ตอนที่ 16 : บทที่ 16

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 372
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    20 ต.ค. 61

พอถึงเวลาทานอาหารกลางวันพิมพ์พิสุทธิ์ก็จำใจต้องลงมาทานด้วยเพื่อตัดความรำคาญ เมื่อถูกกัฟฟาห์คะยั้นคะยอให้ลงไปทานด้วยกัน ทว่าพอมาถึงห้องอาหารแล้วทั้งสองคนก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นฮานะจัดอาหารมาให้แค่สองที่เท่านั้น

“ทำไมจัดแค่สองที่ล่ะฮานะ” ชายหนุ่มถามพลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในฝั่งของตัวเอง หลังจากที่เลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวนั่งเรียบร้อยแล้ว

“ท่านชีคกับคุณอาเจฟออกไปข้างนอกค่ะ” ฮานะตอบ

“ไปไหน”

“ไม่ทราบค่ะ ท่านชีคไม่ได้บอกไว้”

กัฟฟาห์ยักไหล่นิดๆ แล้วเริ่มลงมือทานอาหารตรงหน้า ส่วนพิมพ์พิสุทธิ์นั้นแอบถอนใจเบาๆ ด้วยความโล่งอกที่ไม่ต้องมานั่งทนอึดอัดกับสายตาดูแคลนของชีคราซัคอีก ทั้งสองนั่งทานอาหารกันไปเงียบๆ จนกระทั่งหญิงสาวนึกอะไรบางอย่างได้ จึงเอ่ยถามชายหนุ่มออกมา

“คุณกัฟฟาห์คะ คุณเป็นญาติสนิทกับคุณราซัคใช่ไหมคะ”

“ครับ”

“เอ่อ...สนิทกันในระดับไหนเหรอคะ” เธอถามก่อนจะรีบอธิบายต่อเมื่อเห็นเขาเลิกคิ้วขึ้นสูงและมองด้วยสายตากังขา “คือว่า...ฉันมีเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับครอบครัวของคุณราซัคอยากจะถามคุณหน่อยน่ะค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไรหรอกค่ะ”

“สนิทมากครับ เพราะคุณพ่อของผมเป็นน้องชายของคุณพ่อพี่ราซัคครับ และเราก็โตมาด้วยกันด้วย”

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงรู้ประวัติของกำไลวงนี้ใช่ไหมคะ” เธอถามพลางชูกำไลที่ข้อมือให้เขาดู กัฟฟาห์ขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาฉายแววครุ่นคิดพลางยกมือขึ้นลูบคางไปด้วย

“ประวัติของกำไลวงนี้เหรอครับ ผมไม่รู้หรอก”

“อ้าว” จิตรกรสาวอุทานออกมาด้วยความผิดหวัง ชายหนุ่มจึงหัวเราะออกมา

“โธ่...ผมจะไปรู้ประวัติของกำไลวงนี้ได้ยังไงกันล่ะครับในเมื่อผมไม่ได้เป็นเจ้าของ แล้วอีกอย่างผมไม่เคยสนใจประวัติสิ่งของเหล่านี้ด้วย แต่กำไลวงนี้สวยดีนะครับ แต่เอ๊ะ...คุณถามผมถึงประวัติของกำไลวงนี้ก็แสดงว่ามันเป็นของพี่ราซัคใช่ไหม แล้วทำไมมันถึงมาอยู่ในข้อมือคุณได้ล่ะ”

“ฉันไม่ได้ขโมยนะ” เธอรีบบอกเสียงสูง

“เปล่าๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดว่าคุณขโมยหรอก แต่ผมแค่สงสัยว่าทำไมพี่ราซัคถึงให้คุณใส่กำไลวงนี้ได้เพราะดูแล้วน่าจะเป็นของเก่าแก่ประจำตระกูล ครั้งแรกที่เห็นคุณใส่ผมก็ว่าจะทักเหมือนกันแต่ก็ลืมไป แล้วแบบนี้คุณยังจะปฏิเสธผมอีกเหรอว่าไม่ได้คิดอะไรกับพี่ชายผมน่ะ” เขายิ้มกริ่ม นัยน์ตาเต็มไปด้วยแววล้อเลียน แต่คนถูกล้อไม่ได้ยิ้มหรือทำท่าขัดเขินสักนิดอย่างที่เขาคิด นอกจากทำหน้าเคร่งเครียดเท่านั้น

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกค่ะ แต่พูดไปคุณก็คงหาว่าฉันบ้า เอาเป็นว่าที่ฉันใส่กำไลวงนี้ได้มันเป็นเพราะอุบัติเหตุก็แล้วกันค่ะ”

“ผมไม่เข้าใจ”

“ช่างเถอะค่ะ ฉันว่าเราทานข้าวกันต่อเถอะ” พิมพ์พิสุทธิ์เอ่ยตัดบทแล้วลงมือทานอาหารต่อเงียบๆ ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ส่วนกัฟฟาห์ยังค้างคาใจอยู่แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรออกมาอีก

 

บนโรงแรมหรูระดับห้าดาวใกล้ชายทะเล ร่างสูงใหญ่ของชีคราซัคในชุดลำลองสบายๆ กำลังนั่งทอดอารมณ์อยู่ที่ชานระเบียงของห้องที่เขาสั่งเปิดไว้ ชายหนุ่มออกมาที่นี่เมื่อตอนช่วงสายๆ หลังจากที่เดินหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ในห้องทำงานพักใหญ่ ก็ตัดสินใจออกมาข้างนอกจะได้ไม่ต้องรับรู้ถึงการกระทำของใครบางคนให้ช้ำใจ

ชายหนุ่มคว้าแก้วเครื่องดื่มที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ ขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด แล้ววางกลับลงที่เดิมอย่างแรงจนดังกึก

“อารมณ์เสียเรื่องอะไรเหรอคะท่านชีคขา”

เสียงหวานใสดังขึ้นใกล้ๆ ชีคหนุ่มหันไปมองด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นสาวสวยจัดนามว่าซีว่ายืนยิ้มอวดหุ่นอวบอั๋นแสนเซ็กซี่ของเธออยู่ตรงประตูทางเข้า ก่อนหญิงสาวจะเดินเยื้องย่างเข้ามาหาเขาอย่างมีจริตจะก้านแล้วทิ้งสะโพกลงนั่งหมิ่นๆ ที่โต๊ะวางของตัวเล็ก จากนั้นก็โน้มใบหน้าเข้าใกล้ดวงหน้าของชายหนุ่มพลางเอื้อมมือไปแตะหัวไหล่แกร่งแล้วลูบไล้เบาๆ

“มาได้ยังไง” เขาถามอย่างสงสัยเพราะไม่ได้เป็นคนเรียกเธอมา

“คุณอาเจฟโทรไปบอกให้ซีว่ามาดูแลปรนนิบัติท่านชีคค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงหวาน นัยน์ตาพราวระยับอย่างเชิญชวนเพราะก็คิดถึงชีคหนุ่มอยู่เหมือนกัน ซีว่าเป็นสาวลูกครึ่งอังกฤษกับทาเกียร์ เธอเป็นสาวสังคมชั้นสูง เกิดและเติบโตที่ประเทศอังกฤษจึงมีพฤติกรรมและนิสัยที่แตกต่างจากหญิงทาเกียร์ทั่วไป เธอกับชีคราซัครู้จักกันที่งานเลี้ยงและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันโดยไม่มีการผูกมัดใดๆ อยู่หลายครั้ง

ชีคราซัคตวัดสายตาขุ่นมัวไปมององครักษ์คนสนิทที่ปรากฏตัวให้เห็นพอดีอย่างไม่พอใจ ที่อีกฝ่ายทำอะไรไปโดยพลการ อาเจฟเองก็รู้ตัวจึงเอ่ยออกมาด้วยความหวังดี

“ผมคิดว่าช่วงนี้ท่านชีคดูเครียดมากเกินไป น่าจะได้ผ่อนคลายบ้างนะครับ”

“ยุ่งไม่เข้าเรื่องนะอาเจฟ ให้ซีว่ากลับไปซะ ฉันไม่ต้องการใครทั้งนั้นเพราะฉันอยากอยู่คนเดียว”

“อะไรกันคะท่านชีค ซีว่าอุตส่าห์มาหานะคะ” ซีว่าโวยวายแต่พอเจอสายตาขุ่นขวางของชีคหนุ่มเท่านั้นก็หุบปากเงียบไม่กล้าพูดอะไรอีก นอกจากลุกขึ้นเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไปเท่านั้น อาเจฟถอนใจยาวที่ความหวังดีของเขากลับเพิ่มความขุ่นเคืองให้แก่เจ้านายหนุ่มไปอีก เขาก็แค่เห็นว่าช่วงนี้ท่านชีคไม่ได้เรียกหาใครมาปรนนิบัติเลย แถมยังดูเครียดๆ ไม่มีความสุขเขาก็เลยถือวิสาสะโทรหาซีว่าให้มาดูแลท่านชีค เพราะหวังให้เจ้านายได้ปลดปล่อยความอัดอั้นในกายบ้างจะได้ดูผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ใช่ตึงเครียดไปหมดจนไม่รู้ว่าเมื่อไรจะระเบิดออกมา

“ผมขอโทษครับท่านชีค”

“ช่างเถอะ ทีหลังอย่าทำอีกก็แล้วกัน” ชีคราซัครู้ว่าองครักษ์หนุ่มหวังดีจึงไม่ถือโทษโกรธเคืองใดๆ ก่อนจะยกมือขึ้นโบกไล่เพราะตอนนี้เขาอยากอยู่คนเดียวจริงๆ อาเจฟก้มศีรษะรับแล้วถอยหลังเข้าไปยืนสงบอยู่ด้านในห้องทันที เขายืนมองเจ้านายหนุ่มผ่านกระจกใสด้วยความสงสารเห็นใจแต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ที่อยู่ในใจของท่านชีคได้อย่างไร

 

เที่ยงคืนกว่าแล้วแต่พิมพ์พิสุทธิ์ยังนั่งทำงานในห้องสมบัติอยู่ จนกระทั่งรู้สึกคอแห้งจึงลุกขึ้นเดินไปที่โซฟาเพื่อจะรินน้ำดื่ม ทว่ากลับพบว่าน้ำที่ฮานะเอามาให้หมดเหยือกไปแล้ว หญิงสาวเลยตัดสินใจหยุดงานไว้แค่นี้เนื่องจากก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน ก่อนจะออกจากห้องลงไปหาน้ำดื่มเองในห้องครัวแทนที่จะเรียกนางกำนัลให้เอาขึ้นมาให้ข้างบน

หลังจากดื่มน้ำเสร็จจิตรกรสาวก็เดินออกมาจากห้องครัวซึ่งก็พบจารีย่าระหว่างทางเข้าพอดี ทำให้เธอรู้ได้ในทันทีว่าชีคราซัคคงยังไม่กลับมาแน่ๆ

“อ้าว...คุณแพรว ยังไม่นอนอีกเหรอคะ” นางกำนัลสาวถามอย่างแปลกใจ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายเข้านอนไปนานแล้วเสียอีก

“กำลังจะนอนแล้วล่ะ พอดีหิวน้ำก็เลยลงมาหาน้ำดื่มน่ะ”

“โธ่...ลงมาเองทำไมกันค่ะ น่าจะเรียกนางกำนัลให้เอาขึ้นไปให้”

“ไม่เป็นไร ว่าแต่...คุณราซัคยังไม่กลับมาใช่ไหม”

“ค่ะ” จารีย่าตอบก่อนจะเอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ “ดิฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”

“จ้ะ” พิมพ์พิสุทธิ์พยักหน้าให้ด้วยสีหน้าซึมๆ วันนี้ชีคราซัคหายตัวไปทั้งวันเลย เมื่อเย็นเขาก็ไม่กลับมาทานข้าวด้วย เธอกับกัฟฟาห์จึงต้องทานกันแค่สองคนก่อนที่ชายหนุ่มจะออกไปเที่ยวข้างนอกบ้างตามประสาหนุ่มโสด ซึ่งความจริงแล้วเขาก็ชวนเธอไปด้วยเหมือนกัน แต่เธอปฏิเสธเพราะไม่มีอารมณ์จะไปเที่ยวไหนในตอนนี้

เขาไปไหนนะ หญิงสาวคิดในใจ จริงอยู่ว่าเธอไม่อยากเห็นหน้าชีคหนุ่มให้อึดอัดใจ แต่พอรู้ว่าเขาไม่อยู่บ้านก็อดคิด... ไม่นะ เราต้องไม่คิดถึงคนใจร้ายใจดำแบบนั้นเด็ดขาด ต้องไม่คิดถึงๆ จิตรกรสาวสั่นหน้าแรงๆ เพื่อขับไล่ความคิดนี้ออกไปจากหัวขณะที่กำลังเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ทว่าระหว่างทางกลับรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วกายขึ้นมา ใจก็เริ่มหวิวๆ และดวงตาก็เริ่มพร่ามัวไปด้วย

พิมพ์พิสุทธิ์หยุดเดินแล้วทรุดตัวลงนั่งที่ขั้นบันไดพลางลูบเนื้อลูบตัวของตนเองไปด้วย ประสบการณ์สองครั้งที่ผ่านมาทำให้หญิงสาวทราบได้ในทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เธอกำลังจะถูกอำนาจลึกลับครอบงำร่างกายอีกแล้ว ไม่...คราวนี้เธอจะไม่ยอมให้มันมีอำนาจบังคับให้เธอทำเรื่องบ้าๆ อย่างคราวที่แล้วอีกเด็ดขาด

พิมพ์พิสุทธิ์สูดลมหายใจลึกๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้ตัวเอง เธอพยายามตั้งสติให้มั่นคงและทำใจแข็งเข้าไว้ไม่ให้หลงไปกับอำนาจมืดที่เข้าครอบงำ หญิงสาวฮึดสู้สุดใจพลางลุกขึ้นยืนอีกครั้งทั้งที่แข้งขาสั่นไปหมด สองมือบางจับราวบันไดไว้แน่นก่อนจะค่อยๆ เดินขึ้นไปทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนเธอจะทำเกือบสำเร็จแล้วเพราะรู้สึกว่าตัวเองยังสามารถควบคุมร่างกายไว้ได้อยู่ ทว่าก็เริ่มรู้สึกเหมือนตัวจะหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ และปวดเมื่อยไปหมดจนต้องร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวด

จิตรกรสาวฝืนร่างกายขึ้นบันไดมาได้ในที่สุด เธอหอบหายใจแรงขึ้น ใบหน้าแดงจัดจนน่ากลัว ดวงตาเริ่มเลื่อนลอยขึ้นเรื่อยๆ จิตใจที่เข้มแข็งชักอ่อนแรงลงเมื่อเริ่มต้านอำนาจชั่วร้ายไม่ได้

“ไม่ หยุดนะ อย่าบังคับฉันอีก ฉันไม่อยากทำเรื่องน่าอายแบบนั้นอีกแล้ว คุณต้องการอะไรกันแน่บอกมาสิ บอกมาฉันจะทำให้ แต่อย่าบังคับฉันอีกเลย ฉันขอร้อง” พิมพ์พิสุทธิ์พึมพำอ้อนวอนออกมาเสียงสั่นเครือ ก่อนจะทรุดร่างลงที่หน้าประตูห้องนอนของตนเอง หญิงสาวพยายามเอื้อมมืออันสั่นเทาไปจับลูกบิดประตูแต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือกราวกับถูกของร้อนมานาบ เมื่อจู่ๆ ก็มีฝ่ามือของใครบางคนมาจับที่ต้นแขนทั้งสองข้างของเธอไว้ พอหันไปมองก็พบว่าเป็นกัฟฟาห์นั่นเอง

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคุณแพรว” ชายหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วพบหญิงสาวนั่งตัวสั่นสะท้านอยู่ที่หน้าห้องนอน

“คุณกัฟฟาห์...อย่า...ออกไปไกลๆ “ เธอผลักไสเขาเพราะยังพอควบคุมสติและร่างกายตัวเองได้ เธอกลัวว่าหากเธอถูกควบคุมทุกอย่างหมดแล้วจะลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าๆ กับกัฟฟาห์เหมือนที่เคยทำกับชีคราซัค

“คุณเป็นอะไรคุณแพรว ไม่สบายหรือเปล่า ลุกขึ้นเถอะ ผมจะช่วยพยุงคุณพาเข้าห้องเอง แล้วเดี๋ยวผมจะสั่งให้นางกำนัลโทรไปตามหมอมาดูอาการคุณ” ชายหนุ่มไม่สนใจคำไล่ของเธอ เขาจับต้นแขนนุ่มไว้แน่นแล้วดึงร่างบางให้ลุกขึ้นยืน ซึ่งวินาทีนั้นเป็นวินาทีที่พิมพ์พิสุทธิ์ไม่อาจต้านทานอำนาจชั่วร้ายได้อีกต่อไป ทุกอย่างสำหรับเธอดำมืดไปหมด ดังนั้นพอยืนขึ้นได้ก็พลิกตัวเข้าหากัฟฟาห์ทันทีพร้อมกับส่งยิ้มยั่วยวนหวานจ๋อยให้ ไม่มีทีท่าว่าจะไม่สบายเหมือนในตอนแรกเลยสักนิด ทำเอาชายหนุ่มงุนงงไปชั่วขณะและยิ่งงงมากขึ้นเมื่อเห็นอากัปกิริยาที่เปลี่ยนแปลงไปของเธออย่างฉับพลัน

“คุณกัฟฟาห์...”

“ครับ เอ่อ...คุณไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม”

“ค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ตอบพลางซบหน้าลงกับอกกว้างของกัฟฟาห์แล้วเบียดร่างเข้าหาร่างสูงของเขามากขึ้น จนชายหนุ่มเป็นฝ่ายต้องถอยออกมาเสียเอง เขาดันตัวเธอออกห่างแล้วจ้องดวงหน้านวลใสด้วยความสงสัย

“คุณแพรว...คุณเป็นอะไรไป”

หญิงสาวไม่ตอบนอกจากยิ้มหวานให้แล้วเคลื่อนตัวเข้าหาอีกครั้ง เธอโอบแขนไปรอบลำคอหนาแล้วบังคับให้เขาโน้มหน้าลงมา ส่วนเธอก็เขย่งปลายเท้าขึ้นซึ่งกัฟฟาห์เดาได้ทันทีว่าเธอคิดจะทำอะไร เขาจึงขืนใบหน้าไว้

“คุณแพรว...เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวๆ คุณเป็นอะไรไป ทำไมถึงทำแบบนี้” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาบ่งบอกให้เขารู้ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงรักสนุกในเรื่องนี้เลย เธอค่อนข้างหวงตัวและไม่เคยชายตาหรือพูดจาทอดสะพานให้เขาเลยสักนิด ดังนั้นพอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเขาจึงรู้สึกสับสนมึนงงไปหมดแล้ว

“เธอพร้อมเป็นของคุณแล้ว”

“อะไรนะ”

“รักเธอสิคะ เธอพร้อมเป็นของคุณแล้ว” พิมพ์พิสุทธิ์พูดเชิญชวนแล้วเป็นฝ่ายจู่โจมเสียเองเมื่อกัฟฟาห์ยังเฉยอยู่ ที่ชายหนุ่มยังนิ่งเฉยอยู่นั้นเป็นเพราะรู้ดีว่าพี่ชายชอบผู้หญิงคนนี้อยู่ เขาจึงไม่คิดกล้าทำอะไรเธอทั้งที่หากเป็นผู้หญิงอื่นมาให้ท่าแบบนี้แล้วละก็ เขาคงรีบลงสนามเล่นด้วยในทันทีไปแล้ว

“ไม่ หยุดเถอะคุณแพรว อย่าทำแบบนี้เลย” เขาพยายามผลักไสอย่างนุ่มนวล แต่ภาพที่บุคคลที่สามเข้ามาเห็นนั้นมันเหมือนทั้งคู่กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันไม่มีผิด อารมณ์ที่สงบลงไปแล้วจึงปะทุขึ้นอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้มันเหมือนภูเขาไฟระเบิดพร้อมกับปล่อยลาวาร้อนๆ ออกมาเผาไหม้ทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้เป็นจุณ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!

“พี่ราซัค...” กัฟฟาห์ตกใจที่เห็นพี่ชายยืนมองด้วยสายตาเกรี้ยวกราด แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อธิบายอะไรญาติผู้พี่ก็เดินเข้ามากระชากตัวพิมพ์พิสุทธิ์ไปจากเขาเสียก่อน

“ทำบ้าอะไรกันตรงนี้ ไม่กลัวคนอื่นจะมาเห็นบ้างหรือไงฮะ!” ชีคราซัคตะคอกใส่คนทั้งสองด้วยความเดือดดาลสุดขีด ชายหนุ่มเพิ่งกลับมาถึงบ้านด้วยจิตใจที่สงบมากขึ้น แต่ไม่คิดเลยว่าจะกลับมาพบภาพบาดตาบาดใจเข้าแบบนี้ โชคดีที่เขาสั่งให้ฮานะกับจารีย่าไปพักผ่อนได้โดยไม่ต้องตามขึ้นมาปรนนิบัติเขา ไม่อย่างนั้นคงได้ขึ้นมาร่วมรับรู้เหตุการณ์อันน่าละอายด้วยกันไปแล้ว

“เดี๋ยวครับพี่ราซัค ฟังผมอธิบายก่อน” กัฟฟาห์จะอธิบายแต่ถูกพี่ชายชี้หน้าตวาดใส่

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พรุ่งนี้นายกลับซิย่าไปซะ” สั่งเสร็จชีคหนุ่มก็ฉุดกระชากร่างบางให้เดินตามไปด้วยกัน ก่อนจะหายลับเข้าไปในห้องนอนของชีคราซัค กัฟฟาห์ทำท่าจะตามไปแต่ถูกอาเจฟดึงมือเอาไว้ซะก่อน

“อย่าตามไปเลยครับ ปล่อยให้ท่านชีคอยู่กับคุณแพรวตามลำพังเถอะ”

“แต่...”

“เชื่อผมเถอะครับ เว้นแต่ว่าคุณ...” อาเจฟพูดทิ้งท้ายเอาไว้ซึ่งพอกัฟฟาห์เห็นสายตาของอีกฝ่ายก็รีบบอกทันที

“ผมไม่ได้คิดอะไรกับคุณแพรวนะ เพราะผมรู้ว่าพี่ราซัคชอบเธออยู่ พี่อาเจฟก็รู้ว่าผมไม่มีทางแย่งผู้หญิงของพี่ชายตัวเองหรอก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ผมบอกไม่ถูก” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เล่าเรื่องทุกอย่างก่อนหน้านี้ให้องครักษ์หนุ่มฟัง ก่อนจะเปรยๆ ออกมาว่า “ผมว่าอาการคุณแพรวดูแปลกๆ เหมือนเธอไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงก็ไม่รู้”

อาเจฟพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เพราะตอนที่ยืนทะเลาะกันอยู่เขาก็มองปฏิกิริยาของหญิงสาวอยู่ตลอดเนื่องจากอยากรู้ว่าเธอจะทำอย่างไร แต่สิ่งที่เขาได้เห็นก็คือแววตาหวานฉ่ำทว่าดูเลื่อนลอยชอบกล และไม่มีสีหน้าตื่นตระหนกให้เห็นสักแวบเดียวเลย ซึ่งมันผิดวิสัยของคนถูกจับได้เอามากๆ ทว่าเขาก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าเพราะอะไรเธอถึงได้มีอาการเช่นนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

3 ความคิดเห็น