ตอนที่ 5 : บทที่ 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    13 ต.ค. 61

อาหารมื้อเช้าสำหรับพิมพ์พิสุทธิ์ผ่านไปได้อย่างราบรื่น แม้จะรู้สึกเกร็งไปบ้างเนื่องจากต้องมานั่งทานกับนายจ้างที่สูงศักดิ์ซึ่งมีดวงตาคมกริบคอยทำให้หัวใจเธอปั่นป่วน แต่หญิงสาวก็พยายามควบคุมความประหม่าเอาไว้ด้วยกิริยานิ่งสุขุมสุดความสามารถ ระหว่างที่นั่งทานกันนั้นเธอถูกชีคหนุ่มซักถามถึงประวัติส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเขาจะแนะนำถึงเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แบบง่ายๆ ให้เธอได้เข้าใจ รวมถึงเล่าถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของที่นี่ด้วย โดยไม่มีการคุยกันถึงเรื่องงานเลยสักคำ

พิมพ์พิสุทธิ์เกิดความประทับใจในตัวชีคราซัคเพิ่มขึ้น เขาดูไม่หยิ่งและถือยศถือศักดิ์อย่างที่เธอนึกกลัวเลยสักนิด แถมเขายังแนะนำถึงสิ่งต่างๆ ให้เธออย่างใจดีจนเธอนึกขอบคุณเขาอยู่ในใจ ส่วนอาเจฟนั้นเธอเคยได้คุยกับเขาทางโทรศัพท์มาบ้างก่อนมาที่นี่ ชายหนุ่มเป็นคนพูดน้อยและนิ่งเงียบเหมือนอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด เพราะตอนที่เธอคุยกับเขานั้น เขาจะพูดเป็นการเป็นงาน พอจบปุ๊บก็ตัดบทเลยไม่มีการพูดเล่นให้คู่สนทนาผ่อนคลายเลยสักนิดเดียว แต่นั่นอาจสำหรับคนอื่นเพราะเท่าที่เธอสังเกตดู องครักษ์หนุ่มคนนี้จะพูดมากเป็นพิเศษเวลาคุยกับเจ้านายของตนเอง

เมื่อทานอาหารจนอิ่มหนำสำราญใจกันดีแล้ว ชีคราซัคก็พาพิมพ์พิสุทธิ์ขึ้นไปยังชั้นสอง เขาพาเธอมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องๆ หนึ่งซึ่งเป็นห้องที่อยู่ใกล้กับห้องนอนของเธอ อาเจฟที่เดินตามมาส่งลูกกุญแจสีทองที่เหมือนกุญแจโบราณให้เจ้านายหนุ่ม ชีคราซัครับมาไขแล้วตามด้วยการกดรหัสตัวเลขสี่ตัวบนตัวเครื่องที่ติดล็อกประตูไว้เหมือนตู้เซฟนิรภัยไม่มีผิด พอบานประตูสีทองเปิดออกและได้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในห้องเต็มตา หญิงสาวก็เผลออุทานออกมาตาโตด้วยความตกตะลึง เมื่อเจอกองอภิมหาสมบัติที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ในตู้เป็นชั้นๆ ทุกด้านของห้อง แถมตรงกลางห้องยังมีสมบัติอีกนับสิบๆ ชิ้นที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่อีกด้วย ซึ่งคาดคะเนจากสายตาคร่าวๆ แล้วคงมีไม่ต่ำกว่าสองร้อยชิ้นเป็นแน่ แล้วแบบนี้เธอไม่ทำงานอยู่ที่นี่เป็นครึ่งปีเลยหรือ

พิมพ์พิสุทธิ์คิดในใจขณะเดินตามชีคหนุ่มเข้าไปด้านในของห้อง โดยมีอาเจฟเดินตามเข้ามาแล้วจัดการปิดประตูเอาไว้พร้อมกับยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเดินตามมาอีก

“ห้องนี้จะเป็นห้องทำงานของคุณ” เขาหันมาบอกแล้วผายมือไปยังมุมหนึ่งที่เขาได้จัดเตรียมเอาไว้ให้เธอแล้ว ซึ่งพอหญิงสาวมองตามไปก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดีปนทึ่งที่เขาใส่ใจลูกจ้างขนาดนี้ เพราะนอกจากเขาจะเตรียมอุปกรณ์สำหรับวาดรูปทุกอย่างไว้ให้แล้ว ยังมีโซฟาอีกหนึ่งชุดที่เตรียมไว้ให้นั่งพักผ่อนและบางตัวก็สามารถปรับให้เอนหลังได้เพื่อไว้นอนพักผ่อนอีกด้วย

“ขอบคุณมากค่ะ”

“ถ้าคุณขาดเหลืออะไรก็บอกฮานะกับจารีย่าได้เลยนะ เพราะผมสั่งให้สองคนนั้นคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้คุณทุกอย่าง”

“ขอบคุณค่ะ อืม...เท่าที่ฉันดูสมบัติของคุณคงมีไม่ต่ำกว่าสองร้อยชิ้น...อาจใช้เวลาวาดนานสักหน่อยนะคะ บางทีอาจเกือบครึ่งปีเลยก็ได้ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะพยายามเร่งทำให้ได้เร็วที่สุด” เธอตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ชีคหนุ่มฟังแล้วก็ยิ้มให้พลางยกมือขึ้นกอดอกแล้วกวาดตามองไปทั่วๆ ห้องพร้อมกับเอ่ยว่า

“ผมไม่สนใจเวลาที่คุณจะใช้หรอกนะ ผมสนแค่ว่างานที่คุณทำน่ะมันออกมาดีเป็นที่น่าพอใจสำหรับผมหรือเปล่าเท่านั้น เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเลย คุณจะวาดเป็นปีก็ได้ผมไม่ว่าแต่งานทุกชิ้นต้องออกมาดีที่สุดเท่านั้น” ชายหนุ่มเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นในแววตาคมกริบสักนิด จนจิตรกรสาวชักเริ่มวิตกกังวลว่าฝีมือตัวเองจะไม่ดีพอขึ้นมาเสียแล้ว ซึ่งสีหน้ากังวลใจของเธอตกอยู่ในสายตาของนายจ้างหนุ่ม ชีคราซัคจึงเอ่ยต่อเพื่อหวังให้เธอผ่อนคลายมากขึ้น “คุณอย่าวิตกกังวลไปเลย ทำใจให้สบายแล้ววาดให้สุดฝีมือของคุณก็พอ ผมเชื่อว่าคุณทำได้เพราะผมดูผลงานของคุณแล้วผมชอบมาก”

“ค่ะ ฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ยิ้มกว้างด้วยใจที่ชื้นมากขึ้น ซึ่งเธอไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มสดใสที่มีแต่ความจริงใจของเธอนั้นทำให้คนมองรู้สึกใจแกว่งๆ จนต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่นเสียดื้อๆ

“ดีมาก อ้อ...ผมลืมบอกคุณไป เวลาที่คุณวาดภาพเสร็จภาพหนึ่งแล้วคุณต้องให้ผมตรวจเช็กงานก่อนทุกครั้งด้วยนะ และถ้าผมบอกให้คุณแก้ไขตรงจุดไหนก็ต้องแก้ให้ทันที ห้ามเถียงเด็ดขาด เข้าใจไหม”

หญิงสาวอ้าปากค้างกับความเผด็จการของคนตรงหน้า พอโดนเข้าแบบนี้ทำให้เธอรู้ซึ้งเลยว่าอยู่กับคนมีอำนาจแบบนี้เป็นเช่นไร แม้จะอึดอัดใจที่เหมือนถูกจำกัดอิสระทางด้านความคิดกลายๆ ทว่าพิมพ์พิสุทธิ์ก็ไม่โต้แย้งอะไรออกไปนอกจากยอมรับคำโดยดี ทั้งนี้เพราะเธอเข้าใจว่าเขาต้องการให้งานวาดออกมาดีและเหมือนต้นแบบที่สุด มันไม่ใช่งานที่เธอวาดตามจินตนาการของตนเอง เธอก็เลยไม่คิดมากอะไร

“เอาล่ะ ผมจะปล่อยให้คุณสำรวจข้าวของต่างๆ ในห้องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน คุณอยากวาดสิ่งไหนก่อนก็เลือกออกมาวางไว้เลยก็ได้ ประตูห้องนี้ถ้าถูกปิดจะถูกล็อกเองโดยอัตโนมัติ แต่คุณไม่ต้องกลัวเพราะมันสามารถเปิดจากข้างในออกไปได้เลย คุณจะใช้เวลาอยู่ในห้องนี้เพื่อเตรียมงานเท่าไรก็ได้นะ ตามสบายเลย”

“ค่ะ ฉันคิดว่าจะคัดพวกชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ยากมากออกมาวาดก่อนค่ะ”

“ตามใจ แต่ผมคงต้องขอตัวก่อนเพราะมีงานต้องทำ ถ้าคุณต้องการอะไรก็กดอินเตอร์คอมที่หมายเลขหนึ่งนะ” เขาชี้ไปที่อุปกรณ์ติดต่อสื่อสารที่ติดอยู่ตรงข้างผนังห้องใกล้กับจุดวาดรูป “หมายเลขนี้จะต่อตรงถึงห้องพวกนางกำนัล คุณอยากได้อะไรก็บอกไปเดี๋ยวฮานะกับจารีย่าจะจัดการให้เอง”

“ค่ะ”

ชีคราซัคยิ้มอ่อนๆ ให้แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับอาเจฟ พอประตูห้องถูกปิดลงพิมพ์พิสุทธิ์ก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่พลางยกฝ่ามือขึ้นแตะตรงหัวใจที่กำลังเต้นแรงของตนเอง หญิงสาวยอมรับออกมาตรงๆ เลยว่ารู้สึกหวั่นไหวต่อเสน่ห์อันร้ายกาจของชีคราซัคอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ชายคนไหนมาก่อน ในอดีตอาจมีผู้ชายบางคนที่เข้ามาทำให้เธอสนใจได้บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีใครทำให้เธอเหมือนตกหลุมรักทันทีได้แบบนี้มาก่อน

“บ้า!” พิมพ์พิสุทธิ์ร้องว่าตัวเองเสียงหลงพร้อมกับสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อขับไล่ความคิดนี้ออกไปจากหัวสมอง มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน คนที่ไม่เคยรู้จักสนิทสนมกันมาก่อนจะมามีความรู้สึกแบบนั้นได้อย่างไรกัน เพื่อนผู้ชายในกลุ่มที่สนิทกันมากจนถึงขนาดกอดคอกันได้เลยยังไม่เคยทำให้หัวใจเธอเต้นแรงได้ขนาดนี้มาก่อนเลย “โอ๊ย! พอๆ คิดฟุ้งซ่านไปกันใหญ่แล้วยัยแพรวเอ๋ย เรามาทำงาน มาทำงานนะเข้าใจไหม ไม่ได้มาทำอย่างอื่น” หญิงสาวเตือนสติตัวเองแล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เธอนั่งนิ่งอยู่นานก่อนจะลุกขึ้นเดินสำรวจข้าวของภายในห้อง ซึ่งเท่าที่ดูล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าแทบทั้งสิ้น

พิมพ์พิสุทธิ์หยิบของแต่ละชิ้นออกมาดูด้วยความสนใจอย่างระมัดระวัง เพราะหากทำตกหล่นแตกไปละก็เธอไม่มีปัญญาหามาใช้เขาได้แน่ๆ หญิงสาวเดินสำรวจไปเรื่อยจนกระทั่งมาพบกับกรอบรูปขนาดใหญ่ที่วางซ้อนกันอยู่เกือบสิบอันเอนพิงกับข้างฝาห้องด้านหนึ่งไว้ ซึ่งกรอบของรูปนั้นทำอย่างประณีตเป็นสีทองบ่งบอกให้รู้ว่าต้องเป็นภาพที่สำคัญมากทีเดียว ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกเก็บรักษาไว้ในห้องนี้หรอก

ด้วยความอยากรู้จิตรกรสาวจึงยกภาพที่ซ้อนๆ กันอยู่มาวางเรียงเป็นแถวเดียวกัน จึงเผยให้เห็นภาพวาดใบหน้าของผู้ชายแต่ละคนซึ่งล้วนแล้วมีอายุในช่วงวัยกลางคนทั้งหมด ภาพแต่ละภาพถูกวาดขึ้นอย่างประณีตจนพิมพ์พิสุทธิ์รู้สึกชื่นชมนัก ทว่าน่าเสียดายที่ภาพเหล่านี้เก่ามากแล้วสีของกระดาษจึงเริ่มออกเหลืองๆ จนทำให้บางภาพมัวๆ มองเห็นหน้าไม่ค่อยชัดไปบ้าง ที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะการเก็บรักษายังไม่ดีพอเป็นแน่

หญิงสาวจ้องภาพแต่ละภาพอย่างเพ่งพินิจ แล้วสรุปเอาในใจว่าคงเป็นภาพวาดบรรพบุรุษของชีคราซัคเป็นแน่ เมื่อดูจนพอใจแล้วพิมพ์พิสุทธิ์ก็เก็บภาพเรียงไว้ตามเดิมแล้วลุกขึ้นเดินไปสำรวจข้าวของชิ้นอื่นๆ ต่อไปอย่างเพลิดเพลิน

ซึ่งขณะเดียวกันนั้นเอง ทางด้านชีคราซัคพอออกมาจากห้องสมบัติได้ก็ตรงเข้าห้องทำงานที่อยู่ไม่ไกลทันที ชายหนุ่มนั่งดูแฟ้มเอกสารไปก็อมยิ้มไปด้วยราวกับถูกใจอะไรนักหนา ซึ่งทุกการกระทำของชีคหนุ่มนั้นตกอยู่ในสายตาของอาเจฟตลอดเวลา เขาจึงอดถามออกมาไม่ได้

“วันนี้ท่านชีคดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษน่ะครับ”

“งั้นเหรอ” ชีคราซัคเลิกคิ้วสูงแล้วหัวเราะหึๆ ในลำคอพลางพลิกหน้ากระดาษต่อไป

“ครับ นานแล้วนะครับที่ผมไม่ได้เห็นท่านชีคอารมณ์ดีแบบนี้” อาเจฟเอ่ยด้วยความเห็นใจ เพราะนับตั้งแต่ชีคราซัคยอมรับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพที่องค์สุลต่านมอบให้ เขาก็ไม่เห็นท่านชีคมีท่าทางผ่อนคลายเช่นนี้อีกเลย เนื่องจากภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทั้งสองอย่างบีบบังคับแทบไม่ให้ท่านชีคมีชีวิตส่วนตัวอีกเลย

“นั่นสินะ” ชีคราซัคพึมพำออกมาอย่างเห็นด้วย เดิมทีชีวิตเขาก็ไม่ได้วุ่นวายจนหาเวลาพักผ่อนไม่ได้แบบนี้หรอก แม้เมื่อก่อนเขาต้องดูแลปกครองเมืองซิย่า ซึ่งเป็นเมืองหลวงตามยศถาบรรดาศักดิ์ที่มีตกทอดกันต่อๆ มาจากบรรพบุรุษ และดูแลธุรกิจอีกหลายอย่างที่ได้รับจากครอบครัวของทางมารดาไปด้วย ถึงกระนั้นเขาก็ยังมีเวลาพักผ่อนหย่อนใจบ้างเป็นครั้งคราว ได้เล่นกีฬาทางน้ำที่ชอบบ้าง แต่พอถูกขอร้องให้มารับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพ ชีวิตเขาก็วุ่นวายมากขึ้น เครียดมากขึ้น และแทบไม่มีเวลาพักผ่อนอีกเลย

คิดๆ ดูแล้วเขาไม่น่าใจอ่อนยอมทำตามคำขอขององค์สุลต่านเลย ตอนนั้นพระองค์ทรงเกลี้ยกล่อมขอให้เขาช่วยดูแลกองทัพให้เนื่องจากกองทัพอ่อนแอเหลือเกิน เพราะผู้บัญชาการคนเก่าๆ ปล่อยปละละเลยไม่ค่อยทำการฝึกฝนอาวุธเท่าไร แถมยังมีเรื่องการทุจริตเกิดขึ้นอีกแบบเป็นเครือข่ายเสียด้วย พระองค์จึงไม่ทรงไว้ใจใครในกระทรวงเลย เขาจึงถูกขอร้องให้เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราวก่อนเนื่องจากพระองค์หาคนที่ไว้ใจยังไม่ได้ พร้อมกับที่ท่านเสนาบดีคาฟฟาห์เข้ามารับช่วงดูแลต่อจากคนเก่าที่ถูกดำเนินคดีพอดีเช่นกัน

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ก็สามปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครที่พระองค์ทรงแต่งตั้งขึ้นมาแทนที่เขาเลย ภาระที่รับมาแบกไว้บนบ่าจึงยังไม่อาจปลดลงได้อย่างที่ใจต้องการเสียที คิดแล้วชายหนุ่มก็ถอนใจยาวออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ แต่แล้วก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาเมื่อภาพใบหน้านวลใสของลูกจ้างสาวชาวไทยผุดขึ้นมาในหัว ชีคราซัคยิ้มออกได้อีกครั้ง เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้สนใจในตัวพิมพ์พิสุทธิ์นักหนา จะว่าเธองดงามสะดุดตาก็ไม่ใช่เพราะผู้หญิงในประเทศเขามีสวยกว่าเธอมากมายนัก แต่สิ่งที่ผู้หญิงในประเทศเขายังไม่มีคือความกล้าล่ะมั้ง เนื่องจากยังถูกครอบเอาไว้ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่ปฏิบัติกันมาช้านานแล้ว ทว่าหากกล้าเกินไปแบบหญิงชาวตะวันตกที่เขาเคยพบเจอมาก็ไม่ชอบนักหรอก เขาชอบความพอดีๆ มากกว่าซึ่งก็ดูเหมือนจะมีอยู่ในตัวของพิมพ์พิสุทธิ์นี่เอง

แม้จะเพิ่งพบกันและได้คุยกันไม่เท่าไรแต่ชีคหนุ่มก็พอจะดูหญิงสาวออกบ้าง เธอเป็นคนกล้าแต่ไม่กร้านโลก และเธอมีความมั่นใจแต่ก็ไม่เกินขอบเขตจนดูเกินงาม ท่าทางและการพูดการจารึก็คล่องแคล่ว ที่สำคัญมีรอยยิ้มสดใสที่จริงใจจนประทับอยู่ในความทรงจำของเขาเลยทีเดียว ทุกอย่างที่เป็นเธอล้วนถูกใจเขาในตอนนี้ยิ่งนักแต่ก็อย่างว่านั่นแหละ เขาไม่ใช่สมภารชอบกินไก่วัดเสียด้วยสิ ชายหนุ่มถอนใจออกมาเบาๆ ก่อนจะดึงสติของตนเองกลับสู่งานเบื้องหน้าอีกครั้ง

“ท่านชีคชอบเธอใช่ไหมครับ” อาเจฟถามตรงๆ และมองสบตากับเจ้านายไม่ยอมหลบ แถมยังเสนอตัวจะช่วยอีกด้วย “ถ้าท่านชีคต้องการผมจะพูดกับเธอให้เอง”

“ไม่ต้อง เธอเป็นลูกจ้างของฉันไม่ใช่ผู้หญิงเหล่านั้น” ชีคราซัคตำหนิเสียงเข้มอย่างไม่พอใจก่อนจะตัดบทสนทนาด้วยการตั้งใจอ่านแฟ้มงานต่อ องครักษ์หนุ่มจึงไม่พูดอะไรอีกนอกจากนั่งทำงานของตนเองต่อไปเงียบๆ เช่นกัน

 

วันนี้ทั้งวันพิมพ์พิสุทธิ์หมกตัวอยู่แต่กับการสำรวจดูข้าวของในห้องสมบัติ ส่วนชีคราซัคก็หมกตัวอยู่ในห้องทำงานทั้งวันเช่นกัน ทั้งคู่จึงได้เจอหน้ากันก็แค่ตอนทานอาหารเท่านั้น

“ฉันจะเริ่มทำงานในวันพรุ่งนี้เลยนะคะ”

“ตามใจคุณแล้วกัน เห็นฮานะบอกว่าวันนี้คุณอยู่ในห้องนั้นทั้งวันเลยใช่ไหม” ชีคราซัคถามเพื่อหาเรื่องคุย พิมพ์พิสุทธิ์ยิ้มรับพลางพยักหน้าตอบ

“ใช่ค่ะ คือฉันอยากสำรวจข้าวของในนั้นให้ครบทุกชิ้น เพื่อจัดลำดับว่าควรวาดชิ้นไหนก่อนดีน่ะค่ะ” หญิงสาวบอกถึงแผนงานที่วางไว้ เธอคิดที่จะวาดชิ้นที่ง่ายที่สุดไปหายากที่สุดก่อน เพื่อความรวดเร็วและไม่เป็นการกดดันให้ตัวเองเครียดจนเกินไปนัก

“เป็นความคิดที่ดี” ชายหนุ่มเอ่ยชมยิ้มๆ ก่อนจะกระแอมออกมาครั้งหนึ่งพร้อมกับทำหน้าตาขึงขังขึ้นยามเอ่ยประโยคต่อมา “แต่ผมขอเตือนคุณเอาไว้อย่างหนึ่งนะ”

“อะไรคะ”

“นับจากนี้ไปห้องนั้นจะอยู่ในความรับผิดชอบของคุณแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นหากเกิดมีข้าวของชิ้นใดชิ้นหนึ่งหายไปละก็...คุณจะมีความผิดฐานลักขโมยทันที ซึ่งโทษของคนที่ชอบขโมยของก็คือการตัดมือทิ้ง” เขาบอกเสียงเหี้ยมไม่แพ้หน้าตา ทำเอาคนฟังนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนใบหน้านวลใสจะแดงก่ำด้วยความโกรธ เพราะคำพูดของเขาเหมือนดูถูกว่าเธออาจเป็นขโมย

“คุณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันเป็นจิตรกรไม่ใช่โจร” พิมพ์พิสุทธิ์ตอบกลับเสียงเข้มด้วยใบหน้าขึ้งโกรธ ก่อนความรู้สึกนี้จะจางลงเมื่อได้สบกับดวงตาคมกริบของเขา หญิงสาวหน้าซีดเผือดลงอย่างรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำลงไปเมื่อครู่นี้มันไม่เหมาะสมเพราะอีกฝ่ายเป็นถึงท่านชีคแถมยังเป็นเจ้านายของเธออีกด้วย แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉุนจัดอยู่ดีจึงนั่งนิ่ง เม้มปากแน่นและหลุบเปลือกตาลงมองจานข้าวของตัวเองแทน โดยไม่มีคำขอโทษหลุดออกมาสักคำ

ด้านชีคหนุ่มก็นิ่งงันไปครู่หนึ่งอยู่เหมือนกันเนื่องจากไม่เคยถูกตอกกลับซึ่งๆ หน้าเช่นนี้มาก่อน แวบแรกเขาโมโหแต่เพียงไม่กี่วินาทีก็กลายเป็นรู้สึกขบขันแทน อย่างที่บอกว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงลักษณะนี้เลยในประเทศนี้ ผู้หญิงที่กล้าเมินเฉยต่อรูปลักษณ์และฐานะของเขา แถมยังพูดจาตอบกลับอย่างไม่กลัวเกรงแบบนี้อีกทำให้ชีคราซัคยิ่งสนใจในตัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ เสียแล้ว

“ผมก็ไม่ได้คิดว่าคุณเป็นโจรหรอกนะ แต่ความโลภมันไม่เข้าใครออกใคร เลยแค่อยากจะเตือนไว้เท่านั้นเอง” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบเรื่อย ไม่ได้แสดงออกว่าโกรธเคืองแต่อย่างใด ทว่าแทนที่พิมพ์พิสุทธิ์จะรู้สึกโล่งอกกลับยิ่งโมโหมากขึ้นเนื่องจากคำพูดของเขาฟังดูยังไงๆ ก็กล่าวหาเธอชัดๆ หญิงสาวเลยไม่พูดอะไรนอกจากก้มหน้าลงทำเป็นทานข้าวไปเสีย แต่พร้อมกันนั้นก็แอบทำปากขมุบขมิบต่อว่าเขาอย่างไม่มีเสียงไปด้วย ซึ่งแม้เธอจะก้มหน้าก็ไม่อาจหลีกหนีสายตาคมกริบของชีคราซัคไปได้ เขาจึงหัวเราะขำในลำคอเบาๆ กับความร้ายกาจของเธอ แล้วนั่งทานอาหารกันต่อไปจนกระทั่งอิ่มหนำถึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน

เมื่อเข้าห้องนอนมาได้พิมพ์พิสุทธิ์ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างหัวเสียไม่หาย หญิงสาวมองไปที่บานประตูห้องของตนเองแล้วค้อนขวับเสียครั้งหนึ่งเหมือนจะส่งผ่านไปให้เจ้าของบ้าน

“ฮึ...พูดแบบนี้เหมือนกล่าวหาว่าเราเป็นขโมยชัดๆ เลย อีตาชีคบ้าเอ๊ย...ถึงฉันจะจนกว่าคุณแต่ฉันก็ไม่เคยคิดอยากได้ของๆ คุณหรอกย่ะ” เธอพึมพำเสียงฉุนแล้วเผลอค้อนให้บานประตูอีกครั้งก่อนทิ้งตัวลงนอนอย่างกระแทกกระทั้น เธอนอนกลิ้งเล่นไปมาอยู่พักใหญ่ก็มีเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจึงล้วงมือเข้าไปหยิบจากในกระเป๋ากางเกงยีน พอเห็นว่าเป็นใครโทรมาก็กดรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที

“สวัสดีค่ะแม่ คิดถึงแม่จังเลยค่ะ”

“ปากหวานจังนะลูกคนนี้ เป็นยังไงบ้างลูก อยู่ที่นั่นสบายดีหรือเปล่าจ๊ะ” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามอย่างห่วงใย แม้ลูกสาวคนเล็กจะบอกแล้วว่าพี่สาวคนกลางอยู่สุขสบายดีก็ตาม

“สบายมากๆ เลยค่ะแม่ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ คุณราซัคให้คนของเขาดูแลแพรวเป็นอย่างดีเลยค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ตอบเสียงใส ซึ่งพอคนปลายสายได้ฟังก็ถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก ความกังวลใดๆ ในใจหายวับไปทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงแจ่มใสของลูกสาว “แล้วนี่ดึกมากแล้วทำไมแม่ยังไม่นอนอีกคะ” หญิงสาวถามด้วยความสงสัยเนื่องจากปกติแล้วมารดาจะเป็นคนนอนเร็วเสมอ ไม่เกินสามทุ่มท่านก็ขึ้นนอนแล้ว แต่จากการคำนวณเวลาของที่โน่นดูก็น่าจะห้าทุ่มกว่าแล้ว เพราะเวลาที่นี่จะช้ากว่าประเทศไทยประมาณห้าชั่วโมงได้

“กำลังจะเข้านอนแล้วจ้ะ พอดีแม่เพิ่งคุยโทรศัพท์กับพ่อและพริมเสร็จน่ะ ก็เลยโทรหาลูกก่อนจะเข้านอน”

“พ่อกับพี่พริมเป็นยังไงบ้างคะ สบายดีกันหรือเปล่า”

“สบายดีจ้ะ ลูกไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาหรอก ที่นั่นจะเรียกว่าเป็นบ้านหลังที่สองของพ่อกับพริมก็ได้แล้วล่ะ” ท่านเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ เพราะจะว่าไปแล้วสามีของท่านกับลูกสาวคนโตใช้ชีวิตอยู่ที่อียิปต์มากกว่าที่เมืองไทยซะอีก พิมพ์พิสุทธิ์หัวเราะตามแล้วสนทนากับมารดาอยู่อีกเกือบยี่สิบนาทีด้วยความคิดถึง ก่อนที่ท่านจะวางสายเธอได้ยินเสียงน้องสาวบอกว่าขอคุยกับเธอแป๊บหนึ่งก่อน จากนั้นพิมพ์พิสุทธิ์ก็ได้ยินเสียงแจ้วๆ ของน้องรักดังมาตามสาย

“พี่แพรว...ตกลงหน้าตาท่านชีคของพี่เป็นยังไง”

“นี่ยัยพราว ใจคอจะสนใจแต่เรื่องนี้เรื่องเดียวหรือไงฮะ” เธอดุน้องสาวกลับไปอย่างหมั่นไส้

“แหม...จะให้ถามเรื่องอะไรล่ะ ในเมื่อพราวก็รู้จากแม่แล้วว่าพี่แพรวสบายดี อย่ามัวยึกยักอยู่เลยน่า บอกพราวมาเร็วๆ เข้าว่าใช่ท่านชีคหนุ่มหล่อในรูปหรือเปล่า”

“ฮึ...ถ้าใช่แล้วจะทำไม” ด้วยความที่ยังโมโหเจ้าของคฤหาสน์อยู่หญิงสาวจึงตอบกวนๆ น้องกลับไป พิมพ์ประภัทรจึงทำเสียงจิ๊กจั๊กใส่อย่างไม่พอใจ

“อย่ากวนกันสิ อยากรู้จริงๆ น่ะเนี่ย”

“เออๆ ใช่ คนเดียวกันนั่นแหละ” เธอตอบกลับอย่างใส่อารมณ์แต่คนเป็นน้องไม่ได้สนใจ เนื่องจากมัวทึ่งอยู่

“ว้าวๆๆ จริงเหรอพี่แพรว ไม่น่าเชื่อเลยอ่ะ นี่มันเป็นบุพเพสันนิวาสชัดๆ เลยพี่แพรว”

“เพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระน่า” หญิงสาวว่าเสียงขุ่นแต่ใบหน้านวลเริ่มแดงระเรื่อขึ้นทุกทีๆ พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้นกว่าเดิม ด้านพิมพ์ประภัทรแม้จะถูกดุแต่ก็ยังส่งเสียงหัวเราะคิกคักมาตามสายก่อนจะเอ่ยหยอกเย้าเล่น

“ระวังน้า”

“ระวังอะไร”

“ก็ระวังหัวใจตัวเองเอาไว้ให้ดีน่ะสิ อย่าเผลอไปหลงรักนายจ้างเข้าล่ะ”

“บ้า ไม่มีทางหรอก” เธอรีบแย้งกลับเพื่อปกปิดความรู้สึกของตัวเอง ก่อนจะหาข้ออ้างเพื่อตัดบทสนทนา “แค่นี้ก่อนนะพราว พี่มีงานต้องทำ บายๆ” กล่าวจบพิมพ์พิสุทธิ์ก็ตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่ฟังคำทักท้วงจากน้องสาวแม้แต่น้อย หญิงสาวนอนมองเพดานห้องเงียบๆ พลางคิดถึงคำพูดหยอกล้อของน้องสาวไปด้วย ก่อนจะส่ายหัวแรงๆ เพื่อขับไล่คำพูดของพิมพ์ประภัทรออกไปจากหัวสมอง จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเรียกความสดชื่นให้กับตัวเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

3 ความคิดเห็น