ตอนที่ 14 : บทที่ 14

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    19 ต.ค. 61

หลังจากตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายพิมพ์พิสุทธิ์ก็เริ่มสืบหาประวัติของกำไลกับผู้หญิงในฝันทันที โดยเริ่มจากการถามจากฮานะกับจารีย่าก่อน ซึ่งก็ได้รับคำตอบแค่ว่ากำไลวงนี้เป็นของตกทอดมาจากฝั่งตระกูลของบิดาชีคราซัค ส่วนผู้หญิงผมทองนั้นพวกเธอไม่เคยได้ยินประวัติมาก่อน หญิงสาวรู้สึกผิดหวังที่ได้ข้อมูลแค่นี้เพราะมันช่วยอะไรไม่ได้เลย ผู้หญิงในฝันยังเป็นปริศนาสำหรับเธอต่อไป

พิมพ์พิสุทธิ์คิดจะไปถามคนอื่นๆ ในคฤหาสน์แต่ฮานะก็ห้ามไว้ ด้วยให้เหตุผลว่าป่วยการที่จะไปถามเนื่องจากทุกคนในคฤหาสน์ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น มีเพียงเธอกับจารีย่าเท่านั้นที่พอรู้เรื่องพวกนี้บ้าง เนื่องจากได้รับใช้ใกล้ชิดครอบครัวชีคหนุ่มมาตั้งแต่เด็ก

“ทำไมคุณไม่ลองถามท่านชีคดูล่ะคะ” จารีย่าแนะนำ แต่คนฟังพอฟังแล้วก็ทำหน้าเหมือนกินยาขมเข้าไปไม่มีผิด ใครจะกล้าไปถามกันล่ะ ตอนนี้เธอมองหน้าเขาติดเสียที่ไหนกัน ภาพเหตุการณ์สุดสยิวที่เธอเกือบเสียตัวให้เขายังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำอยู่เลย นี่เพียงแค่คิดถึงก็รู้สึกปั่นป่วนภายในกายเสียแล้ว ถ้าได้เจอหน้ากันหัวใจเธอคงกระเด็นออกมาเต้นอยู่นอกอกเป็นแน่

“หน้าคุณแพรวดูแดงๆ นะคะ ไม่สบายหรือเปล่า” ฮานะถามอย่างเป็นห่วง ช่วงนี้เธอกับเพื่อนได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพิมพ์พิสุทธิ์และท่านชีคกันแน่ ทั้งสองโกรธเคืองกันด้วยเรื่องอะไร ถึงได้พยายามหลบหน้ากันอยู่แบบนี้

“ปละ...เปล่า” จิตรกรสาวจับแก้มอันร้อนผ่าวของตนเองไว้แล้วรีบปฏิเสธเสียงตะกุกตะกัก พลางหลบตาสองนางกำนัลอย่างขัดเขิน

“แล้วคุณแพรวจะไปถามท่านชีคหรือเปล่าคะ” จารีย่าถามซึ่งก็ได้รับการส่ายหน้าจากพิมพ์พิสุทธิ์ทันที

“ไม่” หญิงสาวตอบเสียงแข็งก่อนจะทำเสียงอ่อนลงเมื่อเห็นสายตากังขาจากนางกำนัลทั้งสอง “คือ...ฉันยังไม่อยากรบกวนเขาน่ะ เอาไว้ฉันอยากถามเขาเมื่อไรจะถามเองก็แล้วกันนะ”

นางกำนัลสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตนเองเมื่อหญิงสาวไม่ซักถามอะไรอีก พิมพ์พิสุทธิ์ถอนใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม เธอกระสับกระส่ายทั้งวันด้วยความอยากรู้ จนในที่สุดวันรุ่งขึ้นเธอก็ตัดสินใจเข้าพบชีคราซัคเพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้

 

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น อาเจฟที่นั่งทำงานอยู่บนโต๊ะอีกตัวหนึ่งใกล้ๆ กับชีคราซัคซึ่งกำลังคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอยู่นั้นก็วางมือจากงานที่ทำลง แล้วลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกเพื่อดูว่าเป็นใคร องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นพิมพ์พิสุทธิ์ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามอะไรเธอก็ชิงพูดเสียก่อน

“ขอฉันเข้าไปพบคุณราซัคสักครู่ได้ไหมคะ ฉันมีเรื่องอยากจะถามเขาสักหน่อย”

อาเจฟนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจให้หญิงสาวเข้ามาในห้องทำงานได้เลย โดยไม่หันไปขอคำอนุญาตจากเจ้านายก่อน

“เชิญครับ”

“ขอบคุณค่ะ” จิตรกรสาวกล่าวเสียงแผ่วแล้วก้าวเข้าไปในห้องด้วยใจหวิวๆ เพราะกลัวเจ้าของห้องจะไล่ตะเพิดออกมาแทบไม่ทัน พิมพ์พิสุทธิ์เดินก้มหน้าเข้ามาเงียบๆ แล้วก็ต้องหยุดกึกเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วเจอกับสายตาขุ่นมัวของชีคหนุ่มที่จ้องเขม็งมา หญิงสาวเมินหน้าหนีพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกกำลังใจให้กับตัวเอง ใบหน้านวลนั้นเริ่มร้อนวูบวาบขึ้นมาเนื่องจากภาพวาบหวามระหว่างเขากับเธอยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำอยู่

ชีคราซัคคุยโทรศัพท์อีกสามสี่ประโยคก็วางสายลง โดยที่สายตาคมกริบไม่ได้เลือนไปจากคนร่างบางตรงหน้าเลยสักนิด ชายหนุ่มตวัดสายตาไปมององครักษ์คนสนิทแล้วพยักหน้าให้นิดๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจได้ว่าเขาต้องการอะไร อาเจฟจึงก้มศีรษะรับแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ท่านชีคอยู่กับลูกจ้างสาวเพียงลำพังอย่างที่ต้องการ

“คุณมีธุระอะไร”

น้ำเสียงทรงอำนาจของชีคราซัคทำให้พิมพ์พิสุทธิ์รับรู้ถึงความห่างเหินเย็นชาได้ หญิงสาวเม้มปากแน่นด้วยความรู้สึกขัดเคืองใจอยู่ไม่น้อย นี่ถ้าไม่ติดว่าอยากรู้ประวัติของกำไลละก็เธอไม่มีวันเข้ามาพบเขาเป็นอันขาด

“ฉัน...”

“ฉันอะไร หรือว่าอยากเข้ามาเสนอตัวให้ผมอีก” เขาถามเสียงเยาะหยันแกมดูถูก จิตรกรสาวหน้าตึง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธก่อนจะตอบโต้กลับไปทันควัน

“ไม่มีวันซะหรอก”

“หึ...ไม่มีวันอะไรกัน หลายวันก่อนผมยังเกือบ...”

“หยุดพูดจาหยาบคายกับฉันได้แล้ว” เธอแหวใส่อย่างไม่เกรงใจ “ฉันก็ไม่ได้อยากอยู่ใกล้คุณนักหรอกนะ แต่ที่ฉันเข้ามาหาคุณในวันนี้เพราะฉันมีเรื่องอยากจะถามคุณ”

“เรื่องอะไร” ชีคหนุ่มถามเสียงเรียบพลางกอดอกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ ซึ่งสร้างความหมั่นไส้ให้แก่คนมองยิ่งนัก

“เรื่องประวัติของกำไลวงนี้” พิมพ์พิสุทธิ์ชูกำไลที่ข้อมือตัวเองให้เขาดูประกอบคำพูด “ฉันอยากทราบประวัติของมันอย่างละเอียด คุณจะช่วยเล่าได้ไหม”

“อยากรู้ไปทำไม”

“ไม่ต้องถามได้ไหม ถึงฉันพูดไปคุณก็ไม่เชื่ออยู่ดีเพราะฉะนั้นอย่ารู้เลยดีกว่า แค่เล่าประวัติมาเท่านั้นก็พอ”

ชีคราซัคหน้าตึงพลางมองสาวสวยเบื้องหน้าด้วยความหมั่นไส้สุดกำลัง ชายหนุ่มกระตุกยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อยก่อนเอ่ยอย่างยียวนกลับไป

“แล้วถ้าผมไม่อยากเล่าล่ะ”

จิตรกรสาวหลับตาลงชั่วครู่พร้อมกับกัดฟันกรอดด้วยความโมโห เธอพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองสุดฤทธิ์ จนเมื่ออยู่ในระดับที่โอเคแล้วก็ลืมตาขึ้นสบกับดวงตาคมกล้าของชีคหนุ่มเขม็ง ก่อนจะยิ้มหยันนิดๆ ตรงมุมปากบ้างแล้วเดินเข้าไปเท้าแขนที่โต๊ะทำงานของเขา พลางเอ่ยอย่างยียวนกวนประสาทออกมาบ้าง

“ถ้าคุณไม่อยากเล่าฉันก็จะถือว่าคุณจงใจให้ฉันเข้าใกล้ เพราะฉันจะต้องตามตื๊อคุณเพื่อเอาคำตอบให้ได้ เอ...ที่คุณเล่นตัวแบบนี้หรือว่าจงใจทำอย่างที่ฉันพูดจริงๆ กันแน่”

“ไม่มีวัน” ชีคราซัคโต้กลับทันทีเมื่อถูกหยามกันกลายๆ ก่อนจะพูดตอกกลับให้เธอเจ็บบ้าง “เพราะผมไม่คิดที่อยากจะเข้าใกล้ผู้หญิงอย่างคุณสักนิดเดียว”

“จำคำพูดของคุณเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน” หญิงสาวบอกเสียงห้วนจัด หัวใจเจ็บแปลบกับคำที่ได้ยิน ก่อนร่างบางจะถอยห่างจากโต๊ะทำงานแล้วยกมือขึ้นกอดอกเอาไว้แน่น เพราะกลัวจะอดใจเข้าไปตะกายใบหน้าหล่อๆ ของชีคหนุ่มไม่ได้ “ตอบคำถามของฉันมาซะที ฉันจะได้รีบออกไป”

“กำไลวงนี้เป็นสมบัติที่ตกทอดมาจากตระกูลของพ่อผม ซึ่งนานเกือบร้อยปีได้แล้วมั้ง”

“แค่นี้เองเหรอคะ”

“ใช่ คุณจะเอาแค่ไหนล่ะ” เขาย้อนถามกวนๆ จนเธอเผลอค้อนให้ขวับหนึ่ง

“อืม...เจ้าของกำไลวงนี้ที่แท้จริงเป็นใครคะ”

“ผมไม่รู้ เพราะไม่เคยมีใครเล่าให้ฟัง”

“แล้วคนในตระกูลของคุณพ่อคุณ มีผู้หญิงที่มีผมสีทองและหน้าตาสะสวยบ้างไหมคะ”

ชีคราซัคนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าให้ และหรี่ตามองเธอด้วยความสงสัย

“ไม่มี ทำไมคุณถึงถามแบบนี้ล่ะ ดูคุณจะสนใจประวัติของกำไลวงนี้มากเลยนะ”

“ก็เพราะมันมีอาถรรพ์น่ะสิ” พิมพ์พิสุทธิ์หลุดปากพูดออกมาแล้วก็ต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากไว้ทว่าก็ไม่ทันแล้ว เพราะชีคหนุ่มได้ยินเต็มๆ สองรูหูเลยทีเดียว

“อะไรนะ อาถรรพ์อย่างนั้นเหรอ” เขาลุกขึ้นยืนแล้วต่อว่าอย่างฉุนๆ “คุณนี่ท่าจะบ้าไปแล้วจริงๆ คราวก่อนก็ว่ามีอำนาจบางอย่างมาบังคับให้คุณทำโน่นทำนี่ แล้วนี่ยังจะบอกว่ากำไลของผมมีอาถรรพ์อีกอย่างนั้นเหรอ”

“มันมีอาถรรพ์จริงๆ นะคะ ฉันไม่ได้โกหก เรื่องน่าอายที่ฉันทำลงไปก็เพราะอำนาจของมันแน่ๆ ฉันมั่นใจ”

“ฟุ้งซ่านไปกันใหญ่แล้ว ออกไปได้แล้ว ผมไม่อยากฟังเรื่องเหลวไหลของคุณอีก ออกไป! ชีคราซัคชี้นิ้วไล่เสียงเข้มด้วยใบหน้าดุดันเพราะหมดความอดทนแล้ว พิมพ์พิสุทธิ์มองอย่างตัดพ้อต่อว่าแล้วสะบัดหน้าใส่ หันหลังเดินลิ่วๆ ออกจากห้องทำงานไปทันที โดยไม่คิดรอให้เขาไล่ซ้ำสอง

เมื่อหญิงสาวออกจากห้องไปแล้วชีคหนุ่มก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนทรุดตัวลงนั่งแล้วยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้มใจ

 

ด้านจิตรกรสาวพอออกจากห้องทำงานมาได้ ก็เดินแกมวิ่งออกไปทางด้านหลังของคฤหาสน์ทันที เธอวิ่งไปตามชายหาดแล้วหยุดยืนหอบที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อลมหายใจเป็นปกติดีแล้วพิมพ์พิสุทธิ์ก็ป้องปากตะโกนออกทะเลเป็นภาษาไทยดังลั่นว่า “ไอ้คนใจร้าย! จากนั้นก็ใช้เท้าเตะทรายเป็นการระบายอารมณ์ยกใหญ่ โดยที่จินตนาการว่าเม็ดทรายคือใบหน้าของคนใจร้ายที่เธอนึกถึง

หลังจากเตะทรายระบายอารมณ์จนเหนื่อย หญิงสาวก็ทรุดตัวลงนั่งตรงนั้นแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้มใจที่ไม่สามารถหาข้อมูลสำคัญอะไรได้เลย แล้วแบบนี้เธอจะจับจุดถูกได้อย่างไรกันล่ะ กำไลวงนี้กับผู้หญิงผมทองในฝันเกี่ยวข้องกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วเธอจะแก้ปัญหากับสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างไรกัน

จิตรกรสาวเอนตัวลงนอนราบไปกับผืนทรายอย่างไม่กลัวเปื้อน เธอนอนมองท้องฟ้าสีครามสดใส ฟังเสียงคลื่นสาดซัดหาดและเสียงนกร้องขับขานเหมือนบทเพลงไปเรื่อยด้วยความเสียดาย หากอยู่ในอารมณ์ปกติเธอคงได้วิ่งลงน้ำไปว่ายน้ำทะเลเล่นให้ฉ่ำอุราแล้ว แต่นี่เธอกำลังมืดแปดด้านอยู่แถมยังหาใครช่วยแบ่งเบาความทุกข์นี้ไม่ได้เลย เพราะคนที่พิมพ์พิสุทธิ์คิดว่าไว้ใจได้ก็กลับไม่เชื่อใจกันซะแล้ว มิหนำซ้ำยังหาว่าเธอโกหกหลอกลวงเขาอีก

“เฮ้อ...ทำไมต้องมาเกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้กับเราด้วยนะ ไม่น่าเลย เราไม่น่ามาทำงานที่นี่เลย” หญิงสาวพึมพำด้วยความเสียใจระคนท้อแท้ใจ เธอนอนคิดหาทางออกในเรื่องนี้ไปเรื่อยจนกระทั่งผล็อยหลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าแสงแดดแผ่จ้าในตอนบ่ายบัดนี้เริ่มสลัวลงแล้ว พิมพ์พิสุทธิ์จึงลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าตัวเองจะเผลอหลับไปนานขนาดนี้ หญิงสาวปัดเม็ดทรายที่ติดตามเนื้อตัวออกพลางเดินแกมวิ่งกลับเข้าคฤหาสน์ไป

เมื่อเข้ามาด้านในเธอก็ตั้งใจที่จะขึ้นห้องนอนเลยเพื่ออาบน้ำอาบท่าให้สบายเนื้อสบายตัวสักหน่อย ส่วนเรื่องอาหารเย็นนั้นฮานะกับจารีย่าจะเป็นคนยกขึ้นไปให้เธอบนห้องนอนเอง ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ที่เธอทะเลาะกับชีคราซัคแล้ว เพราะนับจากวันนั้นก็ไม่ได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกันอีกเลย ทว่าก่อนถึงบันไดพิมพ์พิสุทธิ์ก็พบกับชีคหนุ่มเข้าเสียก่อน หญิงสาวคงจะเดินเชิดหน้าขึ้นบันไดไปเลยโดยไม่คิดทักทายเขาสักนิด หากชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่เดินตามราซัคมาด้วยจะไม่ส่งยิ้มอย่างมีไมตรีมาให้เธอเสียก่อน จิตรกรสาวจึงหยุดเดินแล้วส่งยิ้มตอบกลับไปบ้างตามมารยาท แต่เจ้าของคฤหาสน์กลับทำหน้าตึงใส่เธออย่างไม่พอใจเสียอย่างนั้น

“สุภาพสตรีสาวสวยคนนี้เป็นใครเหรอครับพี่ราซัค” กัฟฟาห์เอ่ยถามญาติผู้พี่ด้วยนัยน์ตาพราวระยับ ซึ่งพอชีคราซัคเห็นสายตาของน้องชายก็รู้สึกไม่พอใจจึงตอบเสียงเรียบเย็นนิดๆ

“จิตรกรที่พี่จ้างมาวาดภาพสมบัติน่ะ”

“ว้าว...มีจิตรกรสาวแสนสวยอยู่ที่นี่นี่เองพี่ชายผมถึงได้ยอมลาพักร้อนมาอยู่ที่นี่” กัฟฟาห์เอ่ยแซวเล่นเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะหุบปากฉับเมื่อเจอสายตาขุ่นขวางจากญาติผู้พี่เข้า พร้อมกับคำตำหนิ

“เหลวไหล”

กัฟฟาห์ยักไหล่เล็กน้อยก่อนจะหันไปสนใจสาวสวยตรงหน้า ซึ่งดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วเขาก็เดาได้ทันทีว่าเธอคงไม่ใช่คนที่นี่หรือคนในประเทศแถบอาหรับแน่ ถ้าให้เดาคงเป็นคนจีน เกาหลี ญี่ปุ่นหรือไม่ก็คนไทยมากกว่าเพราะเขาเคยคบหากับผู้หญิงลักษณะเช่นนี้มาบ้างเหมือนกัน

“สวัสดีครับ ผมกัฟฟาห์ครับ เป็นน้องชายของพี่ราซัค ยินดีที่ได้รู้จักผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณครับ” เขาแนะนำตัวพร้อมหยอดคำหวานให้ด้วยก่อนจะยื่นมือออกมาจับทักทาย พิมพ์พิสุทธิ์อมยิ้มนิดๆ ด้วยความขบขันพลางยื่นมือออกไปจับด้วย แล้วเอ่ยแนะนำตัวเองบ้าง

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณกัฟฟาห์ ฉันพิมพ์พิสุทธิ์ค่ะ แต่คุณเรียกฉันสั้นๆ ว่าแพรวก็พอค่ะ”

“ครับคุณแพรว” เขายิ้มกว้างตาหวานเป็นประกายให้อย่างจงใจโปรยเสน่ห์ ชีคราซัคจึงยิ่งมองตาขวางมากขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเข้มอย่างหงุดหงิดออกมา เมื่อเห็นทั้งสองคนจับมือกันนานเกินไปแล้ว

“จะยืนจับมือกันอีกนานไหม หิวแล้ว”

“หิวแล้วก็ไปสิครับ ผมก็หิวเหมือนกัน” กัฟฟาห์ปล่อยมือบางอย่างนุ่มนวลแล้วหันมาเลิกคิ้วสูงให้พี่ชายอย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหงุดหงิดเรื่องอะไร แต่ชีคหนุ่มกลับเมินหน้าหนีก่อนจะออกเดินนำไปที่ห้องอาหาร ทว่าก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพิมพ์พิสุทธิ์เอ่ยออกมาว่า

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ”

“อ้าว คุณแพรวไม่ไปทานอาหารเย็นด้วยกันเหรอครับ”

คำถามของกัฟฟาห์นั้นทำให้ชีคราซัคกับหญิงสาวหันหน้าไปมองกันโดยอัตโนมัติ ก่อนฝ่ายชายจะเมินหน้าหนีอีกครั้งแล้วบอกเสียงห้วนจัดสั้นๆ จากนั้นก็เดินนำต่อไป

“ทาน”

“เชิญครับ” กัฟฟาห์ผายมือเชื้อเชิญให้จิตรกรสาวเดินนำไปก่อน พิมพ์พิสุทธิ์ซึ่งกำลังยืนทำหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ก็จำต้องเดินนำไปอย่างปฏิเสธไม่ได้

ที่โต๊ะอาหาร หญิงสาวนั่งก้มหน้าทานเงียบๆ ด้วยความรู้สึกอึดอัด ก่อนจะรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยเมื่อกัฟฟาห์ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอหันมาชวนเธอคุยถึงเรื่องราวของประเทศไทยหลังจากที่เขาทราบแล้วว่าเธอเป็นคนไทย พิมพ์พิสุทธิ์ตอบคำถามของชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่ผ่องใสขึ้น เธอเล่าให้เขาฟังด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองอย่างเพลิดเพลิน จึงไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาเรืองรองอย่างไม่พอใจของชีคราซัคคอยลอบมองอยู่

ชีคหนุ่มเห็นใบหน้าระรื่นของลูกจ้างสาวแล้วก็นึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก ดูเธอทำเข้าสิ เพิ่งรู้จักกัฟฟาห์ได้ไม่เท่าไรก็ให้ความสนิทสนมยิ้มหน้าระรื่นชื่นบานกันแล้ว ไม่รู้หรือไงว่าไอ้น้องชายตัวดีคนนี้ของเขามันเป็นเสือผู้หญิงตัวยง ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้รับฉายาคาสโนว่าแห่งทาเกียร์ไปครองหรอก แล้วการที่กัฟฟาห์เดินทางจากซิย่ามาที่นี่เมื่อบ่ายนี้แบบกะทันหันโดยที่ไม่ได้แจ้งเขาก่อนนั้นก็เพื่อหลบหนีพวกสาวๆ ที่ไปตามตื๊อถึงบ้านนั่นเอง แต่บางทีเธออาจจะเต็มใจโดนขย้ำเองก็ได้ เพราะกับเขาเธอก็เคยเสนอให้มาแล้วนี่

ชีคราซัคคิดอย่างเหยียดหยันแกมเดือดดาลใจ เขาข่มความรู้สึกเอาไว้แล้วทานข้าวไปเงียบๆ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวเมื่อเห็นพิมพ์พิสุทธิ์หัวเราะขำเรื่องเล่าของกัฟฟาห์ ชายหนุ่มวางช้อนลงแล้วลุกพรวดขึ้นยืนจนเก้าอี้เลื่อนถอยหลังไปเสียงดัง ซึ่งทำให้ทุกเสียงที่เกิดขึ้นหยุดลงได้ราวกับปิดสวิตช์ ก่อนจะหันมามองหน้าชีคหนุ่มเป็นตาเดียวกันทว่าชีคราซัคก็ไม่สนใจ แถมยังเดินลิ่วๆ ออกจากโต๊ะอาหารไปโดยไม่พูดอะไรสักคำสร้างความงุนงงให้แก่ญาติผู้น้องเป็นอย่างมาก จนต้องหันไปถามอาเจฟ

“พี่ราซัคไปหงุดหงิดเรื่องอะไรมาน่ะพี่อาเจฟ” แม้อีกฝ่ายจะเป็นลูกน้องของพี่ชายแต่ชายหนุ่มก็ให้ความเคารพในฐานะพี่ชายคนหนึ่งเหมือนกัน

“ไม่ทราบครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” องครักษ์หนุ่มบอกเสียงเรียบแล้วลุกออกจากโต๊ะอาหารตามเจ้านายไปอีกคน กัฟฟาห์จึงหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามหญิงสาวแทน ซึ่งเธอก็ยิ้มให้นิดๆ แล้วตอบเสียงเศร้าอย่างปิดไว้ไม่มิด

“ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ฉันอิ่มแล้วขอตัวขึ้นห้องเลยก็แล้วนะคะ” กล่าวจบจิตรกรสาวก็ลุกขึ้นเดินจากไปทันที ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งอ้าปากค้างอยู่เพียงลำพัง

“อ้าว อะไรกันเนี่ย ลุกไปกันหมดเลย เฮ้อ...” กัฟฟาห์ถอนใจยาวแล้วยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มอย่างเซ็งจัด เพราะก็ทานอาหารต่อไม่ลงแล้วเหมือนกัน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

3 ความคิดเห็น