ร้อนรักเสน่หา

ตอนที่ 3 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 278
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    11 ต.ค. 61

ประเทศทาเกียร์...เมืองซิย่า...

คฤหาสน์ชาร์จาราห์ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางบ้านเก่าแก่ ที่ประชาชนและทางการช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ คฤหาสน์ชาร์จาราห์ก็นับเป็นคฤหาสน์ที่เก่าแก่หลังหนึ่งเช่นกันเพราะมันถูกสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตัวคฤหาสน์นั้นทำจากหินอ่อนสีขาวนวลอย่างดี รูปทรงเป็นสี่เหลี่ยม มียอดโดมและมีปล่องสูงรับลมแบบโบราณที่กักเก็บลมเข้าไปให้ภายในบ้านเย็นสบาย แต่ปัจจุบันคฤหาสน์หลังนี้ติดเครื่องปรับอากาศทั้งหลังแล้วจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวในตอนกลางวันอีก

รอบๆ คฤหาสน์นั้นมีต้นไม้ที่ทนสภาพอากาศร้อนได้ดีปลูกไว้ให้มีสีเขียวขจีสดชื่นสบายตา ดอกไม้สีสันสวยงามก็มีปลูกให้เห็นซึ่งก็จะมีคนสวนคอยดูแลเป็นอย่างดี ภายในห้องทำงานชีคราซัค บิน อับดุลลา อัล ชาร์จาราห์กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน เมื่อได้ฟังคำรายงานขององครักษ์คนสนิทนามว่าอาเจฟ

“เกิดเรื่องนี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไร” เสียงทรงอำนาจเอ่ยถามด้วยความหงุดหงิดใจ อาเจฟจึงรายงานตามความเป็นจริง

“ห้าวันมาแล้วครับท่านชีค”

“อะไรนะ! แล้วทำไมถึงเพิ่งมาบอกฮะ” ชีคหนุ่มทุบโต๊ะดังปังด้วยความโมโห แต่องครักษ์คนสนิทกลับยืนนิ่งเฉยไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวออกมาเลยสักนิดเดียว นั่นก็เพราะเขาคุ้นชินแล้วเนื่องจากรับใช้ท่านชีคมาเป็นสิบๆ ปีย่อมรู้จักนิสัยใจคอกันดี

“ขออภัยครับท่านชีค แต่ที่ผมไม่บอกเรื่องนี้ให้ท่านทราบเพราะผมเห็นว่าช่วงนี้ท่านชีคกำลังงานยุ่งอยู่ แล้วอีกอย่างผมอยากรอให้ทางคุณไฟซาลตอบรับกลับมาก่อนว่าคนที่เขาจะส่งมาให้ทำงานแทนนั้นรับปากว่าจะมาทำงานให้แทนจริงเสียก่อนครับ ผมถึงจะรายงานให้ท่านชีคทราบเสียทีเดียวเลย”

องครักษ์ของเขามีเหตุผลเสมอ ชีคราซัคจึงใจเย็นลงก่อนจะถามถึงคนที่ไฟซาลจะส่งมาทำงานให้แทน

“แล้วคนที่คุณไฟซาลจะส่งมาทำแทนเป็นใคร ฝีมือเป็นยังไง นายได้บอกหรือเปล่าว่าฉันต้องการคนที่ฝีมือดีที่สุดนะ ไม่ใช่ใครมาแทนก็ได้”

“คนที่มาแทนเธอเป็นลูกศิษย์ของคุณไฟซาลครับ คุณไฟซาลรับประกันว่าเธอมีฝีมือดีมากและมีฝีมือใกล้เคียงกับเขาเลยทีเดียว คุณไฟซาลส่งผลงานของเธอมาให้ท่านชีคดูเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วยครับ”

“เธองั้นเหรอ?” ชีคราซัคเลิกคิ้วสูงเมื่อสะดุดใจกับคำนี้ อาเจฟพยักหน้าให้พร้อมตอบยืนยัน

“ครับ เธอเป็นผู้หญิงชื่อพิมพ์พิสุทธิ์ ชาติศิลา อายุยี่สิบเจ็ดปี เรียนจบทางด้านศิลปกรรมมา” พูดไปอาเจฟก็ส่งประวัติส่วนตัวพร้อมกับผลงานให้เจ้านายดูไปด้วย “ปัจจุบันเธอเป็นครูสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งและรับจ้างทำงานศิลป์อิสระ เธอมีพี่น้องสองคนคือพี่สาวหนึ่งและน้องสาวหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ของเธอยังมีชีวิตอยู่ บิดาคือ ดร. อนุสรณ์ ชาติศิลา นักโบราณคดีชื่อดังของเมืองไทย ส่วนมารดาปัจจุบันเป็นแม่บ้านเฉยๆ ครับ” องครักษ์หนุ่มเล่าถึงข้อมูลส่วนตัวของคนที่เขาไปสืบประวัติมาไปเรื่อยๆ แม้ท่านชีคจะเปิดข้อมูลที่เขาหามาขึ้นไปเปิดดูเองแล้วก็ตาม การที่เขาสืบประวัติของพิมพ์พิสุทธิ์นั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะใครก็ตามที่จะเข้ามาใกล้ชิดท่านชีคของเขาจะต้องถูกตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยของท่านชีคเป็นหลัก

ชีคราซัคฟังไปก็ดูผลงานของหญิงสาวไปด้วย ชายหนุ่มพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็อดยอมรับไม่ได้ว่าตัวแทนที่ไฟซาลจะส่งมานั้นมีฝีมือเยี่ยมไม่ได้ด้อยไปกว่าคนที่เป็นอาจารย์เลย ชีคหนุ่มมีสีหน้าพอใจหลังจากที่วางผลงานลงบนโต๊ะ แต่พอคิดว่าเจ้าของผลงานเป็นผู้หญิงเขาก็ลังเลใจขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจและดูถูกผู้หญิงว่าทำงานไม่ได้หรอกนะ แต่เขากลัวว่าเธอจะมาอยู่ห่างบ้านห่างเมืองไม่ได้ต่างหากล่ะ และที่สำคัญ...เขาไม่อยากให้มีเรื่องรักใคร่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน

ชีคหนุ่มคิดอย่างหนักใจ เรื่องที่เขากังวลนั้นไม่ใช่เกี่ยวกับคนอื่นเลยแต่เกี่ยวกับตัวเขามากกว่า ไม่ใช่ว่าเขาหลงตัวเองหรอกนะ แต่ตัวอย่างก็มีให้เห็นจนชินตาแล้วต่างหากเพราะบรรดาสาวๆ ที่ทำงานอยู่ในบริษัทของเขามักชอบทำตัวทอดสะพานให้เขาอยู่ตลอดเวลาที่พบ ชายหนุ่มจึงกลัวว่าหญิงสาวที่จะมาเป็นตัวแทนจะเป็นแบบนั้นบ้างเลยไม่อยากเสี่ยงมีปัญหาใดๆ ให้หงุดหงิดใจ

ความจริงชีคราซัคไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลากับเรื่องนี้เลย เรื่องรูปข้าวของต่างๆ ที่เขาจะนำออกมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวนั้น สามารถถ่ายรูปเอาก็ได้ซึ่งให้ความเหมือนจริงมากกว่าการวาดเสียอีกแถมยังใช้เวลาถ่ายไม่นานด้วย ทว่าในความรู้สึกของชีคหนุ่มแล้วเขาชอบการวาดภาพมากกว่า มันให้อารมณ์ที่แตกต่างไปจากการถ่ายรูป ดังนั้นชายหนุ่มจึงเอาความชอบส่วนตัวเป็นที่ตั้งโดยไม่สนใจว่าจะใช้เวลาวาดนานเท่าไร ขอแค่ผลงานออกมาดีเท่านั้นเขาก็พอแล้ว

“ท่านชีคตกลงว่าจะรับเธอหรือเปล่าครับ”

“ฉัน...ไม่อยากรับผู้หญิงมาทำงานนี้เลย”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะตอบปฏิเสธไป แล้วติดต่อหาคนใหม่มาแทนนะครับ”

ชีคราซัคไม่ตอบเพราะกำลังหยิบประวัติส่วนตัวของพิมพ์พิสุทธิ์ขึ้นมาอ่าน ก่อนจะนิ่งเงียบไปนานจนอาเจฟต้องมองด้วยความสงสัยทว่าก็ไม่ถามอะไรออกไป ชีคหนุ่มมองภาพถ่ายครึ่งตัวของหญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาทะมัดทะแมงนิ่ง ใบหน้ารูปไข่ ผมสีดำหยักศกรวบตึงมัดเป็นหางม้าด้านหลัง ดวงตากลมโตแสนหวาน จมูกโด่งรั้น พวงแก้มป่องนิดๆ และริมฝีปากบางรูปกระจับ ทุกอย่างช่างดูเหมาะเจาะจนทำให้ดวงหน้านวลใสดูสวยเก๋จนสะดุดตาเขาไม่น้อยเลยทีเดียว

ชายหนุ่มวางประวัติลงบนโต๊ะแล้วเคาะนิ้วเล่นพร้อมกับขบคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมองหน้าองครักษ์คนสนิทแล้วตอบเสียงขรึมทว่ามีรอยยิ้มนิดๆ ติดตรงมุมปาก

“ตกลง ฉันรับเธอทำงานนี้”

อาเจฟเบิกตากว้างด้วยความงุนงงเล็กน้อย เพราะผิดคาดกับที่เขาคิดไปมากทีเดียว ด้วยเขาคิดว่าท่านชีคจะปฏิเสธเสียอีก ทว่าแม้จะไม่เข้าใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้ก็ตามแต่องครักษ์หนุ่มก็ไม่ถามอะไรสักคำ นอกจากรับคำแล้วปฏิเสธตามคำสั่งเท่านั้น

 

ร่างบางที่ก้าวเข้ามาในบ้านในตอนบ่าย พอเห็นว่าบิดามารดานั่งเล่นกันอยู่ที่ห้องรับแขกก็รีบวิ่งโผเข้าไปกอดพวกท่านทันทีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตากลมโตนั้นเปล่งประกายระยิบระยับอย่างคนที่มีความสุข

“อะไรกันยัยแพรว อยู่ดีๆ ก็วิ่งเข้ามากอดแม่กับพ่อเสียแน่เชียว” ผู้เป็นมารดาถามด้วยความสงสัย แต่ผู้เป็นบิดานั้นพอจะเดาได้จากสีหน้าที่เป็นสุขของลูกสาวจึงถามยิ้มๆ

“มีข่าวดีล่ะสิ ใช่ไหม”

“ใช่เลยค่ะพ่อ เป็นข่าวที่ดีมากที่สุดในชีวิตเลยค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ตอบเสียงใส ท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นของบุตรสาวพลอยทำให้มารดาตื่นเต้นไปด้วยจึงถามด้วยความอยากรู้

“ข่าวดีเรื่องอะไรเหรอลูก”

“งานที่แพรวบอกอยากทำไงคะ ทางโน้นตอบตกลงมาแล้ว แพรวได้ทำงานนี้สมใจแล้วค่ะ” หญิงสาวบอกด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรงไม่หายทั้งที่ได้รับข่าวดีเรื่องนี้จากอาจารย์ไฟซาลมาเกือบชั่วโมงแล้ว เธอมีความสุขมากที่ความฝันกำลังจะเป็นจริง เธอกำลังจะได้ทำงานที่เธอรักแถมผลงานนั้นยังได้จัดแสดงโชว์ให้ผู้คนมากมายได้เห็นอีกด้วย ไม่มีเรื่องอะไรที่จะทำให้เธอมีความสุขได้มากเท่านี้อีกแล้วล่ะ

“จริงเหรอลูก พ่อยินดีด้วยนะ” ดร. อนุสรณ์กล่าวด้วยความรู้สึกยินดีจากใจ เพราะท่านเองก็อยากให้ลูกสาวได้งานนี้เช่นกัน ส่วนภรรยาของท่านนั้นก็รู้สึกดีใจไปกับลูกสาวด้วยเหมือนกัน ทว่าในใจก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดีแต่ก็ได้แค่ปลอบตัวเองในใจตามที่สามีเตือนว่าพิมพ์พิสุทธิ์โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่ที่สามารถรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้ดีและที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วง เพราะฉะนั้นท่านควรไว้วางใจปล่อยให้ลูกรักได้ลองบินออกไปเผชิญโลกภายนอกดูบ้างสักครั้งเพื่อให้เป็นประสบการณ์ในชีวิต พิมพ์พรรณคิดอย่างปลงตกจึงลูบผมลูกรักแล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน

“แม่ก็ยินดีด้วยนะลูก โอกาสมาถึงมือลูกแล้วลูกต้องทำให้ดีที่สุดนะ”

“ค่ะแม่”

“เรื่องน่ายินดีแบบนี้ พ่อว่าเย็นนี้เราจัดปาร์ตี้เล็กๆ เพื่อฉลองให้แพรวกันดีไหมแม่”

“โอ๊ย...ไม่ต้องหรอกค่ะพ่อ” บุตรสาวรีบปฏิเสธเพราะไม่อยากให้วุ่นวายกัน แต่พิมพ์พรรณเห็นด้วยกับสามีเนื่องจากที่บ้านไม่ได้จัดปาร์ตี้กันภายในครอบครัวมานานแล้ว

“แม่ว่าจัดก็ดีเหมือนกันนะ ครอบครัวเราไม่ได้มีปาร์ตี้สนุกๆ กันมานานแล้ว เดี๋ยววันพรุ่งนี้พ่อกับพริมก็ต้องกลับอียิปต์แล้วด้วย คงอีกนานกว่าจะได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอีก”

“ถ้างั้นก็ได้ค่ะ แพรวตามใจพ่อกับแม่ก็แล้วกัน”

“ดีจ้ะ ถ้างั้นแพรวพาแม่ไปตลาดหน่อยก็แล้วกันนะ แล้วก็โทรไปบอกพริมกับพราวด้วยว่าเย็นนี้ห้ามมีนัดเด็ดขาด” พิมพ์พรรณสั่งความเสร็จก็ลุกขึ้นเดินขึ้นชั้นบนไปเพื่อเตรียมตัวไปตลาดสด โดยมีสองพ่อลูกนั่งอมยิ้มขันกับความเจ้ากี้เจ้าการของท่าน

ตกค่ำปาร์ตี้เล็กๆ ภายในครอบครัวก็เริ่มต้นขึ้นที่สนามหญ้าหน้าบ้าน พิมพ์นารากับพิมพ์ประภัทรต่างแสดงความยินดีกับพิมพ์พิสุทธิ์ยกใหญ่ ก่อนน้องสาวตัวดีจะเอ่ยแซวยิ้มๆ ออกมา

“ถ้าท่านชีคราซัคเป็นผู้ชายรูปหล่อคนนั้นจริงๆ ละก็ พี่แพรวอย่าปล่อยให้หลุดมือไปเชียวนะ จับเอาไว้เลย”

“บ้า” พิมพ์พิสุทธิ์ตีแขนน้องไปทีหนึ่งอย่างหมั่นไส้ “พูดจาน่าเกลียดจริงๆ เลยเราน่ะ พี่เป็นผู้หญิงนะแล้วอีกอย่างพี่ไปทำงานไม่ได้คิดไปทำอย่างอื่น”

“แหม...พราวแค่ล้อเล่นเอง ตีเสียแรงเชียว” พิมพ์ประภัทรทำปากยื่นใส่ แต่ดวงตากลับพราวระยับล้อเลียนไม่เลิก ผู้พี่จึงยกมือขึ้นทำท่าจะตีอีกทีหญิงสาวจึงรีบถอยหนีไปยืนด้านหลังของพี่สาวคนโต คนจะตีจึงอดหัวเราะไม่ได้

“เรานี่มัน...หยุดล้อพี่ได้แล้วนะ ไม่อย่างนั้นจะโดนตีรัวๆ แน่คราวนี้” พิมพ์พิสุทธิ์แกล้งขู่เสียงเข้ม พิมพ์ประภัทรจึงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่ายอมแล้ว ก่อนจะเดินออกมายืนประจำที่เดิมของตนเอง

“โอเคๆ ไม่ล้อแล้วก็ได้ แต่พราวอยากรู้จริงๆ นะว่าผู้ชายรูปหล่อในรูปนั้นจะใช่เจ้านายพี่แพรวหรือเปล่า”

“อีกไม่นานเดี๋ยวก็รู้เองแหละน่าว่าใช่หรือไม่ใช่” พิมพ์นาราบอกยิ้มๆ พลางหยิบบาร์บีคิวทะเลจากเตาย่างมาใส่จานแล้วเดินยกไปให้บิดามารดาที่นั่งกินกันกะหนุงกะหนิงอยู่สองคนที่โต๊ะ

“พี่แพรวอย่าลืมส่งข่าวบอกพราวนะคะ ถ้าได้เจอตัวจริง”

“อืม...เอานี่ไปอุดปากซะ ชักพูดมากไปแล้วนะเราน่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์บอกอย่างรำคาญพลางหยิบบาร์บีคิวที่สุกแล้วใส่จานน้องสาว จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งโต๊ะร่วมกลุ่มกับทุกคนต่อ ทิ้งให้พิมพ์ประภัทรที่ทำปากยื่นใส่ตามหลังพี่สาวอย่างงอนๆ เฝ้าเตาย่างเพียงลำพัง

ค่ำคืนนี้ทุกคนต่างสนุกสนานและมีความสุข ก่อนที่รุ่งเช้าจะต้องแยกจากกันเพราะ ดร. อนุสรณ์กับพิมพ์นาราต้องกลับไปทำงานต่อที่ประเทศอียิปต์ ทุกคนในครอบครัวมาส่งคนทั้งสองยังสนามบิน ไม่มีการล่ำลาที่โศกเศร้าเนื่องจากชินเสียแล้ว จะมีก็เพียงแค่ใจหายและความห่วงใยที่มอบให้กันเท่านั้น

พิมพ์พรรณนั้นไม่ได้เดินทางไปอียิปต์ด้วย เพราะยังเป็นห่วงบ้านช่องและบุตรสาวอีกสองคน ซึ่งผู้เป็นสามีก็ไม่ได้คัดค้านอะไรแถมออกจะเห็นด้วยเสียด้วยซ้ำ เพราะอยากให้ภรรยาอยู่ดูแลลูกสาวอีกสองคนอยู่แล้ว หลังจากส่งพ่อและพี่สาวขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้ว พิมพ์พิสุทธิ์ก็ขอแยกตัวไม่กลับบ้านไปพร้อมแม่และน้องสาว เนื่องจากเธอมีงานที่รับทำไว้กับเพื่อน ซึ่งหลังจากทำงานเสร็จแล้วเธอก็จะไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ ในกลุ่มต่อเพื่อเลี้ยงฉลองที่เธอได้ทำงานชิ้นใหญ่

“เอ้าชนแก้ว” ไก่ หัวโจกประจำกลุ่มร้องบอกพร้อมกับชูแก้วเหล้าของตนเองขึ้น บรรดาเพื่อนๆ อีกสิบคนจึงชูแก้วขึ้นตามแล้วชนแก้วกันดังกริ๊งเบาๆ “วันนี้พวกเราจะเมาเหล้ากันให้หัวทิ่มไปเลยเว้ย เพื่อฉลองให้กับไอ้แพรวที่มันได้งานใหญ่ เอ้า...ดื่มๆ มื้อนี้ไอ้แพรวมันเลี้ยงเอง”

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อนนะไอ้ไก่ ฉันบอกแกเหรอว่ามื้อนี้ฉันจะเลี้ยงน่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์รีบเบรกทันทีเมื่อจู่ๆ ก็ถูกเพื่อนตัวดีโยนภาระมาให้ซะงั้น ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าเพื่อนตัวดีคนนี้แหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีชวนพวกเธอมาเลี้ยงฉลองกัน

“เฮ้ยแพรว...แกอย่าทำใจดำสิวะ แกได้งานใหญ่เงินก็ดีด้วย แกก็ต้องเลี้ยงเพื่อนสิวะ ใจป้ำๆ หน่อยดิ”

“เออ ใช่ๆ” บรรดาเพื่อนๆ ต่างรวมหัวกันแกล้งเธอด้วยการพยักหน้าเห็นด้วย

“อะไรวะ ฉันยังไม่ได้ทำงานเลยนะโว้ย เงินก็ยังไม่ได้สักเก๊พวกแกก็มาถล่มฉันก่อนซะแล้ว” พิมพ์พิสุทธิ์บ่นอุบแต่ไม่ใช่เพราะเธอใจดำหรือเห็นแก่ตัวไม่ยอมเลี้ยงเพื่อนหรอกนะ แต่ที่ต้องบ่นก็เพราะเงินในกระเป๋ามีจำกัดต่างหากล่ะ จริงอยู่ว่าฐานะทางบ้านเธอจัดว่าร่ำรวย มีกินมีใช้ไม่ขัดสนอะไร ทว่าตั้งแต่เรียนจบทำงานมาหญิงสาวก็ทำงานหาเงินใช้เองมาตลอด ไม่เคยขอเงินจากทางบ้านอีกเลย ดังนั้นหากช่วงไหนที่เงินน้อยเธอก็จำเป็นต้องประหยัด ซึ่งเรื่องนี้พวกเพื่อนๆ ของเธอรู้กันดี เนื่องจากทุกคนก็มีนิสัยเหมือนเธอเช่นกัน ไม่มีใครงอมืองอเท้าทำตัวเป็นลูกแหง่ขอเงินพ่อแม่อีกต่อไป แม้บางทีจะมีเรื่องเดือดร้อนต้องใช้เงินก็ตามแต่พวกเธอก็จะแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเองเสมอ

“ฮ่าๆๆ พวกฉันล้อแกเล่นเว้ย ทำหน้าซีเรียสจริงจังไปได้” นก...เพื่อนสาวในกลุ่มเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะออกมา แล้วทุกคนก็พากันหัวเราะขำตามจึงโดนพิมพ์พิสุทธิ์แยกเขี้ยวใส่กันถ้วนหน้า

“พวกแกนี่มันน่าเตะจริงๆ เลย ทำเอาฉันใจหายหมด แต่เอาเถอะ ฉันให้สัญญาเลยว่าถ้างานชิ้นนี้เสร็จลงเมื่อไร ฉันจะกลับมาเลี้ยงข้าวพวกแกมื้อใหญ่เลย”

“พูดแล้วห้ามคืนคำนะโว้ย ฉันจะเตรียมล้างท้องรอแกเลย”

“เออ คนอย่างฉันพูดคำไหนคำนั้นย่ะ”

“จะว่าไปก็น่าอิจฉาไอ้แพรวฉิบหายเลยว่ะ แม่งลูกรักอาจารย์ไฟก็งี้แหละ ได้งานชิ้นใหญ่ตลอด ผิดกลับฉันที่เป็นลูกชัง เฮ้อ...” ไก่พูดประชดประชันด้วยความอิจฉา ทว่าไม่ได้มีความริษยาสักนิดเดียว ซึ่งเพื่อนทุกคนในกลุ่มรู้จักนิสัยกันดีจึงกลายเป็นเรื่องเฮฮาไปแทน

“ที่อาจารย์ไฟเขาไม่ให้แกเพราะแกมันฝีมือห่วยไงล่ะ หัดยอมรับความจริงซะบ้างสิ” หญิงสาวตอกกลับอย่างเจ็บแสบตามแบบฉบับของตัวเองเวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆ ซึ่งบางทีพวกเธอก็พูดกันแรงๆ ตรงๆ แบบนี้บ้างแต่ก็ไม่มีใครโกรธกัน

“ห่วยตรงไหนวะ ลูกค้ามาให้ฉันวาดภาพเหมือนให้ตรึมนะแกจะบอกให้ คนที่ห่วยกว่าฉันโน้นไอ้นัทโน้น แม่งวาดหมูเป็นหมีได้ ฮ่าๆๆ”

“อ้าวๆ ไอ้ไก่ เรื่องตั้งแต่ปีหนึ่งแม่งยังขุดมาล้อกูไม่เลิกอีกนะ ตอนนี้กูฝีมือดีกว่ามึงแล้วโว้ย”

ทุกคนพากันหัวเราะครืนด้วยความขบขัน แล้วมหกรรมอวดความเก่งก็เริ่มขึ้นจนลามไปกันทั้งโต๊ะอย่างสนุกสนาน พิมพ์พิสุทธิ์นั่งหัวเราะอย่างมีความสุขพลางรู้สึกใจหายที่อีกหน่อยจะไม่ได้มารวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เช่นนี้บ่อยๆ อีกแล้ว เพราะว่าอีกไม่กี่วันเธอต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศทาเกียร์แล้ว ส่วนบรรดาเพื่อนในกลุ่มบางคนก็ต้องกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดบ้าง ไปทำงานที่อื่นบ้างและกำลังจะย้ายตามสามีไปอยู่ต่างประเทศบ้าง ค่ำคืนนี้หญิงสาวจึงสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนอย่างเต็มที่

 

ประเทศทาเกียร์...ในเขตพระราชวัง

วันนี้มีประชุมใหญ่ในเรื่องสำคัญๆ หลายเรื่อง ชีคราซัคในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพจึงต้องเข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากกระทรวงกลาโหมจำเป็นต้องขอเบิกงบประจำปีเพิ่มเพื่อนำไปจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่เพื่อทดแทนของเก่าที่ชำรุดเสียหายจนซ่อมแซมไม่ได้ ท่านเสนาบดีกลาโหมเลยให้ชายหนุ่มมาประชุมงานด้วยเพื่อที่จะได้ช่วยกันอธิบายให้องค์สุลต่านอับดุลบาห์ซิทกับเสนาบดีกระทรวงการคลังได้เข้าใจ เนื่องด้วยที่ผ่านมาการคลังมักชอบอ้างโน่นอ้างนี่เพื่อตัดงบของกองทัพอยู่บ่อยครั้ง

แต่ครั้งนี้ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดีเมื่อมีชีคราซัคเข้ามาช่วยอธิบายถึงความจำเป็นให้ทราบ เสนาบดีการคลังนั้นไม่สามารถโต้แย้งถึงเหตุผลความจำเป็นของชีคหนุ่มได้เลย องค์สุลต่านเองก็เห็นด้วยว่ากองทัพจำเป็นต้องแข็งแกร่งต้องมีอาวุธพร้อมมือที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมไว้ให้พอเพียง แม้เดี๋ยวนี้จะไม่ได้มีการสู้รบแบ่งแยกดินแดนกันเหมือนแต่ก่อนแล้ว ทว่ากองทัพยังไงก็ต้องมีประสิทธิภาพไว้อยู่เสมอเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศชาติ พระองค์จึงอนุมัติให้เพิ่มงบจัดซื้ออาวุธให้แก่กระทรวงกลาโหมในที่สุด

“ท่านชีคเห็นหน้าท่านเสนาบดีฮัสซันไหม ตอนที่องค์สุลต่านทรงอนุมัติงบประมาณเพิ่มให้กระทรวงเราน่ะ หน้าท่านเสนาบดีนี่บูดบึ้งขึ้นมาทันทีเลย” เสนาบดีคาฟฟาห์เล่าให้ฟังเสียงกลั้วหัวเราะด้วยความสะใจที่คราวนี้ฝ่ายเขาเป็นผู้ชนะ กระทรวงของเขากับกระทรวงการคลังเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานานแล้ว เนื่องจากของบเพิ่มไปทีไรมักถูกเพิกเฉยตลอดมิหนำซ้ำยังร่ำๆ จะมาตัดงบกันอีก เพราะการคลังเห็นว่างบของทหารมีมากเกินไปทั้งที่บ้านเมืองสงบสุข ไม่ได้ไปสู้รบอะไรจึงควรเอางบไปพัฒนาด้านอื่นจะดีกว่า ซึ่งพวกเขาไม่เห็นด้วย

จริงอยู่ว่าเดี๋ยวนี้บ้านเมืองสงบไม่ต้องไปสู้รบกับใครอีก แต่กองทัพก็มีทหารเป็นหมื่นๆ นายที่ต้องจัดการดูแล ทั้งยังต้องฝึกฝนอาวุธอยู่เสมอ อาวุธและพาหนะต่างๆ ก็ต้องดูแลบำรุงรักษา ไหนจะค่าเบี้ยเลี้ยงของทหารลาดตระเวนตามเขตชายแดนและตามทะเลทรายอีก แล้วนี่ชีคราซัคยังทำโครงการดูแลทหารที่ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่อีก ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนจำเป็นต้องใช้เงินทั้งนั้นแล้วจะมาตัดงบประมาณโยนไปให้กระทรวงอื่นดื้อๆ แบบนี้เขาจะยอมได้อย่างไรกันเล่า

ชีคราซัคฟังแล้วก็ยิ้มตรงมุมปากนิดๆ ทำไมเขาจะไม่เห็นล่ะ ในเมื่ออีกฝ่ายคอยเอ่ยขัดแย้งเขาตลอดเวลาของการอธิบาย ชายหนุ่มไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเสนาบดีการคลังจะชิงชังกระทรวงกลาโหมทำไมนักหนา พวกเขาไปทำอะไรให้กัน ทั้งที่วันๆ พวกเขาก็ฝึกการสู้รบกันเท่านั้น ไม่ได้ไปขัดแข้งขัดขาใครในรัฐบาลเสียหน่อย

“ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าท่านเสนาบดีอัสซันทำไมถึงได้ชอบหาเรื่องพวกเรานัก”

“คงยังเจ็บใจไม่หายกระมัง”

“เรื่องอะไร” ชีคหนุ่มถามอย่างสงสัยพลางหยุดเดิน ตอนนี้พวกเขาออกมาจากห้องประชุมแล้วหลังจากที่การประชุมเสร็จสิ้นลงเมื่อครู่นี้

“ก็เรื่องที่ท่านตัดหน้าน้องชายเขายังไงล่ะ ท่านฮัสซันหวังให้น้องชายตัวเองขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพแต่กลับถูกท่านมาตัดหน้าชิงตำแหน่งไปเสียก็เลยเจ็บใจหาเรื่องแกล้งท่านเรื่อยมายังไงล่ะ” เสนาบดีคาฟฟาห์สันนิษฐานเอาตามสิ่งที่เกิดขึ้น ชีคราซัคฟังแล้วก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ทันที

“ผมไม่ได้อยากแย่งตำแหน่งใครเลยนะ”

“ผมรู้ แต่ในเมื่อองค์สุลต่านทรงบัญชามาแบบนี้ท่านก็ต้องทำใจ”

ใช่...เขาต้องทำใจที่จะถูกเกลียดถูกริษยาอยู่ตลอดเวลา ชีคหนุ่มยอมรับสภาพอย่างอึดอัดใจ การได้ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดมานั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาควรจะดีใจเลยสักนิด ตอนที่ได้ตำแหน่งใหม่ๆ เขาต้องทนรับสภาวะความกดดันมากทีเดียว จากนายทหารระดับสูงที่ไม่เห็นด้วยเนื่องจากเขาอายุยังน้อย สมควรให้นายทหารที่มียศระดับพลเอกที่มีความอาวุโสกว่า และเหมาะสมกว่าขึ้นมาแทนตามขั้นตอนที่ปฏิบัติกันมาช้านานถึงจะถูกต้อง ซึ่งขณะนั้นก็มีตัวเกร็งอยู่หลายคน และหนึ่งในนั้นก็มีน้องชายของเสนาบดีฮัสซันรวมอยู่ด้วย

ชายหนุ่มเห็นด้วยกับขั้นตอนนี้ ทว่าในเมื่อองค์สุลต่านมีรับสั่งให้แต่งตั้งชีคราซัคขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้แทนจึงไม่มีใครกล้าขัดขวาง ส่วนตัวเขาก็ได้ทักท้วงไปเหมือนกันแต่ก็ไร้ประโยชน์ ชีคหนุ่มจึงจำต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดซึ่งกว่าเขาจะได้รับการยอมรับจากทหารทุกคนนั้นก็ใช้เวลาพิสูจน์ความตั้งใจจริงนานถึงสามปีด้วยกัน

“ผมทำใจมานานแล้วท่านคาฟฟาห์” ชีคหนุ่มหัวเราะในลำคอ เสนาบดีกลาโหมในวัยห้าสิบยกมือขึ้นตบบ่าท่านชีคหนุ่มที่เขาชื่นชมในความเก่งกาจกล้าหาญหนักๆ สองทีพลางยิ้มให้ด้วยความเข้าใจ

“ท่านเป็นคนเก่ง ผมเชื่อว่าท่านจะจัดการทุกอย่างได้ดี ใครก็ตามที่คิดร้ายกับท่านจะต้องแพ้ภัยเองไปในที่สุด”

“ขอบคุณ ผมก็หวังให้เป็นเช่นนั้น” ชีคราซัคยิ้มตอบพลางมองเสนาบดีกลาโหมด้วยสายตาชื่นชมนับถือเช่นกัน เพราะเสนาบดีคาฟฟาห์เป็นคนที่จริงใจและซื่อสัตย์สุจริต ทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

“ผมอยากให้องค์สุลต่านมีเจ้าชายที่เก่งกล้าสามารถอย่างท่านชีคเหลือเกิน จะได้ช่วยแบ่งเบาภารกิจของพระองค์ลงบ้าง”

“โปรดอย่าพูดเช่นนี้เลยท่านคาฟฟาห์ หากใครมาได้ยินเข้าจะไม่ดี” ชีคหนุ่มท้วงติงอย่างไม่ชอบใจนัก เพราะเขาไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดไปกันใหญ่อีก แค่เพียงข่าวลือผิดๆ ก็ทำให้เขาเหนื่อยหน่ายใจเกินทนแล้ว เสนาบดีกลาโหมมองหน้าชีคราซัคอย่างเข้าใจ ทว่าก็ยังไม่วายพูดเรื่องนี้ต่อแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม

“จริงๆ นะท่านชีค ผมอยากให้พระองค์มีรัชทายาทเป็นเจ้าชายที่เก่งกล้าอย่างท่าน แต่เมื่อไม่มีผมก็อยากให้พระองค์ทรงแต่งตั้งพระญาติคนอื่นๆ ขึ้นมาเป็นรัชทายาทเพื่อความมั่นคงของบัลลังก์ โดยเฉพาะ...หากคนๆ นั้นเป็นท่านชีคละก็ผมจะยินดีเป็นที่สุด และผมก็คิดว่าทุกคนในประเทศต้องยินดีมากเหมือนกัน” สองประโยคท้ายเสนาบดีกลาโหมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิมจนกลายเป็นกระซิบ

สิ่งที่เขาพูดนั้นไม่เกินจริงเลยสักนิด เพราะหากมีการโหวตกันเพื่อเลือกรัชทายาทละก็ชีคราซัคจะต้องชนะอย่างขาดลอยเป็นแน่ เนื่องจากใครๆ ก็ต่างชื่นชมในความสามารถรอบด้านของชายหนุ่ม ทั้งทางด้านทหารและด้านเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้เรียกได้ว่าชีคหนุ่มผู้นี้เป็นผู้กุมเศรษฐกิจของประเทศก็ว่าได้ เพราะธุรกิจของครอบครัวที่ชีคราซัคมีอยู่ในมือนั้นแทบจะครอบคลุมทุกอย่างก็ว่าได้ อีกทั้งยังชอบช่วยเหลือด้านสังคมอีกต่างหาก ดังนั้นหากชายหนุ่มได้ขึ้นเป็นรัชทายาทก็ย่อมส่งผลดีต่อบ้านเมืองอย่างแน่นอน

“อย่าพูดเช่นนี้เลยท่านคาฟฟาห์ ผมขอร้อง เพราะผมไม่เคยคิดหวังราชบัลลังก์สักนิด แค่ธุรกิจของครอบครัวและตำแหน่งหน้าที่ทางราชการที่ต้องปฏิบัติแล้ว ผมก็แทบจะไม่มีเวลาหายใจแล้วท่าน และที่สำคัญผมไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ผมไม่มีสิทธิ์ใดๆ ทั้งนั้นได้โปรดอย่าพูดเรื่องนี้กับผมอีกเลย ผมขอร้องล่ะ” ชีคราซัคบอกเสียงเข้มด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาคมกริบฉายแววขอร้องออกมา ก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขอตัวแล้วเดินจากไปทันที เนื่องจากไม่อยากคุยถึงเรื่องนี้อีกแล้ว

ในชีวิตนี้เขาไม่เคยคิดหวังบัลลังก์ทองสักนิด เพราะเพียงแค่เท่าที่มีอยู่นี่ก็แบกรับภาระหนักหนามากพอแล้ว อีกอย่างเขาไม่ต้องการเอาชีวิตไปผูกติดกับกฎเกณฑ์ต่างๆ จนทำให้ขาดชีวิตอิสระทางด้านส่วนตัวและความคิดไปหมด เขาต้องการเป็นตัวของตัวเอง ต้องการบัญชาชีวิตตัวเองไม่ใช่ต้องคอยทำตามคำแนะนำของคนรอบข้างตลอดเวลา ชีวิตที่สุขสบายอยู่เหนือทุกคนในประเทศแต่ขาดอิสระต่างๆ จนเหมือนอยู่ในกรงทองแบบนั้น เขาไม่ต้องการสักนิดเดียว

ทว่ากลับมีคนบางกลุ่มที่ต้องการมันให้เขา จึงทำให้เกิดข่าวลือจากปากต่อปากไปต่างๆ นานา จนถึงขั้นที่ว่าเขาคิดชิงบัลลังก์จากองค์สุลต่านเลยทีเดียว ทำให้ชีคราซัคทุกข์ใจมากเพราะกลัวพระองค์จะคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่โชคดีที่พระองค์มีวิจารณญาณที่ดีไม่หลงเชื่อข่าวลือง่ายๆ ชีคหนุ่มจึงรู้สึกสบายใจ จึงได้ถวายคำสัตย์ต่อหน้าพระองค์ในวันสำคัญว่าเขาจะจงรักภักดีต่อราชวงศ์ และจะไม่คิดคดทรยศอย่างเด็ดขาด ข่าวลือเลยเริ่มซาลงและจางหายไป

แต่หากมองให้ดีมันเหมือนคลื่นใต้น้ำมากกว่า เพราะยังมีคนคิดเช่นนี้อยู่ทั้งฝ่ายที่ต่อต้านและสนับสนุนเขา เพียงแต่ไม่มีใครพูดออกมาเท่านั้น คนอื่นเขาไม่กังวลเท่าไรแต่คนที่ทำให้ชีคราซัคต้องหนักใจคือองค์สุลต่านมากกว่า เพราะกลัวพระองค์จะคล้อยตามเรื่องนี้ในวันใดวันหนึ่งเข้า เหมือนดั่งสุภาษิตที่ว่าน้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แล้วนับประสาอะไรกับใจคนที่อ่อนไหวง่ายดั่งยอดหญ้าต้องลม เขาก็ได้แต่หวังว่าพระองค์จะมั่นใจในความจงรักภักดีของเขาตลอดไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

3 ความคิดเห็น