ตอนที่ 15 : บทที่ 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 248
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    20 ต.ค. 61

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วพิมพ์พิสุทธิ์ก็เข้าห้องสมบัติเพื่อทำงานต่อ หญิงสาวนั่งทำงานอยู่เกือบสองชั่วโมงก็หยุดมือแล้วไปนั่งยืดเส้นยืดสายที่โซฟาแทน เธอนั่งทอดอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบสมุดวาดภาพที่มีรูปวาดของชีคราซัคซึ่งเธอวาดค้างเอาไว้อยู่มา แล้วเดินกลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง

จิตรกรสาวจ้องใบหน้าคมสันที่ถูกเธอสรรค์สร้างขึ้นจนเสมือนจริงด้วยสายตาเศร้าสร้อย ก่อนจะถอนใจยาวออกมาอย่างคิดไม่ตกว่าควรจะวาดรูปนี้ต่อดีหรือไม่ เพราะตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอย่ำแย่ยิ่งนัก เธอกลัวว่าวาดไปแล้วพอเอาไปให้ชายหนุ่มจะขว้างมันทิ้งอย่างไม่ไยดี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เปรียบเหมือนควักเอาหัวใจของเธอออกมากระทืบเล่นไปด้วย

พิมพ์พิสุทธิ์ไล้ปลายนิ้วไปตามเส้นเว้าเส้นโค้งของดินสอ เธอครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จนสุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะวาดภาพนี้ต่อและจะมอบให้เขาตามที่ได้ตั้งใจไว้แต่แรก ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะรับหรือไม่รับก็สุดแท้แต่ใจของชีคราซัคต้องการก็แล้วกัน ขณะที่หญิงสาวนั่งมองรูปอยู่เพลินๆ นั้นประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามา จิตรกรสาวเห็นไปมองก็ต้องตกใจก่อนจะรีบปิดสมุดภาพเอาไว้ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับนายจ้างรูปหล่อแต่ใจร้ายมากสำหรับเธอ

ด้านชีคหนุ่มก็หยุดชะงักไปเหมือนกันที่เข้ามาแล้วเห็นพิมพ์พิสุทธิ์ยังอยู่ในห้องทั้งที่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ชายหนุ่มตั้งใจเข้ามาที่นี่ในเวลานี้เพื่อตรวจงานวาดตามที่ได้เคยบอกเธอไว้ โดยหลีกเลี่ยงที่จะเจอหญิงสาวแต่กับไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ ทั้งสองสบตากันนิ่งซึ่งต่างฝ่ายต่างก็งัดเอาความเย็นชาเข้ามาสู้กันเพื่อป้องกันหัวใจตัวเอง ทว่าชีคหนุ่มกลับไม่คิดเช่นนั้นเพราะเขาดันคิดไปว่าที่เธอทำเมินเฉยใส่เขาแบบนี้เป็นเพราะเธอมีที่หมายใหม่มากกว่า

“ดึกแล้วทำไมยังไม่ไปนอนอีก” เขากอดอกถามเสียงห้วน

“ฉันอยากทำงานให้เสร็จไวๆ” เธอเชิดหน้าตอบกลับไปและสู้สายตาเขาไม่ยอมหลบ ทำไมเธอต้องหลบด้วยล่ะในเมื่อไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย เขาน่าจะดีใจมากกว่าที่เธอขยันทำงานให้จะได้เสร็จสิ้นแล้วไปให้พ้นๆ หน้าเขาสักทีหนึ่ง จิตรกรสาวคิดเองเออเองอยู่ในใจอย่างหงุดหงิดระคนชอกช้ำใจ

“ทำไม อยากรีบไปจากที่นี่มากนักเหรอ” ชีคราซัคกระชากเสียงถามด้วยสีหน้าขึ้งโกรธ ยิ่งคิดว่าที่เธอต้องการรีบไปจากที่นี่เพราะอยากจะไปหาที่หมายใหม่ซึ่งก็คือกัฟฟาห์ เขาก็ยิ่งหัวเสียหนักขึ้นจนอยากจะกระชากร่างบางมาเขย่าแรงๆ ให้สะใจนัก

“ใช่ค่ะ”

“หึ...เพราะเจอที่หมายใหม่แล้วสินะ แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนนะว่าคนที่คุณเลือกน่ะเขาไม่ยอมให้คุณจับได้ง่ายๆ หรอกนะ” เขาบอกเสียงเยาะแต่เธอกลับขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงงว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไรกัน

“คุณพูดบ้าอะไรของคุณ ที่มงที่หมายใหม่อะไรกันฉันไม่เข้าใจ”

“อย่าทำเป็นไขสือไปหน่อยเลยน่า กัฟฟาห์ไงล่ะที่หมายใหม่ของคุณ พอจับผมไม่ได้คุณก็คิดจะจับกัฟฟาห์แทนใช่ไหมล่ะถึงได้ให้ความสนิทสนมด้วยขนาดนั้น”

คำเฉลยของชีคราซัคทำให้พิมพ์พิสุทธิ์หน้าแดงขึ้นมาด้วยความโกรธจัด เธอกำมือแน่นด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ก่อนตอบโต้เขากลับไปอย่างเผ็ดร้อนเท่าเทียมกัน

คนบ้า! ใจคุณความคิดของคุณมันน่าขยะแขยงสิ้นดี ฉันไม่เคยคิดทำอะไรต่ำๆ แบบที่คุณพูดหรอกนะ เฮอะ...ฉันน่ะเหรอคิดจะจับคุณ หลงตัวเองเกินไปแล้วมั้ง จำใส่ใจคุณไว้เลยว่าถ้าไม่ใช่เพราะไอ้อาถรรพ์ของกำไลบ้าๆ นี่ละก็ฉันไม่มีวันแตะเนื้อต้องตัวคุณให้เสียมือฉันหรอก”

“หยุดอ้างเรื่องเหลวไหลแบบนี้ซะทีเถอะ ผมขี้เกียจฟัง” ชีคหนุ่มกัดฟันกรอดที่โดนหยามเกียรติกันซึ่งๆ หน้าเช่นนี้อย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าทำกับเขามาก่อน

“ฉันพูดเรื่องจริง”

ชายหนุ่มสบถเป็นภาษาทาเกียร์ออกมารัวๆ อย่างฉุนจัด ใจนั้นนึกอยากสั่งสอนแม่สาวปากดีนัก และก็ไม่รอช้าชีคราซัคก้าวเข้าหาร่างบางด้วยท่าทีคุกคามทันที ทำเอาหญิงสาวต้องรีบถอยหลังหนีเป็นพัลวัน

“คุณจะทำอะไรน่ะ อย่าเข้ามานะ ฉันสู้คุณจริงๆ นะ” เธอยกมือขึ้นกำหมัดเตรียมสู้แต่สองขากลับก้าวถอยหนีไปเรื่อยๆ แถมดวงตากลมโตยังฉายแววหวาดหวั่นให้เห็น ชีคหนุ่มจึงยิ้มเยาะหยัน

“ผมก็จะพิสูจน์ให้คุณดูยังไงล่ะ”

“พิสูจน์บ้าอะไร”

“ก็คุณอ้างว่าคุณโดนอาถรรพ์ถึงได้ยอมผมไงล่ะ ผมก็จะพิสูจน์ให้คุณดูเดี๋ยวนี้ไงว่าถึงแม้คุณไม่โดนอาถรรพ์แต่คุณก็ยอมผมอยู่ดี”

“อีตาบ้า! ฝันไปเถอะ ไม่มีทางหรอก” เธอแหวใส่

“เดี๋ยวก็รู้” จบคำชีคราซัคก็กระโจนเข้ากอดรัดร่างบางเอาไว้แน่น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและดิ้นรนของเธออย่างหนัก ชายหนุ่มกักตัวพิมพ์พิสุทธิ์เอาไว้ด้วยท่อนแขนข้างเดียว แล้วใช้มืออีกข้างบีบปลายคางมนไว้แน่นจนหญิงสาวร้องประท้วงออกมาด้วยความเจ็บ ทว่าชีคหนุ่มไม่สนใจสักนิดและพอได้จังหวะเหมาะแล้วเขาก็ก้มลงปิดเรียวปากอิ่มทันที

พิมพ์พิสุทธิ์ใจหายวาบและหยุดดิ้นไปชั่วขณะ ก่อนจะรวบสติใหม่แล้วพยายามดิ้นหนีพร้อมกับเบี่ยงใบหน้าหนีอีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะอ้อมแขนและปลายนิ้วของเขาแข็งแกร่งยิ่งนัก เมื่อทำอะไรไม่ได้หญิงสาวก็ได้แต่หลับตาลงแล้วข่มกลั้นความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้สุดฤทธิ์ เพื่อไม่ให้เคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสวาบหวามร้อนแรงที่เขาจงใจมอบให้ ทว่าสุดท้ายเธอก็ต้องพ่ายแพ้แก่แรงสิเน่หาของตนเองเมื่อชีคหนุ่มลดความกระด้างลง เขาจูบเธอนุ่มนวลมากขึ้น ดูดดื่มบ้างหนักหน่วงบ้างสลับกันไปจนเธอปั่นป่วนในอารมณ์ไปหมด กระทั่งเผลอจูบตอบเขากลับไปอย่างลืมตัวในที่สุด

แต่ก่อนที่พิมพ์พิสุทธิ์จะหลงเคลิ้มไปมากกว่านี้ ชีคราซัคก็ถอนจุมพิตออกอย่างรวดเร็วแล้วก้าวถอยห่างออกไปสองก้าว จากนั้นก็ยกนิ้วโป้งเช็ดที่ริมฝีปากล่างของตนเองที่เผยรอยยิ้มเหยียดหยันออกมา สายตาคมกริบนั้นเปี่ยมไปด้วยประกายตาของผู้ชนะ กิริยาของเขาทำให้หญิงสาวตัวสั่นระริกด้วยความโกรธจัด ริมฝีปากบางที่ถูกจูบเม้มแน่น ดวงตางามมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอ ปฏิกิริยาไวเท่าความคิด เพียงแค่เธอคิดอยากตบปากเขาสักฉาดเป็นการสั่งสอนเท่านั้น ฝ่ามือบางก็เงื้อขึ้นสูงแล้วตวัดใส่ใบหน้าคมสันทันที

ทว่าชีคราซัคก็มีปฏิกิริยาไวพอกัน เขายกมือขึ้นรับไว้แล้วบีบแน่นจนเธอร้องครางออกมาด้วยความเจ็บ เขาจึงปล่อยมือออกแล้วเอ่ยขู่เสียงกร้าว

“อย่าคิดที่จะทำร้ายผม เพราะคนที่จะเจ็บกว่าคือตัวคุณเอง”

พิมพ์พิสุทธิ์มองคนขู่ด้วยความเสียใจระคนแค้นเคือง หญิงสาวพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่ทำอย่างไรก็กลั้นไม่อยู่ เธอจึงตัดสินใจหันหลังให้เขาแล้วปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมา ชีคราซัคมองแผ่นหลังบอบบางที่สั่นเทาด้วยสายตาที่อ่อนแสงลงอย่างรู้สึกผิด เสียงสะอื้นแผ่วๆ ที่ได้ยินทำให้เขาปวดใจไม่น้อยจนต้องยื่นมือออกไปแตะไหล่บางอย่างหวังที่จะปลอบโยน ทว่าจิตรกรสาวกลับเบี่ยงไหล่หนีราวกับรังเกียจแล้วหันมาตวาดใส่เขาลั่นห้อง

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”

“แพรว...” เขาเรียกเสียงอ่อนซึ่งเธอไม่ต้องการให้เขาเรียกเช่นนี้ เพราะยิ่งจะทำให้หัวใจของเธอเจ็บปวดขึ้นเรื่อยๆ พิมพ์พิสุทธิ์ไม่ตอบอะไรนอกจากยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ แล้ววิ่งออกจากห้องไป ชีคหนุ่มมองตามหลังด้วยสายตาหม่นเศร้า ใจหนึ่งอยากตามไปขอโทษและปลอบโยนทว่าอีกใจหนึ่งก็แย้งว่าปล่อยไปแบบนี้แหละดีแล้ว เขาจะได้ไม่ถูกเธอปั่นหัวเล่นอีก

ชายหนุ่มถอนใจยาวแล้วเดินออกจากห้องไปบ้างเพราะหมดอารมณ์ที่จะดูภาพวาดแล้ว พอออกมาจากห้องอารมณ์เศร้าหมองของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียวขึ้นมาอีก เมื่อเห็นพิมพ์พิสุทธิ์ยืนคุยอยู่กับกัฟฟาห์ที่หน้าห้องนอนของเธอ ซึ่งเขาได้ยินแว่วๆ ว่าเธอกำลังตอบรับคำขอของกัฟฟาห์ที่จะขอเข้าไปดูเธอวาดรูปในวันพรุ่งนี้ด้วย

“อ้าว พี่ราซัคมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไรครับ” ญาติผู้น้องของเขาเอ่ยทักเมื่อหันมาเห็น พิมพ์พิสุทธิ์มองตามแล้วก็ต้องหน้าชาเมื่อเจอสายตาเยาะหยันจากชีคราซัคอีก

“ขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขอตัวแล้วรีบเปิดประตูเข้าห้องของตนเองไป เพราะไม่อยากเจอหน้าคนใจร้ายใจดำอีก เมื่อเธอเข้าห้องไปแล้วกัฟฟาห์ก็เดินไปหาพี่ชายด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ชีคหนุ่มจึงถามเสียงห้วนอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก

“ไหนว่าตอนนี้เบื่อผู้หญิงอยู่ไม่ใช่เหรอถึงได้หนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ แล้วทำไมฉันถึงเห็นนายหว่านเสน่ห์ใส่ลูกจ้างของฉันอยู่ล่ะ”

“หว่านเสน่ห์อะไรกันครับ ผมก็แค่ทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นเท่านั้นเอง คนอยู่บ้านเดียวกันแล้วก็ต้องทำตัวสนิทสนมกันหน่อยสิครับ จริงไหม” กัฟฟาห์ยักไหล่ตอบยิ้มๆ แต่ชีคราซัคไม่ยิ้มตามแถมยังทำหน้าดุดันใส่อีกต่างหาก

“ฉันขอเตือนนายเอาไว้ก่อนนะ อย่ามาทำรุ่มร่ามกับผู้หญิงที่นี่เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นนายโดนจับส่งซิย่าทันทีแน่” กล่าวจบชีคหนุ่มก็หันหลังให้แล้วเดินจากไป ทิ้งให้ญาติผู้น้องยืนเกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจว่าพี่ชายเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้ดูโมโหนักและต้องโมโหทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้กับพิมพ์พิสุทธิ์

กัฟฟาห์นิ่งคิดก่อนจะตาโตแล้วหัวเราะออกมาแผ่วๆ เมื่อพอเดาอะไรได้บางอย่าง ชายหนุ่มซุกมือในกระเป๋ากางเกงพลางผิวปากเล่นเป็นเพลงอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินกลับห้องนอนของตัวเองไป

 

เช้าตรู่ของวันต่อมาพิมพ์พิสุทธิ์ยืนอิงไหล่กับบานหน้าตากระจกใสในห้องนอน พลางทอดสายตาลงไปยังชายหาดเบื้องล่างซึ่งตอนนี้มีชายหนุ่มสามคนกำลังวิ่งออกกำลังกายด้วยกันอยู่แถวชายหาด หญิงสาวถอนใจยาวด้วยความเสียดายที่ไม่ได้ลงไปเดินเล่นสูดอากาศยามเช้าที่ชายหาดบ้าง เพราะไม่อยากเจอหน้าคนใจร้ายและไม่อยากฟังคำพูดแดกดันของเขาให้ปวดใจอีก

พิมพ์พิสุทธิ์เหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้าง เธอยืนใจลอยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นานแค่ไหนก็สุดรู้ได้ เพราะมารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นแล้ว พอเดินไปเปิดก็พบกัฟฟาห์ยืนยิ้มกว้างสดใสให้ที่หน้าประตู หญิงสาวจึงยิ้มตอบพลางถาม

“มีอะไรเหรอคะ”

“ได้เวลาทานอาหารเช้าแล้วครับ”

“เอ่อ...”

“ไปครับ” ชายหนุ่มกล่าวชวนแล้วเดินนำออกไปก่อน จิตรกรสาวจึงจำต้องเดินตามไปด้วยทั้งที่ในใจนั้นอยากปฏิเสธนักทว่าก็เกรงใจคนมาตาม เมื่อลงบันไดมาด้วยกัน ขณะที่ก้าวลงบันไดขั้นสุดท้ายนั้นจู่ๆ พิมพ์พิสุทธิ์ก็เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมากะทันหันอีกแล้วจนร่างบางเซไปเกือบล้ม ดีทว่ากัฟฟาห์คว้าตัวเธอไว้ได้ทันท่วงทีไม่เช่นนั้นเธอคงได้เจ็บตัวเป็นแน่

“เป็นยังไงบ้างครับ”

“โอเคแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยรับไว้ ไม่อย่างนั้นฉันต้องล้มแน่ๆ” เธอกล่าวขอบคุณอย่างซึ้งใจ เขาส่งยิ้มให้แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไรกันต่อก็มีเสียงกระแอมดังขึ้นทางด้านหลังเสียก่อน จากนั้นคำพูดเสียดสีก็ตามมา

“จะทำอะไรกันก็ให้มันลับหูลับตาผู้คนหน่อยก็ได้”

กัฟฟาห์หันไปยิ้มกว้างให้พี่ชายทำเหมือนไม่เข้าใจที่ชีคราซัคพูดก่อนจะช่วยพยุงร่างบางให้ยืนอย่างมั่นคง ส่วนหญิงสาวนั้นหน้าตึงด้วยความไม่พอใจและไม่คิดหันไปมองหน้าคนพูดสักนิดให้ระคายเคืองสายตา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ชีคหนุ่มขุ่นเคืองใจมากขึ้นเข้าไปอีก

“ทำไมต้องไปทำลับสายตาคนด้วยล่ะครับพี่ราซัค ผมก็แค่ช่วยรับตัวคุณแพรวไว้ไม่ให้ล้มเท่านั้นเอง” กัฟฟาห์ตอบเสียงกลั้วหัวเราะแล้วยักคิ้วอย่างล้อๆ ให้พี่ชาย เขาจึงได้รับสายตาเย็นชาจากราซัคเป็นการตอบแทน เฮ้อ...พี่ชายเขาเวลาหึงนี่ก็น่ากลัวเหมือนกันนะ ชายหนุ่มคิดขำๆ อยู่ในใจ

ชีคราซัคไม่พูดอะไรอีกนอกจากเดินหน้าบึ้งลงบันไดไป ขณะเดินผ่านน้องชายกับพิมพ์พิสุทธิ์นั้นชายหนุ่มไม่เหลือบแลมองหญิงสาวสักนิด เธอจึงเม้มริมฝีปากแน่นและมองตามร่างสูงไปด้วยนัยน์ตาขุ่นเคือง ก่อนจะหันไปส่งยิ้มอ่อนๆ ให้กัฟฟาห์เมื่อเขาเอ่ยชวนไปห้องอาหารกัน

พิมพ์พิสุทธิ์นั่งทานอาหารเช้าด้วยความอึดอัดใจเหมือนเคย ทว่าดูเหมือนบรรยากาศในเช้านี้จะดูแย่กว่าเมื่อวานเสียอีก เมื่อวานชีคราซัคยังมีการพูดคุยกับกัฟฟาห์บ้างทว่ามื้อนี้เขาปิดปากเงียบ และนั่งทานด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์ทำให้ทุกคนไม่กล้าพูดคุยอะไรออกมา แม้แต่กัฟฟาห์ที่เป็นคนอารมณ์ดีก็ยังเลือกที่จะหุบปากไว้ นั่นก็เพราะเขารู้จักนิสัยของญาติผู้พี่ดี เวลาปกติก็พูดล้อเล่นกันได้แต่เวลาเอาจริงหรือโกรธขึ้นมาอย่าได้อ้าปากพูดไม่ถูกหูขึ้นเชียวล่ะ ไม่อย่างนั้นชีวิตอาจไม่สงบสุขได้

“ฉันอิ่มแล้ว ขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ” เมื่อทนไม่ไหวหญิงสาวก็ตัดสินใจรามือและเอ่ยขอตัว ซึ่งขณะที่เธอกำลังลุกนั้นกัฟฟาห์ก็รีบวางช้อนลงแล้วยกน้ำขึ้นดื่มอึกๆ ก่อนจะลุกขึ้นตามบ้าง

“ผมก็อิ่มแล้วเหมือนกัน ผมขอไปดูคุณทำงานด้วยนะครับ”

พิมพ์พิสุทธิ์เหลือบตามองชีคราซัคแวบหนึ่งก็เห็นเขายังทานเฉยอยู่เหมือนไม่สนใจ หญิงสาวนึกหมั่นไส้ขึ้นมาจึงส่งยิ้มกว้างให้กัฟฟาห์แล้วตอบรับเสียงหวานจ๋อยเป็นพิเศษอย่างจงใจยั่วโมโหใครบางคน

“ได้สิคะ ก็ฉันให้สัญญากับคุณกัฟฟาห์เอาไว้เมื่อคืนแล้วนี่นา ไปกันเถอะค่ะ ฉันอยากอวดผลงานของฉันให้คุณดูจะแย่แล้ว” กล่าวจบจิตรกรสาวก็เดินนำออกไปโดยมีร่างสูงของกัฟฟาห์เดินตามไปติดๆ ซึ่งพอลับร่างคนทั้งคู่แล้วชีคราซัคก็ทิ้งช้อนลงบนจานเสียงดัง แล้วลุกขึ้นเดินลิ่วๆ ออกไปบ้างด้วยใบหน้าถมึงทึง อาเจฟถอนใจยาวแล้วลุกขึ้นเดินตามผู้เป็นนายออกไปเงียบๆ ด้วยความเป็นห่วง

ด้านพิมพ์พิสุทธิ์พอเข้าห้องสมบัติมาแล้วก็เข้าประจำที่ทำงานทันที โดยไม่สนใจคนที่ติดตามเข้ามาด้วยเลยแม้แต่น้อยทว่ากัฟฟาห์ก็ไม่ถือสาอะไร นอกจากเดินดูสิ่งของไปเรื่อยๆ แทน ชายหนุ่มเคยเข้ามาในห้องนี้หลายครั้งแล้วและทุกครั้งที่เข้ามาก็พบว่ามีของเพิ่มขึ้นอีกหลายชิ้นตลอด เนื่องจากมีคนเอาของเก่ามาขายให้พี่ชายเขาอยู่เรื่อยๆ

เมื่อเดินดูจนพอใจแล้วกัฟฟาห์ก็เดินมานั่งที่โซฟาแล้วหยิบภาพวาดที่เสร็จสมบูรณ์แล้วขึ้นมาดูด้วยความสนใจ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนวาดเพราะตั้งใจที่จะเอ่ยชม แต่ก็ต้องกลืนคำเหล่านั้นลงไปเมื่อเห็นใบหน้านวลของจิตรกรสาวดูเคร่งเครียดนัก เขานั่งมองเธออยู่นานจนเธอละสายตาจากงานมามองเขานั่นแหละ เขาถึงได้ส่งยิ้มให้แล้วชวนคุย

“ดูคุณเครียดกับงานมากเลยนะครับ”

“ฉัน...แค่อยากให้งานเสร็จเร็วๆ น่ะค่ะ จะได้กลับบ้านเสียที” เธอตอบพลางลูบหน้าของตนเอง แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้เขา

“ทำไมถึงอยากกลับบ้านเร็วนักล่ะครับ คุณไม่ชอบที่นี่หรือว่า...ไม่ชอบคนที่นี่กัน”

“ไม่เกี่ยวกับที่นี่หรือว่า...คนที่นี่หรอกค่ะ ฉันแค่อยากรับผิดชอบงานของฉันให้เสร็จโดยเร็วก็เท่านั้นเอง” เธอตอบปัดเสียงขุ่นเล็กน้อยอย่างลืมตัวเมื่อถูกถามจี้ใจดำ ซึ่งกิริยาของเธอไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของกัฟฟาห์ไปได้เลย เขาจึงยิ่งแน่ใจว่าพี่ชายกับพิมพ์พิสุทธิ์ต้องมีความสัมพันธ์ที่มากกว่าเจ้านายกับลูกจ้างแน่ๆ

“คุณกับพี่ราซัคโกรธอะไรกันอยู่เหรอครับ” เขาถามตรงๆ ออกมา จิตรกรสาวจึงนิ่งไปอึดใจก่อนยักไหล่ตอบ

“เปล่านี่คะ”

“ไม่จริงหรอก ถ้าไม่โกรธกันจริงๆ ทำไมพี่ราซัคถึงทำท่าไม่ค่อยพอใจผมอยู่เรื่อยเลยเวลาที่ผมอยู่ใกล้ๆ คุณ” กัฟฟาห์ลองพูดจี้ใจ แต่เมื่อเห็นเธอยังเงียบอยู่เขาจึงเอ่ยออกมาอีกอย่างมั่นใจ “ผมว่าพี่ราซัคคงชอบคุณมากถึงได้ทำท่าหึงหวงคุณแบบนั้น”

“ไม่จริงหรอกค่ะ คุณมองผิดแล้วล่ะ ขอโทษนะคะ ฉันจะทำงานต่อแล้วช่วยกรุณาเงียบด้วยค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์บอกอย่างไม่เกรงใจด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง แล้วลงมือทำงานต่อโดยไม่คิดสนใจชายหนุ่มอีก กัฟฟาห์เลิกคิ้วสูงก่อนจะหัวเราะอยู่ในลำคออย่างขบขัน เขายักไหล่นิดๆ อย่างไม่ถือสาอะไร พลางก้มหน้าดูผลงานของเธอต่อไปเงียบๆ โดยไม่เอ่ยอะไรออกมารบกวนสมาธิของจิตรกรสาวอีกเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

3 ความคิดเห็น