คำสาปรักในรอยทราย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 779 Views

  • 0 Comments

  • 13 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    19

    Overall
    779

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 เข้าใจผิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 ธ.ค. 61

เสียงเพลงที่ดังอึกทึกครึกโครมอยู่ตลอดเวลา กลิ่นของมึนเมา กลิ่นบุหรี่และเสียงตะโกนโหวกเหวกของผู้คนที่เข้ามาเที่ยวในสถานที่แห่งนี้ทำให้เนตรนภารู้สึกอยากออกไปจากที่ตรงนี้เสียเหลือเกิน แต่หญิงสาวก็ทำอย่างใจนึกไม่ได้เพราะงานเลี้ยงครั้งนี้เธอเป็นเจ้าของงานเอง

เพื่อนๆ ในแผนกบางส่วนพากันออกไปเต้นบนฟลอร์อย่างสนุกสนาน ส่วนที่เหลือก็นั่งดื่มนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เนตรนภานั่งคุยกับเพื่อนๆ อยู่ครู่ใหญ่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จออกมาแล้วหญิงสาวก็ส่งยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำหญิง

เอ๊ะ!...ปล่อยนะซูริค หญิงสาวสั่งเสียงเข้มด้วยความไม่พอใจเมื่อจู่ๆ เพื่อนชายร่วมแผนกที่เธอส่งยิ้มทักทายให้นั้นเอื้อมมือมาจับมือบางของเธอไว้อย่างถือวิสาสะ

ผมอยากคุยกับคุณหน่อยแนนนี่ ซูริคบอกเสียงอ้อนๆ แววตาของเขาฉ่ำเยิ้มแพรวพราวบ่งบอกว่ากำลังเมาได้ที่เลยทีเดียว

รอคุยที่โต๊ะก็ได้นี่นา เธอพยายามสะบัดมือออกแต่อีกฝ่ายกับกำไว้แน่น ปล่อยนะซูริค ถ้าคุณไม่ปล่อยมือฉัน ฉันจะไม่คุยอะไรกับคุณทั้งนั้นนะ

โอเค ผมจะปล่อยแต่เราต้องไปคุยกันตรงโน้นนะ

เนตรนภามองตามที่มือเขาชี้ไปก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน เรื่องอะไรเธอจะไปคุยกับเขาตรงนั้นล่ะ เปลี่ยวก็เปลี่ยวแถมมุมยังอับค่อนข้างลับสายตาจากผู้คนอีกต่างหาก ดูๆ แล้วเหมือนเป็นที่สำหรับคู่รักเอาไว้พลอดรักกันไม่มีผิด

ไม่ ถ้าคุณอยากคุยกับฉันก็ไปคุยกันที่โต๊ะ

เรื่องที่ผมอยากจะคุยกับคุณมันต้องใช้ความเงียบนะที่รัก มันเป็นเรื่องของคนสองคนน่ะ ได้โปรดเถอะนะ ซูริคอ้อนวอน ในขณะที่มือของเขายังคงกำมือบางเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย สิ่งที่เก็บเอาไว้ในใจมาเกือบสองเดือนมีอำนาจรุนแรงจนทำให้ชายหนุ่มชาวบาราคาห์ถึงกับยอมใช้กำลังกับผู้หญิงที่ตนเองแอบพึงใจอย่างเงียบๆ มานาน เขาดึงให้เธอเดินตามไปยังที่ปลอดคนที่หมายตาเอาไว้เพื่อจะได้สารภาพความในใจออกมาได้ถนัดปาก

ซูริค! ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ไป ปล่อยเดี๋ยวนี้!” เนตรนภาดิ้นรนไปตลอดทาง ผู้คนหน้าห้องน้ำหันมามองอย่างสนใจแต่ดูเหมือนทุกคนจะเห็นเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วจึงไม่มีใครคิดจะเข้ามาถามไถ่ว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่าเลยสักคำ

แนนนี่...ได้โปรดอย่าต่อต้านเลยนะ ผมแค่อยากคุยกับคุณจริงๆ ผมอยากบอกอะไรให้คุณรู้ไว้เท่านั้นเอง ซูริคเอ่ยเว้าวอนและยังคงออกแรงดึงให้เธอเดินตามมา

เนตรนภารู้สึกกลัวจับใจ จริงอยู่ว่าซูริคเป็นชายหนุ่มที่มีนิสัยใจคอดีและดูเป็นมิตรไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ใครจะรู้ได้ล่ะว่าพอฤทธิ์แอลกอฮอล์เข้าไปอยู่ในร่างกายแล้วนิสัยใจคอของเขาจะยังคงเหมือนเดิมอยู่ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะไปว่าพวกที่กินเหล้าแล้วนั้นนิสัยเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเลย ซึ่งซูริคก็กำลังจะเป็นเช่นนั้นเพราะเท่าที่รู้จักกันมาเขาไม่เคยทำเช่นนี้กับเธอมาก่อน

แม้จะรู้สึกกลัวมากแค่ไหนแต่เนตรนภาก็ยังมีสติพอที่จะคิดหาวิธีเอาตัวรอดเสมอ หญิงสาวจึงเลิกขัดขืนแล้วยอมเดินตามเขาไปดีๆ

โอเคๆ ซูริค ฉันจะยอมรับฟังคุณดีๆ แต่คุณต้องปล่อยมือฉันก่อนนะ เธอต่อรองและเมื่อเห็นเขาลังเลก็แกล้งทำเป็นโกรธ ถ้าคุณไม่ปล่อย ฉันจะโกรธคุณแล้วนะ และจะไม่รับฟังอะไรทั้งนั้นด้วย

โอเค ผมปล่อยก็ได้

เมื่ออีกฝ่ายยอมคลายมือ หญิงสาวก็กระชากมือกลับแล้วไพร่ไปไว้ทางด้านหลังทันที เธอจ้องหน้าเขาเขม็งพร้อมกับเอ่ยถามเสียงขุ่นเคือง

คุณมีอะไรจะพูดกับฉันคะซูริค พูดมาตรงนี้เลยก็ได้เพราะมันก็ไม่มีใครมารบกวนเราแล้ว

หญิงสาวถูกพาออกมาไกลจากหน้าห้องน้ำพอสมควร เสียงเพลงที่เคยดังอึกทึกก็แผ่วเบาลงพอให้ได้ยินแบบสบายหู เนตรนภาแอบเหล่ตามองไปทางห้องน้ำเป็นระยะๆ ตั้งใจว่าถ้าอีกฝ่ายเกิดลวนลามเธอขึ้นมาเธอก็จะวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว

ซูริคมองหน้าหญิงสาวชาวเอเชียที่ตนเองตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบด้วยอาการขัดเขิน ชายหนุ่มเป็นประเภทที่ถ้าหลงรักใครแล้วจะไม่ค่อยกล้าพูดคุยด้วยมากนัก เรื่องที่จะสารภาพรักจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขามากจริงๆ ความจริงแล้วคืนนี้ซูริคไม่ได้วางแผนที่จะมาสารภาพรักกับเนตรนภาหรอก แต่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปทำให้เขามีความกล้ามากขึ้นก็เลยตัดสินใจที่จะบอกความในใจให้หญิงสาวได้รับรู้

แนนนี่... เขาเรียกเธอเสียงหวานพลางสาวเท้าเข้าหาหนึ่งก้าวซึ่งเนตรนภาก็รีบก้าวถอยหนีหนึ่งก้าวเช่นเดียวกัน สายตาหวานนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

คุณมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะซูริค ป่านนี้เพื่อนๆ คงสงสัยแย่แล้วล่ะว่าทำไมพวกเรามาเข้าห้องน้ำกันนานผิดปกติ

แนนนี่...ผม...ผม...

อะไรคะ

ผม...โธ่โว้ย!”

คำสบถของซูริคทำเอาเนตรนภาสะดุ้งด้วยความตกใจ เธอมองเขาเสยผมตัวเองเหมือนเขากำลังหงุดหงิดอะไรบางอย่างอยู่

ถ้าคุณไม่พูดสักทีงั้นฉันขอตัว...

ผมรักคุณ!”

เมื่อเห็นสาวเจ้าหาทางเลี่ยงหนุ่มบาราคาห์ก็พูดโพล่งออกมาทั้งที่อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ เนตรนภานิ่งอึ้งไปหลายวินาทีก่อนจะนึกโมโหซูริคที่ทำให้เธอกลัว โธ่เอ๊ย...แค่มาสารภาพรักแต่กลับทำเหมือนพวกโรคจิตซะงั้น หญิงสาวคิดในใจด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะตอบออกไปจากใจจริง

ขอบคุณสำหรับความรักที่คุณมีให้ฉันนะคะซูริค ฉันดีใจมากแต่ต้องขอโทษด้วยที่ฉันไม่อาจรับมันไว้ได้

แนนนี่...ทำไมล่ะ ซูริคถามเสียงอ่อนอย่างคนอ่อนแรง

ฉันไม่ได้รักคุณอย่างคนรัก ฉันชอบคุณเหมือนเพื่อนร่วมงานทั่วไปเท่านั้น ได้โปรดเข้าใจฉันด้วยนะคะซูริค เนตรนภาบอกอย่างเห็นใจแต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอไม่เคยมีความคิดที่จะรักเขาฉันชู้สาวเลย ถ้าคุณมีเรื่องจะพูดกับฉันแค่นี้ ฉันก็ขอตัวก่อนนะคะ จบคำหญิงสาวก็หันหลังให้แล้วเดินออกไปทว่าเดินไปได้เพียงก้าวเดียวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อซูริคคว้าข้อมือบางเอาไว้อีกครั้ง

คุณมีแฟนแล้วเหรอแนนนี่

ยังค่ะ แต่ฉันก็ยังไม่คิดจะรักใครหรอกนะคะ

ถ้าอย่างนั้นพิจารณาผมได้มั้ย ลองมาคบกันก่อนก็ได้นะ

ปล่อยมือฉันเถอะค่ะซูริค เนตรนภาร้องบอกด้วยสีหน้าเหยเกเพราะเขากำมือเธอแรงเกินไปแล้ว จากนั้นหญิงสาวก็ต้องตกใจเมื่อชายหนุ่มดึงตัวเธอเข้าไปกอด นี่คุณจะทำอะไรน่ะซูริค ปล่อยฉันนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้!”

ผมรักคุณนะแนนนี่ รักคุณมากเหลือเกิน เป็นของผมเถอะนะที่รัก ซูริคก้มหน้าลงหาใบหน้าสวยหวังจะจุมพิตให้หนำใจแต่เนตรนภาก็ก้มหน้าหลบไม่ยอมง่ายๆ เช่นกันก่อนจะใช้ส้นเท้ากระทืบลงบนหลังเท้าของชายหนุ่มเต็มแรงจนอีกฝ่ายร้องลั่นและเผลอคลายอ้อมแขนออก หญิงสาวจึงใช้จังหวะนี้วิ่งหนีแต่วิ่งไปได้แค่เกือบถึงบริเวณหน้าห้องน้ำก็ต้องร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บแสบเมื่อโดนซูริคที่วิ่งตามหลังมาแบบกระชั้นชิดเอื้อมมือมาคว้าเส้นผมของเธอที่ยาวเพียงแค่ประบ่าไว้ได้แล้วกระชากเต็มแรง

กรี๊ด!!” หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียงเพื่อหวังให้คนอื่นช่วยแต่เท่าที่เห็นตรงบริเวณหน้าห้องน้ำนั้นไม่มีคนเดินมาเข้าเลยซึ่งผิดกับตอนที่เธอมาเข้าห้องน้ำในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง เนตรนภาตะโกนร้องขอความช่วยเหลือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษปนกันให้วุ่นแข่งกับเสียงเพลง ขณะถูกซูริคซึ่งตอนนี้ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นคนคลั่งรักไปเสียแล้วกำลังลากตัวเธอกลับไปยังจุดเดิม

หยุดนะ จะทำอะไรน่ะ

เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรด เนตรนภารู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นในขณะที่ซูริคมัวกำลังอึ้งๆ อยู่เพราะไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามายุ่ง

ช่วยด้วยค่ะ เขาเป็นบ้าไปแล้ว ช่วยฉันด้วย หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำตานองหน้า

ปล่อยผู้หญิงซะแล้วผมจะไม่เอาเรื่องคุณ พลเมืองดีบอกเสียงเข้มพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้อย่างไม่กลัวเกรงว่าอีกฝ่ายจะมีอาวุธหนักหรือไม่แต่ก็ไม่ได้ประมาทเพราะสายตาคมกริบจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าไม่กะพริบ

ด้านซูริคเมื่อเห็นว่ามีคนอื่นเข้ามายุ่งก็เกิดความกลัวขึ้นมา สติเริ่มกลับคืนมือหนาจึงปล่อยออกจากเส้นผมของหญิงสาวก่อนจะชูมือทั้งสองข้างขึ้นแล้วส่ายหน้าระรัว

ผม...ผมไม่ได้ทำอะไรนะ ผมแค่อยากคุยกับแนนนี่เท่านั้น แต่เธอดื้อ...ดื้อเหลือเกิน

เมื่อเป็นอิสระเนตรนภาก็รีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังของพลเมืองดีทันที สายตาที่มองเพื่อนร่วมงานเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากไม่นึกเลยว่าซูริคจะบ้าดีเดือดได้ขนาดนี้ นี่ถ้ามีคนเข้ามาช่วยเธอไว้ไม่ทันก็ไม่รู้ว่าซูริคจะทำร้ายอะไรเธอบ้าง เพราะอาการเมื่อครู่นี้ของเขาเหมือนคนเสียสติไม่มีผิดทีเดียว

คุณไม่เป็นอะไรนะ ชายหนุ่มเอ่ยถามสวัสดิภาพของหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังโดยไม่หันหน้ามามองสักนิดเพราะยังไม่ไว้ใจชายหนุ่มตรงหน้า

ค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก

คุณจะเอาเรื่องเขาไหม

เมื่อได้ยินคำถามเนตรนภาก็มองไปทางซูริคอีกครั้ง เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา

ไม่ค่ะ

แน่ใจนะ เพราะผมสามารถเป็นพยานให้คุณได้

แน่ใจค่ะ เขาคงทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น ครั้งหน้าคงไม่มีอีกแล้วล่ะค่ะ เพราะเธอจะไม่ยอมอยู่กับซูริคสองต่อสองอีกต่อไป เนตรนภาต่อประโยคนี้ในใจ การที่เธอไม่เอาเรื่องซูริคเป็นเพราะว่าเขาคงทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบจริงๆ และดูสีหน้าของเขาในตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเสียใจมากแค่ไหน เธอจึงไม่อยากซ้ำเติมอีก

โอเค ตามใจคุณ คุณคงได้ยินแล้วใช่ไหมว่าคุณผู้หญิงคนนี้จะไม่เอาเรื่องคุณน่ะ เพราะฉะนั้นคุณไปได้แล้ว พลเมืองดีร้องบอกให้ฝ่ายตรงข้ามทราบ

ขอบคุณมากแนนนี่ ขอบคุณจริงๆ ผมเสียใจ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะที่รัก ซูริคละล่ำละลักบอกด้วยสีหน้าดีใจก่อนจะเดินแกมวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้น เมื่อพ้นร่างของซูริคไปแล้วเนตรนภาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวขอบคุณชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ

ขอบคุณคุณมากนะคะที่มาช่วยฉันไว้ ถ้าไม่ได้คุณก็ไม่รู้ว่าซูริคจะทำบ้าๆ อะไรกับฉันบ้าง

คุณกับเขารู้จักกัน แล้วทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับคุณล่ะ

เขาเมาน่ะค่ะ เนตรนภาตอบเพียงแค่นี้เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอธิบายเรื่องทั้งหมดให้คนแปลกหน้าทราบแม้จะเป็นคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ก็ตาม หญิงสาวมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณาเป็นครั้งแรก ผู้ชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่มากเพราะขนาดเธอสูงถึงร้อยเจ็ดสิบยังต้องแทบจะแหงนหน้าคุยกับเขาเลยทีเดียว ผู้ชายอาหรับคนนี้เหมือนรูปปั้นเหลือเกิน รูปร่างดูดีทุกสัดส่วน ทุกอย่างบนใบหน้าของเขาไม่ว่าจะเป็นคิ้วดำเข้มตรง ดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากบางเฉียบและส่วนอื่นๆ บนใบหน้าเหมือนถูกปั้นแต่งมาโดยเฉพาะเลยทำให้เมื่อมารวมกันอยู่บนใบหน้าแล้วช่างหล่อเหลายิ่งนัก นี่ถ้าบอกว่าเขาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นเทพบุตรจากสรวงสวรรค์เธอก็เชื่อ

แย่หน่อยนะครับที่มีแฟนแบบนี้

คำพูดของเขาเรียกสติของเธอกลับคืนจึงรีบพูดปฏิเสธเสียงหลง

เปล่านะคะ เขาไม่ใช่แฟนของฉันหรอกค่ะ เขาเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น เนตรนภาก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าจะไปปฏิเสธให้เขาฟังทำไมเพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยไว้ ถ้ายังไงฉันขอตัวก่อนนะคะ หญิงสาวเอ่ยขอตัวเมื่อสำนึกได้ว่ากำลังอยู่กับชายแปลกหน้าสองต่อสองในมุมอับ ถึงแม้เขาจะมาช่วยก็เถอะแต่เธอก็ไม่ควรไว้วางใจอยู่ดี เพราะเดี๋ยวนี้คนร้ายในคราบคนดีมีออกถมเถไป ฉะนั้นระวังตัวไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนัก

เชิญครับ ชายหนุ่มผายมือให้พลางมองหญิงสาวเดินจากไป แต่ก่อนที่เธอจะลับร่างหายไปจากสายตาเขาก็ร้องเรียกไว้ซะก่อน เดี๋ยวก่อนครับ

คะ? มีอะไรหรือคะ หญิงสาวหันกลับมาถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ เธอยืนเฉยอยู่กับที่มองดูคนเรียกที่กำลังก้าวเข้ามาหาเธอ

ผมอยากจะขอเตือนคุณหน่อยด้วยความหวังดี เขาเอ่ยเสียงขรึม ทีหน้าทีหลังถ้าไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกก็อย่าหนีผู้ปกครองออกมาเที่ยวเลย ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเข้ามาในนี้ได้ด้วยวิธีไหนแต่ผมอยากขอเตือนว่าอย่าริอ่านทำแบบนี้อีกเพราะถ้าคุณถูกจับได้และโชคไม่ดีเจ้าของร้านไม่ยอมปล่อยเรื่องถึงตำรวจแน่

ที่ชายหนุ่มพูดเช่นนี้เพราะเป็นห่วงเนื่องจากกฎหมายที่นี่เข้มงวดนัก เด็กคนไหนที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบแล้วลักลอบเข้ามาเที่ยวในสถานที่แบบนี้จะถูกจับส่งให้ตำรวจดำเนินคดีทันที ไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น

ด้านเนตรนภาฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้างเพราะคาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะคิดว่าเธอยังเป็นเด็กที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ แม้จะเข้าใจว่าเขาหวังดีแต่ก็อดเคืองนิดๆ ที่ถูกสั่งสอนไม่ได้ เธอจึงตอบแบบประชดกลับไป

ขอบคุณที่หวังดีนะคะ แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ เห็นหน้าอ่อนๆ แบบนี้แต่ดิฉันอายุยี่สิบสี่แล้ว ขอตัวก่อนนะคะ กล่าวจบหญิงสาวก็ยิ้มหวานแถมท้ายให้แล้วหันหลังเดินลิ่วๆ จากไป

อุสมานหน้าเก้อพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตนเองแก้เขินเพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะอายุเลยยี่สิบไปแล้วถึงสี่ปี ก็เห็นหน้าอ่อนใสๆ เขาก็หลงคิดไปว่ายังไม่ถึงยี่สิบก็เลยตักเตือนไปด้วยความหวังดีอย่างที่ผู้ใหญ่ควรทำ คิดแล้วก็รู้สึกอับอายที่เล่นปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มออกมาซะอย่างนั้น ป่านนี้แม่สาวหน้าอ่อนคงหัวเราะขำเขากลิ้งไปแล้วมั้ง

เฮ้ย...อุสมาน นายไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นวะ เพื่อนในกลุ่มเห็นว่าอุสมานมาเข้าห้องน้ำนานจนผิดปกติจึงเดินมาตาม

โทษที พอดีมีเรื่องนิดหน่อยน่ะ อุสมานตอบพลางเดินเข้าไปหาเพื่อนร่วมก๊วน วันนี้เป็นวันเกิดของเพื่อนในกลุ่ม ทุกคนจึงนัดกันมาสังสรรค์ที่นี่เพราะอยากเต้นสนุกๆ ไปด้วย

มีเรื่องอะไรวะ

ไม่ใช่เรื่องของฉันหรอก เรื่องของคนอื่นน่ะอย่าไปใส่ใจเลย อุสมานตอบอย่างไม่ใส่ใจแต่ในมโนภาพนั้นใบหน้าสวยใสของแม่สาวหน้าอ่อนยังคงแจ่มชัดจนเขาอดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ ดูจากหน้าตาแล้วหญิงสาวคนนั้นคงมาจากประเทศในแถบเอเชียแน่ๆ ไม่ญี่ปุ่น จีนก็คงเป็นเกาหลี ต้องเป็นสามประเทศนี้แน่ๆ เพราะเขาไปบ่อยเลยได้พบเจอหน้าตาโทนแบบนี้ตลอด

อุสมานคิดก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวจนเสร็จ จากนั้นก็กลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ต่อ

 

รุ่งเช้าเนตรนภามาทำงานตามปกติ เมื่อคืนหลังจากกลับไปที่โต๊ะแล้วหญิงสาวก็ไม่พบซูริคอีกเลย เพื่อนในกลุ่มบอกว่าชายหนุ่มขอตัวกลับไปตั้งนานแล้วซึ่งพอได้ยินเช่นนั้นเธอก็รู้สึกดีใจปนโล่งอกมากเพราะไม่อยากเจอหน้าเขาอีก

แนนนี่...ผมขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ย

เนตรนภาตัวแข็งทื่อพลางจ้องมองอีกฝ่ายตาเขียวก่อนจะตอบเสียงห้วนกลับไป

ไม่

โธ่...ผมแค่อยากขอโทษคุณเรื่องเมื่อคืนนี้เท่านั้นเอง ซูริคหน้าสลดลง เนตรนภาเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารแต่ก็ไม่คิดจะไว้ใจเขาอีกต่อไป

ฉันรับคำขอโทษของคุณและก็ให้อภัยคุณแล้วซูริค แต่ถ้ามีครั้งต่อไปฉันแจ้งตำรวจจับคุณเข้าคุกแน่ เนตรนภาพูดขู่เพราะกลัวเพื่อนคนอื่นๆ จะรู้เรื่องนี้เข้า และนับเป็นโชคดีที่แซนด้าซึ่งนั่งทำงานอยู่ใกล้ๆ เธอได้ลุกออกไปชงกาแฟกินเสียก่อน

ผมขอโทษ ต่อไปผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว แต่ขอให้ผมได้รักคุณเถอะนะแนนนี่ ผมสัญญาว่าผมจะรอโอกาสจากคุณแบบเงียบๆ ไม่เซ้าซี้คุณอีก ซูริควอนขอด้วยรอยยิ้มหวาน ดวงตายามจ้องมองเนตรนภายังคงฉายแววรักใคร่เช่นเดิมไม่เปลี่ยน

ซูริค...ฉันบอก...

ผมไปทำงานก่อนนะ ชายหนุ่มชิงพูดตัดบทซะก่อนแล้วเดินจากไปซึ่งก็พอดีกับที่แซนด้าเดินถือแก้วกาแฟสองแก้วกลับมาที่โต๊ะพอดี

เอ้า ฉันชงมาเผื่อ

ขอบใจนะ เนตรนภารับมาวางไว้บนโต๊ะทำงานก่อนจะหันไปมองทางซูริคที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลซึ่งชายหนุ่มเองก็กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น หญิงสาวถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจเพราะดูเหมือนซูริคจะไม่เข้าใจในคำพูดของเธอเอาซะเลย ช่างเถอะ ถ้าเขายังจะดึงดันต่อไปทั้งที่เธอก็พูดปฏิเสธชัดเจนไปแล้วก็ตามใจ เนตรนภาคิดพลางยักไหล่น้อยๆ แล้วลงมือทำงานของตนเองต่อไป

 

ข้อมูลที่ถืออยู่ในมือทำเอาอุสมานรู้สึกทึ่งไม่น้อยด้วยไม่นึกเลยว่าหญิงสาวฝีมือดีที่สามารถออกแบบเครื่องเพชรจนขายดีแบบถล่มทลายจนทำให้เขาอยากทราบประวัติขึ้นมานั้นจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาได้เจอเมื่อสองคืนก่อน

แม่สาวหน้าอ่อนคนนั้นน่ะเหรอ อุสมานพึมพำออกมาพลางนึกถึงใบหน้าใสๆ ของอีกฝ่ายไปด้วย ซึ่งก็น่าแปลกที่เขายังคงจดจำใบหน้าของเธอได้อย่างแม่นยำ อ้าว เป็นคนไทยงั้นเหรอ ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ นึกขำตัวเองที่เดาผิดเกี่ยวกับตัวหญิงสาวผู้นี้ไปเสียหมดทั้งเรื่องอายุและสัญชาติ แต่พอได้อ่านประวัติของเนตรนภาอย่างละเอียดแล้วก็รู้เพิ่มเติมว่าเธอเป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น อย่างน้อยเขาก็เดาเรื่องเชื้อชาติเธอถูกครึ่งหนึ่งแหละน่า อุสมานคิดอย่างขำๆ และเกิดรู้สึกสนใจหญิงสาวผู้นี้เป็นพิเศษขึ้นมา

เขาอยากร่วมงานกับเธอ ถ้าเขายื่นข้อเสนอที่ดีๆ ให้เธอจะรับไหมนะ

อุสมานนิ่งอึ้งไปชั่วครู่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ชายหนุ่มประหลาดใจตัวเองเป็นครั้งที่สอง เพราะตั้งแต่ทำงานมาแม้เขาจะถูกใจในตัวพนักงานของบริษัทอื่นมากแค่ไหน ทว่าก็ไม่เคยมีความคิดที่จะซื้อตัวมาเลย เนื่องจากเขาไม่ค่อยชอบวิธีการเช่นนี้สักเท่าไรนัก เขาชอบให้พนักงานมาสมัครงานเองมากกว่าเพราะมันหมายความว่าอีกฝ่ายสนใจและรักที่จะทำงานกับบริษัทด้วยความเต็มใจไม่ใช่มาจากผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาล

อุสมานจ้องรูปถ่ายของเนตรนภาด้วยสายตาพินิจ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนสวยจัดแต่กลับดูน่ารักจับใจ หน้าตาของเธอถือว่าธรรมดาและอาจดูจืดไปเลยถ้าเทียบกับผู้หญิงในประเทศของเขารวมถึงประเทศแถบทะเลทรายทั่วไปด้วย แต่ถึงกระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้นั่นก็คือดวงตากลมโตคู่สวยของเธอ

อุสมานอมยิ้มนิดๆ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ บางทีเขาอาจจะลองยื่นข้อเสนอให้เนตรนภาดูสักครั้ง ในเมื่อฮาลิมเองก็ชอบจ้องจะแทงข้างหลังเขาอยู่ตลอดเวลาด้วยการทุ่มเงินซื้อตัวนักออกแบบเก่งๆ ของเขาไปอยู่เรื่อยๆ ซึ่งบ้างก็ประสบความสำเร็จและบางก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนภายหลังไม่มีใครกล้าเสี่ยงยอมรับข้อเสนอจากฮาลิมอีกเนื่องจากเห็นตัวอย่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ออกไปแล้วว่าเป็นเช่นไร

คนที่ออกไปทำงานกับฮาลิมไม่เคยมีใครรุ่งโรจน์เลยสักคนเดียว พอทำยอดขายให้ชนะบริษัทจามินราไดมอนไม่ได้ก็ถูกไล่ออกไปนักต่อนักแล้ว ดังนั้นเมื่อมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ต่ำตาจึงไม่มีใครกล้ายอมรับข้อเสนอของฮาลิมอีกเลยแม้จะได้เงินมากกว่าหลายเท่าก็ตาม

คราวนี้เขาจะลองใช้วิธีของฮาลิมดูบ้าง ดูซิว่าถ้าอีกฝ่ายรู้เรื่องเข้าจะเต้นเป็นเจ้าเข้าแค่ไหน อีกอย่างหนึ่งเขาเองก็อยากลองใจแม่สาวหน้าอ่อนดูเหมือนกันว่าจะเห็นแก่เงินหรือเปล่า หึๆ เพียงแค่คิดก็สนุกซะแล้วสิ อุสมานคิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ใบหน้าของคนในภาพถ่ายด้วยความรู้สึกอ่อนโยนเป็นครั้งแรก

ฉับพลัน...ขนกายของชายหนุ่มก็ลุกซู่อย่างไม่ทราบสาเหตุ จากนั้นบรรยากาศแสนเยือกเย็นก็เข้าปกคลุมภายในห้องทำงานจนอุสมานรู้สึกได้ แล้วเสียงสวดคาถาที่เขามักได้ยินในความฝันก็ดังขึ้นเหมือนมันลอยมาตามลมก่อนเสียงจะค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ จนมันเหมือนกับดังมาจากในหัวของเขาแทน

อุสมานกัดฟันกรอดพลางวางประวัติของเนตรนภาลงบนโต๊ะก่อนจะเท้าศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะแล้วยกมือขึ้นกุมศีรษะเอาไว้แน่นเพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมา มันเหมือนมีอะไรมาบีบและเค้นหัวเขาอยู่ ตามร่างกายก็เริ่มเจ็บปวดราวกับถูกของหนักปาใส่ ความรู้สึกทุกอย่างในตอนนี้มันเหมือนในความฝันไม่มีผิด และก่อนที่ความทุกข์ทรมานจะเล่นงานเขามากไปกว่านี้จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น จากนั้นเลขาของเขาก็เปิดประตูเข้ามา

เพียงแค่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เสียงที่ได้ยินก็หายไปจากหัวทันที บรรยากาศแสนเยือกเย็นก็พลอยเปลี่ยนไปพร้อมความเจ็บปวดตามร่างกายก็จางหายไปด้วยอีกเช่นกัน อุสมานจึงถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเงยหน้ามองเลขาด้วยสายตาขอบคุณ

บอสคะ อีกสิบห้านาทีจะถึงเวลาประชุมแล้วค่ะ

ขอบคุณมากเอร่า ขอบคุณจริงๆ คุณเข้ามาได้จังหวะดีมากเลย

เอร่ามองผู้เป็นนายด้วยสีหน้าที่กังขา เพราะคำชมของเขามันฟังดูแปลกๆ ชอบกล

ไม่เป็นไรค่ะ เอ่อ...บอสคะ ดูหน้าบอสซีดๆ ไปนะคะ ไม่สบายหรือเปล่าคะ เธอสอบถามอย่างเป็นห่วง

ผมไม่เป็นอะไรหรอก อุสมานตอบพลางยกมือขึ้นลูบหน้า คุณออกไปเตรียมเอกสารเข้าประชุมเถอะ

ค่ะบอสเอร่ารับคำแล้วเดินออกจากห้องไป

อุสมานมองไปรอบๆ ห้องด้วยอาการหวาดผวา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ความฝันไม่ได้ตามหลอกหลอนเขาเฉพาะแค่ในฝันเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มา อำนาจของมันช่างน่ากลัวยิ่งนัก นี่ถ้าเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างคงจะสติแตกกลายเป็นคนบ้าไปนานแล้ว แต่ขนาดว่ารู้แล้วก็ยังแทบคุมสติไม่ได้อยู่ดี

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ จัดการล้างหน้าล้างตาจนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นแล้วจึงเดินออกจากห้องทำงานไปเนื่องจากได้เวลาเข้าประชุมพอดี


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

0 ความคิดเห็น