ตอนที่ 4 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    12 ต.ค. 61

เมื่อถึงกำหนดที่ต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศทาเกียร์ พิมพ์พิสุทธิ์ก็อดใจหายไม่ได้เนื่องจากไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวมาก่อน แถมยังต้องไปอยู่เป็นเดือนๆ อีกก็เลยอดกลัวไม่ได้ ก่อนวันเดินทางหญิงสาวจึงขอไปนอนกับมารดาที่ห้องเพื่อขอกำลังใจและความอบอุ่นจากท่าน แม้ภายนอกพิมพ์พิสุทธิ์จะดูเป็นหญิงแกร่งแต่ความจริงแล้วเธอเป็นคนที่อารมณ์อ่อนไหวมากทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องความรักความผูกพัน เพียงแต่เธอไม่ค่อยแสดงออกมาให้ใครเห็นเท่านั้น และเลือกที่จะเก็บมันไว้ในใจภายใต้ท่าทีเรียบเฉย

“ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก เวลาจะไปไหนมาไหนก็ให้ระวังตัวเอาไว้ให้มากๆ อย่าประมาทนะ” พิมพ์พรรณลูบเนื้อลูบตัวของบุตรสาวอย่างใจหายระคนห่วงใย

“ค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ แพรวจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ”

“จ้ะ หมั่นโทรมาหาแม่บ้างนะลูก อาทิตย์ล่ะครั้งก็ยังดี”

“ค่ะ แพรวไปก่อนนะคะ แม่ก็ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ยัยพราวก็ด้วยนะ แล้วก็ดูแลแม่ด้วย” หญิงสาวหันไปสั่งกับน้องสาวด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์ไม่น้อย

“ไม่ต้องห่วงค่ะ พราวจะดูแลแม่เอง พี่แพรวไปทำงานให้สบายใจเถอะ แล้วอย่าลืมส่งข่าวมาบอกพราวบ้างนะคะว่าใช่หรือเปล่า” พิมพ์ประภัทรขยิบตาให้พี่สาวอย่างรู้กันว่าหมายถึงเรื่องอะไร พิมพ์พิสุทธิ์จึงหัวเราะร่าพลางพยักหน้ารับ

“อะไรใช่เหรอลูก” ผู้เป็นมารดาถามอย่างสงสัย แต่ลูกสาวทั้งสองคนปัดไม่ตอบ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ แพรวไปล่ะนะคะ รักแม่ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์บอกเมื่อได้เวลาใกล้จะขึ้นเครื่องบินแล้ว หญิงสาวสวมกอดลามารดาอีกครั้งแล้วหันไปกอดน้องสาวบ้าง ก่อนจะโบกมือลาให้คนทั้งคู่พลางเดินจากไป

เครื่องบินสายการบินทาเกียร์แอร์ไลน์แล่นพุ่งทะยานสู่น่านฟ้า พาผู้โดยสารเดินทางข้ามฟากไปยังประเทศทาเกียร์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศแถบตะวันออกกลางที่มีอารยธรรมเก่าแก่ เรียบง่ายและมีมนต์ขลังเพราะหากใครได้ไปเที่ยวก็อยากที่จะกลับไปเยือนอีกครั้งเสมอ แม้จะรู้สึกอ้างว้างที่ต้องจากบ้านไปไกลแต่พิมพ์พิสุทธิ์ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้เจอกับสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ในต่างแดน

หญิงสาวตื่นขึ้นมาเมื่อได้รับการปลุกจากแอร์โฮสเตส เพราะเครื่องบินเข้าเขตประเทศทาเกียร์แล้วและกำลังจะลงจอดในสนามบินไม่ช้านี้แล้ว จิตรกรสาวจึงยิ้มบางๆ ให้พลางกล่าวขอบคุณแล้วจัดเตรียมตัวเองให้พร้อม ทิวทัศน์ด้านล่างที่เห็นอยู่ไกลๆ เรียกความสนใจให้เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นทะเลทรายสีส้มเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา เธอไม่เคยเห็นทะเลทรายจริงๆ มาก่อนดังนั้นจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ และอดใจที่จะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นเมื่อออกจากเครื่องบินมาแล้ว พิมพ์พิสุทธิ์จึงแวะถ่ายรูปทะเลทรายเก็บไว้เพื่อส่งให้น้องสาวดูตรงจุดที่ทางสนามบินเปิดไว้ให้เป็นจุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยว หญิงสาวถ่ายภาพตัวเองโดยมีทะเลทรายสีส้มเป็นฉากด้านหลังและภาพวิวเดี่ยวๆ อยู่พอสมควรก็เลิกถ่ายเนื่องจากเริ่มทนไม่ไหวกับแสงแดดที่ร้อนจัด

เมื่อได้กระเป๋าของตนเองแล้วพิมพ์พิสุทธิ์ก็รีบเดินลากกระเป๋าออกไปที่ด้านนอกทันที พอออกมาแล้วก็กวาดสายตามองหาป้ายชื่อของตัวเองตามที่คนที่ชื่ออาเจฟบอกว่าจะมีคนถือป้ายชื่อเธอไปรอรับที่สนามบิน หญิงสาวมองหาป้ายอยู่อึดใจก็ยิ้มกว้างแล้วลากกระเป๋าเดินเข้าไปหาชายหนุ่มหน้าขรึมที่มีหนวดเคราหนาพอสมควรทันที

“สวัสดีค่ะ ฉันพิมพ์พิสุทธิ์ ชาติศิลาค่ะ” เธอเอ่ยแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลางที่เธอต้องใช้สื่อสารกับคนที่นี่ตลอดการทำงาน

“สวัสดีครับมิสชาติศิลา ท่านอาเจฟสั่งให้ผมมารับคุณครับ” อีกฝ่ายตอบกลับมาเป็นภาษาเดียวกันทว่าไม่ค่อยคล่องแคล่วนัก

“ค่ะ เขาโทรบอกฉันแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นเชิญเลยครับ” ชายหน้าขรึมเก็บป้ายชื่อพับไว้แล้วเอื้อมมือมาถือกระเป๋าเสื้อผ้าให้เธอจึงยอมปล่อยให้เขาช่วยดูแล จากนั้นเขาก็เดินนำเธอเข้าไปภายในห้องพักผู้โดยสารอีกครั้ง ซึ่งสร้างความงุนงงให้พิมพ์พิสุทธิ์เป็นอย่างมาก เธอเลยอดถามไม่ได้

“ทำไมคุณถึงพาฉันเข้ามาที่นี่อีกล่ะคะ”

“เพราะเราต้องเดินทางกันต่อครับ ที่ที่คุณต้องทำงานอยู่ทางตอนใต้ของที่นี่ เราต้องนั่งเครื่องบินต่อไปอีกประมาณเกือบสองชั่วโมงครับ”

หญิงสาวพยักหน้ารับรู้ก่อนจะอดตื่นเต้นขึ้นมาอีกไม่ได้เมื่อจดจำข้อมูลที่น้องสาวเคยอ่านให้ฟังได้ว่า ทางตอนใต้ของประเทศทาเกียร์ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีชายหาดที่สวยงามและสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย สุดยอดไปเลย...เราจะได้ไปทำงานใกล้กับชายทะเลหรือเปล่านะ สาธุ...ขอให้ได้ทำงานใกล้ๆ กับชายทะเลทีเถอะ วันหยุดจะได้เที่ยวและเล่นน้ำทะเลให้ฉ่ำอุราไปเลย พิมพ์พิสุทธิ์นึกภาวนาอยู่ในใจก่อนจะก้าวตามผู้นำด้านหน้าขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินเจ็ทลำเล็กส่วนตัวอย่างว่าง่าย

แล้วคำภาวนาของหญิงสาวก็เป็นจริงสมใจหมาย เมื่ออีกสองชั่วโมงต่อมาเครื่องบินก็ลงจอดที่สนามบินเล็กๆ ในเมืองยาร์เซรู ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับของประเทศ ก่อนจะได้นั่งรถต่ออีกเกือบครึ่งชั่วโมงจนเข้าเขตคฤหาสน์หินอ่อนสีขาวงดงามที่ตั้งเด่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้าติดกับชายทะเล พิมพ์พิสุทธิ์เห็นแล้วก็ชักนั่งไม่ติดเบาะเพราะตื่นเต้นเหลือเกินที่จะได้อยู่ที่นี่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามแบบนี้

โอ้...สวรรค์ ขอบคุณจริงๆ ที่ประทานงานนี้มาให้

หญิงสาวที่บัดนี้ได้ออกมายืนอยู่หน้าคฤหาสน์ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อซึมซับกลิ่นอายของท้องทะเลสีน้ำเงินใสเบื้องหน้าที่กำลังส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวเมื่อแสงของพระอาทิตย์ตกกระทบผืนน้ำ

“เชิญครับ” ผู้ที่ไปรับเธอผายมือเชื้อเชิญให้เข้าไปในคฤหาสน์ เธอจึงจำใจต้องผละห่างจากทัศนียภาพแสนงามไว้ชั่วคราว เพราะคงไม่ดีแน่หากปล่อยให้นายจ้างรอนานตั้งแต่มาถึง ทว่าจิตรกรสาวคิดผิดไปเนื่องจากนายจ้างของเธอไม่ได้อยู่รอต้อนรับอย่างที่คิดไว้ มีเพียงนางกำนัลสาวสองคนเท่านั้นที่ยืนยิ้มรอต้อนรับเธอแทน

“ขอต้อนรับสู่คฤหาสน์ซารีมะห์ค่ะมิสชาติศิลา” นางกำนัลนามว่าฮานะกล่าวต้อนรับอย่างนอบน้อมเป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์พิสุทธิ์ส่งยิ้มกว้างขวางจริงใจให้พลางกวาดตามองการแต่งตัวของสองสาวที่อยู่ในชุดอาบาย่าสีเทากับฮิญาบสีเดียวกันอย่างสนใจ เท่าที่เธอสำรวจมาตลอดทางผู้คนในประเทศนี้มีการแต่งกายสองแบบคือแบบสากลที่แต่งกันทั่วไป กับแบบพื้นเมืองที่สองสาวสวมใส่ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะในประเทศไทยก็มีคนเชื้อสายมุสลิมที่แต่งกายคล้ายๆ เช่นนี้มากมายให้เห็นจนชินตาเพราะประเทศไทยมีผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันมาช้านาน จะผิดกันไปบ้างก็ตรงที่ผู้หญิงในเมืองไทยจะแต่งกายด้วยชุดสากลที่ปกปิดเนื้อตัวแทนที่จะใส่อาบาย่าเท่านั้นเอง

“ขอบคุณค่ะ เรียกฉันว่าแพรวสั้นๆ ก็พอค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์บอกให้เรียกชื่อเล่นแทน เพื่อให้อีกฝ่ายเรียกได้คล่องปากมากกว่านี้

“ค่ะคุณแพรว ดิฉันชื่อฮานะเป็นนางกำนัลของท่านชีคราซัคค่ะ ส่วนนี่จารีย่าเป็นนางกำนัลเหมือนกัน พวกเราได้รับคำสั่งจากท่านชีคให้มาคอยต้อนรับคุณค่ะ” ฮานะเอ่ยแนะนำเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้ได้รู้จัก

“แล้วท่านชีคไปไหนเหรอคะ” เธอถามด้วยความอยากรู้

“ท่านชีคติดงานสำคัญอยู่ที่ซิย่าค่ะ แต่พรุ่งนี้คุณอาจได้พบท่านเพราะท่านสั่งไว้แล้วว่าจะพูดกับคุณก่อนเริ่มทำงานค่ะ” คราวนี้จารีย่าเป็นคนตอบแทน หลังจากพูดคุยกันแล้วและพิมพ์พิสุทธิ์ได้ดื่มน้ำดับกระหายเรียบร้อยแล้ว นางกำนัลทั้งสองก็เดินนำพาหญิงสาวไปยังห้องพักของเธอที่อยู่ชั้นบน ซึ่งพอเปิดประตูเข้าไปแล้วจิตรกรสาวก็อุทานออกมาอย่างทึ่งๆ เนื่องจากภายในห้องนอนนั้นกว้างขวางและตกแต่งอย่างงดงามราวกับห้องเจ้าหญิงไม่มีผิด

“เอ่อ...เดี๋ยวก่อนนะคะ พวกคุณพาฉันเข้าห้องผิดหรือเปล่าคะ”

“ไม่ผิดหรอกค่ะ ทำไมเหรอคะ” ฮานะถามด้วยสีหน้างุนงง

“คือ...ฉันว่าห้องนี้มันใหญ่โตและก็หรูหรามากเกินไปสำหรับลูกจ้างอย่างฉันน่ะค่ะ”

“อ๋อ...ไม่หรอกค่ะ ท่านชีคเป็นคนสั่งให้ดิฉันจัดห้องนี้ให้คุณเองค่ะ”

“เหรอคะ” พิมพ์พิสุทธิ์พึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อเมื่อนางกำนัลทั้งสองพยักหน้าให้ หญิงสาวเลยเดินสำรวจภายในห้องนอนด้วยความตื่นเต้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าลูกจ้างแบบเราจะได้อยู่ห้องใหญ่โตราวกับเจ้าหญิงแบบนี้ ฝันไปรึเปล่าเนี่ย โอ๊ย...เจ็บชะมัด ไม่ได้ฝันไปนี่หว่า พิมพ์พิสุทธิ์ที่แอบหยิกแก้มตัวเองเพื่อทดสอบว่าฝันหรือจริงทำหน้าเบ้ด้วยความเจ็บก่อนจะลูบแก้มอิ่มเบาๆ เมื่อพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นเรื่องจริง

“ค่ะ เชิญคุณแพรวพักผ่อนตามสบายเลยนะคะ พอถึงเวลารับประทานอาหารเย็นเมื่อไรดิฉันจะมาบอกคุณค่ะ” ฮานะบอก จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับจารีย่า และทันทีที่บานประตูถูกปิดลงหญิงสาวก็ร้องเย้ขึ้นมาดังๆ พลางทิ้งตัวนอนลงบนเตียงนุ่มที่เด้งรับน้ำหนักร่างบางอย่างนุ่มนวล

“เย้ๆ นี่มันสรวงสวรรค์ชัดๆ เลย จะมีใครโชคดีอย่างเราบ้างไหมเนี่ย เฮ้อ...ทำงานให้มหาเศรษฐีมันก็ดีแบบนี้นี่เอง อาจารย์ไฟขา...ขอบคุณนะคะที่มอบโอกาสดีๆ แบบนี้ให้หนู” พิมพ์พิสุทธิ์ตะโกนลั่นห้องแล้วหัวเราะร่าอย่างมีความสุข ก่อนจะนอนเกลือกกลิ้งไปมาอยู่พักใหญ่ก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปเพราะทนสิ่งที่ยั่วยุด้านนอกไม่ไหว

หญิงสาวเดินออกมาก็พบจารีย่าพอดีจึงเอ่ยขออนุญาตออกไปเดินเล่นที่ชายหาด ซึ่งพอได้รับอนุญาตแล้วเธอก็เดินลิ่วๆ ตามนางกำนัลสาวออกไปทางด้านหลังของคฤหาสน์ทันที

“วู้...มีความสุขจังเลย” พิมพ์พิสุทธิ์เดินย่ำทรายบนชายหาดไปเรื่อยๆ พร้อมกับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายภาพวิวทิวทัศน์เป็นระยะๆ ก่อนจะส่งภาพให้น้องสาวดูทางโปรแกรมแชทออนไลน์ ซึ่งพิมพ์ประภัทรก็ตอบกลับมาด้วยความอิจฉา หญิงสาวหัวเราะขำกับไอคอนรูปต่างๆ ที่น้องสาวส่งตอบโต้กลับมา ก่อนข้อความถามอันหนึ่งของอีกฝ่ายจะทำให้เธอส่ายหน้าระอาใจ

เจอท่านชีคราซัคของพี่หรือยัง

ยังไม่เจอ เพราะท่านไม่อยู่ แล้วอีกอย่างนะ ท่านไม่ใช่ท่านชีคของพี่และเราก็เลิกวุ่นวายอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แล้ว

เธอพิมพ์ตอบกลับไปแบบนั้น ซึ่งน้องสาวก็ส่งรูปหน้ายู่มาให้จนเธอมันเขี้ยวอยากหยิกจมูกโด่งรั้นนั่นนัก จากนั้นข้อความของพิมพ์ประภัทรก็ส่งมาอีก

คนอยากรู้ผิดด้วยเหรอ งอนแล้วนะ

ตามสบายเถอะจ้ะ

พิมพ์พิสุทธิ์พิมพ์ตอบกลับไปและยืนแชทกับน้องสาวอีกพักใหญ่ๆ ก่อนจะเลิกรากัน หญิงสาวเดินเล่นจนพอใจแล้วก็กลับเข้าคฤหาสน์ไปพักผ่อนเมื่อรู้สึกเพลียๆ เธอตื่นขึ้นมาในตอนค่ำเมื่อฮานะเข้ามาปลุกให้ลงไปทานอาหาร พิมพ์พิสุทธิ์นั่งทานอาหารคนเดียวอย่างเหงาๆ จึงรีบทานแล้วขึ้นห้องไปพักผ่อนเลย

 

แม้จะดึกดื่นค่อนคืนไปแล้วแต่ไฟในคฤหาสน์ยังส่องแสงสว่างอยู่ เพราะต้องเปิดรอรับผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังงามหลังนี้ก่อน เมื่ออีกฝ่ายเดินทางมาในยามวิกาลเช่นนี้ ฮานะกับจารีย่ารวมถึงนางกำนัลคนอื่นๆ ที่ดูแลที่นี่จึงออกมายืนรอต้อนรับผู้เป็นนายอย่างสงบเสงี่ยม

ชีคราซัดก้าวลงจากรถมาด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย เพราะวันนี้มีงานด่วนสำคัญหลายงานเกี่ยวกับธุรกิจของเขาต้องจัดการจนแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะพักกินข้าวด้วยซ้ำไป มีเพียงน้ำชากับของว่างรองท้องนิดหน่อยเท่านั้น อาเจฟรู้ดีดังนั้นพอชีคหนุ่มตัดสินใจนั่งเครื่องบินส่วนตัวมาที่นี่ทันทีที่งานเสร็จองครักษ์หนุ่มก็สั่งจัดอาหารมื้อดึกให้เจ้านายได้ทานบนเครื่องบินเลย สร้างความพอใจให้ชีคราซัคเป็นอย่างมากและชื่นชมองครักษ์คนสนิทที่รู้ใจรวมถึงใส่ใจเขาไปเสียทุกอย่าง

“มิสชาติศิลาเป็นอย่างไรบ้าง” ทันทีที่เห็นหน้านางกำนัลทั้งสองที่เขาได้มอบหมายงานให้ดูแลลูกจ้างสาวนั้นก็เอ่ยถามทันที

“ตอนนี้เธอนอนพักอยู่ในห้องค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรค่ะท่านชีค” ฮานะรายงานอย่างนอบน้อม ชีคหนุ่มพยักหน้ารับรู้แล้วเดินเข้าคฤหาสน์ไปโดยมีนางกำนัลส่วนหนึ่งเดินตามไปด้วยเพื่อคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ ทว่าชีคราซัคกลับยกมือขึ้นห้ามไว้

“ไม่ต้องมาดูแลฉัน พวกเธอไปนอนพักเถอะ” เหล่านางกำนัลขานรับแล้วพากันแยกย้ายไป “นายเองก็ไปพักเถอะอาเจฟ เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว” ชีคหนุ่มหันไปบอกองครักษ์หนุ่มบ้าง แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

“ให้ผมอยู่ดูแลท่านชีคก่อนดีกว่าครับ”

“ไม่ต้องหรอก ฉันดูแลตัวเองได้ ไปเถอะ” ชีคราซัคบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยนิดๆ การที่เขาไม่ให้นางกำนัลมาดูแลเพราะเขาจะรีบอาบน้ำแล้วเข้านอนเลย ไม่อยากให้ใครเข้าไปเกะกะรบกวนให้เสียเวลา

“ครับ” อาเจฟรับคำแล้วรอให้เจ้านายเข้าห้องนอนไปก่อน เขาถึงได้เดินไปยังห้องพักของตัวเองบ้างซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้องท่านชีคมากนัก

เมื่อเข้ามาในห้องนอนแล้วชีคราซัคก็รีบจัดการอาบน้ำแล้วทิ้งตัวลงนอนหลับสนิทไปทันทีที่หัวถึงหมอน การที่ชายหนุ่มกลับมาที่ยาร์เซรูในคืนนี้เลยเป็นเพราะต้องการคุยงานกับลูกจ้างสาวให้เข้าใจก่อนที่จะเริ่มงาน เพื่อให้หญิงสาวได้เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะได้ไม่มีการผิดพลาดเกิดขึ้นให้เสียอารมณ์ในภายหลัง ซึ่งหลังจากคุยงานกันเสร็จแล้วชีคหนุ่มก็จะบินกลับซิย่าทันทีเนื่องจากยังมีงานรอให้เขาสะสางอยู่อีกมากมายนัก

 

พิมพ์พิสุทธิ์ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ด้วยความรู้สึกสดชื่นแจ่มใสเพราะได้นอนเต็มอิ่ม หลังจากล้างหน้าล้างตาและอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็มายืนอิงร่างที่บานหน้าต่างกระจกใสเพื่อชมวิวทะเลในยามเช้า ซึ่งเธอเสียดายมากเนื่องจากห้องนอนนี้ไม่มีระเบียงให้ออกไปยืนรับลมด้านนอกได้ ด้วยความที่อยากรับลมทะเลเธอจึงตัดสินใจเดินออกจากห้องไป

พิมพ์พิสุทธิ์เดินลงบันไดมายังชั้นล่างก็พบนางกำนัลบางคนยืนปัดกวาดเช็ดถูกอยู่แถวนั้น หญิงสาวส่งยิ้มอ่อนๆ ให้แล้วเดินผ่านออกไปทางด้านหลังของคฤหาสน์ที่จารีย่าเคยพาไปเพื่อออกไปสู่ชายหาด ลมทะเลเย็นๆ อากาศบริสุทธิ์ เสียงคลื่นสาดซัดหาดและภาพดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ เลื่อนขึ้นสู่ฟากฟ้านั้น สร้างความรู้สึกดีให้แก่ผู้มองยิ่งนัก จิตรกรสาวจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วยืนยืดเส้นยืดสายร่างกายอยู่ที่ชายหาดอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มห้าวเอ่ยทักขึ้นจากทางด้านหลัง

“ตื่นแต่เช้าเชียว นอนไม่หลับเหรอครับ”

“อุ๊ย...” หญิงสาวอุทานเสียงแผ่วแล้วหันไปมองตามเสียงทัก จากนั้นก็ต้องยืนนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึงจนดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อได้เห็นหน้าตาของคนทักอย่างชัดเจน โอ้! ไม่น่าเชื่อเลย ผู้ชายในรูปที่เราดูนี่นา พิมพ์พิสุทธิ์คิดในใจอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองและอดตื่นเต้นไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าคำพูดล้อเล่นของน้องสาวตัวดีจะเป็นจริงขึ้นมา นี่ถ้าพิมพ์ประภัทรรู้ว่าหนุ่มสุดหล่อของเธอเป็นผู้ว่าจ้างจริงๆ ละก็คงกรี๊ดบ้านแตกแน่ๆ เลย แต่เอ๊ะ...เดี๋ยวก่อนสิ เขายังไม่ได้แนะนำตัวอะไรเลยนะ บางทีเขาอาจไม่ใช่ก็ได้ หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ก่อนดวงหน้านวลใสจะร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความอาย เมื่อเธอเห็นเขายิ้มขันเธออยู่ แม้เขายิ้มแล้วจะทำให้ใบหน้าคมเข้มดูหล่อเหล่าละลายใจมากกว่าเดิมก็ตาม ทว่าเธอก็อดรู้สึกฉุนนิดๆ ไม่ได้

ใบหน้านวลที่ดูบึ้งตึงขึ้นมาเล็กน้อยกับดวงตากลมโตที่ดูวาวโรจน์อย่างไม่พอใจชั่วครู่ของหญิงสาวร่างบางตรงหน้านั้น ทำให้ชีคราซัคยิ่งยิ้มขันมากขึ้นไปอีกพร้อมกับรู้สึกสนใจในตัวผู้หญิงคนนี้ขึ้นมามากกว่าเดิม ชีคหนุ่มกวาดตามองลูกจ้างสาวคนไทยไปตลอดทั้งร่างอย่างสำรวจ พอเห็นการแต่งกายของเธอที่สวมเสื้อคลุมแขนยาวทับเสื้อกล้ามด้านในกับกางเกงเนื้อนุ่มขายาวแล้วเขาก็รู้สึกพอใจที่เธอรู้กาลเทศะดีว่าควรแต่งกายเช่นไรเมื่ออยู่ในประเทศนี้

จริงอยู่ว่าประเทศทาเกียร์เป็นประเทศที่เปิดกว้างและไม่ได้ถึงกับเคร่งศาสนามากนัก แถมผู้คนส่วนใหญ่ก็แต่งกายกันแบบสากลมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นทุกคนในประเทศก็รู้ดีว่าควรแต่งกายแบบไหนให้เหมาะสม จนดูไม่เปิดเผยเนื้อตัวมากจนเกินงามไปนัก นักท่องเที่ยวบางคนที่ศึกษาวัฒนธรรมมาบ้างก็เข้าใจดีและแต่งกายได้พอเหมาะพอดี ไม่น้อยหรือว่ามากจนเกินไป แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่ทำตัวอิสระจนเคยตัวไม่ยอมปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่เลย บางครั้งจึงเกิดการจับกุมกันเกิดขึ้นในกรณีที่ทำผิดจนปล่อยไว้ไม่ได้

แต่เมืองสถานที่ท่องเที่ยวอย่างยาร์เซรูก็ได้รับการยกเว้นพอสมควร เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวติดทะเลย่อมต้องมีการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมบ้างอยู่แล้วเพราะห้ามไม่ได้ รัฐบาลจึงจำกัดแค่บริเวณเมืองนี้เอาไว้เป็นพิเศษ ส่วนเมืองอื่นๆ ก็ยังคงดำรงตามวิถีชีวิตที่ปฏิบัติกันมาเหมือนเดิม โดยไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นเนื่องจากทุกคนปฏิบัติตามกฎข้อระเบียบอย่างเคร่งครัดนั่นเอง

สายตาคมกริบที่ทอดมองมาทำให้พิมพ์พิสุทธิ์ใจสั่นไหว และรู้สึกประหม่าจนต้องหลบสายตาด้วยการมองผืนทรายแทน พร้อมกันนั้นก็จับสาบเสื้อคลุมทบเข้าหากันราวกับหวงตัว แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เธอแค่รู้สึกอายที่ถูกเขาจ้องมองต่างหากล่ะ หญิงสาวยอมรับกับตัวเองเดี๋ยวนี้เองว่าผู้ชายตรงหน้าเธอนี้มีอำนาจที่ดวงตาจริงๆ แค่เพียงจ้องผ่านทางรูปยังทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาดได้ ดังนั้นไม่ต้องคิดเลยว่าพอได้สบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นี้เข้าจริงๆ แล้วเธอจะรู้สึกสะท้านสะเทือนมากแค่ไหน

บ้าจริง...นี่เราเป็นอะไรไปนะ อย่าบอกนะว่าเราชอบผู้ชายคนนี้ตั้งแต่เห็นแค่รูปถ่ายในอินเทอร์เน็ต บ้าแล้ว เธอต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ยัยแพรวเอ๋ย พิมพ์พิสุทธิ์ต่อว่าตนเองอยู่ในใจอย่างหัวเสียเล็กน้อย และไม่รู้ว่าจะจัดการกับเจ้าความรู้สึกปั่นป่วนที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างไรดี ผลสุดท้ายหญิงสาวก็เลือกใช้วิธีเดิมๆ คือเก็บความรู้สึกเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยตรงๆ พลางถามออกไปด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ

“เมื่อกี้คุณ...เอ่อ...ท่าน...เอ่อ...” เธออึกอักเพราะไม่รู้ว่าจะเรียกเขาว่าอะไรดี

“เรียกผมว่าราซัคก็ได้ ไม่ต้องเรียกท่านเทิ่นอะไรหรอก” ชีคหนุ่มบอกอย่างอารมณ์ดีพลางยิ้มเก๋ให้อย่างจงใจ ก่อนรอยยิ้มจะเจื่อนลงแล้วเปลี่ยนเป็นเลิกคิ้วเข้มขึ้นสูงแทน เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้ายังมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงอาการสะเทิ้นอายเหมือนผู้หญิงหลายๆ คนที่เขาเคยผ่านมาเลย

อืม...น่าสนใจแฮะ ชีคราซัคคิดในใจอย่างนึกสนุก เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกท้าทายอย่างไรไม่ทราบ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนเมินเฉยต่อเขาแบบเธอเลย เขาจึงนึกอยากจะปราบเธอดูขึ้นมาเสียแล้ว ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอพลางจ้องดวงหน้าใสด้วยความพึงพอใจ ตอนแรกที่เขาเห็นรูปถ่ายครึ่งตัวของเธอก็รู้สึกสะดุดตามากทีเดียวจนตัดสินใจให้เธอลองมาทำงานดูก่อน แต่พอได้มาเจอตัวจริงบวกกับท่าทีเหมือนไม่สนใจเขาของเธอก็กลายเป็นสะดุดใจไปทันที เลยยิ่งทำให้เขาสนใจในตัวเธอมากขึ้นเข้าไปอีก

“เอ่อ...ไม่ดีมั้งคะ คุณเป็นถึงท่านชีค”

“ไม่เป็นไรหรอก ผมอนุญาตให้คุณเรียกได้...เป็นกรณีพิเศษ” ชีคหนุ่มขยิบตาให้ในประโยคสุดท้ายทำเอาคนได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษถึงกับหน้าเห่อร้อนทันควันอย่างขัดเขิน จนต้องรีบก้มหน้างุดเพื่อซ่อนสีแดงๆ ของแก้มเอาไว้

“ขะ...ขอบคุณค่ะ”

ชีคราซัคยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี อาเจฟมองเจ้านายหนุ่มที่ดูอารมณ์ดีเกินพิกัดด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติแล้วท่านชีคของเขาไม่ค่อยชอบเสวนากับผู้หญิงสักเท่าไรนักโดยให้เหตุผลว่าไม่รู้จะคุยอะไรด้วย ดังนั้นผู้หญิงทุกคนที่ผ่านๆ มาจึงได้รับการปฏิบัติแบบพูดคำถามคำตลอด แม้กระทั่งเจ้าหญิงซาฟานาห์ พระธิดาสุดรักสุดหวงขององค์สุลต่านกับพระราชินีที่ใครๆ ก็ดูออกว่าทรงพึงพอใจในตัวเจ้านายของเขามาก ชีคราซัคก็ยังพูดคุยด้วยกิริยาเรียบเฉยไม่ได้มีแววขี้เล่นเหมือนตอนนี้เลยสักนิดเดียว

ท่านชีคของเขานั้นปกติไม่ใช่คนเย็นชาอะไรก็จริงอยู่ แต่ในเวลางานไม่ว่าจะเป็นทั้งงานราชการหรือธุรกิจส่วนตัวก็ตามชายหนุ่มจะเคร่งขรึมและเอาจริงเอาจังอยู่ตลอดเวลา เพราะหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำนั้นจะทำตัวเหยาะแหยะไม่ได้เพราะถูกสอนเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก ทว่าพอถึงเวลาพักผ่อนชีคหนุ่มก็จะเป็นตัวของตัวเอง แม้จะไม่ได้ร่าเริงและขี้เล่นเหมือนกัฟฟาห์ญาติผู้น้องที่สนิทสนมกัน แต่ก็ไม่ได้เคร่งขรึมเสียจนใครไม่กล้าพูดด้วย ท่านชีคของเขามีความขี้เล่นอยู่บ้างซึ่งก็มักจะเลือกทำกับคนที่สนิทใจด้วยเท่านั้น ดังนั้นจึงมีเพียงอาเจฟกับกัฟฟาห์เท่านั้นที่ได้สัมผัสถึงตัวตนด้านนี้ของชีคหนุ่ม

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่องครักษ์หนุ่มจะอดประหลาดใจไม่ได้ เมื่อเห็นผู้เป็นนายพูดจาเย้าหยอกหญิงต่างชาติผู้นี้เล่น หรือถ้าพูดให้ถูกต้องก็คือเขาแปลกใจตั้งแต่ชีคหนุ่มตอบรับให้เธอมาทำงานให้แล้วด้วยซ้ำไป อาเจฟคิดอยู่ในใจและเฝ้ามองการกระทำของเจ้านายไปเงียบๆ

“คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยนะมิสชาติศิลา ว่าทำไมคุณถึงได้ตื่นเช้านัก หรือว่านอนไม่หลับ”

“เปล่าค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์เงยหน้าขึ้นตอบหลังจากจัดการกับเจ้าความรู้สึกหวั่นไหวได้แล้ว “เมื่อคืนฉันได้นอนเต็มอิ่มก็เลยตื่นเช้าค่ะ พอเห็นบรรยากาศที่ชายหาดก็เลยอดใจไม่ไหวต้องลงมาเดินเล่น เอ่อ...คุณเรียกฉันว่าแพรวเฉยๆ ก็ได้ค่ะ ง่ายดี”

“ครับคุณแพรว” เขาตอบรับยิ้มๆ “ที่นี่ตอนเช้าๆ กับตอนเย็นจะสวยมาก” ชีคราซัคบอกเสียงนุ่ม ที่นี่เป็นชายหาดส่วนตัวของครอบครัวเขาจึงไม่มีผู้คนมาเดินเพ่นพ่านให้เกะกะสายตา ชายหนุ่มรักที่นี่มากเพราะคฤหาสน์ซารีมะห์หลังนี้เป็นคฤหาสน์ที่มารดาของเขารักมากจึงมักจะมาพักผ่อนอยู่ที่นี่เป็นประจำ ตอนที่ท่านป่วยหนักก็เลือกที่จะมาพักรักษาตัวที่นี่จนกระทั่งได้ตายจากไป ชื่อของคฤหาสน์ก็มาจากชื่อของท่าน บิดาของเขาเป็นคนตั้งให้เองเพราะสร้างมาจากความรักที่ท่านมีต่อภรรยา คฤหาสน์หลังนี้จึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของชีคหนุ่ม เนื่องจากเขามาอยู่ที่นี่บ่อยพอๆ กับคฤหาสน์ที่ซิย่า และอีกอย่างที่แห่งนี้ก็มีความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวที่แสนสุขอยู่มากมายด้วย

“ค่ะ ฉันเห็นด้วย” พิมพ์พิสุทธิ์ยิ้มกว้างด้วยประกายตาที่สดใส เมื่อหวนนึกถึงภาพงดงามเมื่อวานนี้ในยามอัสดง ชีคราซัคมองรอยยิ้มสดใสของลูกจ้างสาวแล้วก็เผลอยิ้มตามไปด้วย แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรกันต่อ ฮานะก็เดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วรายงานอย่างนอบน้อม

“อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะท่านชีค”

“บอกให้จัดขึ้นโต๊ะได้เลยสามที่” เขาหันไปสั่งก่อนจะหันมาพูดกับจิตรกรสาว “คุณไปรอผมที่โต๊ะอาหารก่อนนะ ผมขอตัวไปอาบน้ำก่อนเพราะเหนียวตัวจะแย่แล้ว และพอทานข้าวเสร็จเราจะคุยเรื่องงานกัน”

“ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์รับคำเสียงอ่อน พลางมองตามชายหนุ่มทั้งสองที่อยู่ในชุดออกกำลังกายไปจนลับสายตา ดูแล้วพวกเขาคงไปวิ่งออกกำลังกายกันมาแน่ๆ แต่ก็น่าวิ่งหรอกนะ อากาศดีเสียขนาดนี้ หญิงสาวคิดอยู่ในใจพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินตามเข้าไปในคฤหาสน์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

3 ความคิดเห็น