฉายความเอ็นดู พี่ป้อมอธิบายเพิ่มให้ผมหยุดทำหน้าฉงนเหมือนฉงาย “เบื่อว่ะ ทำหนังมาสักพัก อยากลองปั้นเด็กดู ให้ไอ้รูญมันแนะนำเด็กมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ อยากทำหนังเกี่ยวกับเรื่องที่คนทั่วๆ ไปคิดว่าไกลตัวแต่กระทบกับชีวิตประจำวันเรา จริงๆ ไอเดียนี้มีตั้งแต่ดู Moment แล้ว อันนั้นทำเรื่องการตาย แต่ข้าอยากทำเรื่องฆาตรกรรม คอรัปชั่น อาจจะทำแนวด็อกคิวเมนทารี่(*สารคดี) เราจะไปเอารางวัลที่ต่างประเทศก่อน ค่อยย้อนเข้ามาขายในไทย”

พี่ป้อมเล่าแผนการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ เบ็ดเสร็จเป็ดก๊าบๆ แต่เดี๋ยวก่อน เรานี่หมายถึงใครนะครับ

          “เรื่องนี้ข้าอยากให้มันแมสก์กว่าที่ผ่านมา อยากให้มันได้คุยกับคนจำนวนมากๆ อาจสุ่มเสี่ยงเรื่องรัฐบาล แต่เราใช้เป็นประเทศสมมติ”

         “โห พี่สปอยล์ผมจบเรื่องแล้วก็ดูในโรงไม่มันส์ดิ” ผมบ่นแง้วๆ ผิดกับถ้าถูกเป็นเข็มทิศหรือพี่แบงค์มาสปอยล์หนังใส่จะหงุดหงิดกว่านี้ เรียกได้ว่าเบ๊บมักเกรี้ยวกราดมากๆ ถ้ามีใครไปดูหนังแล้วมาเล่าตอนจบให้ฟังโดยไม่ได้ถาม

         “ก็ไม่ได้ให้ไปดูในโรง ให้ดูผ่านมอนิเตอร์”

        น้ำแข็งละลาย กลิ้งลงกระทบกันดังแกร็ก เบาๆ จากในแก้ว ไม่มีทีท่าว่าล้อเล่นจากคนพูด ทั้งแววตา น้ำเสียง และท่าทางองค์ประกอบทั้งมวล 

        ผมหยิกแขนตัวเอง เออ เจ็บว่ะ เป้าก็ไม่ได้เปียก ไม่ได้มีภาพเซ็กซ์พิเรนทร์ๆ แปลว่าไม่ใช่ฝัน
เชี่ยเบ๊บบบบบบบบบบบบ พี่ป้อมกำลังชวนมึงไปทำหนังด้วยเว้ย!

         “อะ...เอาจริงปะพี่ ผมแม่ง...” เสียงนั้นขาดหายไปในลำคอ ผมรู้สึกเหมือนพี่ป้อมกำลังพูดถึงคนอื่น บุรินทร์อีกคนที่ไม่ใช่ผม ไอ้เบ๊บที่ลอยชายปากหมาแซวคนโน้นที คนนี้ทีไปวันๆ 

         “ผมแม่งอะไร เล่นตัวนะมึง” พี่รูญพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งรำคาญกึ่งขำขัน เขาคีบถั่วลิสงค์คั่วเกลือด้วยตะเกียบอย่างง่ายดาย โยนมันใส่ปากแล้วดื่มเบียร์ล้างคอ  ทำเป็นชิลล์ นี่เรื่องใหญ่นะครับ เรื่องใหญ่!

          “ผมช็อกอยู่ครับ นี่พี่อำผมปะเนี่ย! ผมไปจริงนะ ผมใจง่าย”
         “อำกับเตี่ยมึงสิ กลับไปคิดก่อนก็ได้ ยังอยู่ไทยอีกสองสามวัน”

         “แล้วพี่จะไปไหนต่อครับ”

         “พนมเปญ”

         ความใฝ่ฝันของเบ๊บอยู่ที่ฝรั่งเศส 
         
ไอ้พี่ป้อมแม่ง!

         “หนังเรื่องนี้เราจะถ่ายที่พนมเปญ ระหว่างนี้อาจจะตะลอนไปดูงานที่อิตาลี เวเนซุเอล่า หรือฝรั่งเศส แต่ต้องไปฝรั่งเศสแน่ๆ เพราะรายชื่อกรรมการให้รางวัลปีหน้ามีข้าอยู่ด้วย ไปไหม ดูหนังที่คานส์ด้วยกัน”

          แมลงหวี่ตอมตาก็แมลงหวี่เถอะครับ ตอนนี้ผมตาลุกวาวขึ้นมาพรึ่บ ตกลง!  ผมอยากไป อยากไปมากๆ แต่สิ่งรบกวนจิตใจนี่มันก็ยังรบรวนจิตใจอยู่ดี ผมดันเป็นคนมีพันธะไปแล้ว จะระหกระเหินตามชายอื่นไปทำงานที่ไหนต่อไหนก็ใช่ที่ ยิ่งมีเรื่องระหองระแหงพิลึกพิลั่นกับเข็มทิศอยู่ด้วย อากัปกิริยาที่แสดงออกมาเลยกลายเป็นว่าสลับดีใจกับครุ่นคิดเหมือนหลอดไฟใกล้เสีย กะพริบปริบๆ น่ารำคาญ

        “ให้มันไปบอกที่บ้านมันก่อนนะพี่ป้อม ใจไอ้เบ๊บมันไปแหละ แต่ที่บ้านให้ไปไหมอีกเรื่อง” พี่จรูญพูดเหมือนเป็นพ่อหมอ อ่านใจผมออกตั้งแต่ลิ้นไก่ยันไส้ติ่ง เพราะสองปีของคนทำหนังไม่เคยเป็นสองปีจริงๆ เรามักจะก้าวข้ามวันเวลา ใช้งบประมาณเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหน เป็นเหตุให้เกิดทั้งหนังดาวร่วง หนังดาวรุ่ง วงการนี้แม่งแพงยิ่งกว่าซื้อหวย คนเก่งก็ได้รางวัลงาม คนแพ้ก็เข้าเนื้อ ดูแลตัวเอง ยับเยินกันไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ซึ่งผมมั่นใจว่าพี่ป้อมเป็นแบบแรก กระนั้นก็ไม่มีอะไรการันตีว่าสองปีงานจะเสร็จจริงอย่างปากว่าเมื่อมีผมพ่วงไปเป็นภาระด้วย

         “จริงๆ พนมเปญก็แค่นี้ จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้”

          แต่ถ้าทำงานค้างไว้อาจจะไม่ได้กลับมาเลยก็ได้ไงครับ

          เอาภาษิตพระพุทธเจ้ามาใช้ได้ ความแน่นอนคือไม่แน่นอน ไม่ใช่แค่คน แต่ก็ด้วยทั้งดินฟ้าอากาศ จังหวะและเวลา ใช่งานประเภทเข้าเก้าโมงออกห้าโมงเย็นเสียเมื่อไหร่ ยิ่งต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ผมก็อดรู้สึกเหงาไม่ได้ ไม่ใช่เมื่อก่อนไม่เป็น แต่เป็นยังไงก็น้อยกว่าตอนนี้ ตั้งแต่ที่มีเข็มทิศเข้ามาเป็นส่วนร่วมของชีวิตในทุกๆ วัน

          “ไอ้เข็มมันคงเข้าใจล่ะมั้ง”

          “ไม่รู้ดิพี่ ช่วงนี้ทะเลาะกันบ่อย”

          “เฮ้ย คนอย่างไอ้จ่ามันมีปากมีเสียงกับเขาด้วยเรอะ เอ็งไปทำอะไรมัน”

         ได้ข่าวผมเป็นลูกรัก แต่ทำไมพอบอกว่าทะเลาะกันพี่รูญแม่งโยนความผิดมาให้ผมแบบไม่คิดเลยวะครับ
                   
          “ไม่ได้ทำอะไรแค่ตามไปดูว่าเขามีนัดกับใคร”

          “เป็นเอามากนะมึง ก็บอกว่าปล่อยๆ มันบ้าง”

          “ไม่ใช่ผมระแวงนะพี่ ผมแค่อยากรู้ ไอ้เรื่องตามประกบนี่ผมก็ไม่เคยทำ เพิ่งมาเป็นเพราะเขาเปลี่ยนไปนี่ล่ะ”

          “แฟนรึ?” พี่ป้อมถาม ยกคิ้วทั้งสองข้างขึ้น ผมพยักหน้า คู่สนทนาเลยพูดต่อ “ต้องปลงว่ะ ทำงานสายนี้เราไม่ได้มีเวลาให้ครอบครัวมาก คบๆ เลิกๆ ธรรมดา ข้าก็หย่ากับเมียแรก เจอหน้าลูกนับครั้งได้ ตอนนี้ยังจำพ่อตัวเองยังไม่ได้เลย ถ้ายังไม่พร้อมนะ อย่าไปมีเชียว”

          “ลูกอะไม่มีหรอกครับ ผมคบผู้ชาย ทำงานที่เดียวกันนี่แหละ แปลกปะพี่ แทนที่จะเข้ากันดี แรกๆ อะไรๆ ก็ดีไปหมด แล้วอยู่ๆ ก็เกิดอะไรขึ้นไม่รู้ ถ้าผู้หญิงเข้าใจยากแล้วผมว่าผู้ชายแม่งเข้าใจยากกว่ามากกก ฟอร์มเยอะ ปากหนัก อีโก้อีก”

          “มึงก็พูดซะมันงี่เง่า ปกติเข็มทิศเป็นคนมีเหตุผลจะตาย ใจเย็นกว่าเอ็งอีกต่างหาก”

          “ก็นั่นดิครับ แต่พอมีเรื่องอะไรแล้วความใจเย็นเย็นใจของเขานี่ล่ะที่ทำเรื่องยาว มีอะไรไม่ยอมบอกกัน บรรยากาศมันชวนอึดอัดนะพี่”

         ผมยกเบียร์ขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ยังได้อีก ยังไม่เมา แค่ตึงๆ สิ่งพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมี แม่นยำ แต่ไม่มีเหตุผลมารองรับก็คือเซนส์ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่ด้วยความที่ผู้ชายมักเป็นเพศที่ปล่อยปละละเลยเรื่องเล็กน้อยประเด็นที่จะงอนกันเป็รเป็ดตูดกระดกก็น้อยลง กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีเสียทีเดียว 

          “เอาน่า ความสัมพันธ์แบบนี้มันจะจริงจังเหรอวะ ขนาดผู้หญิงผู้ชายมีทะเบียนสมรสแม่งยังเลิกกันง่ายจะตายห่า”

         ผมคีบน้ำแข็งลงแก้ว คราวนี้รินเบียร์ให้ตัวเอง ดื่มให้ลืมความเครียดไปชั่วขณะก็ยังดี แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งเมาก็ยิ่งจม  “มันไม่เกี่ยวกับเพศหรือใบทะเบียนสมรสหรอกพี่ เรื่องแบบนี้คนสองคนล้วนๆ”

          “งั้นก็ลองไปคุยกันดีๆ แล้วกัน  โตแล้ว มีอะไรค่อยพูดค่อยจา เรื่องไปทำงานก็ด้วย อนาคตเอ็ง เลือกเองนะ โอกาสมาถึงแล้ว อย่าให้ใครมาทำให้เขว เอ็งยังไปในวงการนี้ได้อีกไกล”

          “ผมขอบคุณมากทั้งพี่รูญทั้งพี่ป้อมเลย โคตรขอบคุณจริงๆ ผมอยากไปเรียนรู้งานกับพี่ป้อมมาก เป็นความฝันผมเลยนะพี่ ผมไปแน่ๆ แต่ว่าขอตกลงกับที่บ้านก่อน ปุบปับมาหลายเรื่องแล้ว เดี๋ยวพ่อแม่หัวใจวายไม่มีคนดูแล ไหนจะเข็มทิศอีก”

         พี่ป้อมพยักหน้าแสดงท่าทีรับรู้และเข้าใจ 

         “ไม่ต้องขอบคุณ ถือว่ามาช่วยงานกัน ข้าก็อยากเห็นวงการหนังไทยมันดีกว่านี้ว่ะ เมื่อสองสามปีก่อนโคตรแย่ คนไทยไม่ดูหนังไทย คนทำก็มักง่าย นายทุน รัฐ ไม่สนับสนุนสักทาง อาศัยตลาดอย่างเดียว ข้าว่าเอ็งมีฝีมือ ความคิดเอ็งคมตั้งแต่ยังเด็ก”

         “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ผมก็มีทีมที่ช่วยกันทำ ใช่ว่าทำคนเดียวเสียหน่อย”

         “อืม เพราะต้องทำเป็นทีมไง เลยมาชวน มาๆ สั่งอะไรเพิ่มอีกไหม หิวว่ะ สั่งข้าวเถอะ แค่กับแกล้มกับเบียร์แม่งไม่อยู่ท้อง” พี่ป้อมเปลี่ยนเรื่อง เขาหยิบแผ่นกระดาษเคลือบพลาสติกเยินๆ ที่เป็นแผ่นเมนูมาอ่าน เสนอเมนูข้าวผัดจานใหญ่มาแบ่งกันกินจะได้สั่งเมนูอื่นเพิ่มอีก ผมเห็นด้วย กระเพาะเริ่มทำงาน 

         “เมนูแนะนำเป็นลาบเหนือด้วยพี่”

         “ลาบที่ใส่เลือดเข้าไปด้วยน่ะเหรอ สั่งมาสิ แต่ขอแบบสุกๆ นะ บอกเขาได้ใช่ไหม”

         “น่าจะได้นะครับ” ผมจดชื่ออาหารลงในสมุดฉีกที่มีรอยปรุ แต่อดีตของมันไม่เคยมีแผ่นไหนฉีกได้ตรงตามรอยสักใบ คิดแล้วก็ตลกดีที่วันหนึ่งผมจะได้มีโอกาสมานั่งกินเหล้าโต๊ะเดียวกับไอดอล คนไทยคนแรกที่ได้รางวัลจากเทศกาลภาพยนต์ระดับโลก อีกทั้งเป็นกรรมการจากเอเชียแค่คนเดียวที่เป็นคนให้คะแนนงานเทศกาลที่ว่าในปีนี้ โคตรเป็นเกียรติ แต่ร้านที่นั่งกลับเป็นเพิงหมาแหงน ลาบอร่อย เบียร์ไทยราคาถูก รวมๆ ทั้งโต๊ะนี่ให้ผมเลี้ยงยังไหว

           “กินยากหรือเปล่าล่ะเรา”

           “ไม่ครับ กินได้หมด”

          “ดีๆ เผื่อระหกระเหินเข้าป่าต้องกินของแปลกๆ จะได้อยู่ได้”

           พี่รูญหัวเราะ ไม่วายเผาลูกน้องต่อหน้ารุ่นพี่ชื่อดัง “ไอ้นี่แดกยับ เหลืออย่างเดียวที่ยังไม่เคยเห็นมันแดกคือรองเท้าอะพี่ ไม่ต้องห่วงมันเลย ห่วงตัวเองกับคนในกองนะพี่ว่ามันจะไปขโมยขนมเขาหรือเปล่า”

           ผู้ใหญ่มองผมด้วยแววตาเอ็นดู บอกชื่อเมนูอีกสองสามรายการก่อนว่าหลังจากข้าวมื้อหลักหมดแล้วเห็นทีจะต้องจรกลับที่พักกันเสียที เขามีธุระตั้งแต่รุ่งสาง ส่วนผมกับพี่รูญก็ยังต้องทำงานเหมือนเดิม สามวันหลังจากนี้ผมจะมาพบอีกครั้งพร้อมคำตอบว่าผมจะไปกับเขาเมื่อไหร่ แม้ใจจะโผบินดั่งอินทรี แต่กลับพะวักพะวงเรื่องจากถิ่นที่อยู่ไปไกล ผมไม่ได้เป็นคนติดที่ แต่การที่ไม่มีเข็มทิศในสายตาทำให้ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย อาจเป็นเพราะว่าเขาเป็นบ้านของหัวใจผมไปแล้ว แม้ว่าไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าเข็มทิศเคยเห็นผมเป็นบ้านของหัวใจของเขาบ้างหรือเปล่า

           “เอ็งมันก็ดูน่ารักน่าเอ็นดู ไม่แปลกหรอกถ้าแฟนจะหวง”

           “หวงก็ดีดิ แม่งไม่เคยหวงผมเลย รักผมบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้” 

           พี่รูญหัวเราะลงคอ ปากเรียกผมไอ้งั่งซ้ำไปซ้ำมา

           “ดูรอยดูดที่คอดิ ไม่หวงก็แย่แล้ว”

           สิ้นเสียงของพี่ป้อม ผมก็ตะปบมือไปรอบลำคอ เข็มทิศแม่งทิ้งรอยไว้ตอนไหนวะ ไม่ทันสังเกต จู่ๆ ภาพแฟลชแบ็คที่ไอ้แม็กเกรี้ยวกราดคืนนั้นก็กลับมา อาจเป็นเพราะบังเอิญเห็นรอยที่เข็มทิศสลักลงทิ้งไว้เหมือนหมาหวงถิ่นนี่ก็ได้ที่ทำสติมันพังยับเยิน



           “แล้วไง”

           กลิ่นเถ้าบุหรี่รสที่ผมสูบติดตามโซฟาและผ้าม่านกลายเป็นกลิ่นเฉพาะของคอนโดเข็มทิศไปแล้ว ว่ากันว่ากลิ่นของคนกับถิ่นที่อยู่จะสัมพันธ์กัน แรกเริ่มในห้องนี้เป็นกลิ่นของเข็มทิศ กลิ่นของบุหรี่และอาฟเตอร์เชฟที่ให้ความรู้สึกสดชื่น ตอนนี้มันเจือกลิ่นเมนทอลและกลิ่นกายของผมซึ่งเข็มทิศเคยบอกว่าชอบนักหนาจนกลายเป็นกลิ่นใหม่ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ในที่สุด

           เรานั่งดูเน็ตฟลิกซ์บนโซฟาตัวเดียวกัน บรรยากาศแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง คือความมึนตึง กระอักกระอ่วน ผมไม่รู้ว่าควรขนานนามมันยังไง คล้ายกับบรรยากาศนั้นคือกลิ่นที่ไม่อาจหยิบยกเป็นชิ้นอันได้ เขานั่งดูหนังเรื่องใหม่ กินป๊อบคอร์นที่อบเอง สีหน้าเรียบเฉย จืดชืดยิ่งกว่าป๊อบคอร์นค้างคืนริมหน้าต่าง

          “แล้วไงอะไร ไม่ตื่นเต้นหน่อยเหรอ”

          “จริงๆ ก็น่าจะเดาได้ตั้งแต่ที่พี่รูญชวนไปกินข้าวกับพี่ป้อมปะ” คู่สนทนาว่า ไม่ได้มีท่าทางยินดี หรือแปลกใจ จู่ๆ เมื่ออยู่กับผมเขากลับกลายเป็นเข็มทิศที่อยู่กับใครๆ เป็นจ่าเฉยที่ไม่รู้ร้อนหนาว ไม่ได้เต็มไปด้วยความอุ่นซ่านหรือร้อนเร่าอย่างในพักหลัง ผมเอนตัว พิงหัวกับไหล่ของเขา แต่เข็มทิศไม่เอียงคอกลับมาซบเหมือนครั้งที่เราดูหนังด้วยกันก่อนหน้านี้

           “คุณคิดว่าไง”

           “ตัดสินใจว่าจะไปอยู่แล้วนี่”

           “มันก็ใช่ แต่เดี๋ยวดิ หันมาคุยกันดีๆ หน่อย ไม่สนใจผมแล้วเหรอ”

            “จะให้สนใจอะไร”

            “ผมกำลังถูกซื้อตัวไปทำงานต่างประเทศเลยนะ ตั้งสองปี นึกถึงตอนไปสิงคโปร์ดิ ตอนนั้นเหงาแทบแย่”

            “ก็ไปทำงาน”

            ถึงจะไปทำงานก็เถอะ แต่จำเป็นต้องเย็นชาขนาดนี้เลยเหรอวะ 

            “เข็มทิศ ยังโกรธผมอยู่เหรอที่ตามไป” ผมตัดสินใจถาม แต่ก็พอจะรู้จักความปากหนักของเจ้าตัว “ผมขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะจับผิด”

            “เปล่า เรื่องนั้นช่างมันเถอะ”

            “เปล่าแล้วเป็นไร” 

           ผมขโมยป๊อบคอร์นจากในถ้วยมากินบ้าง เขาถอนหายใจ ลูบมือบนหน้าผากผม ปัดเอาเส้นผมที่ปรกลงมาถึงคิ้วไปด้านข้าง ตามด้วยการถอนหายใจยาวอีกครั้ง

            “เบ๊บ เราไม่อยากให้เบ๊บอ้อนแบบนี้ถ้าจริงๆ เบ๊บไม่ได้มีเราแค่คนเดียว”

            “พูดอะไรแบบนั้น ก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลาจะให้ไปมีใคร”

            “คนจะมีมันก็มีได้ทั้งนั้นแหละ ไม่สำคัญหรอกว่าจะอยู่ด้วยกันหรืออยู่ห่างกัน”

           ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเอาไปเปรียบกับแฟนเก่าของเขาซึ่งเป็นผู้นำพามาซึ่งรอยแผลช้ำม่วงที่มุมปากในตอนนี้ โคตรไม่แฟร์เลยที่จับผมไปเหมารวมกับอดีต ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยคิดว่าเข็มทิศจะเป็นเหมือนคนก่อนๆ ของผมหรือเปล่าเลยสักครั้ง

            “คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบที่คุณคบซ้อน แล้วผมจะทำแบบนั้นทำไมวะ”

            “บางทีคนเราก็พูดอะไรที่มันตรงข้ามเพื่อปกป้องตัวเองได้เหมือนกันนะ”

            “เดี๋ยวนะ ที่คุณว่าผมระแวง ผมว่าคุณเองต่างหากที่ไม่ไว้ใจกันเลย เอาผมไปเทียบกับผู้หญิงคนนั้นอยู่ได้ ผมรู้ว่าประสบการณ์ความรักคุณมันห่วยแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะห่วยปะวะ”

           ผมไม่เข้าใจว่าทำไมระหว่างเราถึงเกิดรอยแยกห่างออกมาเรื่อยๆ ทะเลาะกันเรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่สำเร็จความใคร่จนถึงนอกใจ ทั้งที่เมื่อก่อนเราก็เข้ากันดีทุกอย่าง ความต้องการของผมกับเข็มทิศที่มีเท่าๆ กัน ความเชื่อใจและอิสระ มันค่อยๆ หายไปคล้ายว่าจริงๆ แล้วต่อให้ไม่มีคนอื่น มนุษย์เพศผู้สองคนก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันในฐานะคนที่รักกันโดยปราศจากข้อแม้ได้

            “เราไม่ได้บอกว่าเบ๊บห่วย หรือระหว่างเรามันห่วย เราบอกแค่ว่าถ้าจะมีคนอื่นก็ไม่ต้องทำเหมือนเราสำคัญขนาดนั้น ให้เราเผื่อใจไว้บ้างก็ได้ ไม่ใช่ว่าเราไม่พูดแปลว่าเราไม่เจ็บ”

            “แล้วปากอมตีนไว้หรือไง เป็นอะไรถึงไม่พูด”

            “ถ้าเบ๊บไม่อยากเล่าจะให้เราไปคั้นทำไม เราไม่อยากฟังเรื่องโกหกอีกแล้ว เราโดนหลอกมาเยอะแล้ว แม่งเหนื่อยว่ะ ถามไปก็บอกไม่มีอะไร ไม่มีอะไรแล้วรอยที่คอมันคืออะไร ต้องให้คอยจับผิดเหมือนที่เบ๊บทำกับเราใช่ปะถึงจะสารภาพ อ้อ ลืมไป ใช้คำว่าสารภาพก็ไม่ได้เพราะเราเป็นแค่เพื่อนกัน”

              น้ำเสียงนั้นเน้นหนักตรงคำว่าเพื่อนให้ผมรู้สึกชาที่หน้า เกรี้ยวกราดฟาดฟันกันด้วยประโยคที่บาดลึก ผมมองหน้าเข็มทิศ เขาก็จ้องกลับด้วยแววตากระด้างไม่ต่างกัน

            “สรุปว่าผมเป็นแค่คนที่บังเอิญอยู่ตรงนี้พอดีตอนที่คุณเหนื่อยใช่ปะ ไม่ได้สำคัญอะไรเลยใช่ปะ”

           ตาอีกฝ่ายแดงก่ำ ส่วนของผมก็ร้อนผ่าว เสียงวี้ดในหัวดังขึ้น อาการแบบนี้เรียกโมโหจนหูดับ หรือไม่ก็เสียใจจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว

           ผมไม่อาจบอกเข็มทิศให้เชื่อว่าผมมีแค่เขาได้ ตราบใดที่อีกฝ่ายดึงดันจะไม่เชื่อ และผมก็ไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระนั่นให้เหมือนเป็นคนโง่ที่พูดใส่ขวด ส่งสารหาผู้รับที่ไม่อาจตีความหรือได้ยินความจริงที่เจ้าตัวหวาดระแวงได้เลย

            “คนที่ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องระหว่างเราคือนาย แรกๆ เราเข้าใจว่าเพราะนายอาย นายรับไม่ได้ที่จะคบกับผู้ชาย แต่จริงๆ ก็แค่ทำให้มันเป็นความลับเข้าไว้ จะได้คบได้ทีละหลายๆ คน สมกับเป็นเบ๊บดีว่ะ”

           “หลายคนเหี้ยอะไรวะ เออ ผมมันปลิ้นปล้อน ตลบแตลงเก่ง แต่ก็ไม่ได้มีใครไง ถ้าอยากไล่กันไปเพราะหมดธุระแล้วก็บอกดิ” 

           ผมผลักเขา ผุดลุกยืน ความรู้สึกน้อยใจแล่นริ้วไปทั่วร่าง เจ็บเล็กแต่ลึกเหมือนถูกเข็มที่มองไม่เห็นทิ่มตำแล้วดึงออก ปักลงอีกซ้ำๆ โอบกอดความเจ็บปวดด้วยความเจ็บปวด พยายามกลืนก้อนน้ำตาลงท้อง ไม่อยากร้องไห้ให้เขาเห็น

           เราไม่เคยทะเลาะกันแรงและนานมาก่อน ผิดกับคราวนี้ที่เรื้อรังพอดิบพอดีกันกับที่เขาเคลียร์เรื่องส่วนตัวได้เด็ดขาด ในโลกที่ไม่มีเรื่องบังเอิญทุกอย่างช่างประจวบเหมาะ และสมเหตุสมผลดีเหลือเกินกับการที่เขาจะหมางเมินผมอย่างไร้เยื่อใย

           “กลัวไม่หล่อ กลัวไม่เท่เหรอถึงต้องใส่ร้ายให้ผมเป็นคนผิดให้ได้”

           เข็มทิศขบฟันจนเห็นสันกรามเป็นรูปเหลี่ยมชัด เขาหลับตาเพื่อปฏิเสธการท้าทายของผม หรือไม่ก็อาจเพื่อสงบสติอารมณ์ แย่กว่านั้นคือเขาอาจจะหลับตาเพื่อไม่ให้ภาพของผมรกเรติน่า เกิดมวลอากาศขนาดมหึมากดดันให้ผมเดินเข้าห้องนอน รื้อกระเป๋าเดินทางที่วางซ่อนชั้นบนไว้ รื้อเสื้อผ้า สัมภาระส่วนตัวออกมากองรวมกันและยืนมองมันอย่างนั้นด้วยความรู้สึกคล้ายกำลังค่อยๆ สูญสิ้นตัวตน


           ความรักแม่งเฮงซวย...


           นอกห้องเงียบสนิท ดวงจันทร์หลบซ่อนอยู่ใต้เงาเมฆสีตุ่น ผมรอให้เข็มทิศเข้ามากอด และบอกให้อยู่กับเขาเหมือนครั้งที่แล้วมา แต่ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่แม้แต่เสียงสวบสาบของรองเท้าสลิปเปอร์ที่เจ้าตัวใส่บ้างไม่ใส่บ้างราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยร่วมกันอยู่


           ที่ผ่านมาเป็นเพียงวันเวลาผันผ่าน พัดเอาบางสิ่งบางอย่างเข้ามาและเปลี่ยนไปตลอดกาล


           ผมปล่อยให้อารมณ์พาเรื่องราวของเราเปลี่ยนไป จากเพื่อนห่างๆ มาเป็นเพื่อนสนิท เป็นคู่หูในการทำงาน เป็นเพื่อนร่วมแชร์ห้องพัก เป็นเพื่อนดูหนัง ฟังเพลง กระทั่งรุกล้ำความสัมพันธ์เกินเลย ลึกซึ้งแนบแน่นกว่าใครจะเคยก้าวเข้ามาได้ 

          ผมโยนทิ้งทุกกฎเกณฑ์ ไม่แม้แต่เอามันมาเป็นเงื่อนไขของความรัก ปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เคยเอ่ยถามถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย ทึกทักเอาเองว่าเขารัก กระทั่งพบว่าระหว่างเราไม่เคยมีสายสัมพันธ์อันใดเกิดขึ้นเลย 

         และเมื่อหมดประโยชน์ 

         เขาก็ปล่อยผมไป 

         ไม่มีเข็มทิศที่ดื้อรั้น โอบกอดผมไว้ในวันที่หุนหันพลันแล่น ความเกรี้ยวกราดแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นความอ่อนล้า ผมเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก มันไม่ใช่ความเหนื่อยที่อีกคนนอกใจ แต่เป็นความรู้สึกสิ้นอาลัยเมื่อพบว่าตัวเองไม่เคยได้อยู่ในใจของเขาสักนิด

          สองขาทรุดลงนั่งบนพื้นเตียง กอดหัวเข่าทั้งสองข้างให้เป็นแหล่งพักพิงสำหรับหน้าผาก ปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมา กัดริมฝีปากล่างเอาไว้ไม่ให้สั่น 

          ยิ่งปล่อยตัวให้ใจถลำไปลึกแค่ไหน ก็ยิ่งเจ็บปวด

          สุดท้ายรักก็เหมือนกลิ่น ประสาทสัมผัสของเรารับรู้ได้ แต่ไม่ได้หมายถึงอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าเป็นกลิ่นเดียวกัน ผมไม่อาจหยิบออกมาเป็นหลักฐานวางว่าผมรักเข็มทิศ รักแค่เขาคนเดียว ไม่เคยหันกลับไปมองอดีต และไม่ปรารถนาจะเป็นคนที่ดีกว่าคนรักเก่าของเขา ผมแค่อยากเป็นคนที่รักและต้องการความรักความเชื่อใจจากเข็มทิศในปัจจุบัน ในแบบที่เป็นเบ๊บ บุรินทร์ คนที่ไม่ได้มีข้อดีใดๆ ให้เขาอยู่ด้วยเลยสักอย่าง

           นานเท่าไรกันที่ผมไม่ได้ร้องไห้ในเรื่องรัก แต่นานเท่าไรคงไม่อาจเทียบเท่ากับความทรมานที่เกิดมา ผมเก็บเสียงสะอื้นไว้ในลำคอ มีเพียงเสียงสูดน้ำมูกเป็นระยะ ยังอยากเฝ้าคอยอย่างโง่เง่าว่าเข็มทิศจะเปิดประตูเข้ามาและกอดผม บอกให้ผมอยู่กับเขา เพราะนั่นเป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันว่าที่เป็นผม เพราะเขารักผม ไม่ใช่เพราะผมเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการตัดใจจากใครอีกคนเท่านั้น

           ลมพัดเข้ามาจากหน้าต่างที่ไม่ได้ปิด ม่านสีขาวปลิวพลิ้วไหว เมฆยังคงบดบังดวงจันทร์สีเหลืองหม่น อีกไม่นานฝนคงตก หล่นลงมาเป็นหยดน้ำชะล้างความน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดขึ้นให้หายหรือเจือจางลงบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เมื่อไหร่ที่ก้อนน้ำตาในอกจะเบาบางลงจากใจลงไปเสียที

           ผมเช็ดน้ำตากับแขนเสื้อ พับเสื้อผ้าที่ยับเยินจากการโยนมากองช้าๆ พับอย่างประณีตผิดธรรมดา กระทั่งเสียงประตูเปิดออก ผมก็ชะงักมือทั้งสองข้าง เฝ้ารอในนาทีสุดท้ายว่าเขาจะรั้งผมไว้ หรือ แค่ยืนยันสักนิดว่าระหว่างเรามันเคยมีความรักเกิดขึ้นก็พอ

            “คืนนี้เรานอนที่โซฟาข้างนอกนะ”

             “........”

             “เผื่อนายจะเก็บเสื้อผ้าให้เรียบร้อย”

             “อืม”

           ผมตอบเขาโดยไม่หันหลังกลับไป

           หากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น เป็นเพราะผมเข้าใจไปเอง ผมก็จะรับมันไว้

           น้อมรับทุกผลของโชคชะตาที่บอกว่าผมต้องมาอยู่ที่ตรงนี้เพื่อช่วยเพื่อนเก่า และจากนั้นเมื่อหมดหน้าที่ลง เราก็ควรจะแยกย้าย ทางใครทางมัน 


            แยกย้ายไปจากกัน เพราะความไม่รักปรากฎชัดเจน ในสักที




TBC
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 894 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,069 ความคิดเห็น

  1. #2034 PCB614 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 08:36
    จะเคลียร์กันได้มั้ย เรื่องมันไปกันใหญ่แล้วอะทีนี้
    #2,034
    0
  2. #1997 Mune (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 15:42
    ปากหนักกันทั้งคู่เลย 555 เข้าในผิดกันไปใหญ่แล้ว
    #1,997
    0
  3. #1974 Biekps99 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:13
    ปากหนักเกินไปมั้ง
    #1,974
    0
  4. #1923 heykiki (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 23:31
    เข็มทิศเป็นบ้าเหรอ แล้วเรื่องรอยคือไม่ใช่เข็มทิศที่ทำอ่อ ถ้าไม่ใช่เข็มทิศแล้วทำไมไม่อธิบาย รอกันไปรอกันมา เจริญเถอะ
    #1,923
    0
  5. #1904 gracezygracee (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 09:44
    หน่วงมากแม่
    #1,904
    0
  6. #1900 m51t (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 14:41
    ไม่รู้จะสงสารใครดีอะ มันเป็นอะไรที่แบบไม่เข้าใจกัน ไม่คุยให้เข้าใจ มันอ้อมไปอ้อมมา หน่วงง
    #1,900
    0
  7. #1876 แพะบยอน❤ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 15:21
    นี่ว่าเข็มไม่เห็นเหตุการณ์ในห้องน้ำปะ เพราะถ้าเห็นมันก็ไม่มีการสมยอมอะไรเลยนะ ถ้าเห็นแค่รอยยังเมคเซ้นกว่าที่จะเข้าใจผิดว่าเบ๊บมีใคร แต่เบ๊บก็หลุดจริงๆอะไม่อธิบายอะไรเลย
    #1,876
    0
  8. #1861 ลาอิมิ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 16:16
    อยากด่าอิเข็มว่าปากหนักอะไรนักหนา แต่ก็อยากด่าอิเบ๊บด้วยที่เข็มทักเรื่องรอยแล้วทำไมไม่พูด!!!!!!
    #1,861
    0
  9. #1839 peachpk (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 19:11
    รอยมันไม่ใช่ของเข็มหรอออ
    #1,839
    0
  10. #1824 รักไรท์ทุคน (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 13:43
    เนี่ยเข็มทักเรื่งรอยแล้วทำไมไม่อธิบาย แม่งๆๆหสกยดนเาะบกบว้ว
    #1,824
    0
  11. #1809 HaeMay (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 23:29
    เ-้ยอะไรเนี่ย!!!!!! มันต้องไม่ใช่แบบนี้ดิเห้ย คุยกันดีก๊อนน ว้อยยยยย
    #1,809
    0
  12. #1789 priyatida_tt (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 19:16
    อหหหหหผปผหก้นแสปททหสกสกาว่แสปสกบหบลหจะบ้าตายทำไมเป็นแบบนี้ไปได้โว้ยยยย
    #1,789
    0
  13. #1751 Ihaveadream (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 19:23
    ไม่เท่เลยนะเข็มนะ ดูแลไม่ได้อย่ากลับมาหาน้องเบ๊บอีก!
    #1,751
    0
  14. #1747 gabriel.la(: (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 14:03
    บู้มเลยวันนี้เจอมาหนักทั้งคู่จริงๆ
    #1,747
    0
  15. #1739 youyougyu (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 23:17
    ร้องห้ายยย ร้องไปกับเบ๊บ โอ่บ ถ้าเธอสองคนพูดออกมามันจะดีมากเลยนะ แต่เอาจริงเรื่องบางเรื่องเราก็ไม่อยากพูดถึงไง เข็มทิศเรารู้ว่านายเข้าใจผิด แต่เราอยู่ข้างเบ๊บอยู่ดี
    #1,739
    0
  16. #1727 Alice J (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 18:00
    อันนี้กำลังงงว่าเข็มทิศรู้ว่าที่คมมาจากแม็กซ์หรือเปล่า?
    #1,727
    0
  17. #1716 fffyty (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 16:10
    ทำไมเบ๊บไม่อธิบายทำไมเข็มไม่ฟังเอาจริงอยากตีทั้งคู่เลย เนี๊ยร้องอีกแล้ว
    #1,716
    0
  18. #1707 LOOKSORN. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 19:36
    เดาว่าเข็มน่าจะเห็นอะไรตอนอยู่กับแม็คในห้องน้ำเปล่า แต่ไม่รู้อ่ะ ทีมเบ๊บ!! ถ้าเข็มไม่ง้อก็จบแบบนี้เลยก็ได้ไม่โกรธเลย
    #1,707
    0
  19. #1659 คนใจจะวาย (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 23:42
    โอ๋ๆนะ
    #1,659
    0
  20. #1632 kkolk (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 17:33
    พูดซี่ พูดกันซักทีนึงซี่ยยยย เบ๊บก็ยังไม่เข้าใจ เข็มก็คิดไปเอง โอยยยยยยยยพรูดดดดดดดดกันซักทียยยย
    #1,632
    0
  21. #1592 Vivachoco (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 06:00
    อยู่ที่อมพะนำคิดไปเองเก่งงงงง
    #1,592
    0
  22. #1568 Not found (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 21:17
    ทำไมเบ๊บไม่อธิบายเรื่องริยที่คอไปอะ
    #1,568
    0
  23. #1562 D-Sooo (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 18:11
    สงสารเบ๊บเลย แบบไม่รู้ว่าผิดอะไร แต่เข็มก็ตัดสินในความผิดไปแล้วทั้งที่ไม่รู้ว่าความจริงเป็นยังไง พูดยากอ่ะ สงสารเลย
    #1,562
    0
  24. #1534 Pupuuu_pt (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 02:32
    เข็มทิศผิดนะ
    #1,534
    0
  25. #1522 KaRToon_HH (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 00:26
    พูดกันตรงๆซี่ ในใจลึกๆอะ เศร้าไปหมดแล้ว
    #1,522
    0