โลกที่ไม่มีเรื่องบังเอิญ

ตอนที่ 17 : invisible guy

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,449
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 670 ครั้ง
    1 พ.ค. 62

 

          มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น

          “โอเคนะ ผมชอบแบบนี้ แต่นักแสดงคนที่เสนอมานี่เพิ่งมีข่าวไม่ดีอยู่หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ยังไงคุณลองตรวจสอบดูอีกทีแล้วกันว่าว่าจบยังไง ถ้าแก้ข่าวแล้วกระแสโอเคก็ไม่มีปัญหา”

            ผมยืนเหงื่อซึมหลัง ภายในห้องประชุมที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศา ลูกค้าสวมเสื้อเชิ้ตขาวแขนยาว ปลดกระดุมบนสุด แต่กระดุมข้อมือยังเป็นระเบียบเรียบร้อย เขายืดตัวขึ้นหลังจากเท้าข้อศอกกับโต๊ะกระจกขนาดใหญ่เพื่อรับฟังการนำเสนองานของผมกว่าครึ่งชั่วโมง แจ้เก๋นั่งอยู่ลำดับถัดมาทางขวา ถอดแว่นตากรอบแดงแข่งกับสีลิปสติก วันนี้พี่รูญส่งพี่มะลิมือวางอันดับสองของโปรดักส์ชั่นเฮาส์มาด้วย ส่วนตัวเองที่ว่าจะไม่มา ก็ไม่มาเป็นเพื่อนผมจริง ข้อความมาบอกเมื่อเช้าว่าตื่นไม่ไหว เมื่อคืนตรวจงานให้ผมเสร็จก็พาไอ้แม็กกลับไปเมาปลิ้นกันที่บ้านเฮียแกต่อ

          “เดี๋ยวเก๋ช่วยดูต่อเลยนะ ขอเร็วหน่อย ผมอยากให้ออกก่อนซินเซียร์โปรโมตหูฟังนอยซ์แคนเซิลเลชั่นรุ่นล่าสุด”

         “ได้ค่ะท่านประธาน” เธอว่า ก่อนการประชุมสิ้นสุดลง ผมเก็บอุปกรณ์ส่วนตัวลงกระเป๋า พี่มะลิช่วยหยิบจับข้าวของเล็กๆ น้อยๆ แล้วเดินออกมาด้วยกัน ท่าทางสโลเสลจากงานเลี้ยงเมื่อคืนที่เลิกก๊อกแรกตอนร้านปิด

         พอคิดว่าไม่มีไอ้แม็กแล้วก็เหงาๆ เหมือนกันนะ ก่อนหน้านี้แซวมันกับเข็มทิศกันสนุกทั้งเฮาส์” พี่มะลิพูดขึ้นเมื่ออยู่กันลำพัง ผมขับรถไปส่งเข็มทิศที่ทำงานเมื่อเช้า พี่มะลิสแตนบายรออยู่แล้วก็ออกมาด้วยกัน

         เมื่อวานผมนึกว่ามันจะกลับเลย”

         หือ? เปล่า แต่ไอ้แบงค์ไปตามนะ เห็นมันนั่งเกาอยู่ข้างห้องน้ำ เอ็งก็ใจดำนะ แทนที่จะดูน้องมันก่อน”

         ผมเหนื่อย ก็เลยมาบอกให้พวกพี่ไปดูมัน พี่น่ะแหละใจดำ ไม่สนใจน้องมันเลย ถ้าแพ้แรงป่านนี้ตายห่าไปแล้วมั้ง”

         ใครจะไปรู้ ก็มันไม่บอก แล้วมันก็ยังไปกินต่อที่บ้านพี่รูญนะ”

         ใครไปบ้างอะพี่”

         ก็ไม่มีหรอก มีแค่เฮียแกกับมัน เอาจริงฉันว่าไอ้แม็กเนี่ยเฮียน่าจะจับปั้นต่อจากแกเลยแหละ เชื่อสิ ทำงานด้วยกันมาขนาดนี้ พี่จรูญเก่งนะ ผู้กำกับดังๆ หลายคนก็เรียนงานกับแกทั้งนั้น”

          ผมเห็นด้วย แต่ลำพังตัวเองไม่ยักชอบออกหน้าสื่อ เป็นคนทำงานเงียบๆ รับงานเล็กๆ แบบที่ไม่ค่อยได้กำไร อาจเป็นเพราะสเกลของทิปซีส์เฮาส์เล็กมากเลยไม่รับงานใหญ่ “ทำไมเขาไม่ขยายเป็นเอเจนซี่ใหญ่ๆ ไปเลย จริงๆ เราก็ทำตั้งหลายสื่อ ทั้งเว็บคอนเทนต์ ทั้งลงยูทูป ผมว่ารับสมัครคนเพิ่มแล้วทำหนัง หรือละครไปเลยยังได้”

         เขาตั้งใจให้เป็นสนามจำลองของผู้กำกับตั้งแต่แรก เงินซื้อไม่ได้ มากแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้ สื่อเกิดขึ้นทุกวัน แต่สื่อที่ดีไม่ได้มีเยอะ แกอยากทำตรงนั้น”

         แล้วพี่มะลิไม่อยากไปทำที่อื่นบ้างเหรอครับ” ผมถาม รถเคลื่อนตัวออกจากตึกสูงใหญ่ใจกลางกรุงเทพ ผมคืนบัตรที่ฝากเลขาหน้าห้องประชุมแสกนเพื่อรับสิทธิ์จอดฟรีแล้วติดแหง็กอยู่ไฟแดงแรก มองหาร้านกาแฟไปด้วย

         แกรู้ไหม ฉันไม่ได้จบนิเทศมา”

         พูดจริง?”

         โกหกแล้วได้เงินปะ” ต่อให้พี่มะลิรักผมมากที่สุดในเฮาส์ เมื่ออยู่กันลำพังก็ทำเหมือนผมเป็นศัตรูอยู่ดี วงการนี้มันอะไรกันครับ “เห็นอย่างนี้ฉันจบเภสัชนะ”

         จริงปะเนี่ย ตอนแรกตั้งใจจะทำอะไรอะครับ ขายโคเคนเหรอ”

         เดี๋ยวฉันตบคว่ำ อีนี่” ประโยคเต็มไปด้วยความทารุณ แต่น้ำเสียงกลับหยอกล้อ กลั้วหัวเราะ “พ่อฉันเป็นหมอ แม่เป็นเภสัช ที่บ้านก็อยากให้เรียนเภสัช แต่ใจอะอยากทำงานโปรดัคชั่นส์ บังเอิญโชคดีมีวันหนึ่งพี่รูญไปตั้งกองแถวบ้าน ขาดเอ็กซ์ตร้า พ่อแม่ไม่อยู่พอดีฉันเลยปิดร้านหนีมาสมัคร แล้วถามจุกจิกจนเขาชวนมาทำงาน”

         นี่จะบอกว่าพี่เรียนจนจบเภสัช มาเปิดร้านยาที่บ้านเลยเหรอ”

         เออ ทำไมฉันจะเรียนไม่ได้วะ อยู่กับยามาทั้งชีวิต”

         สุดยอดอะ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ชอบอะนะ”

         ไม่ได้ชอบก็เรียนได้ อะไรมันอยู่ตรงหน้าก็ทำให้มันผ่านๆ ไปได้ คือถ้าได้ทำงานสายนิเทศก็ดี แต่ถ้าเรียนแล้วไม่ได้ทำงานสายนี้กลับไปขายยาที่บ้านก็ไม่มีวุฒิ ต้องใช้ใบอนุญาตของแม่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาไปเดือดร้อนเขาอีก เลยคิดว่าเรียนวิชาที่มีงานทำดีกว่า”

         พี่ไม่คิดเหรอว่าถ้าพี่ทำงานที่ตัวเองชอบจะโดดเด่นได้แบบที่ใครๆ ก็อยากคว้าไปทำงานด้วยอะ”

          พี่มะลิส่ายหน้าปฏิเสธ “โอกาสไม่ได้เป็นของทุกคนไงเบ๊บ แต่พอพี่รูญยื่นโอกาสให้ฉันเลยลองสู้กับแม่สักตั้ง บางเรื่องมันเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็เกิดเพราะความตั้งใจ คิดว่าต้องดราม่าเบอร์ไหนกว่าจะได้ออกมาทำงานนี้ นี่ก็เลยตั้งใจตั้งแต่ตอนนั้นแหละว่าจะอยู่ช่วยพี่รูญ เฮียแกก็ไล่ให้ไปรับงานอื่นบ้างเหมือนกันนะแต่ไม่ไป มึน”

           “ลูกน้องพี่รูญหน้ามึนทุกคน” แม้แต่ไอ้จ่าก็ยังมึนเลย กวนตีนอีกต่างหาก “แต่ผมก็มาเป็นหลายๆ งานเพราะพี่รูญเหมือนกันนะ ขนาดอยู่ด้วยไม่ถึงปี”

           “แกมันฉายแววมาตั้งแต่ก่อนเข้าแล้วไง เออ ถ้าวันไหนมีคนติดต่อให้ไปทำงานดีๆ ก็ไม่ต้องกังวลทางนี้นะ ฉันกับพี่รูญเอาอยู่”

           “เอากันอยู่เหรอ งี้เมียพี่รูญไม่เคืองแย่”

           “อีเบ๊บ” เรียกสั้นๆ ก่อนผลักหัวผมโยก ผมยกสองมือไหว้ขำๆ เพราะรถยังไม่ขยับไปไหน “ใครจะไปเหมือนแกกับเข็มทิศล่ะยะ แหม หอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่กับผู้ชาย”

           “หอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่กับผู้หญิงก็เรียกแมงดาสิครับ”

           “ปากดีแบบนี้ไงเลยหาเมียไม่ได้สักที”

           “โอ๊ย ไม่หาแล้ว ผมรอแต่งกับพี่มะลินี่แหละ” ยักคิ้วให้สองจึ้ก หญิงอวบระยะสุดท้ายทำหน้าเหม็นเบื่อก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นมาไถ “ยังเล่นแฮชแท็กแม็กเข็มกันอยู่ไหมพี่”

           “ไม่ค่อยมีแล้วนะ แบบนี้แหละ กระแสโซเชียล มาไวไปไว พอไม่มีอะไรให้จิ้นคนก็ลืม จริงๆ ถ้าโปรโมตต่อฉันว่าไปได้อีกไกล รับงานคู่กัน เผลอๆ ไม่ต้องมานั่งให้ลูกค้าโขกสับแบบนี้”

           “แม็กมันน่าจะชอบงานเบื้องหลังมากกว่านะครับ”

           “อืม ถึงได้บอกว่าพี่รูญน่าจะปั้นมัน มันเขียนในเมลขอฝึกงานมาหาพี่รูญด้วยนะว่าเป็นแฟนคลับแก พี่รูญเลยให้แกเป็นพี่เลี้ยงไง”

          อันนี้ผมเพิ่งรู้เมื่อวานครับ รู้พร้อมๆ กันด้วยว่าไม่ได้แค่ปลาบปลื้ม แต่มันถึงขั้นปลุกปล้ำผมเลยทีเดียว “มันก็ดีนะพี่ ใช้งานอะไรก็ทำ แต่ก็ยังเด็ก”

           “ก็มันเด็กกว่าแก ผ่านงานมาน้อยกว่าแก”

           ที่พี่มะลิพูดก็จริง แต่ผมคิดถึงทักษะการใช้ชีวิตด้วยที่แม่งเด็ก กระจอก อ่อนด๋อย

          “จะเที่ยงแล้ว เดี๋ยวเราแวะซื้ออะไรเข้าไปกินกันเลยไหมพี่”

          “กินแถวออฟฟิศได้ไหม ฉันมีงานที่ต้องส่งพี่รูญอีกตัว”

          “อ้าวเหรอ ไม่บอกก่อน ผมก็ขับเฉื่อยเลย ขี้เกียจเข้าออฟฟิศ”

          “ทำไม มีอะไรหรือเปล่า ปกติไม่ค่อยเห็นแกอู้”

          ผมสายเนียนไงครับ อู้ก็อู้ไม่ให้ใครรู้ หนีออกไปสูบบุหรี่นั่นล่ะเป็นวิธีอู้ที่แนบเนียนที่สุดทีเดียวเชียว

          “เปล่าพี่ แค่คิดว่าจะขับช้าๆ หาร้านแปลกๆ ซื้อของกินไปให้พวกที่ออฟฟิศ แต่ถ้าพี่รีบก็กินแถวนั้นแหละ ง่ายดี”

           “เออ ไว้วันหลังค่อยมาชิลล์ ช่วงนี้งานเยอะฉิบหาย พี่รูญก็รับงานเยอะกว่าปกติเหมือนกันนะ คงติดพันมาตั้งแต่ที่ไอ้แม็กมาฝึกงาน จะได้ให้มันเห็นงานหลายๆ แบบ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เท่าที่คิดว่าจะสอนมันเท่าไหร่ ลูกค้าบางคนก็ช้าเหมือนไม่เต็มใจจ้างงาน”

          บุรินทร์ถูกใจสิ่งนี้ อยากสำทับว่าส่วนบางคนก็รีบเหมือนอยากได้งานตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้ว

          “งั้นผมว่าเดี๋ยวถึงแล้วพี่ขึ้นไปก่อนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวผมสั่งข้าวขึ้นไปให้ ข้าวผัดหนึ่งล้านกล่อง”

         “เอาไปยีหัวแกสิ หนึ่งล้านกล่อง” ขอบคุณครับเพราะถ้าเป็นคนอื่นจะบอกว่าเอาไปยีหัวแม่แกสิ หนึ่งล้านกล่อง


          รถในกรุงเทพค่อยๆ ขยับแม้จะเป็นเวลาทำงานตามแยกไฟแดงที่คับคั่ง นึกถึงสมัยที่ยังต้องขับรถมาทำงานแล้วก็ตลกที่ยอมใช้ชีวิตบนถนนมากกว่าบนเตียง ใช้สมองในการขบคิดเส้นทางมากกว่างานที่ใช้ทำมาหากิน จะว่าไปแล้วการย้ายเข้ามาอยู่กับเข็มทิศนอกจากประหยัดเงิน ประหยัดเวลา ก็ทำให้ผมสนุกกับการทำงานในเมืองใหญ่ ผมตื่นเต้นทุกเช้าที่ลืมตามาเห็นเขาออกจากห้องน้ำ บางวันใช้ผ้าเช็ดตัวพันท่อนล่างกันอุจาด แต่บางวันก็ใช้ผ้าผืนเดียวกันไปพันหัว ส่วนอย่างอื่นก็ปล่อยให้มันเคลื่อนไหวอย่างฟรีโฟลว กระทั่งไปแตะสัมผัสร่างกายของอีกฝ่ายจึงมีทิศทางอย่างตรงไปตรงมา

          ข้อเสียของการคบหากับผู้ชายอาจเป็นเรื่องการที่เราต่างมีความต้องการอยู่เสมอ และมักตอบสนองกันและกันได้อย่างตรงไปตรงมา สุดท้ายแล้วบริบทในการเสพสมก็เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เรากอดก่ายกันและกันจนหมดเรี่ยวแรง ผมไม่สนใจว่าจะถูกเรียกว่าอะไร แต่ที่ยังไม่อยากบอกใครก็เพราะเป็นคนที่เขินแล้วเสียจริตประหนึ่งว่าสติสตางค์หล่นหาย ซึ่งขณะนี้แล้วนอกจากพี่รูญกับแม็กความลับระหว่างเราก็ยังคงเป็นความลับเช่นเดิมอย่างที่เคยเป็นมา


          ระยะทางสิบกิโลเมตรจากที่ทำงานลูกค้ากลับมายังออฟฟิศใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง ผมส่งพี่มะลิที่หน้าตึกตามตกลงแล้ววนรถไปเก็บ ไม่ถึงสิบนาทีก็ได้ข้อความพร้อมรายชื่อเมนูยาวเหยียดมาในกรุ๊ปไลน์ ผมกวาดตาอ่านแล้วลอกเมนูพี่แบงค์ ก่อนสั่งป้าร้านประจำด้วยเมนูเดียวสิบกล่อง ขี้เกียจรอ เพราะผมก็คงไม่นั่งกินข้าวที่แคนทีนคนเดียวเหมือนกัน



           “ข้าวผัดพริกเผาหมูชิ้น ไข่ดาว กับกาแฟดำครับทุกคน”

           “ไอ้ห่าเบ๊บ กูกินเจ” พี่โหน่งตะโกนด่าเมื่อรู้ว่าผัดผักของตัวเองแปลงร่างเป็นหมูชิ้นและไข่ดาวเรียบร้อย

           “เจแตกตั้งแต่พี่ด่าผมแล้วเว้ย”

           “ก็ถ้ามึงไม่ซื้อหมูมากูจะด่าไหมล่ะ” พี่โหน่งมักจะลุกขึ้นมากินเจเป็นพักๆ โดยเฉพาะช่วงลูกสอบ เขาบนให้ลูกได้คะแนนดีๆ แล้วชิงแก้บนก่อนผลออก ถือว่าเจ้าแม่กวนอิมรับสินบนไปแล้วต้องทำตามสัญญาที่ไม่ได้สัญญาให้ได้

           “ถ้าใจเราเจ อาหารอะไรก็เจ ถามเจ้าแม่กวนอิมดูพี่ว่าโอเคไหม”

           “เจ้าแม่กวนอิมเคยทำท่าอื่นนอกจากโอเคด้วยเหรอวะ” พี่แบงค์เดินมาหยิบเป็นคนแรก หยิบไปอีกกล่องเผื่อเข็มทิศด้วย ผมมองไปที่โต๊ะ เจ้าตัวไม่อยู่แต่เปิดคอมพ์ทิ้งไว้

           “ท่านมีเมตตาไง แดกๆ ไปเถอะพี่โหน่ง ถือว่าครั้งนี้พี่ไว้ใจลูกพี่ไงที่ขยันอ่านหนังสือ”

          เป็นผมคงเสียใจแย่ อดตาหลับขับตานอน ติวแทบตาย เกรดดีสุดท้ายพ่อบอกเพราะบนไว้ให้

           “อย่าให้มึงมีลูกมีเต้านะ”

           “พี่จะทำไมโผม”

          “กูจะด่าพ่อมัน”

           ผมหัวเราะ เหลือบตามองไปที่โต๊ะของเข็มทิศอีกที พี่แบงค์วางข้าวกล่องให้ แสดงว่าเขาจะกลับมากิน แต่ว่าไม่เห็นบอกว่าจะไปไหน

           “คุยโทรศัพท์อยู่ข้างนอก วันนี้เข้าหลายสาย สงสัยทะเลาะกับเมีย”

          ลูกพี่คนสนิทแซว ผมหัวเราะแห้งๆ หยิบบุหรี่กับไฟแช็กของตัวเองตามออกไปที่ประจำ เมื่อเปิดประตูหนีไฟออกไปเข็มทิศที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ก่อนแล้วก็เดินหนีขึ้นบันไดไปอีกชั้น สีหน้าเครียดขมึง ผมเห็นกระป๋องเบียร์ที่ใช้เขี่ยบุหรี่มีก้นกรองปักไว้ประมาณสี่-ห้ามวน อย่าบอกนะว่าดูดคนเดียวเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เช้า

           “เข็มทิศ...”

          ผมชะโงกหน้าผ่านร่องบันไดขึ้นไปด้านบน เขาไม่ตอบ เสียงคุยโทรศัพท์ก็เบาจนไม่ได้ยินและคาดว่าเจ้าตัวคงไม่อยากได้ยินถึงได้เดินหนีไปที่อื่น ผมถอนหายใจ จุดบุหรี่ ปีนไปนั่งตรงขอบระเบียง หันหน้าออกด้านนอก ยีตาลงเพราะแสงตอนเที่ยงวันสาดจนแสบ นี่เป็นอีกหนึ่งความผิดปกติที่ผมรับรู้ได้ เช่นกันกับเมื่อคืนเมื่อเราปิดประตูห้อง กอดจูบกัน แต่เข็มทิศผละออกไปอาบน้ำนานจนผมผล็อยหลับไป

         “เดี๋ยวใครมองขึ้นมาเห็นก็เข้าใจว่ามีคนจะกระโดดตึกตายพอดี”

        เสียงทุ้มของคนในความคิดดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเท้าแขนลงบนระเบียงข้างๆ กัน ผมดีดเถ้าบุหรี่แล้วปักส่วนที่เหลือดับลงไปในทราย

         “มีอะไรหรือเปล่า”

         “เปล่า งานเป็นไงบ้าง”

         “ก็ไม่มีอะไร ลูกค้าโอเค” ผมตอบ เข็มทิศยังคงสูบบุหรี่ของเขา ไม่รู้ว่าเป็นมวนที่เท่าไหร่ของวันนี้ “งานเหรอ”

         “อะไร?”

         “ที่คุยโทรศัพท์เมื่อกี้”

           “เปล่า” เขาปฏิเสธ เพราะรู้ว่าถ้าเป็นเรื่องงานผมจะถามต่อว่าทำไมถึงต้องเดินหนี “เรื่องไร้สาระน่ะ”

           “ป้าจอยเหรอ”

           “เปล่า” ผมไม่ค่อยชอบสภาวะนี้เท่าไหร่ แต่ไม่อยากซักไซ้ รอให้อีกฝ่ายสบายใจค่อยเล่าก็ไม่สาย “เห็นพี่มะลิเข้ามาก่อนตั้งนาน”

           “ก็ไปซื้อข้าวให้ไง”

           “กินมาแล้วเหรอ”

           ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เม้มปากเข้าหากันเล็กน้อยแกว่งปลายเท้าโดยใช้สองมือยึดเป็นหลัก “เปล่า ซื้อมากินด้วยกันนี่ล่ะ ทำไมถามแบบนั้น”

          ความผิดปกตินั้นที่ผมไม่สามารถระบุได้ว่ามันคืออะไร เข็มทิศสูดลมหายใจผ่านก้นกรองครั้งสุดท้ายก่อนปักลงบนกระป๋องเบียร์ที่ถ่วงก้นไว้ด้วยทรายเป็นอันที่เจ็ด

           “ก็...เผื่อว่าไปกินกับคนอื่น”

           “ถ้าไปพี่มะลิก็ต้องไปด้วยกันดิ” ผมปีนลงมาจากระเบียง มองหน้าเข็มทิศสลับกับซากบุหรี่สิ้นฤทธิ์ “ของคุณหมดเลยเหรอ”

           “เปล่า ก็มีของนายอันนึงไง” เขาแค่นยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่แววตาสงบ ไม่ระริกไหวคล้ายกระจกยามกระทบแสง มันแห้งเหือดและเย็นเยียบเหมือนครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ผมเคยเห็น “ไปกินข้าวเถอะ”

           “มีอะไรก็พูดดิ” ในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ไม่สามารถอดทนจนอีกคนเล่าเรื่องที่ค้างคาในแววตาโดยความสมัครใจได้ เข็มทิศชะงัก เขาไม่หันหน้ากลับมา ปล่อยให้ผมพูดอยู่กับแผ่นหลังเรียบกว้าง “เป็นอะไร อย่าเล่นเกมเดาใจแบบนี้ ผมเดาไม่เก่ง”

           “นายต่างหากที่มีอะไรอยากพูดหรือเปล่า”

           ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน ค้นหาความนัยจากประโยคนั้นแต่ไม่เข้าใจ “หมายความว่าไง”

           “คนที่ถามว่ามีอะไรก็คือนาย แปลว่าคนที่อยากจะพูดอะไรคือนาย” เขาเอียงตัว หันหน้ามาจ้องตาผม ริมฝีปากหยักปิดสนิท ครู่หนึ่งก็ไหวไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ “ถ้าไม่มีก็คือไม่มี”

          เข็มทิศออกไปแล้ว เหลือผมเพียงลำพังบนชานพักบันไดหนีไฟ แวบหนึ่งที่ผมนึกถึงเรื่องแม็กขึ้นมา เหตุการณ์เมื่อคืนที่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดแต่ไม่สลักสำคัญมากนัก ผมชัดเจนกับแม็ก ผมจบปัญหาของตัวเองได้ แม้ว่าไอ้เด็กนั่นจะไม่ได้คิดขอโทษผมก็ตาม


          ผมเดินกลับเข้ามาเซ็งๆ หน้าบุญไม่รับ อาจเป็นผลบาปที่ทำให้พี่โหน่งเจแตก แต่เดี๋ยวก่อน พี่มะลิบอกจำนวนผมครบพอดีกับข้าวที่ซื้อมาไม่ใช่เหรอวะ

          “เฮ้ย ข้าวผมอะ”

          “อ้าว นึกว่าไม่กิน” ตากล้องหุ่นล่ำพูดหน้าตาเรียบเฉย หลักฐานคาอยู่บนโต๊ะหนึ่งกล่อง ในถังขยะอีกหนึ่ง “ปกติมึงกินจากแคนทีนนี่”

        “ปกติผมลงไปกับคนอื่นถึงได้นั่งกินที่แคนทีนไงฮะ แต่นี่ผมไปคนเดียว พี่แม่งเป็นคนบาปจนนรกไม่ต้อนรับแล้ว เอาจริง”

        “กูถามเจ้าแม่กวนอิมแล้วว่ากินอีกกล่องได้ไหม เจ้าแม่กวนอิมบอก โอเคค่ะ” ไม่พูดเปล่า ทำมือเป็นสัญลักษณ์โอเคเพื่อกดอัลติความกวนตีน เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผมอยากเห็นหน้าเมีย โดยเฉพาะเวลาทะเลาะกันพี่โหน่งแม่งรอดปังตอมาได้ยังไง หรือนรกไม่รับเลยต้องมีชีวิตบนโลกใบนี้เหมือนกัน

        “เอานี่ไป” เข็มทิศวางข้าวกล่องที่พร่องลงไปเล็กน้อยบนโต๊ะ ที่เหลือยังคาปาก

        “ไม่เอาอะ ไม่กินของเหลือ”

        “ทำมารังเกียจน้ำลาย ทีน้ำอย่างอื่นน่ะกินด้าย” พอไม่มีแม็กแล้วก็กลับมาเป็นผมสินะ พี่ก้อยทำเสียงเล็กเสียงน้อย ก่อนรีบพูดต่อ “แต่พี่ทีมหนูนะลูก”

        “ไอ้แม็กไม่อยู่ก็มาใช้ผมสนองตัณหานะ โคตรแย่อะพวกพี่ คุณกินไปเถอะ ผมซื้อมาให้” ประโยคแรกผมพูดกระแนะกระแหนทีมเชียร์อัพ ส่วนประโยคหลังพูดกับเจ้าของข้าวกล่อง

        “เดี๋ยววันนี้เลิกงานไวค่อยออกไปหาอะไรกินก็ได้” เข็มทิศหยิบน้ำขึ้นดื่มตามหลังจบประโยค ซึ่งผมเห็นด้วย นึกถึงน้ำซุบร้อนๆ กับราเมนเส้นเหนียวนู่มม

          “ออกไวไปกินราเมนร้านนั้นกันก็ดีนะ ไม่ได้กินตั้งหลายวัน โห พูดแล้วท้องร้องเลยอะ อยากเลิกงานแล้ว วันนี้พี่รูญจะเข้าหรือเปล่านะ”

        “เปล่า ไม่ได้ชวน”

        อ้าว ไอ้เวร ดับฝันกู

        “มีธุระ” เขาว่า เมื่อเห็นผมมองหน้าท่าทางฉงน

       “ที่บ้านเหรอ”

        “เปล่า ที่อื่น” เข็มทิศพูดแค่นั้น พยักเพยิดให้ข้าวเที่ยงที่แหว่งไปให้ผมกินต่อ “แถวๆ นี้แหละ เดี๋ยวเสร็จธุระแล้วเจอกันที่คอนโดเลย เอารถไว้ที่นาย อันนี้ก็กินไปเลย เราพอแล้ว”

        เขาหยิบแก้วของผมเดินผ่านหน้าไปโดยปราศจากคำอธิบายเพิ่มเติม ผมมองตามด้วยความรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างติดค้างในใจ แต่ไม่สามารถปั้นออกมาเป็นคำถามได้ พร้อมกันกับประตูกระจกเลื่อนเปิดออก พี่จรูญเหงื่อซกเข้ามาอย่างกับคนอาบน้ำแล้วไม่เช็ดตัว

       “มันร้อนอะไรอย่างนี้วะเนี่ย”

        “ทดลองตกนรกไงพี่”

         “เออ ดี จะได้ไม่เหงา มีเอ็งรอในกระทะทองแดงคนแรก” ผมถูกชี้หน้าคาดโทษหลังจากปากไวไปแซวเข้าให้ เสียงหัวเราะสาแก่ใจดังเบื้องหลัง ก่อนจะบ่นโอดครวญเมื่อพี่รูญลดอุณหภูมิแอร์ลงอีก

        “ในออฟฟิศหนาวปากสั่นแล้วพี่ ไม่ต้องลดหรอก”

        “แป๊บนึงๆ ข้างนอกแม่งร้อนจริงๆ ช่วงนี้ไม่อยากรับงานเลย”

        “โห แบบนี้นั่งทำคลิปเล่นกันในออฟฟิศสบาย” พี่โหน่งออกความเห็น แต่คนไม่อยากรับงานหัวเราะหึ

        “มีงานถ่ายเอ็มวีเพลงเข้ามาตัวนึง สยาม เอาท์ดอร์”

        “โห อย่างโหด นางเอกคนไหนจะรับวะพี่ แดดแบบนี้”

        “นางเอกที่ต้องใช้เงินแดกข้าวไง ถามได้ ไอ้เบ๊บ เย็นนี้ไปไหนหรือเปล่า”

       ผมนั่งสงบปากสงบคำได้ไม่นานพี่รูญก็เรียกหา ใช้ปากกาทัดหูแล้วหันกลับไปตามเสียง “เพิ่งโดนเข็มทิศเทครับ”

        “เออ ปล่อยมันบ้างก็ดี เอ็งมากับข้า วันนี้นัดกินข้าวกับพี่ป้อม”

        “พูดจริงอ๊ะป่าวว” ผมทำเสียงสอง ตาลุกวาว “โห พี่ ผมลากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนได้ไหม ชุดนี้ไม่สมพระเกียรติที่ได้กินข้าวกับพี่ป้อมเลยอะ ดูไม่มีมารยาท”

        “เอ็งมันคนไม่มีมารยาทก็แต่งตัวตามนั้น พี่แกจะรับได้ว่าจะยังไง”

        “จะยังไงคืออะไรครับ” พูดจามีหางเสียงขึ้นมาทันที พี่รูญยังยืนตากแอร์ให้เหงื่อแห้ง ไม่ยอมบอกความลับ “เฮีย จะยังไงคืออะไรอะ พี่ป้อมรู้จักผมเหรอ มีอะไรหรือเปล่า ชวนผมไปกินข้าวทำไมอะ”

        “ไม่มีอะไร เขาแค่ถามว่างานที่สิงคโปร์คราวก่อนส่งใครไป ไม่เห็นมึงเข้าไปไหว้ เลยจะพาไปเจอ”

         โถ่ นึกว่าเรื่องใหญ่ ผมเหลือบตามองเข็มทิศเชิงบอกว่าจะไปธุระของตัวเองเหมือนกัน เขาพยักหน้ารับรู้ แล้วก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อ ผมเลยหันมาคุยกับพี่รูญอีกที “กี่โมงอะพี่ หรือเลิกงานแล้วไปเลย”

        “ทุ่มครึ่ง”

         “โอ๊ย กินข้าวดึก อ้วนพอดี”

         “คนเขามีงานมีการทำ ไม่เหมือนเอ็ง แล้วนี่ทำอะไร งานเมื่อเช้าเป็นไงไม่เห็นโทรมาบอก”

         “เมื่อเช้าเหรอครับ แฮงค์ครับ เมื่อคืนดื่มหนักไปหน่อย เลิกกินเลี้ยงแล้วก็ไปดื่มต่อที่บ้านเลยลุกไม่ไหว” ผมแซวเจ้านายด้วยพฤติกรรมเจ้านาย ผลคือกระดาษก้อนเท้าลูกเบสท์บอลปาลงกลางหัวดังโผละ ถ้ามีกีฬาเกี่ยวกับลูกบอลผมว่าคนในเฮาส์นี่ชนะเลิศ

         “อย่าให้กูต้องสาวไส้ว่าทำไมต้องพาไอ้แม็กไปแดกต่อ มึงนะมึง”

         ผมหัวเราะกลบเกลื่อนความผิด จะว่าผิดก็ไม่ใช่เสียทีเดียวนะครับ ผมก็ดูแลน้องมันตามคำสั่งพี่ไม่ใช่หรือไง “ผมก็หยอกเล่น แหม ลูกค้าโอเคพี่ ถามพี่มะลิได้ เบ๊บเอาอยู่”

         “เอากับใครอยู่จ๊ะ” พี่มะลิเสียบไวอย่างกับรอช่องว่างอยู่ก่อนแล้ว ผมนึกถึงเรื่องเมื่อคืนขึ้นมาที่เกือบได้เอากับใครจริงๆ แต่อีกฝ่ายก็ผละไปอาบน้ำเสียก่อน

         “ไม่ได้เอากับใครทั้งนั้นแหละ”

         “พี่ก็ลุ้นว่าน้องจะเอากับเข็มทิศ หนีกลับไปก่อนทั้งคู่”

         “พี่ไม่แล่นเรือแม็กเข็มกันแล้วเหรอ”

          ผมยอกย้อนทั้งที่หน้าร้อนฉ่า การกลับมาแซวผมครั้งนี้ไม่เหมือนตอนที่ผมยังไม่ย้ายไปอยู่กับคู่กรณี ภาพในหัวผม เข็มทิศไม่ใช่จ่าเฉยเหมือนที่ยังคงเฉยได้เสมอต้นเสมอปลายในที่สาธารณะแบบนี้แล้ว แต่เป็นผู้ชายที่มีความร้อนแรงอย่างที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการถึงเลยต่างหาก

         “ไม่มีไอ้แม็กแล้วก็ไม่หนุก”

          ผมเห็นด้วยว่าพอไม่มีไอ้แม็กที่ออฟฟิศก็เงียบลงจริงๆ แต่ก็คงดีกว่าถ้าเกิดเรื่องเมื่อคืนขึ้นแล้วยังต้องมาเจอกันในวันถัดมา หางตาผมเหลือบเห็นสายตาของเข็มทิศที่จ้องดุ ทว่าเมื่อหันกลับไปมองเขาก็หลบตา หันไปคุยกับพี่แบงค์กันสองคน ไม่มองก็ไม่มองวะ แรกๆ น้ำต้มผักก็ว่าหวานแม่งเรื่องจริง เมื่อไหร่ที่มองไปผมจะเห็นสายตาของเข็มทิศจ้องกลับมาเสมอ แต่ครั้งนี้ต่างไป ผมเท้าคาง ลากเมาส์เปิดไฟล์งานที่ทำค้างไว้ ความคิดวกกลับไปถึงเรื่องธุระของเข็มทิศที่จงใจไม่บอกก่อนมองเวลาที่ปรากฎอยู่มุมขวาล่างของจอคอมพิวเตอร์

        กว่าจะถึงเวลานัดพี่ป้อมก็ยังพอมีเวลา

        มีความลับนักใช่ไหม 

        ได้...เจอบุรินทร์ เดอะนักสืบหน่อยแล้วกันไอ้จ่า

 




        สถานที่เกิดเหตุเป็นร้านอาหารแบบผับแอนด์เรสเตอรองค์ใกล้ออฟฟิศ เข็มทิศออกมานั่งตั้งแต่ร้านเปิด พระอาทิตย์ยังไม่ตก นั่งคนเดียว สั่งเบียร์มาดื่ม คนพลุกพล่านแต่เขาเลือกมุมสงบ ผมนั่งห่างออกมา พรางสายตาด้วยหมวกของพี่โหน่ง เลือกมุมนั่งที่เห็นอีกฝ่ายแต่ไม่มีทางสังเกตเห็นได้จากมุมที่เข็มทิศนั่งอยู่ พี่รูญสั่งว่าให้กลับไปที่ออฟฟิศอีกครั้งก่อนทุ่มครึ่ง เท่ากับว่าผมมีเวลาอยู่ดูว่าเข็มทิศนัดใครไว้ถึงชั่วโมงกว่า อาศัยความหน้ามึนสั่งน้ำเปล่าและกับแกล้มราคาถูกที่สุดเพื่อเปิดโต๊ะ แต่หยิบน้ำในกระบอกลดโลกร้อนที่ได้แถมมาจากลูกค้าเมื่อต้นปีจะได้นั่งต่อยาวๆ

      เข็มทิศจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ เขาสูบบุหรี่จัดเวลาที่เครียด และไม่มีดัมเบลให้ยก ทว่าก็ไม่เคยเห็นว่าสูบบ่อยขนาดนี้ ถ้าบอกว่าสูบบุหรี่เท่ากับตายผ่อนส่ง แค่วันเดียวก็ไม่ต่างกับบอกว่าเข็มทิศโปะความตายก้อนใหญ่เพื่อลดระยะเวลาและดอกเบี้ยจากการสูบบุหรี่ได้โข ดีใจด้วยที่จะได้ตายไวกว่ากู เพราะวันนี้ผมแตะไปแค่ครึ่งมวนเท่านั้นเอง


      ท้องฟ้าเริ่มมืดสีเมื่อเวลาผ่านไป ไฟสีส้มในร้านติดประดับตบแต่งบรรยากาศให้ดูสบายๆ ขณะที่ชายซึ่งผมตามมายังมีสีหน้าเครียดขมึง เขาดื่มเบียร์ไพน์ที่สอง จากนั้นความลับก็ถูกไขกระจ่าง การอดทนถูกพนักงานมองเขม่นและถามซ้ำซากสัมฤทธิ์ผลคือคนร่วมหารค่ากับแกล้มของเข็มทิศปรากฏตัวตอนเกือบหนึ่งทุ่ม เป็นชายแปลกหน้าที่ไม่ได้มาแค่คนเดียว แต่มีผู้หญิงซึ่งผมบังเอิญเจอหลายครั้งก่อนหน้านี้ติดสอยห้อยตามมาด้วย

       “เวรละ”

      ผมเดาจากบริบทได้ไม่ยากว่านั่นคงเป็นแฟนอีกคนของน้อยหน่าที่คบกันมานาน เขารับเมนูจากพนักงาน นั่งฝั่งตรงข้ามกับเข็มทิศ โดยที่ข้างๆ เป็นหญิงสาวของกลางซึ่งเลือกฝั่งชัดเจน ผมผุดลุกขึ้นทันที แต่ถูกพนักงานเบรคไว้

       “ลูกค้าสั่งอะไรเพิ่มหรือเปล่าคะ”

      เพิ่งรู้สึกตัวว่ามีพนักงานยืนเฝ้าผมอีกทอดหนึ่งถึงสามคน มาถึงตอนนี้ที่ตั้งใจจะตะบึงไปสู้รบกับพวกหมาหมู่ก็ฝ่อลงหน่อยๆ ผมเรียกเก็บเงิน กว่าจะเดินไปถึงโต๊ะทั้งสามคนก็คุยกันสักพักหนึ่งแล้ว

       “นั่นไง แฟนเขามาแล้ว” น้อยหน่าว่า หน้าตึงเมื่อเห็นผม ส่วนเข็มทิศชักสีหน้าหงุดหงิดทันที ขณะที่ชายแปลกหน้ามองผมด้วยสายตาประเมินในที

      “มาได้ไง” เข็มทิศถาม บินมามั้ง แหกตาดูสิวะ

       “คุณนี่มีความลับเยอะนักนะ”

       “ปัญหาเรา เราแก้เองได้”

       “อ๋อ งั้นถือว่าผมมานั่งดูคุณแก้ปัญหาแล้วกัน”

      เรื่องเถียงคำไม่ตกฟากขอให้บอก ปราชญ์ด้านงานเถียงต้องยกให้ผม ถ้าไม่เขินไปเสียก่อนไม่มีทางแพ้ใครในโลก 

       “ใครอะ"

        "แฟนน้อยหน่า”

       ไอ้คุณอะไรสักอย่างที่ผมเคยอ่านไม่ออก และก็จำไม่ได้ด้วย นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญคือทำไมทุกคนมารวมตรงนี้โดยไม่มีเหตุผล พวกมึงไม่ใช่สงฆ์และพระพุทธเจ้าไม่ได้ปรินิพพานวันนี้ไงครับ

        “น้อยหน่าบอกโอมแล้วไงว่าพี่เข็มก็เป็นแค่พี่รหัส โอมก็รู้ว่าสนิทกัน ต้องเดือดร้อนให้แฟนเขามาแสดงตัว ไม่เชื่อใจกันเลยเนอะ”

        “ไม่ใช่เราไม่เชื่อใจ แต่ที่บ้านเราไม่โอเคกับข่าวไง เราก็แค่อยากมายืนยัน ถ้าเป็นพี่รหัสก็แค่คิดว่ามากินข้าวด้วยกัน น้อยหน่าจะกลัวอะไร”

        “ไม่ได้กลัว แค่ไม่อยากกวนพี่เข็ม ไม่รู้ว่ายุ่งแค่ไหน ข่าวลือคู่จิ้นก็คนนึง แต่คนที่อยู่ด้วยก็อีกคนนึง ลำบากแย่”

        เดี๋ยวนะครับ แม่กวางสาวคนนี้กำลังกล่าวหาเข็มทิศว่าคบซ้อนอยู่หรือเปล่า ผมนั่งลงข้างเข็มทิศโดยไม่ขออนุญาต หยิบแก้วเบียร์ของคนนั่งก่อนหน้ามาดื่มโดยไม่ขออนุญาตเช่นกัน

        “คู่จิ้นนั่นแค่ขายงาน ทำไมเหรอครับ น้องมีปัญหาอะไรเหรอครับ”

        “เบ๊บ ใจเย็นๆ” เข็มทิศปราม แต่ผมยังคงหัวร้อน ใครจะใจเย็นได้เท่าเขา “มีนัดกินข้าวกับพี่ป้อมไม่ใช่เหรอ”

        “มี แต่ยังไม่ถึงเวลา ถ้าไม่ทันจริงๆ ก็ค่อยตามไป หรือไม่ไปก็ได้ ไม่เป็นไร ผมบอกพี่รูญแล้วว่าติดธุระ”

        “ไร้สาระน่ะ จะเสียมารยาทกับพี่เขาทำไม”

         “คือผมต้องรักษามารยาทกับคนไกลแล้วเมินคนใกล้ตัวทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าคุณมีความลับกับผมเหรอวทำไมไม่บอกว่าจะมานี่ ไม่ใช่ผมไม่รู้เรื่องคุณกับอีเด็กนี่เสียหน่อย ทำไมต้องไม่ให้ตามมาด้วย”

         “ใครๆ ก็ต้องมีเรื่องส่วนตัวที่บอกใครไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา”

         ผมแม่งเริ่มเปลี่ยนจากโมโหน้อยหน่ามาเป็นโมโหเข็มทิศแทนแล้วว่ะ ยิ่งเขาพูดแบบนี้ สีหน้าของน้อยหน่ายิ่งหยามหยัน ทำเหมือนผมเป็นคนโง่เต็มประดา

        “เรื่องส่วนตัวแล้วจะขอให้ช่วยทำไมตั้งแต่แรก” ผมหมายถึงตั้งแต่ที่เขาชวนผมไปอยู่ด้วย ตั้งแต่ก่อนหน้าที่อะไรๆ จะเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้ “แล้วไหนวิธีแก้ปัญหาของคุณ สรุปว่ายังไง ไหนใครเป็นเจ้ามือ”

       เข็มทิศถอนหายใจ ละสายตาจากผมไปสบตากับคู่กรณีทีละคน

       “ผมกับน้อยหน่าคบกันตอนสมัยเรียน แต่พอทำงานก็เลิกมาได้สักพักแล้ว เรื่องที่เป็นเกย์ก็อย่างที่น้อยหน่าบอก ตอนนี้ผมอยู่กับเบ๊บ"

        อะ งงแดก ไอ้เด็กโอมขมวดคิ้วเข้าหากัน ประมวลผลหนักเลยสิมึง

       “ผมไม่เข้าใจ พี่ไม่รู้เหรอว่าน้อยหน่ามีแฟน”

       “ตอนแรกก็ไม่รู้ คบได้สักพักถึงรู้ แต่คงเป็นช่วงที่คุณระหองระแหงกัน ผมเลยรอ”

       “ทำไมพี่เข็มพูดแบบนี้อะ” น้อยหน่าโวยวาย ส่วนผมนั่งรูดซิปปากรอดูสถานการณ์ “โอม น้อยหน่ากับพี่เข็มทิศเป็นแค่พี่รหัสน้องรหัสกันเฉยๆ ถ้าเขาเป็นผู้ชายจะคบกับผู้ชายด้วยกันได้ไง

        “พี่ว่าแฟนน้อยหน่าควรรู้ว่าเวลาเกือบสิบปีที่คบกับน้อยหน่ามามันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่แค่พี่ ทุกคนควรมีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเพื่อตัดสินใจ ยิ่งถ้าครอบครัวแฟนน้อยหน่าไม่โอเค อย่างน้อยแฟนน้อยหน่าจะได้รู้ว่าต้องรับมือยังไง แต่ไม่ต้องห่วง ผมไม่กลับไปคบกับแฟนคุณแล้ว ขาดกันสนิท” ประโยคแรกเข็มทิศพูดเนิบกับหญิงสาว ส่วนประโยคหลังยืนยันความบริสุทธิ์ใจกับฝ่ายชาย

        “สนิทแบบต่อไม่ติดเลย” ผมย้ำให้อีกที เผื่อว่ามือที่กำแน่นคู่นั้นจะคลายลงบ้าง

        “เราแม่ง เหมือนคนโง่เลยว่ะ” เด็กหนุ่มพูดเสียงสั่น โนๆ มึงไม่เหมือน มึงเป็นคนโง่ไอ้หนู แต่ผมไม่บอกผมกลัวโดนต่อย นาทีนี้น้อยหน่าเลิกลักแล้ว นี่มันอะไรวะ สาบานเลยว่าตลอดชีวิตผมไม่เคยมานั่งเคลียร์ปัญหาเปิดอกแบบนี้กับผู้ชายคนใหม่ของแฟนเก่า เลิกก็คือเลิก มีคนอื่นก็คือไม่ได้รักผมมากพอ จบ แยกย้าย การรับมือกับสถานการณ์แบบนี้จึงค่อนข้างที่จะเดาทางยากว่าควรพูดอะไร และนั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจว่าเข็มทิศจะรับนัดไอ้เด็กเปรตสองตัวนี้ทำไมกัน

        “ไม่ต้องกังวลหรอก น้อยหน่าเลือกคุณมาตลอด”

        “ไปถึงขั้นไหนกันแล้ว”

        “ก็ทุกอย่างที่ผู้ชายกับผู้หญิงจะทำกัน” เข็มทิศสารภาพเสียงเรียบ ขอบคุณที่ไม่ลงรายละเอียดมากกว่านี้

         พนักงานยกเบียร์กับน้ำอัดลมมาเสิร์ฟ แต่ยังไม่ถึงโต๊ะก็สะดุ้งทั้งตัวเพราะเสียงทุบโต๊ะดังปึง!จากเหยื่อ

        “นานแค่ไหน”

        “คุณไม่ต้องสนใจหรอกว่านานแค่ไหน แต่ผมเลิกแล้ว มันแค่เคย เกิดขึ้น และผมจะไม่ยอมคบซ้อนกับใครอีกแล้ว”

        “พี่แม่งโคตรเหี้ย”

        เข็มทิศน้อมรับคำด่าไว้แต่โดยดี เขาหลุบตาลง ถอนหายใจยาว “เวลาคนมีความรักก็ยอมทั้งโง่และเหี้ยแหละคุณ”

       โคตรเหมือนพระเอก แต่ไม่ใช่ครับ เรื่องนี้เข็มทิศเป็นตัวร้าย ร้ายมาตลอดสี่ปีที่คอยแย่งของคนอื่น ส่วนน้อยหน่านั่งเงียบ ก็ต้องเงียบสิ โดนซักทอดให้ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ จะพูดอะไรได้

       “ผมอยากขอโทษคุณ ก็เลยรับนัด เพราะที่จริงผมกับน้อยหน่าก็เลิกติดต่อกันมาพักใหญ่ๆ แล้ว ที่เหลือคุณก็ไปคุยกับแฟนคุณเอง”

       “พูดง่ายว่ะ”

       “เรื่องมันเกิดไปแล้ว ตอนนี้เขาก็แก้ไขแล้วไง” ผมหาจังหวะแทรกประนีประนอม แต่เด็กหนุ่มมองผมตาขวางคาดโทษไปด้วย เรื่องนี้พี่ไม่เกี่ยวนะน้อง พี่แค่มาสังเกตการณ์ ไม่ได้ยินเหรอเข็มทิศบอกว่าอันนี้เรื่องส่วนตัวของมัน

      “งั้นผมขออะไรพี่อย่างได้ปะ”

      แฟนหนุ่มของน้อยหน่าลุกขึ้น วางเงินค่าเหล้าที่สั่งแต่พนักงานยังไม่กล้ามาเสิร์ฟไว้ เข็มทิศยืนขึ้นบ้าง ทั้งสองคนจ้องหน้ากันตาไม่กะพริบ ส่วนสาวน้อยร้อยมารยานั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่สนหินสนแดดอะไรอีกต่อไป ไม่ถึงเสี้ยววินาทีเสียงโครมครามของโต๊ะสังกะสีก็ดัง แก้วเบียร์หล่นแตกดังเพล้ง! น้อยหน่าหลบภัยท่าเดียวกับผมคือการนั่งลงข้างเก้าอี้ ผมเห็นเข็มทิศล้มลงกับพื้น พนักงานชายกรูเข้ามาล็อกตัวเด็กหนุ่มไว้ เขาซัดหมัดเดียว-เต็มกำลัง เข็มทิศถึงกับเลือดกบปาก สมน้ำหน้า ไม่สิ เฮ้ย! มันจะทำเกินไปแล้ว!

       “นี่คือการสั่งสอนที่มึงเหี้ยได้ขนาดนี้ ถ้ากูรู้ว่ามึงยังติดต่อเมียกูอีกล่ะก็ กูเอามึงตายแน่!”

       ประโยคสุดท้ายที่เด็กหนุ่มทิ้งไว้ และถ่มน้ำลายสำทับ เขาสะบัดร่างออกจากการจับกุมโดยไร้อาวุธแล้วเดินออกไปก่อนหญิงสาวจะคว้ากระเป๋าตามออกไปเช่นกัน ผมรีบเข้าไปประคองเข็มทิศ เขาใช้มือแตะที่มุมปากซึ่งเป็นรอยช้ำทันที ก่อนลุกขึ้น ปัดมือผมออก ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ

       “ทำไมยอมให้มันต่อยแบบนั้นวะ” ผมโมโห เห็นได้ชัดว่าเขาไม่แม้แต่ป้องกันตัวสักนิดเดียว “เต็มๆ เลยมั้งเนี่ย เจ็บไหม ไม่ดิ ต้องเจ็บอยู่แล้ว ไปโรงบาลป่าว ผมพาไป เลือดออก น้องครับ มีทิชชู่ไหมครับ”

      ผมหันไปขอความช่วยเหลือจากบริกรที่ยังมีท่าทีตื่นๆ พนักงานสาวคนหนึ่งวิ่งมาพร้อมทิชชู่ทั้งม้วน ผมดึงออกมาในปริมาณที่พอเหมาะ ซับเลือดที่ซึมจนเป็นหยดอย่างเบามือ ชายหนุ่มสะดุ้งด้วยความเจ็บ เขาผละถอย ยื้อทิชชู่ในมือของผมไปจัดการตัวเอง

       “ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย ตั้งใจมาโดนต่อยอยู่แล้ว”

       “เพื่ออออออออออออ?!?” แม่งบ้าไปแล้วแน่ๆ ผมโคตรไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจมากๆ เบ๊บไม่ถูกใจสิ่งนี้

       “จะได้ตัดปัญหาที่ยังคาราคาซังมั้ง ได้พูดออกมาแล้วก็โล่งไปอีกแบบ”

       “ว้อนท์ตีน ว่างั้น?”

       “ช่างเถอะน่า นายมีนัดไม่ใช่เหรอ ไปได้แล้วมั้ง”

       “มันใช่เวลาจะพูดเรื่องนี้เหรอวะ ดูหน้าคุณดิ”

       “แล้วมันใช่ที่ที่นายควรอยู่เหรอวะ นายไม่ควรอยู่ที่นี่ตรงนี้ตั้งแต่แรกไง ไม่บอกก็คือไม่อยากให้ตามมา แล้วจะตามมาทำไม”

        “ก็ห่วงไง”

        “ห่วงหรือระแวงกันแน่” เสียงทุ้มพูดกระชับ มองหน้าผมนิ่ง และผมก็แช่แข็งท่าทางที่ทำค้างอยู่ราวกับถูกกดปุ่มพอร์สเอาไว้

        ผมแม่ง ขี้เสือกเกินจำเป็นไปเหรอวะ? 

        ผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองวุ่นวาย และน่ารำคาญในสถานการณ์นี้แค่ไหน เข็มทิศไม่อยากให้ผมตามมา ไม่อยากให้ยุ่งกับเรื่องอดีตที่ตัวเองก่อไว้ แต่ผมก็แหกกฏทุกข้อที่ควรทำ ผมแอบตามเขามา ยุ่มยามกับธุระของอีกฝ่ายจนไม่มีที่ว่างให้เขาตกตะกอนความคิดกับเรื่องราวของตัวเอง ผมใช้คำว่าเป็นห่วงริดรอนความเป็นส่วนตัวของเขา

        “ไม่รู้ดิ บางทีอาจจะทั้งสองอย่าง ก็...คุณทำตัวผิดปกติ”

        “ใครจะไปตีหน้าซื่อเก่งอย่างนาย” เขาหัวเราะขึ้นจมูกสำทับ ยักยิ้มที่มุมปากข้างหนึ่ง แต่นั่นไม่ใช่รอยยิ้มของความสุข

        “หมายความว่าไง”

        “เบ๊บ เราจะไม่ยอมเป็นตัวสำรองของใครอีกแล้ว”

        “ก็ดีแล้วนี่ ถ้ายอมสิผมจะต่อยคุณซ้ำแผลเดิมอีกรอบ”

        “ซ้ำแผลเดิมมันเจ็บนะ” เขาว่า แตะปลายนิ้วโป้งที่แผลเพื่อเช็ดเลือดที่กำลังหยดลงมา “นายเดาไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่ามันเจ็บได้มากแค่ไหน”

        “อะไร"

          "อะไรล่ะ"

          "พูดเหี้ยอะไร ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง มีอะไรก็ว่ามาตรงๆ ดิ”

         “เออ มีอะไรจะพูดก็พูดมาตรงๆ ดิ พูดตอนนี้เราอาจจะไม่เกลียดนายก็ได้”


          แม่ง...ใช้คำว่าเกลียดเลยเหรอวะ


         ผมหูดับสนิท ได้ยินเสียงวี้ดดดดลากยาวในหัว จ้องหน้าเข็มทิศที่กำลังจ้องกลับมาด้วยสายตาแข็งกร้าว ผมเกลียดเกมเดาใจที่สุดเพราะผมแม่งเดาไม่เคยถูกเลยว่าเข็มทิศคิดอะไรอยู่

        “เราจะกลับไปทำแผลที่ห้อง นายก็ไปตามนัดเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทัน ไว้ค่อยคุยกัน” 

         ชายหนุ่มทิ้งปริศนาที่คาใจผมไว้ เขาพูดราวกับไม่ได้มีคำว่าเกลียดหลุดออกมาก่อนหน้านี้ เมินเฉยคล้ายกับความรู้สึกของผมเป็นสิ่งที่มองข้ามได้ง่ายๆ ผมตะโกนรั้งไว้ด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ซัดโทรมโถมเข้ามา ผูกโยงเข้ากับเรื่องของน้อยหน่าเพราะไม่อาจหาเหตุผลอื่นมารองรับเหตุการณ์ชุลมุนชั่วขณะแต่ทำร้ายความรู้สึกกันจนพังดับยับเยินไหว

       “ที่เป็นผม เพราะผมแค่บังเอิญอยู่ตรงนั้นตอนที่คุณต้องการใครเป็นหลักยึดให้เลิกกับผู้หญิงคนนั้นขาดใช่ปะ งั้นตอนนี้ผมไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ปะ”

        เข็มทิศนิ่ง แต่อย่างน้อยก็หันหน้ากลับมา จ้องตาผมไม่ลดละ

        "พูดออกมาสิวะ โดนต่อยครั้งเดียวเป็นใบ้เลยหรือไง"

       “ถามตัวเองเถอะเบ๊บ” เขาว่า แล้วหันหลังกลับ ผมได้ยินเสียงวี้ดดดดดังลากยาวในหัวอีกรอบ ความรู้สึกแสบกระบอกตาเข้าจู่โจมพร้อมกับหัวใจแปลบปลาบราวเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลัน 

        แผ่นหลังของเข็มทิศห่างออกไป ส่วนผมยังยืนอยู่ที่เดิม วิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง เหมือนถูกลากไปกลางแยกอโศก สาดถังน้ำแข็งใส่ตอนเที่ยงตรง วูบร้อนวูบหนาว ความรู้สึกตอนนี้มันแย่จนไม่อาจใช้คำใดบรรยายออกมาได้แม้แต่คำเดียว

         "ตอบผมสิวะ!"

         ผมโวยวาย ตีอกชกหัว แต่ไม่มีการชะลอฝีเท้าอีกแล้ว

       "เข็มทิศ!"

        ราวเสียงตะโกนเรียกเบาเกินไป เพราะไม่มีปฏิกิริยาใดจากเจ้าของชื่อ หากแต่คนรอบข้างหันกลับมาทางผมโดยทั่วกัน นั่นช่วยยืนยันว่ามันดังมากพอให้เขาได้ยิน

       แต่ไม่อาจดังมากพอ ให้เขารับฟัง

       ผมแม่ง...โคตรไม่มีค่าในสายตาเข็มทิศเลย

.

.


#โลกที่ไม่มีเรื่องบังเอิญ

#westonwednesday 




กลับมาแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววววว กรี๊ด หลบหม้อไหกะละมังถังซักผ้าแพร๊บ ลุ้นมากค่ะว่าคนอ่านจะอยู่ทีมไหนกัน

แก้ไขข้อความ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล     1.20.173.20


.


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 670 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,069 ความคิดเห็น

  1. #2051 justanordinarygirl (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 00:11
    เคลียร์กับอิเด็ก2คนนั้นได้ทำไมไม่เคลียร์กับเบ๊บด้วย พูดกันตรงๆแบบที่พูดกับพวกนั้นไงงงง
    #2,051
    0
  2. #2033 PCB614 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2563 / 08:13
    เข็มทิศเห็นใช่มั้ย เข้าใจผิดกันแล้ววว มันไม่ใช่อย่างนั้นนน
    #2,033
    0
  3. #2013 ชาใหญ่ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 21:40
    แค่พูดจะตตายเหรอเข็มทิศ
    #2,013
    0
  4. #1973 Biekps99 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:43
    มันอะไรวะทะไมไม่พูดอะ
    #1,973
    0
  5. #1922 heykiki (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 / 23:16
    เรื่องที่ร้านหมูทะปะ ไอเวน เป็นหน่วง เข็มทิศเห็นแล้วเข้าใจผิดชัวร์ ๆ แต่เธอก็ไม่พูดออกมาตรง ๆ วะ เบ๊บก็ถามแล้วนะ เข้าข้างเบ๊บอะ บอกเลย
    #1,922
    0
  6. #1899 m51t (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 / 14:26
    เข็มรู้เข็มเห็นนนน
    #1,899
    0
  7. #1875 แพะบยอน❤ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 15:00
    เปนเพราะเราอ่านแต่มุมเบ๊บรึเปล่านะเลยไม่คิดว่าเบ๊บทำไรผิดกับเรื่องที่เข็มทิศอยากจะพูด
    #1,875
    0
  8. #1838 peachpk (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 18:59
    เข็มเห็นเรื่องที่เกิดเมื่อวานแน่เลยอะ
    #1,838
    0
  9. #1823 รักไรท์ทุคน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 13:03
    เบ๊บก็ไม่อยากให้เข็มคิดมากปะวะ เข็มไม่พูดนางก็ไม่รู้ดิ /เอียงไปฝั่งเบ๊บ
    #1,823
    0
  10. #1808 HaeMay (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 22:58
    เกลียดตัวเองที่เข้าใจความรู้สึกของทั้งคู่

    จะร้องแล้วเนี่ย ไม่ดิน้ำตาไหลแล้ว หน่วงอ่ะ
    #1,808
    0
  11. #1788 priyatida_tt (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 18:46
    ทีมเบ๊บจ้าตอนนี้!!!! เข็มทิศมีไรก็พูดมาดิวะจะเก็บไว้ทำไม
    #1,788
    0
  12. #1746 gabriel.la(: (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 13:45
    ตอนที่ยื้อยุดนั่นแน่เลยมันเลยเหมือนกำลังนัวกัน เอาจริงถ้าเป็นผญโดนถามแบบนี้บ่อยๆมันต้องคงิดละปะว่าเออต้องรู้ไรมา แต่นี่เบ้บเลยไม่นึกหรืออาจจะเป็นเพราะกลัวล่กอีกทั้งๆที่เขาไม่ได้ถามเรื่องนี้ ตอนนี้ก็แนกไปเข้ามุมทั้งคู่อะ
    #1,746
    0
  13. #1738 youyougyu (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 22:50
    มาม่าาาาาาา เบ๊บขำไม่ออกอีกต่อไปแล้ววว เข็มทิศรู้เรื่องแม็กแน่ๆ โอ่ย เบ๊บของพี่
    #1,738
    0
  14. #1715 fffyty (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 15:37
    ปาดนั้มตา
    #1,715
    0
  15. #1713 Ihaveadream (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2562 / 01:51
    อิเข็มทิศ อิคนไม่มีเหตุผล!!!
    #1,713
    0
  16. #1706 LOOKSORN. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2562 / 19:01
    โกดเลย! โกดเลย!! อยู่ฝั่งเบ๊บ!!!
    #1,706
    0
  17. #1657 คนใจจะวาย (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 23:27
    อิพี่เข็มมมมมม
    #1,657
    0
  18. #1631 kkolk (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2562 / 17:13
    เข็มโว้ยยยยยยย ปากแข็งเก่งที่หนึ่ง นี่เป็นเบ๊บก็ไม่รู้อะว่าเข็มอยากได้ยินอะไรกันแน่ บางเรื่องมันไม่ได้สำคัญสำหรับเราจนไม่ได้เก็บมาใส่ใจด้วยซ้ำ จะไปรู้แกหร๊อออออ
    #1,631
    0
  19. #1591 Vivachoco (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 05:48
    เบ๊บก็ไม่ยอมพูดเข็มก็ไม่ยอมพูดคงรู้เรื่องกันหรอก
    #1,591
    0
  20. #1560 D-Sooo (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 16:10
    ดราม่าเลยอ่ะ โอ้ยยยย
    #1,560
    0
  21. #1521 KaRToon_HH (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 23:51
    รอยที่คอรึป่าว เข็มทิศพูดเป็นนัยหลายรอบเหมือนกันนะที่ประมาณว่าจะไม่เป็นรองใครเหมือนพูดเรื่องเบ๊บอะไม่ใช่น้อยหน่า แต่เบ๊บไม่รู้ไงพูดไปตรงๆดิ
    #1,521
    0
  22. #1511 Horizon_right (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 13:51
    อื้อหือ แม่งเจ็บว่ะ
    #1,511
    0
  23. #1494 Srnoey (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 08:55
    คนหนึ่งก็ไม่อยากให้ลำบากใจ อีกคนก็เห็นแต่ไม่บอก
    #1,494
    0
  24. #1448 PeEarn (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 13:26
    แง้ แรงงงง
    #1,448
    0
  25. #1431 Demonseaa (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 04:13
    เราเข้าใจเข็มนะ แต่เข็ม แกมีจุดอ่อนที่แกไม่พูดอ่ะ พูดทีก็อ้อมซะ คือแบบเบ๊บเอง ถ้าพูดถ้าเล่าให้เข็มฟังแต่แรกก็จบ นี่ก็เอาแต่ใจจนปวดหัว ค่อยๆปรับกันนะพวกนาย เห้อ ตอนนี้เจ็บใจมากเลย สงสารทั้งคู่
    #1,431
    0