คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic Yuri!!! on Ice] [SeunggilxPhichit] First Impression (#seungchuchu) 100%

พิชิตได้นำของไปคืนให้กับชายคนหนึ่งแต่ใครจะรู้ว่าคนๆนั้นเป็นเด็กแลกเปลี่ยนที่จะย้ายมาอยู่โรงเรียนและบ้านเดียวกันกับเขา เรื่องบังเอิญสร้างความประทับใจแรก จุดประกายให้สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเริ่มต้นขึ้น

ยอดวิวรวม

69

ยอดวิวเดือนนี้

16

ยอดวิวรวม


69

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  2 ส.ค. 62 / 20:30 น.
นิยาย [Fic Yuri!!! on Ice] [SeunggilxPhichit] First Impression (#seungchuchu) 100% [Fic Yuri!!! on Ice] [SeunggilxPhichit] First Impression (#seungchuchu) 100% | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

[Fic Yuri!!! On Ice] [SeunggilxPhichit] First Impression 

 

Title : First Impression

Author : กระเบนเรืองแสง

Pairing : Seunggil x Phichit ( ลี ซึงกิล x พิชิต จุฬานนท์ )

Rate : PG

Note : สวัสดีจ้าา~^U^ แม้เรื่อง Yuri!!! On Iceจะจบมานานแล้วแต่เราพึ่งมีโอกาสได้แต่งค่า - -; ก็คู่จิ้นเยอะอ่ะเนอะ5555 วันนี้มาในคู่หนุ่มเกาหลีกับหนุ่มไทย ซึงกิลกับพิชิต นั่นเองง~ คาร์หนุ่มไทยเริงร่ากับโอปป้าเย็นชาจริงๆ555 แอบแต่งลัดคู่หลักวิคเตอร์กับยูริของเรื่องสักหน่อยถ้ามีโอกาสก็จะแต่งคู่นี้และคู่อื่นๆด้วยน้า(เรื่องนี้ชงแรงหลายคู่ง่ะ -///-) คาร์แรคเตอร์อาจไม่ตรงกับในอนิเมะนะคะเพราะกาวโมเมนต์เอง เลยแต่งเป็นAUซะเลย5555 ถ้ามีคำผิดหรืออยากติชมแนะนำได้เลยค่า ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ ขอให้อ่านให้สนุกน้า~^0^


ลี ซึงกิล ( Lee Seung Gil )  พิชิต จุฬานนท์ Phichit  Chulanont )



ไปอ่านกันเลยค่าาา ^0^/




* ขอบคุณเครดิตภาพนะคะ *

Twitter : 




เนื้อเรื่อง อัปเดต 2 ส.ค. 62 / 20:30


                

           “พี่ชายครับๆ”เสียงเรียกดังขึ้นด้านหลังพร้อมกับแรงกระตุกเสื้อคล้ายจะรั้งให้หยุดก่อน ทำให้ชายหนุ่มผิวขาวจัดในชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนสัญชาติเกาหลีต้องหยุดเดินและหันกลับไปหาเสียงเรียก

 

                เมื่อหันกลับไปก็เจอเด็กหนุ่มที่คิดว่ารุ่นราวคราวเดียวกันในชุดยูนิฟอร์ม(คิดว่า)น่าจะโรงเรียนรัฐของไทยเพราะเขาเคยเห็นนักเรียนที่โฮสต์(host = คน/ครอบครัวรับเลี้ยงในประเทศที่เรามาอยู่)คุณครูของเขาสอนมาบ้าง เด็กหนุ่มผิวเข้มยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะหันไปควักบ้างอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

 

                “พี่ชายทำพวงกุญแจน้องหมาตกน่ะครับ” เด็กชายอธิบายพร้อมกับยื่นพวงกุญแจกระเป๋าตุ๊กตารูปหมาออกมา นั่นมันจินโดของเขานี่! ชายผิวขาวตาโตสีหน้าเปลี่ยนเป็นตกใจเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมเหมือนเดิม

 

                เด็กหนุ่มคนไทยต้องกลั้นขำในใจอย่างเอ็นดูเมื่อเห็นพี่ชายคิ้วกระตุก พี่ชายเป็นคนเงียบๆสินะคงตกใจคนแปลกที่เรียกอย่างเขาแน่ๆ แต่เอ พี่ชายผิวขาวมากๆเลย หน้าตาก็ดีแบบโอปป้าเกาหลีที่เพื่อนที่โรงเรียนผู้หญิงกรี๊ด ไหนจะยูนิฟอร์มโรงเรียนแปลกตาที่ไม่น่าใช่ของคนไทยอีก เอ๋! พี่ชายไม่ใช่คนไทยนี่ แล้วเขาพูดภาษาไทยใส่อย่างนี้พี่ชายจะรู้เรื่องไหมเนี่ย พิชิตเอ๊ย! ทำไมพึ่งมาสังเกตตอนนี้

 

                “...”

 

                “อะ...เอ่อ ซะ...ซอรี่ ไอ...”

 

                “ขอบคุณนะ”ชายหนุ่มเกาหลีตรงหน้าผงกหัวเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยขอบคุณก่อนจะยื่นมือมารับพวงกุญแจตุ๊กตาไปจากมือเขา แม้สำเนียงจะติดเกาหลีนิดหน่อยแต่เด็กหนุ่มก็พอฟังออก พี่ชายพูดไทยได้นี่น่าแถมเก่งซะด้วย ตกใจแทบแย่กลัวพี่ชายกลัวแล้วไม่เข้าใจที่เขาพูด

 

                “ไม่เป็นไรครับๆ ดูแลน้องหมาดีๆน้า ผมไปล่ะ บาย”เด็กหนุ่มคนไทยยิ้มตาหยีแล้วโบกมือลาชายหนุ่มเกาหลีอย่างร่าเริงก่อนจะรีบวิ่งหายไป น่าจะรีบไปเรียนล่ะมั้ง หนุ่มผิวขาวมองตามร่างเด็กหนุ่มที่ค่อยๆหายไปก่อนจะก้มมองพวงกุญแจน้องหมาในมือ อา เขาก็ต้องไปเรียนนี่หน่าจะมายืนนิ่งทำไมกัน เมื่อคิดได้อย่างนั้นชายหนุ่มก็ค่อยเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าพร้อมกับพวงกุญแจในมือ

 

เป็นเด็กดีจังนะ ถ้ามีโอกาสได้ตอบแทนก็คงดี ’

 

 

                กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!

 

                สัญญาณเข้าแถวเคารพธงชาติดังขึ้นทั่วโรงเรียนแห่งหนึ่ง เด็กนักเรียนมัธยมทั้งมอต้น มอปลายเริ่มทยอยเดินมาหน้าเสาธงเพื่อเข้าแถวทำกิจกรรมให้ตรงเวลา แต่ก็มีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งที่มาไม่ทันเข้าแถวซึ่งเกิดจากทั้งความตั้งใจที่ไม่อยากไปยืนตากแดดให้ร้อนตัวดำกับที่ไม่ได้ตั้งใจเพราะเหตุสุดวิสัย ซึ่งนาย พิชิต จุฬานนท์ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนพวกนี้...

 

                เพราะเขาทำความดีคืนของให้กับคนอื่นน่ะสิถึงทำให้เขาขึ้นรถเมล์ไม่ทันจนมาช้าไม่ทันเข้าแถวเนี่ย นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เด็กดีอย่างเขาต้องมาโดนแยกกักตัวทำโทษที่มาสายในสนามวอลเล่ย์ข้างโรงเรียนแทนที่จะเข้าทำกิจกรรมหน้าเสาธงอย่างที่เคยทำเสมอ ฮือ พิชิตเอ๊ย ทำดีทำไมไม่ได้ดีน้า

 

                หลังจากนั่งโอดครวญพร้อมกับฟังเสียงกิจกรรมหน้าเสาธงผ่านลำโพงและเตรียมโดนจดชื่อนักเรียนมาสายกิจกรรมหน้าเสาธงก็ดำเนินไปเรื่อยจนมาถึงกิจกรรมของฝ่ายการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

 

                “สวัสดีครับนักเรียนทุกคน วันนี้โรงเรียนของเราก็มีนักเรียนแลกเปลี่ยนจากโครงการแลกเปลี่ยนมาแนะนำให้รู้จักกัน มาทายกันดีกว่าว่านักเรียนคนนี้มาจากที่ไหน มาแนะนำตัวได้เลยครับ”เสียงคุณครูฝ่ายนักเรียนแลกเปลี่ยนขึ้นกล่าวหน้าเสาธงก่อนจะเชิญเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนคนใหม่ขึ้น

 

                อันนยองฮาเซโย”เพียงแค่ประโยคเดียวขึ้นก็มีเสียงกรี๊ดดังขึ้นจนลอดออกมาจากลำโพงจนพิชิตสะดุ้งตกใจ กรี๊ดกันขนาดนี้แสดงว่าผู้ชายหน้าตาดีสินะ เพราะคนอื่นๆที่มาแลกเปลี่ยนก็โดนกันหมด ฮ่าๆ เอ เขาเป็นคนเกาหลีใต้นี่หน่า

 

                “สวัสดีครับ ผมชื่อ ลี ซึงกิล มาจากเกาหลีใต้ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”เพื่อนเกาหลีพูดไทยเสียงเรียบๆประหนึ่งท่องตามสคริปต์ของคุณครูมา สงสัยจะเคยเรียนภาษาไทยไม่ก็แลกเปลี่ยนมานานหลายที่เลยพูดชัดขนาดนี้ สุดยอดไปเลย และหลังจบประโยคก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นมาอีกระลอก จนคุณครูต้องรีบขึ้นมาปรามก่อนจะทำกิจกรรมมอบช่อดอกไม้ ถ่ายรูปที่ระลึกต่อ เป็นอันจบกิจกรรมหน้าเสาธงในวันนี้ซึ่งเป็นเวลาเดียวกลับคนมาสายอย่างเขาจะถูกปล่อยกลับไปเรียนในคาบแรกได้

 

                “ไง พิชิต ไปไหนมาทำไมมาสาย”เพื่อนในกลุ่มเด็กเรียนของเขาคนหนึ่งทักทายอย่างสดใสเมื่อเห็นเขาเดินหน้ามุ่ยเข้าห้องเรียนมา

 

                “ก็เกิดเหตุให้ต้องทำความดีนิดหน่อย แล้วรถเมล์ก็ดันมาช้าโคตรๆทั้งที่ฉันเผื่อเวลาไว้แล้ว ก็เลยมาสายนี่แหละ”พิชิตอธิบายอย่างเหนื่อยล้าพลางว่างกระเป๋านั่งเรียนที่โต๊ะหน้าข้างเพื่อนคนที่ทัก

 

                “ไม่เป็นไรหรอกหน่า นี่ครั้งแรกเอง”เพื่อนข้างๆอีกคนตบบ่าให้กำลังใจเขาพลางงับหมูปิ้งเข้าปากอย่างอร่อย เออ ลืมไปเลยยังเขายังไม่ได้กินข้าวเช้าด้วยนี่หว่า โอ๊ยย แล้วคาบเช้าจะเรียนรู้เรื่องไหนเนี่ยย พิชิตทะเลาะกับตัวเองในใจก่อนหยุดเพราะคุณครูเข้าห้องมาสอนแล้ว อย่างน้อยก็รอวิชานี้จบแล้วไปกินข้าวคาบว่างต่อไปก่อนคาบกลางวันคาบที่สี่ก็ได้ เฮ้อ

 

               

 

                คาบแรกสอนจบแล้วพิชิตเลยรีบลุกพรวดกะจะวิ่งไปซื้อขนมปังที่โรงอาหารมากินรองท้องแก้หิวสักหน่อย เด็กหนุ่มวิ่งลงบันไดจากชั้น3ลงมายังชั้น1เตรียมจะเลี้ยวเข้ามุมตึกแต่ก็มีเสียงเรียกรั้งไว้เสียก่อน อะไรกันอีกเนี่ย หิวโว้ยย! พิชิตเก็บความเกรี้ยวกราดไว้ในใจก่อนจะหันหลังกลับไป

 

                “เอ๋ คุณครู สวัสดีครับ”คุณครูฝ่ายภาษาต่างประเทศนี่เองเกือบจะหันไปว้ากแล้วไหมล่ะ คุณครูก็มาเรียกอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ เรื่องกินมันเรื่องใหญ่สำหรับเขาเลยนะ ฮึม!

 

                “สวัสดีๆพิชิต ครูขอรบกวนเวลาสักหน่อยนะ”คุณครูยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยต่อ “พอดีว่าครูอยากจะแนะนำใครบางคนให้เธอรู้จักน่ะ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มาใหม่วันนี้นี่แหละ”

 

                “อ๋อ ได้ครับๆ ถ้าเสร็จแล้วผมขอไปหาอะไรกินที่โรงอาหารหน่อยนะครับ มาสายไม่ได้กินอะไรเลยหิวแย่แล้ว”พิชิตยิ้มแหยให้กับครูตรงหน้าเพราะครูคนนี้แหละที่อยู่เวรหน้าประตูแล้วจับคนเข้าแถวสายอย่างเขา

 

                “เอาเถอะๆ ตามครูมาที่ห้องเร็ว”คุณครูยิ้มกวักมือเรียกให้เขาตามเข้าไปที่ห้องฝ่ายการเรียนรู้ ว่าแต่ทำไมต้องเรียกเขาด้วยน้า แค่มาสายแล้วไม่ทันเห็นเพื่อนต่างชาติคนนั้นเฉยๆเอง

 

                เมื่อเขาเดินตามหลังคุณครูไปก็พบกับแผ่นหลังชายหนุ่มในยูนิฟอร์มต่างชาติที่ดูคุ๊นคุ้น อย่าว่าแต่ชุดเลยทั้งผิวขาวจัดและส่วนสูงมันโคตรคุ้น เดี๋ยวสิ อย่าบอกนะว่า...

 

                “เอ้า พิชิตนี่ ลี ซึงกิล นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวเกาหลีใต้ที่ยืนหน้าเสาธงวันนี้ แล้วก็ซึงกิล นี่พิชิต จุฬานนท์ เพื่อนชั้นเดียวกับเธอที่เธอต้องไปอยู่กับครอบครัวโฮสต์ของพิชิต”คุณครูอธิบายอย่างละเอียด พิชิตได้แต่ยืนอึ้งเมื่อเพื่อนชาวเกาหลีคนนั้นหันหน้ากลับมามองเขา พะ...พี่ชายคนนั้นนี่หว่า! ทำไมมันบังเอิญขนาดนี้ แล้วก็ดันไปเรียกเขาว่าพี่ทั้งๆที่อายุเท่ากันอีก โว้ย พิชิตตต

 

                ดูเหมือนชายหนุ่มเกาหลีก็ตกใจเช่นกันดวงตาเขาเบิกกว้างเล็กน้อยทั้งที่ใบหน้าไร้อารมณ์เหมือนเดิม ขนาดตกใจยังตกใจเหมือนเดิมเลย เด็กคนนั้นที่คืนพวงกุณแจจินโดให้เขานี่ อายุเท่ากันหรอกหรอ แถมยังเป็นครอบครัวโฮสต์เขาด้วย บังเอิญจริงๆ ซึงกิลมองนิ่งไปที่เพื่อนตรงหน้าที่ยิ้มค้างให้เขาโดยเขาไม่พูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกไป

 

                เอ๋!!! ครอบครัวโฮสต์ เขาไปขอคุณครูเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย...เดี๋ยวนะ ไม่ใช่ว่าคุณพ่อ(เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในโรงเรียน)ทำเรื่องขอเองหรอกนะ โอ๊ย แล้วทำไมไม่บอกลูกชายคนนี้ก่อน วันนี้มันจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์มากเกินไปแล้วว

 

                “ยินดีที่ได้รู้จัก”พิชิตหลุดจากภวังค์เมื่อเสียงทักทายของชายตรงหน้าดังขึ้นพร้อมกับยื่นมือออกมาเป็นสัญลักษณ์ถึงการทักทาย หู้ว ขาวไปหมดทั้งตัวยันมือ แม้ว่าใบหน้าเพื่อนตรงหน้าจะนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์แต่พิชิตก็คิดว่าเพื่อนต้องดีใจอยู่แน่ๆเลย งั้นเขาจะทำให้เพื่อน อะ ซึงกิลมีความสุขในโรงเรียนเอง!

 

                “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ...พี่ชาย”พิชิตยิ้มทะเล้นให้กับซึงกิลพร้อมกับยื่นมือออกไปจับกับมือของซึงกิลและเขย่าด้วยความยินดี รอยยิ้มสดใสของชายตรงหน้าทำให้ซึงกิลประหม่าจนหลุบตาก่อนจะผละมือออกไป อ้าว เขาแซวซึงกิลมากไปหรอเนี่ย

 

                “ดีแล้วๆสนิทกันเข้าไว้เดี๋ยวก็ต้องอยู่ด้วยกัน”คุณครูยิ้มแล้วเอ่ยอย่างสบายใจก่อนจะพูดต่อ “งั้นก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ”

 

                “งั้นผมขอลาไปก่อนนะครับคุณครู”พิชิตคลี่ยิ้มเตรียมไหว้ย่อลาคุณครู

 

                “เดี๋ยวก่อนๆ”

 

                “ครับ?”

 

                “ตอนนี้คาบว่างของห้องเธอนี่แล้วเธอก็กำลังจะไปโรงอาหารพอดีใช่ไหมล่ะ ฝากพาซึงกิลเขาไปทัวร์โรงเรียนหน่อยแล้วกันนะ ครูมีประชุมฝ่ายต้องเข้าน่ะครูฝากด้วยนะ” เดี๋ยวครับคุณครู ถึงผมจะเข้ากับคนได้ง่ายแต่ก็ไม่ใช่จะง่ายขนาดนั้นนะครับบ!

 

                “เอ่อ ครูครับ”พิชิตเหงื่อตก

 

                “อ่อ ถ้าพาซึงกิลทัวร์โรงเรียนเสร็จแล้วพาเขากลับมาห้องนี้ด้วยนะ ครูมีเรื่องเอกสารคุยกับเขานิดหน่อยก่อนจะให้เขากลับบ้านกับเธอ”คุณครูหันมายิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะถือเอกสารเดินผ่านพิชิตไปโดยไม่ฟังเสียงทักของพิชิตเลยสักนิด คุณครู๊! กลับมาก๊อนน!

 

                พิชิตยืนนิ่งทบทวนจับต้นชนปลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วมากเมื่อครู่นี้อย่างงงๆ สรุปแล้วเขาต้องพาซึงกิลไปแนะนำโรงเรียนสินะ แล้วตอนนี้เขาก็หิวด้วย งั้นเป้าหมายเดียวกันคือต้องไปโรงอาหารก่อนสินะ ใช่แล้ว

 

                “นี่”

 

                “ฮะๆๆ”พิชิตสะดุ้งตกใจพูดรัวๆเมื่อซึงกิลโน้มตัวลงมาพูดข้างหูเขา สงสัยเขาจะจิตหลุดไปตอนคิดแผนทัวร์ ก่อนซึงกิลจะใช้ใบหน้าอันดูดีแต่เรียบนิ่งดูน่ากลัวกดดันให้เขาเริ่มทำภารกิจทัวร์สักที โอ๊ย เป็นโอปป้าหน้าตาดีทั้งทีทำไมต้องเอาแต่ทำหน้าบู้บี้ด้วยนะ หมดหล่อจะตาย พิชิตรู้สึกเสียดายใบหน้าดีๆที่พับยู่คิ้วขมวดของซึงกิลจัง

 

                “จะไปไหนกัน”ซึงกิลเริ่มพูดเสียงนิ่งใส่พิชิตอีกเมื่อเห็นว่าเขาหลุดไปอีกแล้ว

 

                “อ๋อ ว่าจะไป...”

 

                โครกก~

 

                “โรงอาหารน่ะ แหะๆ”ก่อนพิชิตจะพูดจบเสียงท้องก็ดันมาร้องขัดจังหวะ ซึงกิลคงรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงที่เขาจะไปโรงอาหารแล้วแหละ ขายหน้าชะมัด พิชิตเอ๊ย!

 

                “หิวหรอ”ซึงกิลที่เดินมาข้างๆพิชิตถามเสียงเรียบเมื่อเขาจับสังเกตเพื่อนคนข้างๆได้ อาจจะเป็นเพราะตามมาคืนของให้เขาจนไม่ได้หาอะไรกินตอนเช้าแน่ๆ ซึงกิลนึกอะไรบางอย่างออกก่อนเหวี่ยงกระเป๋าสะพายมาด้านหน้าแล้วลงมือคุ้ยของด้านในอยู่ครู่นึง

 

                “มีอะไรหรอ ลืมของหรอซึงกิ...”พิชิตยิ้มแหยๆเป็นคำตอบก่อนจะเห็นซึงกิลคุ้ยกระเป๋าวุ่นวายจึงถามไถ่แต่ไม่ทันจบประโยค ซึงกิลก็ยกบางสิ่งขึ้นมา

 

                “ให้”หนุ่มชาวเกาหลีพูดเพียงสั้นๆก่อนจะยื่นแซนด์วิชไปตรงหน้าพิชิตคล้ายจะให้เขารับให้ได้

 

                “ขอบคุณมากเลยนะซึงกิล แต่ว่าเก็บไว้เถอะ นายก็ยังไม่ได้กินใช่ไหมล่า”พิชิตยิ้มขอบคุณปฏิเสธอย่างนิ่มนวลกลัวเพื่อนเสียใจ ก็เขาเกรงใจซึงกิลนี่หน่าแล้วก็โรงอาหารอยู่อีกไม่ไกลเอง เขารอซื้อเองดีกว่า

 

                “...ยังไม่หิว”ซึงกิลส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วพูด

 

                “เออ แต่ว่า...”พิชิตกำลังจะปฏิเสธอีกครั้งแต่เมื่อเห็นใบหน้าซึงกิลที่(พิชิตคิดว่า)เศร้าลงเขาก็ทำใจไม่ได้ แม้ว่าซึงกิลจะชอบทำหน้านิ่งอยู่ตลอดแต่เขาก็พอมองสีหน้าที่เปลี่ยนออกนะ

 

                “อา ก็ได้ๆ ฉันรับไว้ก็ได้”หนุ่มชาวไทยยิ้มอย่างใจอ่อนก่อนจะยื่นมือไปรับห่อแซนด์วิชจากหนุ่มเกาหลีข้างๆ ก็แหม ซึงกิลทำท่าเหมือนน้องหมาตอนเศร้าเลยนี่หน่า มันน่ารักจนเขาทำใจปฏิเสธไม่ได้หรอก

 

                “อืม...ตอบแทนเรื่องเมื่อเช้า”ซึงกิลส่งเสียงตอบรับเล็กน้อยก่อนหางตาพิชิตจะสังเกตเห็นสีหน้าของซึงกิลเปลี่ยนไปนิดหน่อยตอนเอ่ยประโยคหลั

 

                “ขอบคุณนะ”พิชิตเลยหยุดแล้วหันหน้ากลับไปประจันหน้ากับชายคนข้างๆ พิชิตกล่าวขอบคุณก่อนจะยิ้มแฉ่งอย่างจริงใจให้กับหนุ่มตรงหน้าจนสีหน้าของเขาเริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้น อย่างน้อยพิชิตก็ทำให้ใบหน้าขาวจัดของซึงกิลเริ่มมีสีแดงขึ้นนิดๆได้แล้วกันนะ


* ต่อ *


                เมื่อรู้ตัวว่าอาจจะผูกมิตรกับซึงกิลโดยการรุกมากไปหน่อย พิชิตก็ได้แต่ยิ้มแหยรู้สึกผิดก่อนจะชวนซึงกิลเดินต่อจนกระทั่งพวกเขาเดินมาถึงสถานที่ทัวร์แรก ที่แรกที่พิชิตตั้งใจมาหาอะไรกิน โรงอาหารนั่นเอง

 

                “ที่นี่คือโรงอาหารนะ ก็จะมีร้านค้าสวัสดิการที่ชายของใช้ อุปกรณ์การเรียนจิปาถะ อีกฝั่งเป็นร้านขายอาหารและน้ำ ส่วนตรงเข้าไปจะเป็นร้านขายขนมต่างๆ”พิชิตเดินนำซึงกิลเข้าไปพลางยกมืออธิบายประกอบเจื้อยแจ้ว ชายหนุ่มเกาหลีมองตามแต่ละร้านพลางผงกหัวตอบรับเล็กน้อย

 

                “...”

 

                “เอ่อ ไม่ว่าอะไรฉันขอไปซื้ออะไรกินก่อนนะ”พิชิตยิ้มให้กับเพื่อนข้างๆก่อนจะวิ่งลิ่วไปในร้านขนม แม้ว่าเขาจะกินแซนด์วิชของซึงกิลแล้วแต่เขาก็ไม่อิ่มเลยต้องซื้อของกินเพิ่ม

 

                ซึงกิลมองตามร่างพิชิตที่ห่างออกไปก่อนเขาจะหาโต๊ะในโรงอาหารนั่งรอ พิชิตก็เป็นคนกินจุเหมือนกันนะ แซนด์วิชที่เขาให้ไปก็ไม่ใช่อันเล็กๆ หนุ่มเกาหลีนั่งเหม่อพลางคิดถึงพิชิต สักพักหนุ่มผู้มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดเวลาก็วิ่งกลับมายังเขา

 

                “เสร็จแล้วๆ นายมีที่ไหนอยากไปก่อนเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวฉันพาไป”พิชิตถามซึงกิลพลางเปิดกล่องเครปเย็นแล้วเริ่มกินระหว่างออกเดินจากโรงอาหาร

 

                “แล้วแต่นายเลย”ซึงกิลส่ายหน้าและบอกกับเขา

 

                “งั้นไปห้องดนตรีไหม นายชอบเล่นดนตรีหรือเปล่า”พิชิตชวนซึงกิลคุยระหว่างพวกเขาเดินไม่อย่างนั้นบรรยากาศมันจะเงียบเกินไปจนพิชิตทำตัวไม่ถูก แม้ว่าพิชิตจะเป็นฝ่ายชวนคุยตลอดและซึงกิลเป็นฝ่ายเงียบตลอดเช่นกัน ถ้าซึงกิลรู้จักคุยและยิ้มให้มากกว่านี้รับรองสาวเข้าหาตรึมแน่ พิชิตได้แต่รอบมองชายข้างๆและคิดในใจ

 

                “ไม่ ฉันไม่ค่อยชอบเล่นดนตรี”คำตอบที่หลุดออกมาจากปากหนักๆของหนุ่มเกาหลีแทบทำเอาพิชิตหมุนตัววนกลับไปที่อื่น ก็คือจะให้เขาพาไปที่อื่นก่อนว่างั้น โอปป้านี่นะทำไมไม่พูดตรงๆกัน

 

                “แล้วจะไปที่ไหนก่อนดี เอาที่นายชอบ”พิชิตยิ้มชวนคุยอีกครั้ง

 

                “กีฬา”ซึงกิลเหม่อตอบเสียงเรียบ “ฉันชอบเล่นกีฬา”ก่อนเขาจะหันหน้ากลับมามองพิชิตนิ่งๆ คงอยากให้เขาพาไปโรงยิมล่ะมั้งเนี่ย

 

                “งั้นไปโรงยิมกันเถอะ”หนุ่มไทยเอ่ยอย่างกระตือรือร้นเมื่อเขารู้สึกเหมือนพบคำตอบของซึงกิลแล้ว ทำไมไม่บอกให้มันตรงๆน้าอยากให้เขาเดาใจเล่นหรืออย่างไง แต่ดีนะเนี่ยที่โรงยิมไปทางเดียวกับห้องดนตรี ไม่งั้นโอปป้าก็โอปป้าเถอะกลับบ้านเขาไปจะเล่นงานให้หน้าเปลี่ยนสีเลยคอยดู!

 

                “นายเล่นกีฬาไหม”ระหว่างที่เดินกันไปอย่างเงียบเพราะพิชิตกำลังตั้งหน้าตั้งตากินเครปเย็นหนุ่มเกาหลีข้างๆก็ส่งเสียงถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนพิชิตเหวอรีบหันขวับไปหาอย่างรวดเร็ว

 

                “...อ๋อ เล่นๆก็ชอบเล่นเกือบทุกอย่างเลยทั้งแบต บาส ฯลฯ แต่ที่ชอบที่สุดก็สเก็ตน้ำแข็ง”พิชิตคลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี นานๆทีซึงกิลจะชวนเขาคุยนะเนี่ย ดีใจจัง

 

                เมื่อพิชิตตอบแล้วเขาก็ไปกินเครปเย็นในมือต่อโดยไม่ได้สนใจซึงกิลที่กำลังจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างสนใจ

 

                “ฉันก็ชอบเหมือนกัน”ซึงกิลเอ่ยเสียงเรียบพลางโน้มตัวยื่นมือเข้าใกล้ใบหน้าพิชิตที่มองหน้าเขาอย่างงุนงงก่อนหนุ่มเกาหลีจะปาดนิ้วเช็ดวิปครีมบนริมฝีปากของพิชิตอย่างเบามือ อ๊าา โอปป้า ทำอะไรเนี่ย!

 

                “อะ...เออ ซึงกิล”พิชิตหลุบตาเรียกทักซึงกิลอย่างประหม่า ถึงแม้จะเป็นเวลาเรียนแต่นี่มันก็กลางทางเดินเลยนะ คล้ายผู้ชายสองคนมายืนงุ้งงิ้งกันแปลกๆ โอปป้าทำอะไรก็ไม่รู้ บ้าน่า!

 

                “นายหน้าแดง”ซึงกิลโน้มตัวกลับที่เดิมแล้วพูดกับเขานิ่งๆ แม้ว่าเสียงและใบหน้าจะดูเรียบนิ่งแต่พิชิตรับรู้ได้ว่ามีรอยยิ้มเยาะของโอปป้าอยู่ในนั้น ซึงกิลแกล้งเขานี่ เอาคืนเขานี่หว่า

 

                “นายแกล้งฉันคืนหรอ”พิชิตแก้มป่องถามหนุ่มเกาหลีข้างกาย

 

                “เปล่า”ซึงกิลตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบนิ่งแต่แผ่บรรยากาศขำขันพิชิตออกมา หนอย ถ้าวันนี้พิชิตเอาคืนโอปป้าไม่ได้นะ อย่ามาเรียกเขาว่าพิชิต!

 

                ระหว่างพวกเขาเดินแกล้งง้องแง้งกันไปมาก็เดินมาถึงโรงยิมก่อนพิชิตจะเป็นฝ่ายนำก่อน

 

                “นี่คือโรงยิมนะ สนามใหญ่เป็นสนามบาส ส่วนข้างนอกก็เป็นโต๊ะปิงปอง และห้องด้านข้างๆก็จะเป็นที่เก็บอุปกรณ์กีฬาที่เอาไว้สอนต่างๆ แต่ว่าสนามบอล สนามเทนนิสจะอยู่ด้านนอกโรงยิมนะ”พิชิตเดินนำไปตรงระเบียงพลางเท้าแขนน้อมตัวอธิบายให้ซึงกิลฟังอย่างอารมณ์ดี จากที่เดินคุยกันมาตลอดทางพิชิตพบว่าแม้ภายนอกซึงกิลจะดูเข้าถึงได้ยาก พูดน้อย ชอบทำหน้านิ่งดูน่ากลัวแต่เมื่อได้ลองชวนคุยแล้วซึงกิลก็พูดเยอะได้นะ บางครั้งก็สีหน้าเขาก็เบาลงไม่เครียดเหมือนเดิม เหมือนเด็กชายทั่วไปที่มีมุมอารมณ์ขันหน่อยๆ ไม่ได้ดูน่ากลัวในสายตาของพิชิตอีกต่อไป

 

                “อือ”หนุ่มเกาหลีที่เท้าแขนลงมาตามพิชิตตอบรับ

 

                “แต่ก็เสียดายที่ไม่มีสนามสเก็ตน้ำแข็งเนอะ ก็เข้าใจแหละเมืองไทยมันเมืองร้อนนี่หน่า ฮ่าๆ”พิชิตบ่นไปขำไปเรียกสายตาหนุ่มเกาหลีให้หันไปมองเขา

 

                “ใช่ น่าเสียดาย”

 

                “นายชอบสเก็ตใช่ไหม เล่นบ่อยหรือเปล่า”พิชิตหันหน้าไปถามซึงกิลอย่างกระตือรือร้น เป็นครั้งแรกเลยนะที่เขาจะมีเพื่อนในโรงเรียนที่สนใจในเรื่องสเก็ตน้ำแข็งเหมือนกันกับเขา เพราะในไทยกีฬาสเก็ตมันไม่บูมแถมยังหาลานสเก็ตยากอีก คนเลยไม่ค่อยนิยมเท่าไร

 

                “ที่เกาหลีฉันเล่นบ่อย แต่พอมาแลกเปลี่ยนที่ไทยก็ไม่ค่อยได้ไปแล้วล่ะ”ซึงกิลสบรอยยิ้มและแววตาเป็นประกายของพิชิตแล้วตอบหนุ่มไทยข้างกายอย่างนิ่งๆ เขาจะพอมีหวังที่จะเป็นเพื่อนกับคนคนนี้หรือเปล่านะ

 

                “หรอ น่าเสียดายจัง”สีหน้าพิชิตสลดลงสงสารซึงกิลนิดๆ น่าชื่นชมจริงๆนะที่กล้าจะออกจากประเทศตัวเอง ครอบครัวมาอยู่ในที่ที่ต่างออกไปอย่างต่างประเทศ เป็นเขาเขาคงทำไม่ได้เพราะพ่อหวงเขาแย่เลย แต่ว่าการออกจากเซฟโซนก็จำต้องทิ้งบางอย่างไปด้วยถ้าในอีกที่หนึ่งไม่มี อย่างเช่นการเล่นสเก็ตของซึงกิล เขาจะเหงาบ้างหรือเปล่านะ

พิชิตคิดกับตัวเองในใจ

 

                “...”

 

                “ถ้าอย่างนั้น...”หลังจากพิชิตเงียบไปสักพักก็พูดโพล่งออกมาจนซึงกิลที่อยู่ข้างๆหันกลับไปมองเขา “ถ้าอย่างนั้น...ไปเล่นสเก็ตด้วยกันไหม”พิชิตยิ้มแฉ่งชวนหนุ่มเกาหลีข้างกายอย่างจริงใจแล้วมองหน้าใบหน้าดูดีที่นิ่งอึ้งไป

 

                “...”ซึงกิลมีสีหน้าเปลี่ยนไปคล้ายดีใจก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นกังวล

 

                “เถอะนะ บ้านฉันอยู่ใกล้ห้างที่มีสนามสเก็ตเลยนะ แล้วฉันก็ไปเล่นบ่อยจนมีเพื่อนเยอะแยะไปหมดเลย ไม่ต้องกังวลหรอกน่ะ”พิชิตยิ้มอธิบายอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจถือวิสาสะยื่นมือไปจับมือขาวๆของซึงกิลจนเจ้าตัวสะดุ้งอย่างไม่ชินแต่ก็ไม่ได้ดึงหนี

 

                “...แต่ว่า”ซึงกิลมองพิชิตกลับอย่างชั่งใจ

 

                “ตอนนี้นายเป็นครอบครัวแลกเปลี่ยนของฉันแล้วนะ อีกอย่างตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้ว จริงไหม”พิชิตยิ้มอย่างอ่อนโยนและกำชับมือซึงกิลให้แน่นกว่าเดิม หวังว่าซึงกิลจะไม่เย็นชาจนปฏิเสธเขาอย่างไร้เยื่อใยหรอกนะ พิชิตจะเสียใจจ~

 

                “...ไปด้วยกันนะ”หนุ่มเกาหลีเอ่ยเสียงเบา “ไปเป็นเพื่อนกันนะ”ก่อนซึงกิลจะเงยหน้ามองรอยยิ้มของพิชิตด้วยความเชื่อใจ เขาวางใจให้คนๆนี้แล้วและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

                “อื้อ! แน่นอน! แล้วฉันจะแนะนำเพื่อนในชมรมสเก็ตให้เยอะๆเลย”พิชิตเอ่ยอย่างดีใจที่สามารถผูกมิตรกับโอปป้าได้แล้ว เย้ เขาทำให้ซึงกิลเปิดใจให้เขาได้แล้ว ต้องเป็นเพื่อนที่ดีกันได้แน่ๆ พิชิตยิ้มอย่างอิ่มเอมในใจ

 

                ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!

 

                เสียงนาฬิกาข้อมือที่พิชิตตั้งเวลาเตือนก่อนสิบนาทีดังขึ้น แย่แล้วเขาต้องเข้าเรียนคาบสามก่อนนี่หว่าแล้วก่อนเรียนก็ต้องเอาซึงกิลไปส่งห้องฝ่ายภาษาต่างประเทศตามที่ครูบอกด้วย ทั้งๆที่เขาพึ่งพาซึงกิลทัวร์ได้สองที่เองนะโอ๊ย เขาต้องรีบพาซึงกิลกลับแล้ว

 

                “คือว่าฉันต้องเตรียมเข้าเรียนต่อแล้วล่ะ เดี๋ยวจะพานายกลับไปหาครูนะ”พิชิตอธิบายกับซึงกิลก่อนหมุนตัวเตรียมเดินออกจากโรงยิมแต่พึ่งนึกได้ว่ามือของเขาจับมือซึงกิลอยู่นี่หว่า อุ๊ย เขินแฮะ ~

 

                “เอ่อ ขอโทษที แหะๆ”พิชิตยิ้มแหยแก้มแดงขึ้นมานิดๆเมื่อนึกได้ว่าจับมือซึงกิลอยู่ พิชิตเลยปล่อยมือผละไป

 

                “ไม่เป็นไร”ซึงกิลไม่ได้ว่าอะไรก่อนเขาจะเดินออกจากโรงยิมตามไปยืนข้างพิชิตที่เดินเขินนำไปก่อนแล้ว จู่ๆซึงกิลจะเอ่ยออกมาหน้าตาย “จะจับอีกก็ได้”

 

                “ฮะ!”พิชิตหันขวับตาโตไปหาหนุ่มเกาหลีข้างกายอย่างตกใจ

 

                “ก็เป็นเพื่อนกันแล้วนี่”ซึงกิลเอ่ยเสียงเรียบมองพิชิตด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป บ้าน่า โอปป้าไม่น่าจะพูดจาหยอกเย้าใครเป็นหรอกมั้ง ใช่แล้ว พวกเขาเป็นเพื่อนกัน ท่องไว้ๆ พิชิตต

 

                ระหว่างทางเดินกลับก็ได้คุยกันเรื่องสเก็ตบ้าง เรื่องบ้านเกิดของซึงกิลบ้าง เรื่องของอร่อยแถวนี้บ้าง ซึงกิลรู้สึกดีขึ้นมาในใจที่การมาแลกเปลี่ยนที่นี่วันแรกเขาได้มีเพื่อนใหม่ผู้ร่าเริงแถมยังเป็นครอบครัวโฮสต์ของเขาอีก เขาคาดว่าอนาคตเขาต้องมีอะไรแปลกใหม่ที่คนอย่างเขาไม่เคยทำแต่ได้ลองทำเพราะเพื่อนผู้สดใสคนนี้แน่ ซึงกิลคิดในใจพลางลอบมองเพื่อนที่เดินยิ้มพูดเจื้อยแจ้วข้างกายเขาอย่างเอ็นดู และแล้วพิชิตก็เดินมาส่งซึงกิลถึงห้องคุณครูตามคำสั่งเรียบร้อย

 

                “ถึงแล้ว งั้นฉันไปเรียนก่อนนะ”พิชิตคลี่ยิ้มแก้มแดงด้วยความรู้สึกแปลกๆก่อนจะเตรียมหมุนตัวเดินขึ้นบันได

 

                “ไว้...”ซึงกิลพูดโพล่งขึ้นมารั้งความสนใจให้พิชิตต้องหันกลับมามองเขา “ไว้กลับบ้านด้วยกันนะ”ซึงกิลมองหน้าพิชิตอย่างประหม่าก่อนจะคลี่ยิ้มบางประดับใบหน้าให้พิชิต ทำให้หนุ่มไทยหน้าร้อนฉ่าประหม่าตามไปด้วยจนทำหน้าไม่ถูก

 

                “อืม ไว้กลับบ้านด้วยกัน เย็นนี้...”พิชิตกระแอมตอบหน้าขึ้นสีเมื่อมองหน้าซึงกิลที่ส่งยิ้มอันหาได้ยากมาให้เขา เขาบอกแล้วว่าใบหน้าที่ดูดีอย่างซึงกิลต้องเหมาะกับรอยยิ้มอย่างนี้มากกว่า มันทำให้พิชิตรู้สึกขัดเขินในใจขึ้นมาแปลกๆทั้งๆที่เพื่อนใหม่แค่ยิ้มชวนเขากลับบ้านด้วยเท่านั้น เป็นอะไรไปเนี่ย พิชิต!

 

                พวกเขาทอดสายตามองกันครู่นึงก่อนพิชิตจะคลี่ยิ้มลาแล้วผละเดินขึ้นบันไดไปทิ้งไว้เพียงซึงกิลที่ยังคงมองแผ่นหลังพิชิตจนลับสายตาไป อา มาแลกเปลี่ยนครั้งนี้ดูเหมือนว่าเขาจะได้อะไรมากกว่าที่คิดซะแล้ว

 

รอจนถึงเย็นนี้แทบไม่ไหวแล้วแฮะ

 

 

- END -



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Talk : มาแล้วครึ่งหนึ่งเหลืออีกครึ่ง5555 เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่สั้นจริงๆนะคะ อีกครึ่งคงประมาณนี้555 อปป้าซึงกิลหน้าแดงนิดๆให้กับพิชิตแล้วว มาลุ้นกันว่าใครจะทำให้ใครหวั่นไหวก่อนกัน >///< 555 หากมีคำผิดหรือคำแนะนำสามารถบอกได้เลยน้า ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่าา (2/8/2562)

          ครบ100%แล้วว หายไปนานกว่าปกติมากกกกก ขอโทษค่าา5555 จบแย้วว มาแลกเปลี่ยนครั้งนี้คงได้แฟ--เพื่อนน่ารักๆอย่างพิชิตกลับเกาหลีไปด้วย -..- ความรู้สึกของซึงกิลในเรื่องก็จะประมาณหนุ่มนิ่งๆโลกส่วนตัวสูง+ชอบเกรงใจคนอื่นจนกลายเป็นกลัวทำให้คนอื่นรำคาญเลยไม่ค่อยกล้าเปิดใจให้ใครแต่พอได้ลองทำลายกำแพงของซึงกิลแล้วคนๆนั้นจะสำคัญสำหรับเขามากกก นั่นก็คือพิชิตนั่นเอง อาจเพราะพิชิตสดใสแล้วก็ชอบใส่ใจคนอื่นเลยทำให้ซึงกิลรู้สึกสนิทใจกับพิชิตได้ไว ตอนนี้ดูเหมือนความสัมพันธ์จะเริ่มเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้แล้วแต่เป็นเพื่อนไม่สนิท(ใจ)นะ5555 -///- ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกันนะคะ หวังว่าตัวเองจะขยันแต่งฟิคขึ้น5555 แล้วพบกันค่ะ บ๊ายบาย ^U^// (18/10/62)


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ กระเบนเรืองแสง~* จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 สิงหาคม 2562 / 21:52

    น่าร้ากกกกกกกกกกกกก

    #1
    1
    • 15 สิงหาคม 2562 / 21:34
      แงง ใช่ค่า ทั้งอปป้าซึงกิลและพิชิตคุงน่ารักทั้งคู่เลย >///< ดีใจที่ชอบนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้าา ^^
      #1-1