ตอนที่ 9 : บทที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    15 ต.ค. 61

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จชีคราซัคก็ออกไปเดินเล่นที่ชายหาดโดยมีอาเจฟติดตามไปด้วยราวกับเงา ก่อนออกมาเดินเล่นนั้นชีคหนุ่มได้เรียกทหารยามที่ดูแลเมื่อคืนนี้มาต่อว่า และคาดโทษที่ปล่อยให้พิมพ์พิสุทธิ์เดินลงทะเลไปได้โดยที่ไม่มีใครเห็นเลย หากเมื่อคืนนี้เขาไม่เห็นเธอจากทางหน้าต่างก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นแน่ ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ก็ยิ่งรู้สึกใจหาย และเหมือนถูกบีบที่ดวงใจอย่างไรไม่รู้ ถ้าพิมพ์พิสุทธิ์เป็นอะไรไปขึ้นมาจริงๆ เขาคงเสียใจไปตลอดชีวิต

ความคิดของชีคราซัคหยุดชะงักพร้อมๆ กับที่ขาหยุดก้าว ก่อนเสียงถอนหายใจจะดังขึ้นเมื่อชีคหนุ่มยอมรับกับใจตัวเองแล้วว่ารู้สึกพิเศษต่อลูกจ้างสาวไทยคนนี้ไม่น้อย เพราะหญิงสาวมีอะไรหลายๆ อย่างที่ดึงดูดความสนใจจากเขา จนกลายเป็นความประทับใจขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยมีหญิงใดทำได้มาก่อน ไม่ใช่ว่าชีคราซัคจะไม่เคยพึงพอใจหญิงใด เขาอายุสามสิบห้าแล้วย่อมต้องมีประสบการณ์ด้านนี้มาบ้าง

มีผู้หญิงหลายคนที่เขาพอใจจนคิดอยากจะลองคบหาดูเหมือนกัน ทว่าไม่เคยมีใครทำให้เขาใจเต้นแรงและรู้สึกอยากเห็นหน้าอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับที่พิมพ์พิสุทธิ์ทำได้เลย ทั้งๆ ที่หญิงสาวก็ไม่ได้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นจนทำให้ตกตะลึงในทันทีที่เห็นได้เหมือนคนอื่นๆ คิดแล้วชายหนุ่มก็รู้สึกขำตัวเองที่เป็นเอามากถึงเพียงนี้

อาเจฟมองอาการของท่านชีคหนุ่มอยู่เงียบๆ การกระทำที่อีกฝ่ายแสดงออกต่อจิตรกรสาวนั้นทำให้องครักษ์หนุ่มพอจะเดาใจเจ้านายตัวเองออกว่ารู้สึกเช่นไรกับผู้หญิงคนนั้น ชายหนุ่มไม่คิดห้ามปรามเนื่องจากเคารพต่อการตัดสินใจของชีคราซัคมาตลอด แต่เรื่องที่หญิงสาวเล่านั้นมันออกจะเพ้อเจ้อไปหน่อยเขาจึงอดถามท่านชีคไม่ได้

“ท่านชีคครับ ท่านชีคเชื่อเรื่องที่คุณแพรวเล่าให้ฟังหรือเปล่าครับ”

“ไม่” ชีคหนุ่มตอบกลับทันควัน สายตาคมกริบเหม่อมองออกไปที่ท้องทะเลนิ่ง

“ท่านชีคคิดว่าเธอโกหกใช่ไหมครับ”

“ใช่ เธอคงกลัวถูกฉันลงโทษก็เลยกุเรื่องขึ้นมาเองมากกว่า”

“แล้วเรื่องกำไลล่ะครับ ท่านชีคไม่โกรธเธอเหรอ”

คราวนี้ชีคราซัคหันมามองหน้าคนถามตรงๆ ก่อนจะมองเมินออกไปยังทะเลกว้างอีกครั้งพลางถอนใจออกมา แล้วยอมรับออกมาตรงๆ

“ไม่โกรธแต่ผิดหวังมากกว่า”

“แล้วท่านชีคจะไม่ลงโทษเธอจริงๆ เหรอครับ กฎของเราเข้มงวดเสมอ หากใครขโมยของจะต้องถูกตัดมือเป็นการลงโทษ” องครักษ์หนุ่มถามเสียงเข้ม กฎข้อนี้แม้จะดูโหดร้ายไปแต่ก็เตือนใจให้คนคิดทำผิดได้ดีชะงักนัก ที่นี่จึงไม่มีใครกล้าขโมยของเลย

“มันเป็นครั้งแรก ให้โอกาสเธอก็แล้วกัน” ชีคราซัคบอกเสียงอ่อนแล้วออกเดินอีกครั้งเป็นการตัดบทสนทนาที่ไม่อยากพูดถึงอีก อาเจฟมองตามหลังไปแล้วยกยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อยอย่างมั่นใจแล้วว่าท่านชีคของเขารู้สึกเช่นไรต่อลูกจ้างสาวคนนี้ ก่อนจะเดินตามเจ้านายหนุ่มไปเงียบๆ เพื่อคอยอารักขาตามหน้าที่

 

พิมพ์พิสุทธิ์นอนซมอยู่สามวันก็กลับมาร่างกายแข็งแรงตามเดิม ระหว่างที่นอนป่วยอยู่นั้นหญิงสาวไม่ได้ฝันร้ายเกี่ยวกับผู้หญิงผมทองอีกเลยทำให้เธอโล่งใจเป็นอย่างมาก ตลอดเวลาสามวันที่ป่วยอยู่นั้นชีคราซัคดูแลเธอเป็นอย่างดีจนพิมพ์พิสุทธิ์รู้สึกอบอุ่นใจมากทีเดียว ชายหนุ่มไม่พูดถึงเรื่องกำไลทองอีกเลยและไม่พูดถึงเรื่องลงโทษใดๆ สักคำด้วย ทว่าแทนที่หญิงสาวจะโล่งใจกลับรู้สึกกังวลแทน เนื่องด้วยรู้ดีว่าคงถูกเขามองในแง่ลบไปแล้วแม้เขาจะทำตัวเหมือนปกติก็ตาม

แต่เธอก็ไม่โกรธชีคหนุ่มหรอกหากเขาจะคิดแบบนั้น เพราะขนาดตัวเธอเองยังไม่อยากเชื่อเลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนถึงขนาดนี้พิมพ์พิสุทธิ์ก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมถึงได้ไปอยู่ในทะเลแบบนั้น จะว่าเดินละเมอไปก็ไม่น่าจะหนักถึงขนาดนั้นได้ เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาหญิงสาวยังไม่เคยเดินละเมอออกไปไหนเลย

ด้านชีคราซัคเมื่อเห็นว่าพิมพ์พิสุทธิ์หายดีแล้ว เขาก็ออกเดินทางไปเมืองซิย่าเพื่อเคลียร์งานทั้งหมดอยู่เกือบอาทิตย์ ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะขอหยุดงานสักสองอาทิตย์เพื่อพักผ่อนสมองและร่างกายเสียบ้าง หลังจากที่ใช้งานอย่างหนักมานาน ซึ่งนี่คือเหตุผลที่เขาใช้อ้างกับใครๆ เวลาถาม ทว่าเหตุผลที่แท้จริงแล้วก็แค่ชีคหนุ่มอยากอยู่ใกล้ๆ กับลูกจ้างสาวไทยของตนเองต่างหาก และเหตุผลข้อนี้อาเจฟก็รู้ดีเพราะเดาใจเจ้านายได้

“ได้ข่าวว่าพอคุณหายป่วยปุ๊บก็ลุกขึ้นมาทำงานเลยเหรอ” ชีคราซัคถามขึ้นยิ้มๆ บนโต๊ะอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อแรกที่เขากับเธอได้พบหน้ากันหลังจากที่ไม่ได้เจอกันเกือบหนึ่งอาทิตย์ ชีคหนุ่มเดินทางกลับมาถึงเมื่อคืนนี้กลางดึกจึงไม่ได้พบกันเนื่องจากเธอเข้านอนไปแล้ว พิมพ์พิสุทธิ์ส่งยิ้มแจ่มใสให้พลางพยักหน้ารับก่อนจะตอบเหมือนเด็กขี้อวด

“ใช่ค่ะ แล้วฉันก็วาดเสร็จไปแล้วสองภาพด้วย คุณจะตรวจดูเลยไหมคะ”

“ได้สิ แต่ความจริงคุณไม่น่ารีบทำงานเลยนะ เพิ่งหายป่วยแท้ๆ เดี๋ยวก็ได้ล้มอีกหรอก”

“ไม่หรอกค่ะ ตอนนี้ร่างกายฉันแข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว” หญิงสาวบอกพร้อมกับงอแขนทั้งสองข้างขึ้นและกำมือแน่นก่อนฉีกยิ้มกว้างให้เขาเพื่อโชว์ว่าเธอแข็งแรงจริงๆ ชายหนุ่มเห็นท่าทางเธอแล้วก็อมยิ้มขันก่อนดวงตาคมกริบจะเพ่งมองที่กำไลข้อมือด้านซ้ายของเธอ เพราะตอนนี้พิมพ์พิสุทธิ์ไม่ได้ใส่ชุดอาบาย่าเพื่อปกปิดกำไลไว้อีกแล้ว จิตรกรสาวเห็นสายตาของเขาเข้าก็ทำหน้าเจื่อนลงแล้วรีบบอกเสียงอ่อยๆ “ขอโทษด้วยนะคะ ฉันยังหาวิธีถอดกำไลคืนคุณไม่ได้เลย”

ชีคราซัคเลิกคิ้วสูง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยแต่พอเห็นกิริยาอาการของเธอก็เข้าใจ เขาจึงรีบบอก

“อย่าคิดมากสิ ผมไม่ได้คิดจะทวงกำไลจากคุณหรอก เพียงแค่คิดว่าพอคุณใส่แล้วสวยดีเท่านั้น” เขาส่งยิ้มอ่อนหวานให้ เธอจึงหลบตาลงมองจานข้าวของตนเองด้วยใจที่เต้นแรงเพราะไม่คิดว่าเขาจะชมซึ่งๆ หน้าแบบนี้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขาใหม่อีกครั้งเมื่อชายหนุ่มเอ่ยต่อว่า “ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่คุณยังไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนเลยใช่ไหม”

“ค่ะ”

“แล้วอยากไปไหม”

“อยากสิคะ ฉันตั้งใจว่าจะขออนุญาตคุณออกไปเที่ยวในวันหยุดนี้อยู่พอดีเลยค่ะ”

“ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดหรอก วันนี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวเอง ดีไหม”

“จริงเหรอ” พิมพ์พิสุทธิ์ตาโตด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง ชีคราซัคมองท่าทางยินดีของเธอด้วยรอยยิ้มเอ็นดูพลางพยักหน้ายืนยัน

“จริงสิ เดี๋ยวพอสายๆ หน่อยเราจะออกไปกัน คุณเตรียมตัวไว้ได้เลยวันนี้ผมจะพาคุณทัวร์ยาร์เซรูเอง”

“ขอบคุณค่ะ”

หนุ่มสาวแย้มยิ้มให้กันแล้วลงมือทานอาหารต่อ ซึ่งระหว่างที่ทานทั้งสองก็สนทนากันถึงเรื่องภาพที่วาดไปด้วยอย่างสุขใจ จนกระทั่งทานกันเสร็จเรียบร้อยก็ต่างแยกย้ายกันไปเตรียมตัวแล้วพากันออกจากบ้านไป โดยมีอาเจฟกับทหารอีกสี่นายตามไปดูแลอารักขาด้วย

ชีคราซัคพาพิมพ์พิสุทธิ์ไปเที่ยวชมในตัวเมืองของยาร์เซรูก่อนเป็นอันดับแรก เขาพาเธอเดินชมวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยแตกต่างจากประเทศแถวตะวันตกสักเท่าไรนัก เพราะมีตึกรามบ้านช่องทันสมัยเต็มไปหมดเนื่องจากเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นสถานที่พักตากอากาศของพวกมหาเศรษฐี แถมยังเป็นเมืองท่องเที่ยวของประเทศเศรษฐกิจของที่นี่จึงเติบโตแบบก้าวกระโดด ผู้คนอยู่ดีกินดีและล้วนแต่แต่งตัวสวยงามหมดจด ร้านรวงที่เปิดขายก็ล้วนแล้วแต่มีระดับทั้งนั้นแทบจะหาร้านธรรมดาๆ ไม่ค่อยได้เลย ทว่าก็ไม่ใช่จะไม่มีเพราะร้านเหล่านี้จะถูกซ่อนอยู่ภายในตรอกซอกซอยเสียมากกว่า

หญิงสาวเดินชมบ้านเมืองไปตามทางเท้าที่กว้างขวางและสะอาด โดยมีชีคหนุ่มเดินอยู่เคียงข้างพร้อมกับอธิบายถึงประวัติความเป็นมาให้เธอฟังอย่างละเอียดแบบคนรู้จริง จนเธออดแซวไม่ได้

“คุณนี่น่าจะไปเป็นไกด์นะคะ บรรยายได้ละเอียดมากเลย”

“ผมไม่เหมาะที่จะเป็นไกด์หรอก เพราะผมจะพูดแบบนี้กับคนที่ผมพอใจเท่านั้น”

จิตรกรสาวคงไม่คิดอะไรถ้าคำพูดนั้นจะไม่มาพร้อมกับสายตาหวานๆ ด้วย พิมพ์พิสุทธิ์จึงรีบยกกล้องถ่ายรูปที่คล้องอยู่ที่คอขึ้นถ่ายตึกสูงตระหง่านเบื้องหน้าแก้เขิน แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้พลางถามไปเรื่องอื่นแทนเสีย ชีคราซัคที่เริ่มจับกิริยาอาการของเธอได้มองอย่างรู้ทันแต่ก็ไม่พูดอะไร นอกจากจะอมยิ้มเท่านั้นแล้วทำตัวตามน้ำไปด้วยท่วงท่าสบายๆ

ชีคหนุ่มพาหญิงสาวเข้าไปชมมัสยิดประจำเมืองที่เปิดให้ทุกคนไม่ว่าจะศาสนาไหนก็ตามเข้าไปชมภายในได้ แต่จะไม่สามารถเข้าไปถึงด้านในอีกชั้นหนึ่งที่ใช้ประกอบพิธีศักดิ์ได้ ทว่าแค่ได้ชมเพียงภายนอกเท่านั้นก็คุ้มค่ามากแล้ว พิมพ์พิสุทธิ์เดินตามชายหนุ่มพร้อมกับฟังเขาเล่าถึงประวัติไปด้วยอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะยกกล้องขึ้นถ่ายรูปในจุดที่เขาอนุญาตให้ถ่ายได้

“คุณอยากถ่ายรูปตัวเองกับสถานที่บ้างไหม ผมจะถ่ายให้” เขาอาสาอย่างใจดีแต่เธอส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่ดีกว่าค่ะ”

“ทำไมล่ะ”

“ฉันไม่ค่อยชอบน่ะค่ะ ดูแล้วแปลกๆ” เธอตอบเสียงกลั้วหัวเราะ ตั้งแต่เด็กมาแล้วที่เธอไม่ค่อยชอบถ่ายรูปตัวเองสักเท่าไรนักซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ยิ่งไปเที่ยวไหนด้วยแล้วเธอจะไม่ชอบถ่ายรูปตัวเองกับสถานที่นั้นๆ เลย เนื่องจากอยากได้รูปสถานที่หรือทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติแบบเพรียวๆ เก็บไว้ดูมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเกลียดการถ่ายรูปตัวเองหรอกนะ เพราะหากให้ถ่ายรวมกลุ่มกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ เธอก็ถ่ายได้ เพียงแค่ไม่ชอบถ่ายคนเดียวก็แค่นั้นเอง

“แปลกๆ ยังไง ผมว่าถ้าคุณถ่ายรูปออกมาต้องดูสวยอยู่แล้วล่ะ เพราะคุณเป็นคนสวยอยู่แล้ว” ชีคหนุ่มเอ่ยชมเสียงหวานซึ่งๆ หน้าอีกเล่นเอาคนถูกชมแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธ

“ขอบคุณค่ะ แต่อย่าดีกว่า”

“ตามใจคุณแล้วกัน ถ้าอย่างนั้นเราไปดูทางด้านโน้นกันต่อเถอะ ตรงโน้นจะเป็นห้องโถงใหญ่ที่เอาไว้ให้ทุกคนมาประชุมกันในสมัยก่อน” ชีคราซัคเอ่ยชวนแล้วเดินนำหน้าไป พิมพ์พิสุทธิ์เดินตามหลังไปก่อนจะอุทานออกมาเมื่อเห็นผนังห้องถูกตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสีน้ำเงินใสชิ้นเล็กๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดยี่สิบสี่คูณยี่สิบสี่เซนติเมตรและตัดขอบด้วยโมเสคสีทองอร่าม ซึ่งตกแต่งสลับกันไปมาเหมือนลายตารางหมากรุกไปทั่วห้อง ส่วนเพดานก็เป็นโดมสูงมีภาพวาดวิจิตรงดงามให้ชม ทำเอาหญิงสาวรู้สึกทึ่งและรีบยกกล้องขึ้นซูมถ่ายภาพด้านบนรัวๆ จนไม่ได้สนใจคนข้างกายเลยแม้แต่น้อย

ชีคหนุ่มยืนมองลูกจ้างสาวด้วยรอยยิ้มเอ็นดู และรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการออกมาเที่ยวในครั้งนี้ไปด้วย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มพาผู้หญิงที่รู้จักมาเที่ยวชมสถานที่แห่งนี้ เพราะมีทั้งเพื่อนและลูกค้าระดับวีไอพีหลายคนที่ขอให้เขาพาเที่ยว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเป็นกันเองเหมือนได้มาเที่ยวกับคนในครอบครัวมากกว่า อาจเป็นเพราะพิมพ์พิสุทธิ์วางตัวแบบสบายๆ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งของเขาจนทำให้ต้องระวังทุกอย่างไปจนน่าอึดอัด เธอพูดคุยและซักถามเขาด้วยความสนใจใคร่รู้จริงๆ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเหมือนเพื่อนที่คุยกัน อีกอย่างอาจเป็นเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่เขาพึงพอใจด้วยกระมั่ง เขาถึงได้รู้สึกมีความสุขและสนุกกับการมาเที่ยวในครั้งนี้ในสถานที่เดิมๆ ที่เคยมานับสิบครั้งแล้ว

หลังจากเดินชมมัสยิดและเดินเที่ยวในเมืองจนพอใจ ชีคราซัคก็พาหญิงสาวไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในละแวกนั้น ซึ่งเป็นร้านที่ขายอาหารดั้งเดิมของทาเกียร์เป็นหลัก ชายหนุ่มเป็นคนจัดการสั่งอาหารที่เธอยังไม่เคยทานมาให้ลองชิมหลายอย่าง พอได้ชิมแล้วหญิงสาวก็รับรู้ได้ถึงความจัดจ้านของเครื่องเทศแต่ก็อร่อยถูกปากใช้ได้อยู่เหมือนกัน

“เป็นยังไงบ้าง” เขาถามยิ้มๆ เมื่อเห็นเธอตักอาหารในจานทาน

“อร่อยดีค่ะ แต่ตินิดเดียวที่เครื่องเทศมากไปหน่อยแค่นั้น” เธอตอบขณะที่ยังเคี้ยวเนื้อไก่หมักเครื่องเทศตุ้ยๆ อยู่ในปากตามความเคยชิน จนนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ทานอยู่กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทจึงรีบกลืนลงคอ ทำให้สำลักทันที “แค่กๆ” หญิงสาวไอออกมาจนต้องรีบคว้าผ้าเช็ดปากมาปิดปากไว้ ก่อนจะยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มล้างคอ

“เป็นยังไงบ้าง เอาน้ำอีกไหม” ชีคราซัคถามอย่างห่วงใยพลางรินน้ำใส่แก้วให้เธออีก หญิงสาวกล่าวขอบคุณแล้วยกแก้วขึ้นดื่มอีกสองสามอึกก็วางลง ก่อนจะกระแอมเบาๆ แล้วยิ้มเขินๆ ให้คนร่วมโต๊ะอย่างอับอาย

“ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ”

“คุณไม่น่ารีบกลืนเลย” เขาตำหนิเสียงอ่อนแล้วเอ่ยต่อเพราะรู้ว่าสาเหตุคืออะไร “อย่ากังวลเรื่องมารยาทไปเลยนะ ผมอยากให้คุณทานตามสบายๆ มากกว่าจะมัวคิดรักษามารยาทกับผม”

“ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ยิ้มกว้างรับคำด้วยความพึงพอใจที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง เพราะเธอไม่ชอบคนที่ต้องรักษามารยาทอยู่ตลอดเวลาแม้ในยามพักผ่อนสบายๆ เช่นนี้ ความจริงเรื่องการรักษามารยาทนั้นเธอก็เห็นด้วยและคิดว่าเป็นการดี แต่เธอเป็นประเภทที่ชอบทำอะไรตามเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเอง

“ดูคุณจะชอบไก่อบหมักเครื่องเทศจานนี้มากนะ” เขาชวนคุยหลังจากเริ่มทานกันอีกครั้งแล้วเห็นว่าเธอตักกินจานนี้มากเป็นพิเศษ คนถูกถามเงยหน้าจากจานขึ้นยิ้มให้แก้มตุ้ยเพราะยังมีเนื้อไก่เต็มปาก เธอเคี้ยวแล้วกลืนลงคออย่างไม่รีบเร่งก่อนที่จะตอบเขา

“ชอบมากค่ะ รสชาติถูกปากฉันมากที่สุดแล้ว” พิมพ์พิสุทธิ์บอกอย่างเป็นกันเองด้วยท่าทีผ่อนคลาย ซึ่งแบบนี้นี่แหละที่ชีคหนุ่มต้องการ

“ถ้าคุณชอบผมจะสั่งให้แม่ครัวทำให้ทานอีกวันหลังดีหรือเปล่า”

“เยี่ยมเลยค่ะ”

หญิงสาวเผลอยกนิ้วโป้งให้ประกอบคำพูด ชีคราซัคหัวเราะออกมาอย่างขบขันเธอจึงหัวเราะตาม หนุ่มสาวแย้มยิ้มให้กันอย่างมีความรู้สึกดีๆ ที่เพิ่มขึ้นในหัวใจ ทั้งสองนั่งทานอาหารกันอย่างมีความสุขก่อนชายหนุ่มจะพาไปยังสถานที่เที่ยวยอดฮิตของเมืองนี้ต่อ ซึ่งก็คือชายหาดซูเรนั่นเอง

ชายหาดซูเรเป็นหาดที่สวยที่สุด ทรายละเอียดขาวและน้ำใสน่าเล่น ผู้คนจึงนิยมมาเล่นน้ำกันที่นี่เพราะมีร้านค้าต่างๆ ให้ชอบปิ้งมากมาย แถมยังมีโรงแรมหรูๆ ให้เลือกพักผ่อนและมีคลับบาร์ให้เที่ยวในยามราตรีอีกด้วย ดังนั้นนักท่องเที่ยวร้อยละแปดสิบของที่นี่จึงเป็นชาวต่างชาติ

“ที่นี่คนมาเที่ยวเยอะทุกวันแบบนี้ไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยถามขณะเดินดูข้าวของตามร้านรวงต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามกับชายหาด ซึ่งเป็นซุ้มร้านเล็กๆ รูปทรงเดียวกันที่นิยมขายพวกของประดับและของตกแต่งพื้นเมืองมากกว่าจะขายพวกสินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้าทันสมัย เพราะของเหล่านั้นมีขายตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าใหญ่ๆ อยู่แล้ว

“ช่วงนี้เยอะทุกวันเพราะเป็นช่วงหน้าท่องเที่ยวของที่นี่ แต่พอพ้นช่วงนี้ไปแล้วก็มีบ้างประปราย” เขาตอบก่อนจะถามเมื่อเห็นเธอหยุดดูผ้าคลุมไหล่ถักทอลายพื้นเมืองสีสวยอย่างสนใจเป็นพิเศษ “คุณชอบเหรอ”

“ค่ะ ลายสวยแปลกตาดี ฉันว่าฉันซื้อไว้ไปฝากคนที่บ้านฉันดีกว่า” จิตรกรสาวบอกเสียงใสพลางหยิบผ้าผืนสวยขึ้นมาเลือกลายดูอย่างพิถีพิถัน ซึ่งก็มีชีคราซัคคอยยืนเลือกด้วยอยู่ข้างๆ ทั้งสองใช้เวลาเลือกผ้าคลุมอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะได้ลายที่ถูกใจมาสามผืนแล้วส่งให้แม่ค้าหน้าใสที่รีบมารับไปคิดเงินอย่างดีใจที่ขายได้

“คุณซื้อไปฝากใครบ้างล่ะนี่”

“ก็ฝากแม่ พี่สาวกับน้องสาวของฉันค่ะ”

“สามผืนพอดี แล้วคุณล่ะ ไม่อยากได้เหรอ”

“ก็อยากได้นะคะ แต่เอาไว้ก่อนดีกว่าเพราะแค่สามผืนนี่ฉันก็จ่ายเยอะแล้วค่ะ เดี๋ยวเงินไม่พอ” เธอบอกเสียงกลั้วหัวเราะไปตรงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะโกหกไปทำไม เงินที่เอาติดตัวมาด้วยในตอนนี้มีไม่มากนักเธอจึงต้องตัดใจเอาแค่สามผืนไปก่อน เพราะยังไงเธอก็อยู่ที่นี่อีกนานจะกลับมาซื้อเมื่อไรก็ได้

“ถ้าอย่างนั้น...” เขาพูดพร้อมกับหยิบผ้าคลุมไหล่ที่หมายตาไว้ขึ้นมา แล้วมองหน้าเธอยิ้มๆ ด้วยดวงตาเป็นประกายวาววับทำเอาคนมองใจเต้นแรงไปกับเสน่ห์อันล้นเหลือของเขา “ผืนนี้ผมซื้อให้คุณเองก็แล้วกัน”

“อย่าเลยค่ะ” เธอสั่นหน้าปฏิเสธอย่างเกรงใจ แต่ชีคหนุ่มไม่สนใจหันไปส่งของให้แม่ค้าแทน

“ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก ผมเต็มใจซื้อให้คุณเพื่อตอบแทนที่คุณตั้งใจทำงานให้ผมเป็นอย่างดี”

“แหม...นั่นมันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วนี่คะ” เธอทักท้วงยิ้มๆ

“เอาน่า ถือว่าเป็นของขวัญเพื่อให้คุณมีกำลังใจทำงานมากขึ้นก็ได้” เขาไม่ยอมแพ้ เธอจึงหัวเราะร่าออกมาแล้วเอ่ยเย้าแหย่เล่น

“งั้นขอเปลี่ยนจากผ้าคลุมไหล่เป็นเงินโบนัสตอนทำงานเสร็จแล้วได้ไหมคะ”

“คุณต้องการแบบนั้นเหรอ” ชีคราซัคถามเสียงจริงจังจนพิมพ์พิสุทธิ์ต้องรีบบอก

“ฉันล้อเล่นค่ะ ยังไงก็...ขอบคุณนะคะที่ซื้อผ้าผืนนี้ให้”

“ยินดีครับ และผมก็หวังว่าคุณจะได้ใช้มันให้เป็นประโยชน์ด้วยนะ”

“แน่นอนค่ะ” หญิงสาวรับคำเสียงหนักแน่นก่อนจะหลบสายตาคมกริบที่พราวระยับอย่างขัดเขินด้วยการหันไปจ่ายเงินค่าของตัวเองแล้วรับถุงกระดาษมา ส่วนชีคหนุ่มก็รับถุงกระดาษมาถือไว้เช่นกันโดยไม่ต้องจ่ายเงินเนื่องจากอาเจฟจัดการให้แล้ว ความจริงชายหนุ่มคิดจะจ่ายค่าของทั้งหมดเองเหมือนกันแต่กลัวหญิงสาวจะไม่พอใจ ชีคราซัคส่งถุงกระดาษของเขากับเธอให้อาเจฟถือแล้วชวนกันเดินเที่ยวต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเย็นมากแล้วเขาถึงได้พาเธอกลับคฤหาสน์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

3 ความคิดเห็น