ตอนที่ 6 : บทที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    13 ต.ค. 61

เช้าวันรุ่งขึ้นพิมพ์พิสุทธิ์ต้องนั่งทานอาหารเพียงลำพัง เมื่อทราบจากฮานะว่าชีคราซัคกับอาเจฟกลับเมืองซิย่าไปตั้งแต่เช้ามืดแล้วเนื่องจากมีงานสำคัญต้องไปจัดการ หญิงสาวพยักหน้ารับรู้และนั่งทานอาหารต่อจนอิ่มหนำก็ลุกขึ้นเตรียมตัวทำงานเป็นวันแรกอย่างที่ตั้งใจไว้ เธอเดินขึ้นชั้นสองไปที่ห้องเก็บสมบัติซึ่งพอไปถึงหน้าประตูห้องก็เพิ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

“ตายจริง แล้วคุณราซัคไม่อยู่แบบนี้ฉันจะเข้าห้องไปทำงานยังไงล่ะฮานะ”

นางกำนัลสาวส่งยิ้มให้พลางยื่นดอกกุญแจโบราณสีทองให้เธอ

“นี่ค่ะ ท่านชีคฝากดอกกุญแจกับรหัสให้คุณแพรวไว้แล้วค่ะ”

“อ้อ...แล้วรหัสอะไรล่ะ”

“สองเจ็ดศูนย์แปดค่ะ”

พิมพ์พิสุทธิ์พยักหน้ารับแล้วจัดการไขกุญแจและกดรหัสตามที่นางกำนัลสาวบอก ซึ่งบานประตูไม้หนาหนักก็เปิดออกได้อย่างง่ายดาย หญิงสาวเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วหันมายิ้มให้ฮานะที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่หน้าห้อง

“ถ้าคุณต้องการอะไรกดอินเตอร์คอมที่หมายเลขหนึ่งได้เลยนะคะ”

“ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ตอบรับแล้วปิดประตูตามหลัง ซึ่งทันทีที่เธอปิดสนิทประตูก็จะจัดการล็อกเองโดยอัตโนมัติ หญิงสาวเดินไปหยิบแจกันโบราณที่ทำจากทองคำแท้ที่เธอตั้งเรียงเอาไว้อยู่บนโต๊ะใหญ่เมื่อวานนี้ แล้วเดินเอาไปตั้งไว้ที่โต๊ะทรงกลมตัวเล็กๆ ตรงหน้ากระดานวาดภาพที่ตั้งอยู่บนขาตั้งเอาไว้

จิตรกรสาวนั่งตั้งสมาธิอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มลงมือร่างภาพแจกันอย่างคล่องแคล่ว วันนี้ทั้งวันพิมพ์พิสุทธิ์ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องสมบัติ จะออกมาก็ต่อเมื่อได้เวลาทานอาหารแล้วเท่านั้น เธอนั่งวาดภาพจวบจนกระทั่งดึกดื่นก็รามือแล้วไปนอนพักผ่อน ก่อนจะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่และเริ่มลงมือทำงานต่ออย่างตั้งใจ

สองวันผ่านมาแล้วที่หญิงสาวเอาแต่ขลุกตัวทำงานอยู่ในห้องสมบัติทั้งวัน โดยไร้เงาของชีคราซัคมาตรวจงานเหมือนอย่างที่เขาเคยสั่งเอาไว้ จิตรกรสาวไม่อยากปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์จึงวาดภาพรอชายหนุ่มไปเรื่อยๆ จนได้ผลงานมาถึงหกชิ้นด้วยกัน พิมพ์พิสุทธิ์วางดินสอลงด้วยอาการเซ็งๆ ที่ชีคหนุ่มยังไม่กลับมาตรวจงานเสียที หรือบางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจปล่อยให้เธอทำงานสบายๆ ไปตามลำพังแล้วค่อยกลับมาตรวจงานทีเดียวก็เป็นได้ พอคิดแบบนี้แล้วจิตรกรสาวก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าที่รู้สึกเช่นนี้เพราะห่วงงานเพียงอย่างเดียวหรือว่าอยากเจอหน้านายจ้างด้วยกันแน่

หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มแล้วจัดการรินน้ำชาหอมๆ จากกากระเบื้องเคลือบสวยใส่ถ้วยเล็กๆ มาดื่มดับกระหาย ก่อนจะตักขนมเค้กรสช็อกโกแลตขึ้นกินไปด้วยหลายคำ ของว่างเหล่านี้ฮานะกับจารีย่าเป็นคนยกมาให้เธอที่ห้อง ทั้งสองคนต่างดูแลเอาใจใส่ต่อเธอเป็นอย่างดีจนเธอรู้สึกซาบซึ้งใจ และไม่รู้สึกหงอยเหงาที่ต้องจากบ้านมาไกลเลยสักนิดเดียว เพราะนางกำนัลทั้งสองเป็นเพื่อนคุยแก้เหงาที่ดี

เมื่อนั่งพักจนอารมณ์ดีขึ้นมากแล้วพิมพ์พิสุทธิ์ก็กลับมานั่งทำงานต่อ ซึ่งคราวนี้สิ่งของที่เป็นแบบให้วาดคือชามกระเบื้องเคลือบใบใหญ่ที่มีลวดลายงดงามอ่อนช้อยยิ่งนัก เธอจึงต้องใจเย็นและแกะรายละเอียดต่างๆ ให้เหมือนที่สุดก่อนที่จะทำการลงสีให้เสมือนจริงต่อไป

ขณะที่หญิงสาวตั้งใจทำงานชิ้นต่อไปอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีแสงสะท้อนวาบเข้ามาตรงหางตาของเธอ จิตรกรสาวจึงหยุดชะงักแล้วหันกลับไปมองยังทิศทางของแสง พิมพ์พิสุทธิ์ตัดสินใจวางงานในมือลงอีกครั้งพลางลุกขึ้นเดินตรงไปยังจุดที่มีแสงสะท้อนเล็กๆ อยู่ ซึ่งพอเดินเข้าไปถึงเธอก็พบว่าแสงนั้นมาจากกล่องไม้ที่แกะสลักลวดลายวิจิตรทำเอาเธองุนงงไปเลยทีเดียวว่ากล่องไม้ใบนี้สะท้อนแสงออกมาได้อย่างไรกัน

หญิงสาวยกกล่องชูขึ้นพร้อมกับเพ่งสายตามองดูรอบๆ กล่องเพื่อหาวัตถุที่ทำให้เกิดแสงสะท้อนได้แต่ก็ไม่พบอะไรเลย เธอมองของในมือด้วยความสงสัยก่อนดวงตาคู่งามจะเริ่มดูเลื่อนลอยขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จากนั้นมือบางก็เปิดฝากล่องออกแล้วดวงตากลมโตก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นกำไลทองฝังพลอยสีแดงรอบวงวางอยู่ในนั้น เมื่อวานก่อนที่ทำการสำรวจข้าวของในห้องนี้ เธอเห็นกล่องไม้ใบนี้เหมือนกันทว่าไม่ได้เปิดมันออกดูจึงไม่ได้เห็นกำไลทองที่งดงามเช่นนี้

พิมพ์พิสุทธิ์วางกล่องไม้ลงที่เดิมพลางจ้องกำไลทองอย่างหลงใหล แต่แล้วจู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาก่อนจะรีบยกมือขึ้นอุดจมูกของตัวเองไว้เมื่อมีเลือดกำเดาไหลออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ทว่าก็ไม่ทันการณ์เสียแล้วเพราะเลือดกำเดาของเธอหยดใส่กำไลทองเป็นที่เรียบร้อย จิตรกรสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ จากนั้นก็รีบวิ่งไปที่โต๊ะแล้วหยิบกระดาษทิชชู่ออกมาสองสามแผ่น แผ่นหนึ่งเธอใช้อุดรูจมูกของตัวเองไว้ ส่วนที่เหลือเธอรีบนำไปเช็ดที่กำไลทองอย่างรวดเร็ว

“ตายแล้วๆ ซวยอะไรอย่างนี้นะ เกิดกำไลทองเสียหายไปฉันได้ใช้หนีหัวโตแน่เลย” พิมพ์พิสุทธิ์หยิบกำไลออกมาเช็ดถูมือสั่นด้วยความกลัว ก่อนจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเช็ดคราบเลือดหมดแล้ว และไม่มีร่องรอยสึกหรอแต่อย่างใด “เฮ้อ...โล่งอกไปที” หญิงสาวถอนใจออกมาอีกครั้งแล้ววางกำไลลงกลับสู่ที่เดิม เธอดึงเอากระดาษทิชชู่ที่อุดจมูกไว้อยู่ออกก็พบว่าเลือดกำเดาหยุดไหลแล้ว อาการปวดหัวที่มีก็หายเป็นปลิดทิ้งจนน่าประหลาดใจ

พิมพ์พิสุทธิ์มองกำไลในกล่องอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้หญิงสาวรู้สึกว่ากำไลทองส่องแสงเป็นประกายจนแสบตาและดูงดงามจับตามากกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก เธอจึงอดหยิบมันออกมาจากกล่องแล้วลูบไล้เบาๆ อย่างทะนุถนอมไม่ได้ จากนั้นความคิดอย่างหนึ่งก็ผุดเข้ามาในหัว

ใส่มันสิ!

หญิงสาวมองกำไลทองในมือด้วยความลังเลใจ แต่ความคิดนี้ก็วนเวียนสั่งเธออยู่ในหัวจนเธอเริ่มคล้อยตามและกำลังจะใส่มันที่ข้อมือของตัวเอง หากไม่มีเสียงกระแอมดังๆ ดังขึ้นที่ด้านหลังซะก่อน จิตรกรสาวตกใจจนเกือบทำกำไลทองหลุดมือ ดีทว่าเธอจับไว้แน่นพอสมควรเลยรอดตัวไปได้ เธอหันหลังกลับไปมองแล้วก็ต้องตกใจซ้ำสองเมื่อเห็นว่าใครที่เป็นคนกระแอมขึ้นมา

คุณราซัค! เข้ามาเมื่อไรกันนะ ทำไมเราไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย แล้วเขาเปิดประตูเข้ามาได้ยังไงกัน พิมพ์พิสุทธิ์คิดอยู่ในใจและเผลอพลั้งปากถามออกไปอย่างที่นึกสงสัย

“คุณเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไงกันคะ ในเมื่อคุณให้กุญแจกับฉันไว้แล้ว”

ชีคราซัคที่เพิ่งกลับมาจากซิย่าไม่ตอบแต่ชูดอกกุญแจสีทองโบราณให้เธอดู หญิงสาวจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าเขามีสำรองไว้อีกดอกหนึ่งกับตัว จิตรกรสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะหน้าเสียเล็กน้อยด้วยความกลัวเมื่อเห็นชายหนุ่มมองกำไลทองในมือของเธอ จึงรีบปฏิเสธเสียงละล่ำละลักเนื่องจากกลัวเขาเข้าใจผิด

“ฉันไม่ได้คิดจะขโมยนะคะ”

ชีคหนุ่มเลิกคิ้วสูงแล้วหัวเราะขำออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ใบหน้าคมสันส่ายเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมา

“ผมยังไม่ได้ว่าอะไรคุณสักคำเลยนะ”

พิมพ์พิสุทธิ์หน้าเจื่อนไปเพราะเหมือนเธอร้อนตัวไปเอง เธอหลบตาเขาแล้วหันไปวางกำไลทองลงไว้ในกล่องตามเดิม ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับนายจ้างหนุ่มใหม่อีกครั้งโดยไม่พูดอะไร ชีคราซัคเลยต้องเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนด้วยรอยยิ้มที่ยังขบขันอยู่ไม่หาย

“คุณเป็นยังไงบ้าง”

“ฉันสบายดีค่ะ ส่วนงานก็เป็นไปอย่างราบรื่นดี จริงสิ ฉันมีงานอยากให้คุณตรวจดูด้วยค่ะ” หญิงสาวรีบบอกเมื่อนึกขึ้นได้จึงเดินผ่านเขาไปยังจุดที่เก็บภาพไว้ แล้วหยิบขึ้นมาส่งให้ชายหนุ่มดูทั้งหมด ชีคหนุ่มพิจารณาภาพที่วาดเสร็จแล้วในมืออย่างทึ่งๆ ระคนพอใจพลางถามออกมาขณะที่สายตาก็ดูเช็กภาพไปด้วย

“คุณนี่วาดภาพได้ไวนะ เวลาแค่สองวันแต่คุณวาดไปแล้วตั้งหกภาพแน่ะ”

“ความจริงไม่ไวหรอกค่ะ แต่ฉันเลือกวาดของที่ง่ายๆ ก่อนจำพวกของที่มีลวดลายน้อยๆ น่ะค่ะ แต่ถ้าเป็นพวกของที่แกะสลักมีลวดลายมากๆ ฉันต้องใช้เวลาวาดหลายวันเลยล่ะค่ะ”

“ภาพที่คุณวาดนี่สวยมากนะ ดูใส่ใจรายละเอียดดีมากๆ เลยและก็เหมือนของจริงมากที่สุด ผมชอบมาก ผมดีใจที่เลือกไม่ผิด” ชีคราซัคส่งยิ้มกว้างให้อย่างชื่นชมจากใจ ทำเอาคนได้รับรอยยิ้มถึงกับหัวใจพองโตอย่างมีความสุขก่อนจะยิ้มรับน้อยๆ ด้วยความขัดเขิน

“ขอบคุณค่ะ เป็นเพราะคุณให้โอกาสฉันได้มาทำงานนี้ ฉันถึงได้มีโอกาสแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่”

ชีคหนุ่มมองดวงหน้านวลใสด้วยสายตาที่อ่อนโยน อย่างที่ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนมาก่อนนอกจากคนในครอบครัวและบรรดาญาติๆ พิมพ์พิสุทธิ์เห็นแล้วก็ใจเต้นแรงแต่พยายามวางสีหน้าให้ดูเรียบเฉยเข้าไว้ เพื่อปกปิดความรู้สึกของตนเอง เธอจึงไม่รู้เลยว่ายิ่งเธอทำตัวเฉยเมยมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ชีคราซัคสนใจในตัวเธอมากขึ้นเท่านั้น

“ผลงานของคุณทุกชิ้นผมพอใจทั้งหมด เดี๋ยวผมจะให้คนของผมเอาภาพพวกนี้ไปใส่กรอบไว้ก่อน แล้วค่อยทยอยเอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ภายหลัง”

“ค่ะ เอ่อ...คุณราซัคคะ พิพิธภัณฑ์ของคุณอยู่ที่ไหนเหรอคะ” เธอสอบถามอย่างสนใจเพราะคิดว่าวันหยุดจะลองไปตระเวนดูไว้ก่อน

“อยู่ที่ซิย่า คุณถามทำไม สนใจอยากจะไปดูเหรอ”

“ค่ะ คือ...ฉันอยากเห็นผลงานของฉันจัดแสดงให้ทุกคนดูน่ะค่ะ เพราะมันคือความใฝ่ฝันของฉันเลย” เธอตอบด้วยท่าทีเก้อเขิน เขาจึงยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู น้ำเสียงที่ใช้พูดก็อ่อนโยนลง

“ตอนนี้พิพิธภัณฑ์ของผมยังไม่เปิดให้เข้าชมหรอกเพราะภาพวาดยังไม่เสร็จ แต่คุณไม่ต้องห่วงนะ ถ้าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเมื่อไรผมสัญญาว่าคุณจะได้เข้าชมเป็นคนแรก”

“จริงๆ นะคะ”

“จริงสิ ผมไม่เคยผิดสัญญากับใคร” ชายหนุ่มยืนยันเสียงหนักแน่น หญิงสาวสบกับดวงตาคมกริบแล้วยิ้มกว้างสดใสให้เขาพร้อมกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ ทั้งสองมองตากันด้วยความรู้สึกดีๆ ที่เพิ่มพูนมากขึ้นในใจ ก่อนชีคราซัคจะเอ่ยชวนให้ออกไปทานอาหารเย็นด้วยกัน ซึ่งเธอก็รีบตอบรับอย่างรู้สึกหิวขึ้นมาทันที

 

เส้นผมสีทองยาวสลวยของหญิงสาวร่างบางในชุดอาบาย่าสีขาวบริสุทธิ์ ดึงดูดสายตาของพิมพ์พิสุทธิ์ที่กำลังยืนรับลมทะเลในยามเย็นให้หันไปมองได้ และกว่าที่หญิงสาวจะรู้ตัวก็พบว่าตัวเองเดินไปหยุดยืนอยู่เบื้องหลังของผู้หญิงคนนั้นเสียแล้ว คิ้วเรียวบางขมวดมุ่นเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังมาจากอีกฝ่าย เธอยืนมองด้วยความลังเลใจก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามออกไป

“คุณคะ คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

หญิงสาวที่ยืนร้องไห้จนไหล่สั่นสะท้านหยุดร่ำไห้ แล้วค่อยๆ หันร่างมาเผชิญหน้ากับพิมพ์พิสุทธิ์ ซึ่งพอเธอเห็นใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของอีกฝ่ายแล้วก็เผลออุทานออกมาด้วยความตกตะลึง

ว้าว! สวยจัง อย่างกับตุ๊กตาเลย

จิตรกรสาวคิดในใจพลางมองดวงหน้างดงามที่เปื้อนน้ำตาอย่างชื่นชม ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้อยู่เธอจึงส่งยิ้มปลอบโยนไปให้พร้อมกับเอ่ยถามอีกครั้ง

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ มีเรื่องอะไรที่ฉันพอจะช่วยคุณได้บ้างไหมคะ”

หญิงงามผู้มีผมสีทองไม่พูดแต่จ้องมองพิมพ์พิสุทธิ์นิ่ง แล้วน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลรินออกมาอีกครั้งพร้อมกับร่างที่เริ่มสั่นเทิ้มไปด้วย หญิงสาวมองด้วยความเป็นห่วงแต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นน้ำตาของอีกฝ่ายเริ่มออกสีขุ่นๆ จนกระทั่งกลายเป็นสีแดงเข้มเหมือนสีของเลือดไม่มีผิด

คุณ...กรี๊ด!!

พิมพ์พิสุทธิ์กรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความหวาดกลัว แต่ในความเป็นจริงแล้วเสียงที่ร้องออกมานั้นแผ่วเบานัก ก่อนร่างบางในชุดนอนสีหวานจะลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยอาการหอบหายใจแรง ดวงหน้านวลที่มีแววตื่นตระหนกมีหยาดเหงื่อไหลซึมไปทั่ว ดวงตาที่ฉายแววหวาดหวั่นกวาดตามองไปรอบตัวพลางรีบเอื้อมมือไปกดเปิดโคมไฟข้างหัวเตียงเพื่อหาแสงสว่างให้อุ่นใจ จากนั้นก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอกเมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น

“เฮ้อ...เราแค่ฝันไปเท่านั้น แต่ทำไมมันน่ากลัวชะมัดเลยล่ะ” เธอพึมพำเสียงแหบ รู้สึกลำคอแห้งผากขึ้นมาจึงลุกขึ้นเดินไปรินน้ำเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งฮานะนำขึ้นมาวางไว้ให้ตั้งแต่หัวค่ำแล้วขึ้นดื่มดับกระหาย ขณะดื่มน้ำนั้นเธอก็ยังไม่วายกวาดตามองไปทั่วห้องด้วย เนื่องจากภาพหลอนในฝันยังติดตาอยู่ไม่หายเลยอดหวาดกลัวไม่ได้ พอดื่มน้ำจนชุ่มคอแล้วหญิงสาวก็รีบวิ่งไปขึ้นเตียงก่อนคว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงทันที

พิมพ์พิสุทธิ์นอนตัวแข็งอยู่แบบนั้นโดยที่ไม่คิดปิดโคมไฟข้างหัวเตียง และไม่คิดที่จะเปิดผ้าห่มโผล่หน้าออกมาสักนิดเดียว แถมยังเก็บชายผ้าห่มทุกด้านเอาไว้ใต้ลำตัวอีกต่างหากจนดูเหมือนมัมมี่ไม่มีผิด แม้จะรู้สึกอึดอัดเพราะนอนไม่สบายตัวก็ตามทว่าเธอก็ฝืนทนอยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมงๆ ก่อนจะผล็อยหลับไปเมื่อตอนใกล้รุ่งสาง

ดังนั้นเช้านี้หญิงสาวจึงตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าอิดโรย ชีคราซัคเห็นเข้าก็อดทักไม่ได้เมื่อลงมารับประทานอาหารเช้าด้วยกัน

“เป็นอะไรหรือเปล่า ดูสีหน้าคุณเพลียๆ นะ นอนไม่หลับหรือ”

“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ

“ทำไมถึงนอนไม่หลับล่ะ” เขาถามด้วยน้ำเสียงอาทร เธอรวบช้อนแล้วนั่งมองหน้าชีคหนุ่มเขม็งพลางเล่าถึงความฝันให้เขาฟัง

“ฉันฝันร้ายค่ะ ในฝันมันน่ากลัวมากเลยจนฉันไม่กล้านอนเลยค่ะ”

“คุณฝันว่าอะไร” ชีคราซัคถามอย่างสนใจและตั้งใจฟังสิ่งที่เธอเล่า พอฟังจบชายหนุ่มก็ส่งยิ้มปลอบโยนให้พลางบอกเสียงนุ่ม “อย่าไปคิดถึงมันอีกเลย มันก็แค่ความฝันเท่านั้น”

“แต่มันเหมือนจริงมากๆ เลยนะคะ ภาพที่ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้เป็นเลือดออกมาฉันยังจำได้ติดตาอยู่เลย” พิมพ์พิสุทธิ์บอกด้วยความรู้สึกหดหู่ใจอย่างประหลาด ผู้หญิงในฝันของเธอต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานมากแน่ๆ ถึงได้ร้องไห้ออกมาจนน้ำตาเป็นสายเลือดแบบนั้น และดูจากสีผมกับหน้าตาแล้วเหมือนจะไม่ใช่คนที่นี่เลย เพราะดูเหมือนพวกฝรั่งตะวันตกเสียมากกว่า หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ในใจเนื่องจากจดจำรายละเอียดของคนในฝันได้อย่างแม่นยำราวกับมันถูกฝังอยู่ในความทรงจำของเธอมาเนิ่นนาน

“ยิ่งคุณคิดถึงมันคุณก็ยิ่งจดจำแล้วก็กลัว ถ้าคุณไม่อยากกลัวคุณต้องเลิกคิดได้แล้ว” เขาทำเสียงดุอย่างไม่จริงจังนัก

“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยแล้วเริ่มลงมือทานข้าวอีกครั้ง ชีคราซัคมองสีหน้าอิดโรยของจิตรกรสาวด้วยความเป็นห่วงจึงเอ่ยออกมาอีก

“ถ้าคุณง่วงมากก็หยุดทำงานแล้วนอนพักผ่อนเถอะนะ ไม่ต้องฝืนทำหรอก”

“ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์รับคำเสียงเนือยๆ พลางยิ้มให้อย่างขอบคุณกับความเอื้ออาทรที่เขามีให้ ก่อนจะนึกถึงงานขึ้นมาได้จึงรีบบอก “คุณราซัคคะ คุณจะตรวจงานชิ้นใหม่เลยไหมคะ ฉันเพิ่งทำเสร็จเมื่อคืนนี้เองค่ะ”

“เอาไว้ก่อนเถอะ เพราะเดี๋ยวทานข้าวเสร็จผมต้องออกเดินทางแล้ว เอาไว้ผมกลับมาเมื่อไรผมจะดูให้แล้วกันนะ” ชีคหนุ่มปฏิเสธเพราะเช้านี้เขาต้องเดินทางกลับซิย่าโดยด่วนเนื่องจากมีงานสำคัญรออยู่

“แล้วคุณจะกลับมาเมื่อไรเหรอคะ” ด้วยความอยากรู้หญิงสาวจึงถามโดยไม่ได้คิดอะไร แต่คนถูกถามนั้นชะงักงันไปหลายวินาทีด้วยไม่มีใครถามเขาแบบนี้มานานแล้วหลังจากสิ้นบิดามารดาไป อาการมองนิ่งๆ ของชายหนุ่มทำเอาพิมพ์พิสุทธิ์รู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไปจึงรีบเอ่ยขอโทษออกมา “เอ่อ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคุณเลยนะคะ”

“ไม่เป็นไร ผมไม่ได้โกรธคุณหรอก” ชีคราซัคยิ้มอ่อนโยนให้ ชายหนุ่มไม่ได้โกรธหญิงสาวจริงๆ เพียงแต่แค่รู้สึกแปลกเล็กน้อยที่ถูกถามเช่นนี้จากผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานเท่านั้นเอง “ผมเองก็ตอบไม่ได้หรอกว่าจะกลับมาเมื่อไร แต่ถ้างานทางโน้นเสร็จไวผมจะรีบกลับมาหาคุณทันทีเลยก็แล้วกัน”

คำพูดประโยคท้ายของชีคหนุ่มเรียกจุดแดงๆ บนแก้มนวลได้ในทันที หญิงสาวอมยิ้มบางๆ ด้วยความรู้สึกขัดเขินก่อนจะแสร้งทำเป็นตักอาหารกินเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตนเอง ชีคราซัคมองปฏิกิริยาของเธอแล้วก็อมยิ้มจนแก้มตุ๋ยออกมาด้วยความดีใจที่สามารถทำให้เธอรู้สึกเขินอายได้ นั่นก็ย่อมหมายความว่าเสน่ห์ของเขาต่อผู้หญิงยังคงใช้การได้ดีเหมือนเดิม เพียงแต่สำหรับผู้หญิงตรงหน้านี้อาจต้องใช้เวลานานหน่อยซึ่งเขาก็ยินดีที่จะลองพิสูจน์ดู

ทุกคำพูดและทุกกิริยาที่หนุ่มสาวแสดงออกต่อกันนั้นตกอยู่ในสายตาของอาเจฟทุกอย่าง แต่ดูเหมือนคนทั้งคู่จะลืมไปแล้วว่ามีเขานั่งทานข้าวอยู่ด้วยอีกคน องครักษ์หนุ่มอมยิ้มน้อยๆ ด้วยความขบขันท่านชีคของตนเองที่ลงทุนถึงขนาดทนนั่งเครื่องบินไปกลับระหว่างซิย่ากับยาร์เซรูบ่อยๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความจริงหากที่ซิย่ามีงานรออยู่ในวันรุ่งขึ้นท่านชีคของเขาไม่มีทางเดินทางมาที่นี่ให้เหนื่อยอย่างแน่นอน เพิ่งจะมีก็ครั้งนี้แหละที่ยอมเดินทางไปมาเป็นว่าเล่นทำเอานักบินและทุกๆ คนที่ทำงานด้วยรู้สึกแปลกใจไปตามๆ กัน

แต่สำหรับอาเจฟไม่แปลกใจสักนิดเดียว เพราะต้นเหตุที่ทำให้ท่านชีคของเขาทำอะไรผิดแปลกไปจากเดิมนั้นกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขานี่เอง ผู้หญิงชาวไทยที่เริ่มเข้ามาปั่นป่วนชีวิตของท่านชีคให้วุ่นวายมากขึ้นกว่าเดิม แต่เป็นการวุ่นวายที่ชีคราซัคดูจะเต็มใจรับเสียด้วยสิ องครักษ์หนุ่มคิดในใจอย่างขบขันพลางนั่งทานข้าวไปเงียบๆ ไม่พูดอะไรออกมาขัดจังหวะสักคำเดียว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

3 ความคิดเห็น