ตอนที่ 7 : บทที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 264
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    14 ต.ค. 61

หลังจากที่ชีคราซัคเดินทางไปสนามบินแล้ว พิมพ์พิสุทธิ์ก็ออกไปเดินเล่นที่ชายหาดอยู่พักหนึ่งก่อนจะกลับเข้ามาทำงานต่อที่ห้องสมบัติ ซึ่งชิ้นต่อไปที่เธอจะวาดนั้นมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นกว่าเดิมจึงต้องใช้สมาธิมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากเธออยากให้งานทุกชิ้นออกมาดีที่สุด

กริ๊ง...กริ๊ง...

เสียงออดดังขึ้นพอให้ได้ยินซึ่งเป็นเสียงออดจากหน้าประตูห้อง หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เธอละมือจากภาพเขียนตรงหน้าแล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกเพราะคนด้านนอกไม่สามารถเปิดเข้ามาได้ พอเปิดออกแล้วก็พบจารีย่ายืนส่งยิ้มหวานให้พร้อมกับมีถาดน้ำชาและขนมทานเล่นติดมือมาด้วย จิตรกรสาวจึงปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลงพลางแย้มยิ้มน้อยๆ ตอบอีกฝ่าย

“ของว่างค่ะคุณแพรว”

“ขอบคุณค่ะ ไม่เป็นไรค่ะเดี๋ยวฉันยกเข้าไปเองก็ได้” เธอรีบบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายจะเดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะยื่นมือออกไปรับถาดของว่างมาถือไว้เองแล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้งจากนั้นก็ปิดประตูไว้ตามเดิม พิมพ์พิสุทธิ์วางถาดของว่างลงบนโต๊ะหน้าโซฟาแล้วเดินกลับไปทำงานต่ออย่างตั้งใจอีกครั้ง หญิงสาวตวัดปลายดินสอไปมาอย่างคล่องแคล่วจนภาพร่างค่อยๆ เป็นรูปร่างเหมือนแบบของจริงมากขึ้น จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นที่น่าพอใจจิตรกรสาวจึงพักมือ แล้วลุกขึ้นบิดเนื้อตัวไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยขบตามร่างกายออกไป

พิมพ์พิสุทธิ์มองเวลาในนาฬิกาข้อมือของตัวเองก็พบว่าใกล้เที่ยงแล้วจึงเดินออกจากห้องไป เพราะอีกเดี๋ยวฮานะหรือไม่ก็จารีย่าจะต้องขึ้นมาตามให้เธอลงไปทานข้าวแน่ๆ และก็เป็นดังที่คิดไว้เมื่อเธอลงบันไดมาพบฮานะเข้าพอดี หญิงสาวหัวเราะเบาๆ อย่างรู้สึกขบขันที่นางกำนัลที่นี่ช่างตรงเวลาเสียเหลือเกิน ราวกับคอยจ้องเวลาอยู่ตลอดก็ไม่ปาน จิตรกรสาวทานข้าวเที่ยงเสร็จก็ออกไปนั่งจิบชาเล่นที่ระเบียงเพื่อรับลมทะเลและชมทิวทัศน์อันงดงาม

น้ำทะเลใสๆ กับชายหาดสีขาวสะอาดตาทำให้พิมพ์พิสุทธิ์รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาดและคิดอยากจะลงไปแหวกว่ายเล่นนัก ทว่าพอนึกถึงความฝันเมื่อคืนนี้แล้วความอยากเล่นน้ำก็ลดลงทันที หญิงสาวจึงต้องสะบัดศีรษะไล่ภาพอันน่ากลัวออกไปและพยายามบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงความฝันนั้นอีก จิตรกรสาวถอนใจแรงๆ อย่างหัวเสียก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นกลับไปทำงานต่อ เพราะหากเธอมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานแล้วก็จะได้ไม่คิดถึงเรื่องนี้อีก

ทว่าพอทำงานไปได้สักพักพิมพ์พิสุทธิ์ก็รู้สึกมึนๆ หัว หนังตาก็เริ่มหย่อนจนแทบจะปิดบังดวงตาคู่งาม หญิงสาวสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุนออกไป แต่ยิ่งทำกลับรู้สึกยิ่งเป็นหนักมากขึ้นแทน

“เราเป็นอะไรไปเนี่ย ทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกง่วงนอนขึ้นมาได้ล่ะ” จิตรกรสาวพึมพำออกมาอย่างไม่เข้าใจ จริงอยู่ว่าเมื่อคืนนี้เธอนอนไม่ค่อยหลับแต่ก็ไม่น่าจะรู้สึกง่วงรุนแรงได้ถึงเพียงนี้นี่นา ร่างบางโอนเอนไปมาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเหมือนคนละเมอไปยังจุดที่เมื่อวานนี้เธอไปมาแล้ว

กล่องไม้สีดำลวดลายแกะสลักงดงามวางเด่นอยู่ในระดับสายตาของพิมพ์พิสุทธิ์ มือบางเอื้อมออกไปหยิบมันมาเปิดออกอีกครั้ง แล้วหยิบกำไลทองฝังพลอยสีแดงรอบวงออกมาจากกล่อง หญิงสาวจ้องมองมันด้วยสายตาหลงใหล ก่อนจะจับมันสวมเข้าที่ข้อมือซ้ายของตนเองซึ่งพอสวมปุ๊บก็เหมือนมีแสงสว่างวาบเข้าทิ่มตาของเธอวูบหนึ่งจนสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ กระทั่งดวงตากลับสู่สภาวะปกติอีกครั้งจิตรกรสาวก็ต้องตาโตด้วยความตกใจ เมื่อเห็นกำไลทองสวมอยู่ที่มือของตนเอง

“ไม่นะ! นี่เราทำอะไรลงไปเนี่ย ตายแล้ว ฉันต้องตายแน่ๆ เลยถ้าใครเข้ามาเห็น” พิมพ์พิสุทธิ์ร้องโวยวายเสียงสั่นด้วยความหวาดหวั่น พลางรีบดึงกำไลทองออกจากข้อมือตัวเองทว่ารูดดึงเท่าไรมันก็ไม่ยอมออกจนเธอรู้สึกเจ็บข้อมือไปหมดแล้ว “เฮ้ย! ทำไมไม่ออกล่ะ ออกสิ ออกเถอะนะกำไลจ๋า ฉันยังไม่อยากโดนตัดมือทิ้งนะ” หญิงสาวอ้อนวอนพร้อมกับลองดึงออกอีกครั้งซึ่งก็น่าแปลกมากที่มันดึงไม่ออก ทั้งที่กำไลไม่ได้คับอะไรเลยสักนิดแถมดูออกจะหลวมสำหรับข้อมือเธอด้วยซ้ำไป แต่ทำไมถึงยังดึงไม่ออกกันนะ

พิมพ์พิสุทธิ์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงและรู้สึกแสบข้อมือไปหมดแล้ว หญิงสาวนั่งมึนงงระคนท้อแท้ใจพลางคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เธอจำไม่ได้เลยว่าตัวเองเดินมาหยิบกำไลทองวงนี้ใส่แขนตั้งแต่เมื่อไรกัน เธอจำได้แค่ว่ารู้สึกง่วงมากและหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้ว ซึ่งพอมารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ากำไลอยู่ในข้อมือตัวเองเป็นที่เรียบร้อย จิตรกรสาวนั่งทุกข์ใจอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ซึ่งก็คือฮานะกับจารีย่านั่นเอง

พิมพ์พิสุทธิ์ลุกขึ้นเดินไปกดอินเตอร์คอมเรียกนางกำนัลสาวทั้งสองให้เข้ามาหาในห้อง ผ่านไปอึดใจใหญ่ทั้งคู่ก็กดกริ่งเรียกเธอจึงรีบเดินไปเปิดประตูรับ และทันทีที่บานประตูปิดสนิทหญิงสาวก็ร้องขอความช่วยเหลือทันที

“ฮานะ จารีย่า พวกคุณต้องช่วยฉันนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะขโมยมันเลยนะ แต่ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าไปหยิบมันมาใส่ได้ยังไง”

“เดี๋ยวก่อนนะคะคุณแพรว ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ แล้วค่อยๆ เล่าให้พวกเราฟังนะคะว่าเกิดอะไรขึ้น” ฮานะรีบเอ่ยขัดเมื่อไม่เข้าใจว่าหญิงสาวเป็นอะไรถึงได้ทำหน้าตาตื่นตระหนกเพียงนี้

“ใช่ค่ะ ค่อยๆ เล่าให้พวกเราฟังนะคะ” จารีย่าเห็นด้วยกับเพื่อนรัก

“คือ...” จิตรกรสาวอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนจะยกข้อมือซ้ายของตนเองให้สองสาวดู ซึ่งพอคนทั้งสองเห็นก็ยังทำหน้างงๆ อยู่แต่เพียงชั่วครู่ก็เบิกตากว้างอย่างเข้าใจอะไรมากขึ้น

“คุณ...กำไลทองนี่เป็น...” ฮานะอ้าปากค้างอย่างตกใจไม่แพ้จารีย่า พิมพ์พิสุทธิ์เห็นอาการของทั้งสองก็รีบอธิบายทันที

“พวกคุณอย่าเพิ่งเข้าใจฉันผิดนะคะ ฟังฉันอธิบายก่อน คือว่า...ฉันไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ค่ะว่าไปหยิบกำไลทองวงนี้มาใส่ได้ยังไง ฉันสาบานได้เลยค่ะว่าฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ ตอนนั้นฉันแค่รู้สึกง่วงแล้วพอรู้ตัวก็ใส่กำไลนี้เข้าไปแล้ว ฉันพยายามดึงมันออกแต่มันก็ไม่ออก ฉันก็เลยต้องเรียกพวกคุณให้มาช่วยกันดึงนี่แหละค่ะ”

ฮานะกับจารีย่ามองหน้ากันหลังจากฟังคำอธิบายจบ แล้วหันมามองสีหน้าเดือดเนื้อร้อนใจของพิมพ์พิสุทธิ์อีกครั้ง ทำเอาคนถูกมองใจหล่นวูบเพราะกลัวสองสาวจะไม่เชื่อและหาว่าเธอเป็นขโมย แต่แล้วหญิงสาวก็ถอนใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อได้ฟังคำพูดของฮานะ

“พวกเราเชื่อคุณค่ะ เพราะถ้าคุณต้องการขโมยจริงๆ คงไม่เรียกพวกเราเข้ามารับรู้เรื่องนี้ด้วยหรอกค่ะ”

“ใช่ค่ะ” จารีย่าส่งยิ้มปลอบโยนให้

“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ ที่เชื่อใจฉัน” จิตรกรสาวน้ำตาคลอด้วยความซาบซึ้งใจ จากนั้นทั้งสามคนก็ช่วยกันดึงกำไลทองออกจากข้อมือบาง ซึ่งดึงอย่างไรก็ไม่ออกจริงตามที่พิมพ์พิสุทธิ์บอกจนพวกเธอต้องหยุดดึงเนื่องจากตอนนี้ข้อมือของหญิงสาวแดงช้ำไปหมดแล้ว

“ลองวิธีนี้ดูเอาไหม ฉันว่าน่าจะได้ผลนะ” จารีย่าเสนอขึ้นมา

“วิธีอะไรเหรอ” ฮานะรีบถาม

“ก็ใช้พวกสบู่หรือเจลหล่อลื่นดูไง เอามาทาให้ข้อมือคุณแพรวลื่นๆ น่าจะหลุดออกได้ง่ายนะ”

“จริงด้วยสิ ฉันก็ลืมคิดถึงวิธีนี้ไปเลยเหมือนกัน” จิตรกรสาวร้องออกมาอย่างมีความหวัง ฮานะจึงอาสาไปเอาของที่ต้องการมาให้ นางกำนัลสาวหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมชามใส่น้ำขนาดกลางกับสบู่เหลวหนึ่งขวด

“อดทนอีกนิดนะคะ” จารีย่าบอกอย่างห่วงใยเพราะข้อมือของพิมพ์พิสุทธิ์ตอนนี้ช้ำระบมไปหมดแล้ว

“ฉันทนได้ค่ะ ขอแค่ให้กำไลวงนี้หลุดออกได้เป็นพอ” หญิงสาวกัดฟันบอกด้วยสีหน้าเหยเกเพราะเริ่มเจ็บที่ข้อมือ นางกำนัลทั้งสองช่วยกันนำสบู่เหลวมาฟอกที่ข้อมือกับกำไลทอง จนมันลื่นมากพอจึงช่วยกันดึงออกอีกครั้งแต่ผลที่ออกมาก็เป็นแบบเดิมจนรู้สึกท้อใจ

“อย่าเพิ่งท้อนะคะคุณแพรว พรุ่งนี้เราอาจถอดมันออกได้ก็ได้นะคะ” ฮานะเอ่ยปลอบเพื่อให้กำลังใจ

“แต่ถ้าคุณราซัคกลับมาเห็นเข้าก่อน ฉันคงต้องโดนตัดมือแน่ๆ เลย” จิตรกรสาวบอกเสียงสั่นเครือ ดวงตากลมโตแดงก่ำและมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ จารีย่าเห็นแล้วก็นึกสงสารจึงจับมือหญิงสาวมากุมไว้พลางพูดปลอบใจ

“อย่าเพิ่งกังวลไปเลยนะคะ ท่านชีคเป็นคนมีเหตุผล ถ้าคุณแพรวอธิบายความจริงให้ท่านฟังละก็ท่านต้องเชื่อคุณแน่ค่ะ”

“แต่ความจริงของฉันมันเหลือเชื่อมากเลยนะคะ แม้แต่ตัวฉันเองฉันยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นแบบนี้ไปได้ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับฉันกันนะ” พิมพ์พิสุทธิ์ใช้มือข้างที่ว่างอยู่ทุบพื้นด้วยความโมโห นางกำนัลทั้งสองจึงช่วยกันพูดปลอบประโลมซึ่งก็ทำให้ใจของหญิงสาวพอสงบลงได้บ้าง และก็ได้แต่ภาวนาขอให้ชีคราซัคเชื่อในคำพูดของเธอด้วยเถอะ

 

ด้านชีคราซัคพอมาถึงเมืองซิย่าแล้วก็เข้าร่วมประชุมสำคัญที่บริษัทของตนเองทันที ซึ่งบริษัทนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากบิดา เป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายเกี่ยวกับของใช้ในครัวเรือนแทบทุกอย่าง โดยที่บริษัทของเขามีส่วนแบ่งด้านการตลาดมากที่สุดถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะทุกครัวเรือนภายในประเทศล้วนใช้สินค้าของบริษัทเขาเนื่องจากมีคุณภาพและราคาไม่แพงมากนัก อีกทั้งบริษัทนี้ได้ก่อตั้งมาเกือบยี่สิบปีแล้วประชาชนจึงเคยชินกับสินค้าของบริษัทเขา จนยี่ห้ออื่นไม่สามารถล้มได้

นอกจากบริษัทด้านอุปโภคบริโภคแล้ว ชีคหนุ่มยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกมากมายในมือ เช่น ธุรกิจรถยนต์ที่เขาเป็นตัวแทนนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ ธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างทุกประเภทซึ่งธุรกิจสองอย่างนี้เขาได้รับมรดกมาจากฝั่งของมารดา

ชีคราซัคจึงหัวหมุนไม่น้อยที่ต้องดูแลธุรกิจของครอบครัวทั้งหมด ดีทว่าเขามีคนที่ไว้ใจได้คอยดูแลให้อีกทอดหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีเวลาแม้แต่จะพักผ่อนสักชั่วโมงเดียวเป็นแน่

“ผมว่าสินค้าตัวนี้ของเรามีคุณภาพมากนะ และเหมาะกับหลายๆ ประเทศที่อยู่แถบเดียวกับเราด้วย ผมว่าถ้าเราลองเอาไปขายที่ประเทศอื่นบ้างน่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก” ชีคหนุ่มให้ความเห็นเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคอย่างหนึ่งที่เป็นสินค้าขายดีของบริษัท

“ผมเห็นด้วยกับท่านชีคนะครับ เท่าที่ผมสำรวจตลาดของประเทศเพื่อนบ้านเรามา ยังไม่มีสินค้าตัวไหนที่สู้ของเราได้เลย แต่ถ้าเราจะบุกตลาดประเทศอื่นจริงๆ ผมว่าเราคงต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ ให้มากกว่านี้อีกสักนิดนะครับ” คณะกรรมการคนหนึ่งเอ่ยแสดงความคิดเห็นออกมา ชีคราซัคฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ใช่ พวกเราต้องสำรวจตลาดให้รอบคอบมากกว่านี้ พวกคุณไปจัดการประเมินมาก็แล้วกัน เอาให้หมดทุกด้านเลยนะ แล้วเรามาประชุมกันอีกทีว่าจะเอายังไงต่อไป”

คณะกรรมการบริษัททุกคนตอบรับ ก่อนจะคุยกันต่อถึงหัวข้อถัดไป ชีคหนุ่มอยู่ร่วมประชุมด้วยเกือบสามชั่วโมงจนการประชุมจบสิ้นลง จากนั้นเขาก็เข้าห้องทำงานเพื่อเซ็นเอกสารต่างๆ จนเรียบร้อยก็เดินทางออกจากบริษัทไปที่กระทรวงกลาโหมทันที แต่ระหว่างทางได้แวะพักทานอาหารมื้อเที่ยงก่อนทว่าเป็นในเวลาบ่ายสองเข้าไปแล้ว

“มาแล้วหรือท่านชีคราซัค” เสนาบดีคาฟฟาห์ลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ชีคราซัคเดินเข้าไปทำความเคารพอีกฝ่ายตามตำแหน่งและความอาวุโสกว่า จากนั้นเสนาบดีกลาโหมก็ส่งเอกสารรายการสั่งซื้อของให้ซึ่งชีคหนุ่มก็รับมาดูอย่างตั้งใจ “ท่านตรวจสอบตามสบายเลยนะ รายการไหนที่ไม่ตรงกันก็แก้ไขได้เลย ผมจะให้คนไปจัดการพิมพ์มาให้ใหม่”

“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับแล้วเดินไปนั่งอ่านรายการสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ก่อนจะเซ็นชื่อตรงคำสั่งซื้อลงไปแล้วส่งให้เสนาบดีคาฟฟาห์จัดการอีกต่อหนึ่ง

“ท่านคงเหนื่อยแย่สินะ รับผิดชอบธุรกิจของตัวเองแล้วยังต้องมาดูแลกองทัพอีก” เสนาบดีกลาโหมเอ่ยอย่างเห็นใจเมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของอีกฝ่าย ชีคราซัคถอนใจพลางยิ้มให้เล็กน้อยก่อนตอบเสียงเนือยๆ

“ทำอย่างไรได้ล่ะ มันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบ”

“แล้วท่านจะทนแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน”

“ไม่นานหรอก” ชีคหนุ่มสบตากับเสนาบดีกลาโหมที่ทำสีหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินคำตอบของเขา

“ท่านหมายความว่าอย่างไร ท่านจะลาออกงั้นรึ” พูดไปแล้วก็รู้สึกใจหายหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะบอกตามตรงว่าเขาไม่อยากให้ชีคหนุ่มผู้นี้ออกจากตำแหน่งไปเลย คนเก่งที่มีความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองแบบนี้เขาอยากให้อยู่ทำงานเพื่อประเทศชาติไปนานๆ ทว่าถ้าอีกฝ่ายตัดสินใจแล้วเขาก็ต้องเคารพการตัดสินใจนั้น แต่เพียงขอว่าอย่าให้เร็วนักเลย เสนาบดีคาฟฟาห์ยอมรับเลยว่าตั้งแต่ชีคราซัคเข้ามารับตำแหน่งนั้นกองทัพเข้มแข็งขึ้นมาก ทหารทุกคนล้วนมีความสุขและยอมถวายชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ชีคหนุ่มมีวิธีปลุกใจและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหาร จนสามารถสร้างความสามัคคีได้ทุกหมู่เหล่า ทหารทุกคนจึงยกย่องและเชื่อฟังคำสั่งของชายหนุ่มเป็นอย่างดี เลยทำให้มีข่าวลือผิดๆ ที่จ้องจะทำลายชีคราซัคออกมา ว่าอีกฝ่ายอาจคิดก่อการกบฏขึ้นในวันใดวันหนึ่งได้เพราะเขามีกองทัพอยู่ในมือ

“ใช่ แต่ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอกท่าน”

“ผมบอกตรงๆ นะว่าผมเสียดายมากถ้าท่านจะลาออกจริง เพราะในสายตาผมไม่มีใครคุมกองทัพได้ดีเท่านั้นอีกแล้ว”

“ไม่ใช่ว่าไม่มี เพียงแต่ท่านยังมองไม่เห็นต่างหากล่ะ” ชีคหนุ่มบอกยิ้มๆ เสนาบดีคาฟฟาห์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนถามอย่างสนใจ

“แล้วท่านล่ะ เห็นหรือยัง”

“เห็นแล้วและมั่นใจว่าดูคนไม่ผิด เพียงแต่เราต้องให้โอกาสเขาได้แสดงฝีมือและคอยสนับสนุนเขาทางเบื้องหลังด้วย”

“ใครหรือท่าน”

“พลโทฟารัส” ชีคราซัคเอ่ยถึงพลโทหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ที่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์และบ้านเมืองเป็นอย่างมาก แถมยังมีความสนิทสนมกับชีคหนุ่มพอสมควรเนื่องจากมีนิสัยคล้ายๆ กัน ชายหนุ่มจึงคิดว่าฟารัสน่าจะขึ้นแทนตำแหน่งเขาได้ไม่ยากนัก เพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลาและการผลักดันเท่านั้น

“ท่านฟารัสอย่างนั้นหรือ” เสนาบดีคาฟฟาห์เลิกคิ้วสูงก่อนจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะนายทหารหนุ่มผู้นี้มีความเก่งกล้าและซื่อสัตย์ไม่แพ้ชีคราซัคทีเดียว

“ใช่ ผมว่าฟารัสจะมีอนาคตก้าวไกลและขึ้นมาแทนตำแหน่งผมได้หากเขาได้รับการสนับสนุนจากท่านและผม”

“แน่นอน ถ้าท่านต้องการเช่นนั้น”

สองหนุ่มต่างวัยสบตากันด้วยความเข้าใจ เพราะมีปรารถนาเดียวกันที่จะสร้างบุคคลที่มีความสามารถและซื่อสัตย์สุจริตให้มีอนาคตที่ก้าวไกลเพื่อมาช่วยกันดูแลบ้านเมืองให้มั่นคงต่อไป คนทั้งคู่นั่งคุยงานกันอยู่พักใหญ่จนกระทั่งบุคคลที่พวกเขาพูดถึงนั้นเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ท่านเสนาบดี ท่านชีค” พลโทฟารัสทำความเคารพทั้งสอง แล้วเอ่ยรายงานเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ให้ทราบทันที “เกิดเหตุร้ายขึ้นที่จุดตรวจที่หกครับ กองทหารของเราเข้าปะทะกับกลุ่มโจรทะเลทรายจนได้รับบาดเจ็บหลายนายครับ”

“แล้วพวกโจรล่ะ” ชีคหนุ่มถามเสียงเข้มพลางผุดลุกขึ้นยืน

“เห็นว่าหนีเข้าไปในทะเลทรายแล้ว ตอนนี้พวกเรากำลังตามไล่ล่ามันอยู่ครับ ทางนั้นก็เลยขอกำลังพลให้ไปช่วยด้วยจำนวนหนึ่งครับ”

“อนุมัติไป ฟารัสคุณไปที่นั่นกับผมด้วย” สั่งเสร็จชีคราซัคก็เดินลิ่วๆ ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ความตั้งใจเดิมที่จะเดินทางกลับยาร์เซรูเลยเป็นอันต้องยกเลิกไปเมื่อมีเรื่องสำคัญให้ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน

“ครับท่านชีค” พลโทหนุ่มรับคำเสียงหนักแน่น จากนั้นก็รีบเดินตามผู้บังคับบัญชาออกไปจากห้องทันที อาเจฟที่ยืนรออยู่บริเวณหน้าห้องพอเห็นเจ้านายตัวเองเดินออกมาหน้าเครียดก็รีบรุดเข้าไปหา แล้วเดินตามไปเงียบๆ โดยไม่ซักถามอะไร เพราะเขาพร้อมที่จะติดตามไปคุ้มครองท่านชีคของเขาทุกที่อยู่แล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

3 ความคิดเห็น