ตอนที่ 8 : บทที่ 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 292
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    14 ต.ค. 61

พิมพ์พิสุทธิ์เฝ้ารอการกลับมาของชีคราซัคอย่างใจจดใจจ่อ สามวันมานี้หญิงสาวไม่ค่อยกล้าออกไปไหนสักเท่าไรนัก วันๆ จึงอยู่แต่ในห้องนอนของตัวเองกับห้องสมบัติเท่านั้น เนื่องจากกลัวคนอื่นเห็นกำไลทองที่ข้อมือของเธอเพราะหากใครเห็นคงไม่คิดว่าเป็นกำไลของเธอเองแน่ๆ

ตอนนี้จิตรกรสาวเปลี่ยนการแต่งตัวใหม่คือหันมาสวมใส่ชุดอาบาย่าแทนตามคำแนะนำของฮานะ เพราะชุดอาบาย่าเป็นชุดที่ปกปิดร่างกายมิดชิด แขนเสื้อยาวจรดข้อมือ บางชุดแขนเสื้อยังกว้างมากจนสามารถปกปิดกำไลได้ด้วย พิมพ์พิสุทธิ์จึงทำตามคำแนะนำนั้นด้วยการยืมชุดอาบาย่าของทั้งฮานะกับจารีย่าที่มีช่วงแขนกว้างมาใส่ ซึ่งโชคดีที่นางกำนัลสาวทั้งสองสูงกว่าเธอ ความยาวของท่อนแขนจึงเลยมาเกือบปิดมือจนมิด ทำให้บดบังกำไลที่ข้อมือได้เป็นอย่างดี ช่วงนี้เธอจึงได้ออกมาเดินเล่นข้างนอกบ้างพอให้ผ่อนคลายความเครียด

ด้านฮานะกับจารีย่าก็พยายามหาวิธีช่วยต่างๆ นานาแต่ก็ไม่ได้ผลจนพวกเธอไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดกำไลถึงไม่ยอมหลุดออกมาเสียที ความเครียดทำให้จิตใจของพิมพ์พิสุทธิ์ว้าวุ่นจนไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากไม่มีสมาธิ นางกำนัลสาวทั้งสองจึงหมั่นเข้ามาพูดคุยด้วยและให้กำลังใจ ซึ่งจากการคุยกันสารพัดเรื่องนั้นทำให้หญิงสาวรู้เรื่องส่วนตัวของชีคราซัคหลายเรื่องทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องสถานะภาพที่ทั้งฮานะและจารีย่าต่างยืนยันกับเธอเสียงหนักแน่นว่าท่านชีคของพวกเธอนั้น ยังโสดอยู่และยังไม่มีใครในหัวใจเลย

ตกค่ำพิมพ์พิสุทธิ์ฝันเห็นผู้หญิงผมทองคนเดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเพราะผู้หญิงคนนั้นกำลังหัวเราะเสียงใส ใบหน้างดงามของอีกฝ่ายดูมีความสุขเปี่ยมล้นจนหญิงสาวเผลอยิ้มตามไปด้วย แล้วเธอก็เห็นผู้หญิงคนนั้นที่วิ่งอยู่ในทุ่งกว้างกำลังวิ่งไปหาผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยืนกอดอกหันหลังให้เธออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ หญิงผู้นั้นวิ่งเข้าไปกอดชายคนดังกล่าวจากทางด้านหลัง แล้วชะโงกหน้าไปหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุขจนเธอสัมผัสความรู้สึกนั้นได้ จากนั้นทุกอย่างสำหรับเธอก็ดูเลือนรางไป จนกระทั่งพิมพ์พิสุทธิ์ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่พอดี

หญิงสาวลุกขึ้นนั่งด้วยความรู้สึกที่ยังเปี่ยมสุขไม่หายราวกับว่าเธอเป็นสาวผมทองคนนั้นเสียเอง พิมพ์พิสุทธิ์ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ ทำไมเธอฝันถึงผู้หญิงผมทองคนนั้นซ้ำอีกแล้วทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เรื่องนี้ติดอยู่ในใจของจิตรกรสาวเป็นอย่างมากดังนั้นเมื่อลงมาทานอาหารเช้า ซึ่งเธอขอให้ฮานะจัดไว้ให้ที่โต๊ะริมระเบียงด้านนอกแทน เนื่องจากอยากมองวิวทะเลยามเช้า หญิงสาวก็เอ่ยเล่าเรื่องความฝันให้นางกำนัลทั้งสองฟัง

“บางทีคุณแพรวอาจเคยเจอผู้หญิงผมทองคนนี้มาก่อนก็ได้นะคะ ลองนึกดูดีๆ สิคะ” ฮานะแนะนำ

“ไม่เคยเจอจริงๆ ค่ะ ถ้าฉันเคยเจอจริงๆ ฉันต้องจำได้สิเพราะเธองดงามมากปานนางฟ้าขนาดนั้น”

“บางทีอาจเป็นภาพที่คุณแพรวจินตนาการขึ้นมาเองจนเก็บเอาไปฝันก็ได้นะคะ” จารีย่าออกความคิดเห็นบ้าง

“ไม่ใช่” จิตรกรสาวส่ายหน้าปฏิเสธพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบไปด้วย

“หรือไม่ก็อาจเป็นนางแบบที่คุณแพรวเคยวาดรูปให้ก็ได้ค่ะ” ฮานะคาดเดา

“ไม่มีทาง เพราะฉันไม่เคยวาดรูปคนอื่นนอกจากคนในครอบครัว” พิมพ์พิสุทธิ์เอ่ยสวนกลับทันควัน ก่อนจะทำหน้ายุ่งเมื่อหาคำตอบคลายข้อสงสัยของตนเองไม่ได้ “มันแปลกจริงๆ นะฮานะ จารีย่า ฉันฝันถึงผู้หญิงคนนี้สองครั้งแล้ว ครั้งแรกเธอมาแบบน่ากลัวมาก เธอร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดเลย แต่เมื่อคืนเธอกลับหัวเราะอย่างมีความสุขกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งพอฉันตื่นขึ้นมาฉันกลับรู้สึกมีความสุขไปด้วยราวกับฉันเป็นผู้หญิงคนนั้นซะเอง นี่...ฉันขอถามตรงๆ เลยนะ ที่นี่มีพวกเรื่องวิญญาณที่ยังไม่ไปผุดไปเกิดบ้างไหม” ประโยคถามสุดท้ายหญิงสาวลดระดับเสียงลงจนเหลือเพียงกระซิบเท่านั้น

“ไม่มีหรอกค่ะ ที่นี่ไม่เคยมีเรื่องภูตผีวิญญาณอะไรทั้งนั้น พวกเราอยู่ดูแลที่นี่มาตั้งแต่เกิดแล้วไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติเลยค่ะ” ฮานะตอบยิ้มๆ อย่างขบขันที่อีกฝ่ายมองเป็นเรื่องผีสางไปแทน

“โล่งอกไปที” พิมพ์พิสุทธิ์เป่าปากอย่างโล่งใจที่ไม่มีเรื่องแบบที่นึกกลัว เพราะหากมีจริงเธอคงผวานอนไม่หลับแน่ๆ เนื่องจากเป็นคนกลัวผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วแม้จะไม่ถึงขั้นตาขาวก็ตาม หญิงสาวหยุดบทสนทนาเรื่องนี้ไว้แค่นี้เมื่อไม่สามารถหาคำตอบได้ พอทานข้าวเช้าเสร็จจิตรกรสาวก็เข้าห้องสมบัติเพื่อเริ่มทำงานอย่างจริงจังอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ทำมาหลายวัน เธอนั่งทำงานไปเรื่อยๆ จวบจนเย็นค่ำชีคราซัคก็ยังไม่กลับมาอีก เธอจึงนั่งทานข้าวอย่างหงอยๆ ก่อนจะขึ้นไปทำงานต่อจนดึกดื่นถึงได้หยุดพักไปนอน

เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จพิมพ์พิสุทธิ์ก็พยายามถอดกำไลทองด้วยตัวเองอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จตามเคยจนเกิดอาการหงุดหงิด จึงคว้าหมอนมาแล้วขว้างลงบนเตียงจากนั้นก็ระดมทุบมันอย่างหนักเป็นการระบายอารมณ์ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนด้วยความอับจนหนทาง หญิงสาวนอนมองกำไลที่ข้อมือตัวเองนิ่งนานจนดวงตาคู่งามหรี่ปรือแล้วปิดสนิทไป

“นี่เราฝันอีกแล้วเหรอ” พิมพ์พิสุทธิ์พึมพำถามตนเองเมื่อพบว่ากำลังยืนอยู่ที่ชายหาด ซึ่งภาพตรงหน้าของเธอปรากฏภาพผู้หญิงผมทองกำลังเล่นน้ำทะเลกับผู้ชายคนเดิมอยู่ โดยที่ชายคนนั้นหันหลังให้เธออีกแล้วจึงทำให้ไม่ได้เห็นหน้าสักที จิตรกรสาวเท้าสะเอวแล้วแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพลางกลอกตาไปมาด้วยความหงุดหงิด ความหวาดกลัวในตอนแรกหายไปแล้วและตอนนี้เธอมีเพียงความโกรธเท่านั้น จึงตัดสินใจตะโกนถามออกไปแม้จะรู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ก็ตาม “นี่พวกคุณ! พวกคุณเป็นใครกัน แล้วทำไมถึงต้องมาให้ฉันฝันเห็นบ่อยๆ ด้วยฮะ!

ไม่มีคำตอบกลับมาจากหญิงชายคู่นั้น นอกจากภาพที่ทั้งคู่กำลังจูงมือกันเดินลงไปในทะเล ซึ่งเริ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ จนระดับน้ำถึงอกแล้ว หญิงสาวเพ่งตามองด้วยความกังวลใจก่อนจะร้องเอะอะออกมาเมื่อระดับน้ำถึงต้นคอของผู้หญิงคนนั้นแล้ว แถมท้องฟ้าที่แจ่มใสอยู่ดีๆ ก็เกิดเมฆหมอกดำปกคลุมจากนั้นเสียงฟ้าร้องคำรามลั่นก็ตามมา

เปรี้ยง!!

“กรี๊ด!” พิมพ์พิสุทธิ์ยกมือขึ้นปิดหูแล้วหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ก่อนจะรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกและแรงกระแทกเบาๆ จนร่างบางไหวเอนเกือบต้านไม่อยู่พร้อมกับความรู้สึกเปียกชื้นไปทั้งตัว หญิงสาวจึงลืมตาขึ้นแล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าบัดนี้ตนเองกำลังยืนอยู่ในน้ำทะเลซึ่งมีระดับลึกถึงลำคอของเธอแล้ว

เป็นไปได้ยังไงกัน! เมื่อกี้นี้เธอยังอยู่บนชายหาดอยู่เลยแล้วทำไมถึงได้มาอยู่ในน้ำแบบนี้ได้ล่ะ แล้วหญิงชายคู่นั้นหายไปไหน ฟ้าร้องล่ะ เมฆหมอกสีดำล่ะ หายไปไหนหมดทำไมถึงเป็นกลางคืนไปได้ นี่เธอกำลังฝันอยู่หรือว่าตื่นขึ้นมาแล้วกันแน่

จิตรกรสาวครุ่นคิดอย่างงุนงงปนตื่นกลัวเพราะตอนนี้เธอไม่รู้ว่าอะไรคือเรื่องจริงและอะไรคือความฝันกันแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรตอนนี้เธอกำลังตกอยู่ในอันตรายเนื่องจากคลื่นเริ่มใหญ่มากขึ้น และแรงขึ้นจนเธอแทบพยุงร่างเอาไว้ไม่อยู่ และเพราะคลื่นแรงนี่เองทำให้น้ำทะเลเข้าซัดปากกับจมูกของเธอจนสำลักแสบจมูกไปหมด พิมพ์พิสุทธิ์จึงตัดสินใจหันหลังแล้วเริ่มว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว

“อ๊ะ...อุ๊บ...” ร่างบางที่ว่ายมาได้ครึ่งทางอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆ ขาของเธอก็ถูกดึงจากใต้น้ำทำให้ตัวเธอจมน้ำทันที หญิงสาวพยายามตะเกียกตะกายโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำสุดชีวิตด้วยความตื่นกลัว แต่ก็เหมือนมีมือมาคอยดึงขาเธอไว้ทำให้ว่ายได้ไม่ถนัดนัก

ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย! พิมพ์พิสุทธิ์ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือสุดเสียงเมื่อว่ายไม่ไหวอีกต่อไป เธอทั้งเหนื่อยหอบและอ่อนแรงลงเรื่อยๆ หากยังไม่มีคนมาช่วยเธอคงได้จมน้ำทะเลตายเป็นแน่ ฝัน...นี่เรากำลังฝันอยู่ใช่ไหม ตื่นสิ...ตื่นขึ้นมาเร็วๆ เข้า หญิงสาวร้องบอกตัวเองอย่างมีความหวังว่าจะเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น ถ้าเธอตื่นขึ้นมาได้ก็จะพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องเหมือนเดิม

ลำขาที่พยายามตีน้ำเริ่มเป็นตะคริว ทำให้ร่างบางไม่สามารถว่ายพยุงตัวอยู่ได้อีกจึงจมลงเรื่อยๆ พิมพ์พิสุทธิ์ร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้งก่อนจะสำลักน้ำที่ไหลเข้าปากและจมูกจนแสบไปหมด หญิงสาวยังอยากคิดว่านี่เป็นแค่ความฝันอยู่แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความเจ็บปวดที่ได้รับมันบอกว่าเธอกำลังจะจมน้ำตายจริงๆ จิตรกรสาวเริ่มนึกถึงทุกคนในครอบครัวขึ้นมาอย่างสิ้นหวัง และขณะที่เธอกำลังจะหมดลมหายใจนั้นจู่ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงขึ้นไปเหนือผิวน้ำ ทำให้มีอากาศต่อลมหายใจต่อไป

“คุณราซัค...” พิมพ์พิสุทธิ์ครางเสียงแผ่วด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำ หลังจากนั้นสติสัมปชัญญะของหญิงสาวก็ดับสูญไปทันที และไม่รับรู้เรื่องราวอะไรอีกเลย

 

ภายในห้องนอนชีคราซัคนั่งมองร่างบางที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง เหตุการณ์เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ทำเอาชายหนุ่มใจหายใจคว่ำเป็นอย่างมาก และนึกโกรธหญิงสาวไม่น้อยที่คิดสั้นแบบนั้น ชีคหนุ่มรู้เรื่องกำไลทองจากฮานะแล้ว นางกำนัลสาวรีบเล่าให้ฟังเมื่อเขาถามถึงสาเหตุว่าทำไมพิมพ์พิสุทธิ์ถึงได้คิดฆ่าตัวตายเช่นนี้ ฮานะจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง ทุกคนจึงสรุปกันว่าจิตรกรสาวคงเครียดมากถึงได้คิดสั้นฆ่าตัวตาย

ชีคราซัคอยากตำหนิคนร่างบางนัก เพียงแค่เรื่องกำไลแค่นี้เธอถึงกับหนีปัญหาด้วยการปลิดชีวิตตัวเองเชียวหรือ เธอเห็นเขาเป็นคนใจยักษ์ใจมารที่เอะอะก็จะฆ่าให้ตายโดยไม่ฟังเหตุผลเลยหรืออย่างไรกัน ชีคหนุ่มรู้สึกไม่พอใจที่อีกฝ่ายคิดกับเขาเช่นนั้น ทว่าพอนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองได้ขู่เธอไว้ว่าอย่างไรก็รู้สึกผิดขึ้นมา เรื่องกำไลทองที่ข้อมือเธอนั้นชายหนุ่มไม่สนใจแล้วว่าเธอเอามาใส่ได้อย่างไรและทำไม เพราะตอนนี้เขามีแต่ความเป็นห่วงมอบให้เธอเท่านั้น

พิมพ์พิสุทธิ์ยังนอนเงียบอยู่ เนื้อตัวเธอได้รับการเช็ดจนแห้งสนิทและเปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว ส่วนชีคราซัคก็ไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วเช่นกัน ชีคหนุ่มไม่มีทีท่าว่าจะกลับห้องนอนของตัวเองเลย เขายังนั่งเฝ้าเธออยู่บนเตียงทั้งที่ตอนนี้ก็ดึกดื่นมากแล้ว อาเจฟรู้สึกเป็นห่วงเจ้านายหนุ่มเพราะตั้งแต่กลับมาถึงคฤหาสน์ก็ไม่ได้พักผ่อนเลย พอเสร็จงานจากทางซิย่าแล้วท่านชีคก็รีบขึ้นเครื่องบินส่วนตัวกลับมาที่นี่ทันที โดยไม่ฟังคำคัดค้านของใคร

“ท่านชีคครับ ผมว่าท่านชีคไปนอนพักผ่อนก่อนดีกว่านะครับ ส่วนทางนี้ปล่อยให้ฮานะกับจารีย่าดูแลเองเถอะครับ” องครักษ์หนุ่มตัดสินใจเอ่ยออกมาเมื่อทนไม่ไหว ฮานะกับจารีย่าก็พยักหน้าสนับสนุนความคิดนี้เป็นเสียงเดียวกัน

“ใช่ค่ะ ท่านชีคไปพักผ่อนเถอะนะคะ ดิฉันสองคนจะดูแลคุณแพรวให้เองค่ะ”

ชีคราซัคลังเลใจก่อนจะพยักหน้ารับในที่สุด เพราะเขาเองก็รู้สึกอ่อนเพลียไม่น้อยเหมือนกัน เอาไว้พรุ่งนี้เขาค่อยมาดูอาการเธอใหม่ก็แล้วกัน พรุ่งนี้ตื่นมาหญิงสาวคงพูดคุยกับเขาได้รู้เรื่อง ทว่ายังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะลุกเดินออกไป ร่างบางที่นอนแน่นิ่งอยู่ก็ไอออกมา ชีคหนุ่มจึงเลิกล้มความตั้งใจที่จะกลับไปนอนพักผ่อนทันที

“แพรว...คุณเป็นยังไงบ้าง”

“คุณราซัค...” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาแล้วได้เห็นหน้าเขา พิมพ์พิสุทธิ์ก็ร้องเรียกเบาๆ ก่อนหยาดน้ำใสจะเอ่อคลอดวงตาคู่งามด้วยความซาบซึ้งใจเมื่อจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองได้

“คุณเป็นยังไงบ้าง” เขาถามย้ำเสียงอ่อนโยนพลางจับมือบางมากุมไว้หวังถ่ายทอดกำลังใจและความอบอุ่นให้ ซึ่งหญิงสาวรู้สึกได้จึงยิ้มให้บางๆ แล้วตอบเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

“ฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้”

ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลร่างบางก็ยิ่งสั่นสะท้านด้วยความกลัว ชีคราซัคเห็นแล้วก็ดึงตัวหญิงสาวขึ้นนั่งแล้วสวมกอดเธอไว้แนบอกแน่นอย่างลืมตัว ท่ามกลางสายตาของคนอีกสามคนที่ยืนมองอยู่เงียบๆ อีกมุมหนึ่งของห้อง ซึ่งทั้งสามคนก็หันหน้ามองกันเองอย่างรู้ความคิดของกันและกันโดยไม่ต้องพูดออกมา

“ไม่เป็นอะไรแล้วนะ คุณปลอดภัยแล้ว” ชายหนุ่มลูบแผ่นหลังบางพร้อมกับเอ่ยปลอบโยนไปด้วย พิมพ์พิสุทธิ์ที่ตอนนี้ต้องการความอบอุ่นจากคนที่เธอไว้ใจมากจึงยอมซุกกายอันสั่นเทาของตนเองกับอกกว้างโดยดี ซึ่งอ้อมกอดของชีคหนุ่มช่วยบรรเทาความหวาดหวั่นในใจเธอได้มากทีเดียว หนุ่มสาวนั่งกอดกันอยู่นานก่อนหญิงสาวจะได้สติว่าตัวกำลังทำอะไรอยู่ ใบหน้าที่ซีดเซียวจึงแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความอาย จากนั้นก็ค่อยๆ ดันตัวออกจากอ้อมแขนแกร่งอย่างนุ่มนวล ซึ่งชีคราซัคก็ยอมปล่อยโดยดีและรู้สึกพึงพอใจที่เห็นใบหน้านวลมีสีสันขึ้นกว่าเดิม

“เอ่อ...ขอบคุณค่ะ”

“หายกลัวแล้วใช่ไหม” เขาถามเสียงนุ่ม

“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยฉันไว้ ถ้าไม่ได้คุณช่วยฉันคงตายไปแล้ว”

บัดนี้พิมพ์พิสุทธิ์ไม่คิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่อีกแล้ว เหตุการณ์น่าสะพรึงกลัว ความเย็นยะเยือกของสายน้ำ แรงดึงที่มาจากไหนก็ไม่ทราบและอาการแสบคอแสบจมูกจากการจมน้ำนั้น บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริงแต่เกิดขึ้นได้อย่างไรนี่สิ ที่เธอไม่สามารถหาคำตอบได้

“คุณพูดเหมือนไม่ได้ตั้งใจฆ่าตัวตายอย่างนั้นแหละ” ชายหนุ่มอดประชดไม่ได้ ดีนะที่เขากลับมาทันและเห็นเธอกำลังเดินลงทะเลพอดีจึงได้รีบวิ่งลงไปช่วยไว้ได้ทันการณ์ ไม่เช่นนั้นเธอคงกลายเป็นผีเฝ้าทะเลไปแล้ว

“ก็ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นี่คะ” เธอตอบเสียงแหบนิดๆ เพราะยังรู้สึกแสบคออยู่ “เอ๊ะ...ทำไมคุณถามฉันแบบนี้ล่ะคะ” เธอถามกลับอย่างสงสัย

“ไม่ต้องมาโกหกผมหรอก ผมรู้เรื่องกำไลนี่แล้ว” เขาพูดพร้อมกับจับข้อมือด้านซ้ายของเธอที่สวมกำไลทองอยู่ชูขึ้น “ผมไม่คิดเลยนะว่าคุณจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการคิดสั้นน่ะ คุณเห็นผมเป็นคนใจยักษ์ใจมารหรือยังไงกันถึงได้กลัวผมจะฆ่าคุณเพราะแค่คุณเอากำไลของผมมาใส่น่ะ”

ไม่ใช่นะคะ! จิตรกรสาวปฏิเสธเสียงหลงก่อนจะไอออกมาจนชีคหนุ่มต้องลูบหลังให้ “คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันไม่ได้คิดสั้นจะฆ่าตัวตายซะหน่อย”

“ไม่ได้คิดสั้นแล้วคุณเดินลงไปในทะเลตอนดึกทำไมกัน” ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อถือ เธอจึงรีบอธิบาย

“จริงๆ นะคะ ฉันไม่ได้คิดฆ่าตัวตายจริงๆ ฉันยอมรับว่าฉันกังวลเรื่องกำไลนี้มากเพราะกลัวถูกคุณลงโทษตามที่เคยขู่ไว้ แต่ถึงฉันจะกลัวมากแค่ไหนก็ไม่เคยคิดหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายหรอกค่ะ ฉันไม่ใช่คนสิ้นคิดแบบนั้น”

“แต่สิ่งที่คุณทำมันขัดแย้งกับคำพูดของคุณโดยสิ้นเชิง”

“ฉันไม่ได้คิดฆ่าตัวตายจริงๆ ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์เถียงอย่างอ่อนใจ เพราะไม่อยากให้ใครมองว่าเธอเป็นคนสิ้นคิดแบบนั้น “ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายให้คุณฟังยังไงดีเหมือนกันเพราะมันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ เหมือนกับเรื่องกำไลทองวงนี้ซึ่งฉันสาบานได้เลยว่าไม่ได้คิดที่จะขโมยของคุณมาใส่จริงๆ แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวเลยว่าไปหยิบมาใส่ได้ยังไงเพราะพอรู้สึกตัวอีกทีมันก็อยู่ในข้อมือของฉันแล้ว แถมถอดให้ตายยังไงมันก็ไม่ออกด้วย ถ้าคุณไม่เชื่อก็ถามฮานะกับจารีย่าดูก็ได้”

“ผมถามสองคนนั้นแล้ว ถึงได้เข้าใจไงล่ะว่าทำไมคุณถึงคิดฆ่าตัวตาย”

“โอ๊ย! ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้ฆ่าตัวตาย ไม่ได้ฆ่า! หญิงสาวโวยออกมาพร้อมกับขยี้ผมตัวเองไปด้วยอย่างลืมตัว ทำเอาชีคราซัคนิ่งอึ้งไปก่อนจะอมยิ้มออกมาด้วยความขบขัน แล้วก็ต้องรีบหุบยิ้มเมื่อเจอสายตาขวางๆ ของเธอมองมา “นี่คุณราซัค...คุณฟังฉันให้ดีๆ อีกครั้งนะ ดูปากฉันด้วย” เธอชี้ที่ปากตัวเอง “ฉัน-ไม่-ได้-ฆ่า-ตัว-ตายเข้าใจไหม แต่ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเดินออกจากห้องไปได้ยังไงและเดินลงทะเลไปตอนไหน ฉันจำได้แค่เพียงว่าฉันนอนอยู่ในห้องและกำลังฝันอยู่ ฉันฝันถึงผู้หญิงผมทองคนเดิมที่เคยเล่าให้คุณฟังยังไงล่ะ เพียงแต่ว่าฝันครั้งนี้มีผู้ชายอีกคนหนึ่งด้วย”

“ฉันเห็นพวกเขาจูงมือกันเดินลงไปในทะเลแล้วจู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้มและมีเสียงฟ้าร้องดังมาก ฉันตกใจหลับตาแต่พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในน้ำทะเลแล้ว ซึ่งตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ด้วยซ้ำไปจนกระทั่งฉันว่ายน้ำกลับเข้าหาฝั่งแล้วเหมือนถูกดึงขาเอาไว้จนจมน้ำเกือบตาย จากนั้นก็มีคุณเข้ามาช่วยนั่นแหละฉันถึงได้รู้ตัวว่าไม่ได้ฝันไป” พิมพ์พิสุทธิ์ร่ายยาวจนเหนื่อยหอบ เธอเล่าไปไอไปด้วยแต่ก็พยายามชี้แจงความจริงให้หมดเพราะไม่อยากถูกกล่าวหาว่าสิ้นคิดแบบนั้น มันเสียเครดิตผู้หญิงแกร่งแบบเธอหมด เพราะต่อให้เจอเรื่องหนักกว่านี้ความคิดที่จะฆ่าตัวตายไม่มีทางอยู่ในสมองของเธออย่างแน่นอน

“ผมว่าคุณนอนพักผ่อนดีกว่านะ ฮานะกับจารีย่าจะอยู่ดูแลคุณในนี้ทั้งคืนเอง ถ้าคุณอยากได้อะไรก็สั่งสองคนนี้ได้เลย ส่วนเรื่องกำไลคุณไม่ต้องกังวลไป ผมไม่โกรธและจะไม่ลงโทษคุณหรอก เอาไว้คุณถอดออกเมื่อไรค่อยเอามาคืนผมก็แล้วกัน”

“นี่คุณไม่เชื่อเรื่องที่ฉันเล่าใช่ไหมคะ” เธอถามอย่างหงุดหงิดและยิ่งโกรธมากขึ้นเมื่อได้เห็นสายตาไม่เชื่อถือของเขา

“คุณนอนพักเถอะ พรุ่งนี้เราค่อยคุยกัน” ชีคราซัคตบหลังมือบางเบาๆ แล้วยิ้มอย่างอบอุ่นให้ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป

“คนบ้า พูดความจริงก็ไม่เชื่อ โอ๊ย...นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับฉันกันนะ” พิมพ์พิสุทธิ์ยีผมตัวเองอย่างโมโหระคนไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องบ้าบออะไรกับตัวเองกันแน่ ฮานะกับจารีย่าเห็นเข้าก็ตกใจรีบเข้ามาถามอย่างห่วงใย หญิงสาวจึงหยุดแล้วทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้อย่างพาลๆ เพราะไม่อยากพูดจากับใครให้อารมณ์เสียอีก

จิตรกรสาวนอนครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างหนัก ทว่าก็ไม่สามารถหาคำตอบที่ฟังดูน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเองได้เลย จนกระทั่งเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

 

เช้าวันรุ่งขึ้นชีคราซัคเข้ามาดูอาการของพิมพ์พิสุทธิ์แต่เช้า นางกำนัลทั้งสองจึงรายงานว่าหญิงสาวไม่สบาย มีอาการตัวร้อนและเจ็บคอ ชีคหนุ่มจึงสั่งให้ไปตามหมอมาตรวจ เมื่อหมอตรวจเสร็จก็รายงานให้ชายหนุ่มทราบว่าเธอเป็นไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น ให้นอนพักผ่อนและกินยาที่จัดไว้ให้อีกไม่กี่วันอาการก็จะดีขึ้นและกลับมาแข็งแรงตามเดิม

“เดี๋ยวทานข้าวหน่อยนะ จะได้ทานยาแล้วนอนพัก” ชีคราซัคบอกเสียงอ่อนโยนหลังจากที่หมอกลับไปแล้ว และได้สั่งให้นางกำนัลไปจัดการทำอาหารเหลวๆ มาให้เธอทาน พิมพ์พิสุทธิ์ยิ้มรับพลางไอออกมาก่อนจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง ชายหนุ่มจึงรีบช่วยประคอง

“ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ต้องวุ่นวายกันแต่เช้า” เธอบอกอย่างเกรงใจด้วยท่าทางอ่อนเพลีย

“อย่าพูดแบบนี้สิ ฉันไม่ได้วุ่นวายอะไรสักนิดเดียว” เขาดุอย่างไม่ชอบใจนักที่เธอเกรงใจอะไรไม่เข้าเรื่อง

จารีย่านำอาหารเข้ามาให้ทานที่ห้องตามคำสั่ง ฮานะรับถ้วยซุปอุ่นๆ มาจากเพื่อนแล้วเตรียมทำท่าจะขยับเข้าไปป้อนให้คนป่วยบนเตียง แต่ชีคหนุ่มหันมารับไว้แทนพร้อมกับบอกเสียงขรึม

“เอามานี่ เดี๋ยวฉันป้อนเอง”

“เอ่อ...” ฮานะอึกอักแต่พอเห็นสายตาคมกริบของเจ้านายหนุ่มก็ยอมถอยห่างไม่เอ่ยคัดค้านอะไร เธอเดินกลับไปยืนรวมกับจารีย่าและอาเจฟ ซึ่งสองสาวก็มองหน้ากันยิ้มๆ ที่เห็นท่านชีคดูแลผู้หญิงด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ก่อนรอยยิ้มจะเจื่อนลงเมื่อได้รับสายตาดุๆ จากองครักษ์หนุ่ม

“ฉันทานเองก็ได้ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์บอกอย่างเขินๆ ที่มีชายหนุ่มมาดูแลป้อนอาหารให้ถึงเตียงแบบนี้เป็นครั้งแรก หญิงสาวทำท่าจะจับถ้วยมาถือไว้เองแต่ชายหนุ่มเบี่ยงหนีแถมยังทำเสียงดุเธออีก

“อย่าขัดใจผมสิ คุณป่วยอยู่นะ ทานเองไม่ได้หรอก”

“ฉันเป็นแค่ไข้นะคะไม่ได้เป็นง่อย” เธอเผลอตัวตอบสวนกลับทันทีอย่างที่ใจคิด ก่อนจะเม้มปากแน่นเมื่อรู้ตัวว่าคนที่พูดด้วยเป็นใคร ทว่าแทนที่ชีคหนุ่มจะโกรธกลับหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน เธอเลยรู้สึกใจชื้นขึ้น

“ผมรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นง่อย แต่ผมอยากดูแลคุณ...ไม่ได้เหรอ” เขาถามกลับตรงๆ และจ้องตานิ่งไม่ยอมหลบ คนเป็นไข้จึงหลบเสียเองอย่างเขินจัดแต่พยายามเก๊กหน้าให้เฉยไว้สุดฤทธิ์เพื่อปกปิดความรู้สึกของตัวเอง แต่ต่อให้ทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไรแค่ไหนก็ปิดบังไม่ได้ เนื่องจากแก้มนวลของเธอนั้นมันฟ้องความรู้สึกให้อีกฝ่ายได้รู้ ชีคราซัคเห็นแก้มแดงๆ ของเธอแล้วก็ยิ้มอย่างพึงพอใจที่เธอยังหวั่นไหวกับเสน่ห์ของเขาบ้าง ไม่ได้ดูเมินเฉยเหมือนในตอนแรกที่พบกัน

“ก็...ก็ได้ค่ะ”

“งั้นก็อ้าปากสิ” ชายหนุ่มสั่งเสียงอ่อนพลางตักซุปไปจ่อที่ริมฝีปากอิ่ม หญิงสาวจึงจำต้องอ้าปากรับด้วยหัวใจที่เต้นแรง ชีคราซัคป้อนอาหารให้คนป่วยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดชาม ฮานะก็รีบจัดยาส่งให้ท่านชีคทันทีอย่างรู้หน้าที่ พิมพ์พิสุทธิ์รับยามาทานอย่างว่าง่ายก่อนจะเอนตัวลงนอนต่อเมื่อรู้สึกว่าหนังตาชักหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยมีชีคหนุ่มคอยห่มผ้าตามให้ ชายหนุ่มนั่งเฝ้าจนหญิงสาวหลับสนิทก็ปล่อยให้นางกำนัลทั้งสองดูแลต่อ ส่วนตัวเขาก็ลงไปทานอาหารเช้าบ้าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

3 ความคิดเห็น