ตอนที่ 13 : บทที่ 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 258
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    19 ต.ค. 61

“แพรว...คุณเป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า” เขาถามพลางแตะฝ่ามือลงบนไหล่นวลที่สั่นเทา จิตรกรสาวที่ตอนนี้เริ่มสติเลอะเลือนอีกครั้ง เริ่มไม่เป็นตัวของตัวเองเหมือนในค่ำคืนวันนั้นเหลียวใบหน้าซีดเผือดมามองคนถาม ก่อนดวงตากลมโตจะฉายแววหวานฉ่ำ ริมฝีปากยิ้มกว้างเชิญชวนอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ทว่าจิตใจของเธอยังไม่ถูกควบคุมไปด้วยและร่างกายก็ยังถูกบังคับไม่เต็มร้อย เธอจึงร้องขอความช่วยเหลือจากเขา

“คุณราซัค...ช่วยฉันด้วยค่ะ ฉันร้อนมากเลย ฉันทนไม่ไหวแล้ว” ขณะที่พูดร้องขอให้เขาช่วยนั้น พิมพ์พิสุทธิ์ก็ถอดเสื้อเชิ้ตออกจากกายไปด้วย เผยให้เห็นผิวขาวนวลผ่องกับเนินอกอวบอิ่มที่ซ่อนตัวอยู่ในบราเซียสีหวาน ชายหนุ่มเห็นแล้วก็นิ่งอึ้งไปก่อนจะหน้าแดงด้วยความโกรธเมื่อคิดว่าเธอยั่วยวนเขาอีกแล้ว

“คุณนี่มัน...” เขาลุกขึ้นยืนแล้วทำท่าจะเดินหนีออกจากห้องไป เธอจึงคว้าท่อนขาของเขาเอาไว้แน่นพลางร้องขอความช่วยเหลือโดยที่สติหลงเหลือน้อยเต็มทีแล้ว

“อย่าไปนะ อย่าไปนะคุณราซัค ได้โปรด...ช่วยฉันด้วยเถอะนะคะ ฉันขอร้อง ฉันร้อนมากเลยร้อนเหลือเกิน”

“อยากมากนักใช่ไหมฮะ” ชีคราซัคถามเสียงกร้าวพลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วจับปลายคางมนบีบแรงๆ “รักสนุกแบบนี้คงผ่านมาเยอะแล้วล่ะสิ ก็ได้...ผมจะสนองให้ตามที่คุณเสนอก็ได้ ผมจะทำให้คุณอิ่มแปล้จนสมใจที่คุณลงทุนยั่วยวนผมขนาดนี้”

“ไม่...” หญิงสาวปฏิเสธเสียงแผ่ว แล้วสติสัมปชัญญะในความเป็นตัวตนของเธอก็ขาดผึงทันทีเพราะบัดนี้ถูกอำนาจบางอย่างครอบงำเอาไว้แล้ว ซึ่งครั้งนี้ไม่เหมือนคราวที่แล้วเนื่องจากจิตตอนนี้ของเธอดำมืดไปหมดจนไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลยว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง

“ไม่อะไร ไม่เอาหรือว่าไม่ปฏิเสธกันฮึ ผู้หญิงอย่างคุณมันต้องถูกสั่งสอนเสียบ้างว่าอย่ามาล้อเล่นกับไฟ เพราะไฟอย่างผมจะแผดเผาคุณให้ทรมาน แม้คุณจะร้องขอความปรานีก็ไม่มีทางที่จะหยุด” เขาบอกด้วยน้ำเสียงดุดันก่อนจะกดริมฝีปากลงบนเรียวปากนุ่มหนักๆ เพื่อต้องการสั่งสอนเธอที่ริอ่านมาเล่นกับไฟอย่างเขา ชีคราซัคคลายมือที่บีบคางมนออกแล้วรวบร่างบางมากอดไว้แนบอกแน่น พร้อมกันนั้นก็บดจูบหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีความอ่อนหวานสักนิด แต่แทนที่หญิงสาวจะประท้วงด้วยความเจ็บ เธอกลับหัวเราะแผ่วๆ ในลำคออย่างชอบใจ อีกทั้งยังจุมพิตตอบกลับมาอย่างชำนาญเสียด้วยสร้างความโกรธให้กับชีคหนุ่มมากยิ่งขึ้น

ชายหนุ่มคลายอ้อมแขนออกพร้อมกับถอนจูบออก แล้วเปลี่ยนเป็นมาจูบไซ้ที่ซอกคอระหงแทนส่วนมือทั้งสองข้างก็ขยี้ขยำดอกบัวตูมที่ยังซ่อนตัวอยู่ใต้บราเซียสีหวานไปด้วยอย่างไม่เกรงใจ เสียงหัวเราะแผ่วๆ ของพิมพ์พิสุทธิ์พร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่าลดตรงใบหูของเขา ทำให้ชีคราซัคไม่คิดยับยั้งชั่งใจใดๆ อีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงปลดตะขอบราเซียของเธอออกแล้วขว้างทิ้งอย่างไม่ไยดี

ใบหน้าคมสันจูบไล้ต่ำลงมาเรื่อยๆ จนพบกับทรวงอกคู่งามที่ขนาดพอเหมาะพอเจาะกับฝ่ามือของเขาเหลือเกิน ชีคหนุ่มจ้องมองด้วยสายตาพราวระยับซึ่งเต็มไปด้วยความปรารถนา มือหนาทั้งสองข้างโอบอุ้มดอกบัวตูมไว้แล้วคลึงเคล้นเล่นอย่างหนักมือ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นเจ้าของก็เห็นพิมพ์พิสุทธิ์หลับตาพริ้มและยิ้มบางๆ เหมือนกำลังถูกอกถูกใจ

ชีคราซัคคำรามลั่นอยู่ในลำคอแล้วก้มหน้าลงหาทรวงนุ่ม เขาอ้าปากงับแล้วดูเม้มแรงๆ ตามอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในกาย ชายหนุ่มเชยชมทรวงอกคู่งามอย่างเมามันพร้อมกันนั้นก็ดันร่างบางให้เอนลงนอนราบกับพื้นห้องไปด้วยซึ่งหญิงสาวก็ทำตามอย่างว่าง่าย อีกทั้งยังมายุ่มย่ามกับเสื้อผ้าและเนื้อตัวของเขาด้วย เล่นเอาชีคหนุ่มคำรามออกมาอีกครั้งเพราะความปรารถนาในกายเขากำลังเดือดจัด ซึ่งพร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ

“ผมจะให้โอกาสคุณเลือกอีกครั้ง จะต่อหรือจะหยุด ตอบมา!” เขาเงยหน้าขึ้นถามเสียงพร่าด้วยใบหน้าแดงก่ำ เพราะต้องการให้โอกาสเธอเลือกอีกครั้ง

“ท่านชีคขา...” พิมพ์พิสุทธิ์ไม่ตอบแต่ส่งเสียงเรียกหาหวานจ๋อยแทน ก่อนจะยกแขนขึ้นเกี่ยวคอเขาไว้แล้วบังคับให้โน้มลงมาหาซึ่งนั่นเขามองว่าเท่ากับเป็นการตัดสินใจของเธอ

“คุณเลือกแล้วนะแพรว” เขากัดฟันบอกด้วยสายตาผิดหวังแกมดูถูก และเมื่อชายหนุ่มยังเฉยอยู่ไม่ยอมก้มหน้าลงตามแรงรั้ง หญิงสาวที่บัดนี้ถูกอำนาจลึกลับครอบงำเต็มที่ก็เป็นฝ่ายดันตัวขึ้นหาเขาแทน จากนั้นก็เป็นฝ่ายจูบก่อนอย่างเร่าร้อนหวังปลุกอารมณ์หนุ่มให้ตื่นตัวอย่างเต็มที่

ชีคราซัคจูบตอบอย่างไม่คิดสนอะไรอีกต่อไป เขาตอบโต้เธอกลับอย่างดูดดื่มระคนเร่าร้อนพร้อมกับใช้ฝ่ามือเคล้าคลึงทุกส่วนไปทั่วร่างบางส่วนบน จนต่ำลงมาเรื่อยๆ ถึงขอบกางเกงยีนที่ยังสวมติดตัวไว้อยู่ ชีคหนุ่มปลดกระดุมกางเกงออกแล้วรูปซิบตามทันที เขาถอนจูบออกด้วยอาการหอบหายใจแรง สายตาคมจ้องกางเกงยีนนิ่งชั่วอึดใจก่อนจะตัดสินใจกระตุกมันออกจากเรียวขางามแรงๆ อยู่สองสามทีก็พ้นจากเรือนร่างระหง

ชายหนุ่มหอบหายใจแรงหนักมากขึ้นเมื่อเอื้อมมือไปที่ซับในเนื้อบาง เขาสบกับดวงตาหวานหยาดเยิ้มของเธอเพื่อดูปฏิกิริยาแต่ก็ไม่พบอาการต่อต้านใดๆ จึงดึงผ้าชิ้นสุดท้ายออกจากตัวเธอทันที ชีคราซัคแทบหยุดหายใจเมื่อเห็นเรือนร่างขาวนวลเปล่าเปลือยของคนเบื้องหน้า ซึ่งมันช่างกระตุ้นราคะและตัณหาในตัวเขาออกมาได้อย่างรวดเร็วนัก ชีคหนุ่มมองนิ่งด้วยความหลงใหลพลางลูบไล้เรียวขานวลเล่นไปด้วย

“ท่านชีคขา...มาสิคะ เธอเป็นของคุณแล้ว”

คำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากแดงช้ำของพิมพ์พิสุทธิ์ทำให้คิ้วเข้มของชีคราซัคขมวดนิดๆ ด้วยความสงสัย แต่ก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นก็จางหายไป เพราะเรือนร่างเย้ายวนที่กำลังนอนบิดตัวยั่วอารมณ์ไปมาอยู่นั้นมันทำให้สติของเขาเริ่มเลอะเลือน จนไม่อยากคิดอะไรนอกจากเชยชมร่างงามเท่านั้น

“คุณสวยมาก” เขาชมจากใจจริงพร้อมกับไล้ฝ่ามือร้อนผ่าวสูงขึ้นไปเรื่อยๆ 

“อืม...” หญิงสาวครางเสียงแผ่วด้วยความสยิวก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่น และเกร็งร่างนิดๆ เมื่อจุดสำคัญของเธอถูกปลายนิ้วแกร่งรุกล้ำสำรวจอย่างอ่อนโยน “ฮื้อ...ท่านชีคขา...มาเถอะค่ะ เธอพร้อมเป็นของคุณแล้ว”

เพียงสิ้นคำอนุญาตจากพิมพ์พิสุทธิ์ ชีคราซัดก็สิ้นความอดทนทันทีเหมือนกัน ชายหนุ่มกระชากเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกจากกายจนกระดุมเสื้อขาดกระเด็นไปหมด ก่อนจะตามด้วยกางเกงจนเนื้อตัวล่อนจ้อนเหมือนหญิงสาว จากนั้นก็ผวาเข้าหาเรือนร่างงามแล้วกอดจูบลูบคลำอย่างย่ามใจตามแรงอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน

ไฟสวาทกำลังแผดเผาตัวของชีคหนุ่มเอง เพราะความหอมหวานและเนื้อตัวนุ่มนิ่มของพิมพ์พิสุทธิ์กำลังเล่นงานเขาจนแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง ความคิดที่เพียงแค่จะสั่งสอนกลับถูกลบเลือนหายไปเหลือเพียงความปรารถนาที่ต้องการเชยชมให้สมใจอยากเท่านั้น ตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากอยากครอบครองตัวเธอให้ได้เท่านั้น


“อ๊ะ...อา...” พิมพ์พิสุทธิ์นอนร้องครวญครางด้วยความเสียวซ่าน ร่างขาวนวลขนลุกซู่ไปหมด เธออ้าปากหอบหายใจถี่ๆ จนทรวงอกกระเพื่อมแรง 

รู้สึกดีจัง พิมพ์พิสุทธิ์คิดในใจพลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองที่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั้งที่ในห้องนี้แอร์เย็นฉ่ำ หญิงสาวนอนสิ้นเรี่ยวแรงพลางหอบหายใจเร็วๆ และยังคงซึมซับความรู้สึกสุดวิเศษที่ได้รับเมื่อครู่นี้อยู่

“ชอบไหม”

เสียงกระเส่าที่ดังขึ้นฉุดสติของจิตรกรสาวให้กลับคืนมา พิมพ์พิสุทธิ์เลื่อนฝ่ามือออกจากดวงหน้าแล้วจ้องมองคนพูดเขม็ง ซึ่งเธอก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างเปลือยเปล่าของชีคราซัคกำลังนั่งอยู่ตรงกลางหว่างขาของเธอ แถมยังจ้องเธอด้วยสายตาหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบัง สิ่งนี้เองที่ทำให้หญิงสาวรู้ตัวแล้วว่าตนเองได้หลุดจากอำนาจอันลึกลับแล้ว

“รู้สึกดีมากใช่ไหม แต่ไม่ต้องกลัวหรอกนะว่าผมจะหยุดเพียงแค่นี้ เพราะผมจะให้ในสิ่งที่คุณต้องการเดี๋ยวนี้แล้วล่ะ” ชีคราซัคกัดฟันตอบแล้วจับเรียวขางามทั้งสองข้างของพิมพ์พิสุทธิ์แยกออกกว้าง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของจิตรกรสาว

“มะ...ไม่...ไม่นะ” เธอกระซิบบอกเสียงสั่น ดวงตานั้นตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัดแต่ตอนนี้ชายหนุ่มหน้ามืดตามัวไปเสียแล้ว เขาจึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้นนอกจากต้องการครอบครองเธอให้ได้เท่านั้น

“อย่าเห็นแก่ตัวสิ ผมทำให้คุณขึ้นสวรรค์แล้วทีนี้ก็ตาคุณให้ผมบ้างล่ะ เรียกร้องนักไม่ใช่เหรอผมกำลังจะให้ในสิ่งที่คุณต้องการอยู่นี่ไง”  

หญิงสาวผวาเฮือกก่อนจะใช้มือปัดออกแล้วปิดกั้นกึ่งกลางกายเอาไว้ พร้อมร้องปฏิเสธเสียงหลง

“อย่านะ หยุดๆ ฉันไม่ต้องการ”

“ฮึ่ม!” ชีคราซัคคำรามลั่นด้วยความโมโหที่จู่ๆ เธอก็เกิดเล่นตัวขึ้นมาหลังจากเขาพาเธอไปพบความสุขสุดยอดก่อนแล้ว “อย่าเห็นแก่ตัวสิ หยุดดิ้นได้แล้ว”

“คุณนั่นแหละหยุดทำบ้าๆ ได้แล้ว ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ให้คุณทำอะไรทั้งนั้น”

“เป็นบ้าไปแล้วรึไงฮะ! เมื่อกี้ยังนอนร้องครวญครางยอมให้ผมทำทุกอย่างอยู่เลย คุณเป็นคนยั่วยวนผมเองนะ คุณเรียกร้องให้ผมทำแบบนี้เองลืมไปแล้วหรือไงฮะ” เขาต่อว่าอย่างฉุนจัด มือหนายึดต้นขานุ่มไว้ไม่ยอมให้ถอยหนีไปง่ายๆ

“ไม่...ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น ฉันไม่รู้ตัวว่าทำอะไรไปด้วยซ้ำ” พิมพ์พิสุทธิ์บอกเสียงสั่นเครือพลางดันตัวลุกขึ้นนั่งเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม พร้อมกันนั้นก็พยายามผลักไสร่างแกร่งออกห่างสุดฤทธิ์อย่างอับอาย

“หยุดเล่นละครได้แล้ว ผมเบื่อ ผมไม่ยอมให้คุณมาทิ้งให้ผมอารมณ์ค้างเติ่งกลางคันแบบนี้หรอกนะ ยังไงคุณก็ต้องรับผิดชอบ” ชีคราซัคโวยวายใส่พลางผลักร่างบางให้นอนลงอีกครั้ง จากนั้นก็โถมตัวลงหาแล้วกอดจูบลูบคลำเธอใหม่เพื่อปลุกอารมณ์ใคร่กันอีกรอบ หญิงสาวกรีดร้องทั้งน้ำตาพลางดิ้นรนหนีแต่เขาตัวใหญ่กว่าแถมยังหนักมากด้วย เธอจึงเปลี่ยนวิธีเป็นทุบตีไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง ส่วนท่อนขาก็พยายามหนีบเอาไว้สุดกำลังเพื่อไม่ให้เขารุกล้ำเข้ามาได้

ชีคหนุ่มสบถลั่นอย่างหัวเสีย แรงปรารถนาที่ยังกรุ่นๆ อยู่ในกายบวกกับความอยากเอาชนะทำให้ชายหนุ่มไม่ยอมหยุด เขายังคงเดินหน้าเพื่อจะครอบครองเธอต่อไปโดยไม่สนใจเสียงร้องไห้ และเสียงด่าทอของเธอสักนิดเนื่องจากเขาคิดว่าเธอกำลังเล่นละครตบตาอยู่

“ไม่! กรี๊ด! พิมพ์พิสุทธิ์กรีดร้องออกมาสุดเสียง หญิงสาวร่ำไห้สะอึกสะอื้น ใจนั้นอยากจะผลักออกแต่มือทั้งสองข้างของเธอถูกอุ้งมือหนาของเขารวบเอาไว้แน่น เธอจึงทำได้เพียงแค่ใช้ท่อนขาขัดขวางแต่ก็ยากเต็มทน


“บ้าเอ๊ย...” ชีคราซัคสบถออกมาด้วยความโมโหเมื่อเห็นจิตรกรสาวร่ำไห้อย่างหนักราวกับโดนเขาข่มขืนไปแล้ว ทั้งที่ความจริงแล้วเธอยินยอมพร้อมใจไปกับเขาด้วยต่างหาก “ผู้หญิงเจ้ามารยา!” ชายหนุ่มต่อว่าแล้วลุกขึ้นคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างรวดเร็ว ตัวเสื้อนั้นเขาไม่สามารถติดกระดุมได้อีกเพราะขาดหมดไปแล้วจึงใส่แบบขาดๆ ไปอย่างนั้น พอใส่เสื้อผ้าเสร็จเขาก็เดินกระแทกเท้าตึงๆ ออกจากห้องไปทันที โดยไม่หันกลับมาสนใจคนร่างบางอีกเลย

พิมพ์พิสุทธิ์สะอึกสะอื้นจนตัวโยน พอชีคหนุ่มออกจากห้องไปแล้วเธอก็รีบลุกขึ้นคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่ แล้วเดินไปนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาด้วยความหวาดกลัวระคนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ ทำไมเธอถึงไม่เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ เธอถูกอำนาจอะไรบางอย่างเล่นงานอยู่แน่ๆ เธอมั่นใจ!

 

ด้านชีคราซัคพอเข้าห้องนอนของตัวเองมาได้ก็อาละวาดยกใหญ่ด้วยการกวาดข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะแถวนั้นทิ้งจนตกแตกกระจายเต็มพื้น ก่อนจะทุบมือลงกับผนังห้องหลายครั้งติดๆ กันอย่างเจ็บปวดทั้งใจและกาย จากนั้นก็เดินไปทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงนุ่มแล้วนอนหลับตานิ่งอยู่พักใหญ่ เพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเอง

ลมหายใจของชายหนุ่มเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ดวงตาคมกริบที่ปิดสนิทเปิดขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวเมื่อตัดสินใจแล้วว่า

“ฉันจะไม่มีวันหลงกลมารยาของผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว ฉันจะกำจัดเธอออกไปจากใจของฉันให้ได้และให้เร็วที่สุดด้วย” ชีคหนุ่มปฏิญาณกับตัวเองด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น

 

หลังจากเกิดเรื่องน่าอับอายเป็นครั้งที่สอง พิมพ์พิสุทธิ์ก็เริ่มคิดหาคำตอบกับอาการที่เป็นอยู่ให้กับตัวเอง จนเธอเริ่มที่จะสงสัยกำไลทองที่สวมใส่ติดข้อมืออยู่ เพราะพอเธอใส่กำไลวงนี้ก็เกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นกับเธอมากมาย ทั้งฝันเห็นผู้หญิงผมทองและทั้งถูกอำนาจลึกลับบางอย่างบีบบังคับให้เธอทำเรื่องน่าอับอายแบบนั้นลงไป หญิงสาวทบทวนความฝันที่ผ่านๆ มาจนเริ่มเอะใจกับความฝันล่าสุดที่เธอฝันเห็นผู้หญิงคนนั้นเข้ามาในร่างของเธอ จนเหมือนกับเป็นร่างเดียวกัน เป็นไปได้ไหมว่าอำนาจลึกลับต่างๆ อาจมาจากผู้หญิงผมทองที่อยู่ในฝันของเธอก็เป็นได้

พอคิดถึงตรงนี้แล้วจู่ๆ จิตรกรสาวก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมากะทันหัน พิมพ์พิสุทธิ์มองซ้ายมองขวาหน้าเลิ่กลั่กด้วยความกลัวพลางรีบเขยิบร่างไปนั่งชิดผนังห้อง หญิงสาวเริ่มเครียดหนักเพราะไม่รู้จะไปปรึกษาใครดี จะปรึกษาชีคราซัคก็คงไม่ได้เพราะเขาคงหาว่าเธอปั้นเรื่องหลอกอีก แถมตอนนี้เธอก็ไม่กล้าพบหน้าเขาด้วย ส่วนฮานะกับจารีย่าที่เธอพอสนิทสนมด้วยก็ไม่กล้าปรึกษาเนื่องจากกลัวว่าอีกฝ่ายจะหาว่าเธอเป็นบ้าไป

พิมพ์พิสุทธิ์ก้มหน้าซบหัวเข่าแล้วยีผมตัวเองจนยุ่งไปหมดด้วยความเครียดจัด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเมื่อนึกถึงใครบางคนได้ เธอรีบลุกจากเตียงแล้วไปค้นหาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว เมื่อได้แล้วก็กดโทรออกหาคนที่ต้องการปรึกษาเรื่องนี้ด้วยทันที

“ฮัลโหลพี่พริม คิดถึงที่สุดเลย” เธอกรอกเสียงไปตามสายหลังจากที่พี่สาวรับสายแล้ว โดยพยายามปั้นน้ำเสียงให้สดใสที่สุด

“แพรว...พี่ก็คิดถึงเราเหมือนกัน เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า”

“ก็...สบายดีค่ะ” เธอตอบเสียงอ้อมแอ้มกลับไปซึ่งพิมพ์นาราก็รับรู้ได้ว่าน้องสาวต้องมีปัญหาแน่ๆ ถึงได้ทำน้ำเสียงเช่นนี้ เธอกับน้องเติบโตมาด้วยกันมีหรือที่จะสังเกตถึงความผิดปกติของอีกฝ่ายไม่ได้

“แน่ใจเหรอว่าสบายดีน่ะ มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาพี่ได้นะ”

พิมพ์พิสุทธิ์อดยิ้มไม่ได้ เธอนึกไม่ผิดจริงๆ ที่มาปรึกษาพี่สาวเพราะพิมพ์นารามีความคิดเป็นผู้ใหญ่และเป็นคนมีเหตุมีผลที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมดแล้ว เวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจอะไรเธอกับพิมพ์ประภัทรก็มักเลือกที่จะปรึกษาพี่สาวคนนี้เป็นอันดับแรกเสมอระหว่างพี่น้องด้วยกัน

“คือ...ก็ไม่ใช่เรื่องของแพรวหรอกค่ะ” เธอตัดสินใจพูดปดเพราะไม่อยากทำให้พี่สาวไม่สบายใจและเป็นห่วงไปด้วย “แต่เป็นเรื่องของเพื่อนที่อยู่ที่นี่น่ะค่ะ”

“อะไรกัน ไปอยู่ไม่ถึงเดือนมีเพื่อนแล้วเหรอ” พี่สาวแซวเล่นขำๆ

“แหม...คนอย่างแพรวไปที่ไหนก็หาเพื่อนได้ทั้งนั้นแหละค่ะ เฟรนลี่ขนาดนี้” หญิงสาวตอบกลับเสียงกลั้วหัวเราะ การได้พูดคุยกับคนในครอบครัวทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว

“จ้า พี่รู้ว่าเราน่ะเฟรนลี่มาก” สองสาวตอบโต้กันแล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนพิมพ์พิสุทธิ์จะเอ่ยเข้าเรื่อง

“คือว่าเพื่อนของแพรวคนนี้ เขามีอาการแปลกๆ แบบว่าเหมือนคนถูกผีเข้าเลยค่ะพี่พริม คือจู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเอง เหมือนมีอำนาจอะไรบางอย่างมาบังคับให้เขาทำโน่นทำนี่น่ะค่ะ พี่พริมคิดว่าอาการแบบนี้มันเกิดจากโรคใดโรคหนึ่งหรือว่าเกิดจาก...ผีเข้ากันแน่คะ”

“อืม...อันนี้พี่ก็บอกไม่ได้นะ เพราะไม่ได้เห็นกับตาตัวเองว่าเขาคนนั้นมีอาการเป็นแบบไหน แล้วแพรวคิดว่าไงล่ะ”

“แพรว...แพรวคิดว่าอาจถูกผีครอบงำก็ได้ค่ะ”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ บางทีเขาอาจเป็นโรคชนิดหนึ่งก็ได้นะ เดี๋ยวนะขอพี่นึกก่อน...โรคไบโพลาร์ไงล่ะ โรคอารมณ์สองขั้วน่ะแพรวเคยได้ยินไหม พี่เคยอ่านเจอในหนังสือมา เพื่อนแพรวคนนี้อาจมีอาการทางจิตเวชก็ได้นะ น่าจะลองพาไปให้หมอตรวจสักหน่อย” พิมพ์นาราแนะนำตามความคิดของตนเอง

“แต่แพรวว่าไม่น่าจะใช่นะคะ เพราะเวลาปกติพะ...เอ๊ย...เธอก็เป็นปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ได้ซึมเศร้าหรือชอบเก็บตัวอะไรเลย เพื่อนแพรวคนนี้เขารู้ตัวตลอดเวลานะคะว่ากำลังทำอะไรอยู่เพียงแต่เขาบังคับตัวเองไม่ได้น่ะค่ะ แบบว่า...ร่างกายเขาเคลื่อนไหวไปเองโดยอัตโนมัติทั้งที่เขายังมีสติอยู่นะคะพี่พริม”

“เอ...น่าแปลกมากนะ”

“ใช่ค่ะ อ้อ...แล้วที่สำคัญเขาเป็นแบบนี้ก็ตั้งแต่เขาเอากำไลทองมาใส่ค่ะ พอใส่แล้วก็ถอดไม่ออกด้วยไม่ว่าจะพยายามดึงเท่าไรก็ตาม แถมเขายังฝันเห็นผู้หญิงผมทองคนหนึ่งด้วยนะคะ เธอสวยงามมากแต่ก็น่ากลัวมากด้วยเหมือนกันเพราะเธอร้องไห้ออกมาเป็นเลือดค่ะ อาการผิดปกติของเพื่อนแพรวเกิดขึ้นจากการที่ฝันเห็นผู้หญิงคนนี้ครั้งล่าสุด เธอเคลื่อนกายเข้ามาหาแล้วก็พุ่งเข้ามาอยู่ในร่างเดียวกันเลยค่ะ นับจากวันนั้นเพื่อนแพรวก็เริ่มมีอาการอย่างที่แพรวเล่าให้พี่พริมฟังนี่แหละค่ะ” เพราะอัดอั้นกับเรื่องนี้มานานแล้ว พอได้ระบายพิมพ์พิสุทธิ์จึงเล่าไม่หยุดปาก จนพี่สาวคนโตอดเอ่ยแซวไม่ได้

“โอ้โห...นี่เราเล่าเรื่องของเพื่อนคนนี้ได้เป็นฉากๆ ขนาดนี้เลยเหรอ นี่ถ้าเราไม่บอกว่าเป็นเรื่องของเพื่อนพี่คงคิดว่าเป็นเรื่องของแพรวเองซะมากกว่าอีก”

จิตรกรสาวสะดุ้งนิดๆ หุบปากที่เตรียมจะพูดต่อฉับทันที ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมาแล้วแก้ตัวไปว่า

“แหม...ก็เพื่อนแพรวเขาเครียดมากนี่คะ เขาก็เลยเล่าให้แพรวฟังหมดทุกอย่างเลย ว่าแต่พี่พริมคิดเห็นยังไงคะ เขาถูกผีเข้าจริงๆ ใช่ไหม”

“อืม...พี่ก็ให้คำตอบไม่ได้หรอกนะแพรว แต่พี่ขอแนะนำให้แพรวพาเพื่อนไปหาหมอดูก่อนดีกว่านะ”

“พี่พริมคิดว่า...เขาเป็นบ้าเหรอคะ”

“เปล่าๆ พี่ไม่ได้คิดแบบนั้น พี่เพียงแค่แนะนำให้ลองทางนี้ดูก่อนเท่านั้นเอง ถ้าเป็นจริงจะได้รักษาทันไงจ๊ะ”

“ค่ะ บางที...อาจเป็นอย่างที่พี่พริมบอกก็ได้” น้ำเสียงเศร้าๆ ของน้องสาวทำให้พิมพ์นาราบอกเสียงอ่อนๆ

“อย่าเพิ่งวิตกกังวลไปเลยนะ พี่ก็แค่แนะนำเท่านั้นเอง บางทีเพื่อนแพรวคนนี้อาจไม่ได้เป็นโรคแบบที่พี่บอกก็ได้ นี่ถ้าไม่เป็นโรคนี้จริงๆ พี่คงคิดว่าเพื่อนแพรวถูกผีเข้าจริงๆ แล้วล่ะ ไม่แน่นะ กำไลทองวงนั้นอาจมีอาถรรพ์ก็ได้ เหมือนอาถรรพ์ของพวกอียิปต์ไงล่ะ” พิมพ์นาราพูดติดตลกเล่น แต่ผู้เป็นน้องสาวกลับคิดจริงจัง

“จริงด้วยค่ะ กำไลวงนี้ต้องมีอาถรรพ์แน่ๆ เลย”

“เดี๋ยวนะยัยแพรว นี่พี่พูดเล่นเท่านั้นนะ”

“แต่แพรวคิดจริงจังค่ะพี่พริม” พิมพ์พิสุทธิ์ตอบกลับเสียงหนักแน่น หน้าตาเคร่งเครียดมากขึ้น หญิงสาวได้ยินพี่สาวพูดอะไรกับใครสักคนหนึ่งเป็นภาษาอียิปต์ ก่อนพิมพ์นาราจะเอ่ยตัดบทสนทนากับเธอเพราะต้องไปทำงานแล้ว จิตรกรสาวจึงกล่าวลาและวางสายไป

“มันต้องมีอาถรรพ์อย่างที่พี่พริมพูดแน่ๆ ไม่อย่างนั้นมันต้องถอดออกได้สิ” พิมพ์พิสุทธิ์พูดพึมพำขณะยกกำไลทองที่ข้อมือขึ้นดู ก่อนจะตัดสินใจลองดึงมันออกอีกครั้งซึ่งผลก็เป็นเหมือนเดิมคือถอดไม่ออก “ถอดไม่ออก แบบนี้ชัวร์แน่เลย ยัยแพรวเอ๊ย...ไม่น่าไปหยิบมันมาใส่เลย แล้วจะทำยังไงดีล่ะทีนี้หรือว่าต้องไปหาหมอผี แล้วจะไปหาที่ไหนกันล่ะ ที่นี่มีด้วยเหรอ โอ๊ย...กลุ้มโว้ย! ทำไมต้องมาเกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้กับฉันด้วยนะ ทำไม! หญิงสาวร้องตะโกนลั่นห้องพร้อมกับยกมือขึ้นทึ้งผมตัวเองอย่างเจ็บใจ ก่อนจะหยุดแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่พลางเดินไปทิ้งร่างนอนบนเตียงอย่างคนหมดแรงหมดกำลังใจ

ปกติพิมพ์พิสุทธิ์ไม่ใช่คนงมงายในเรื่องภูตผีวิญญาณอะไรนัก ทว่าก็ไม่เคยลบหลู่เพราะกลัวผีเหมือนกัน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองนี่เธอเชื่อเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าต้องเกี่ยวกับเรื่องผีๆ แน่ เธอมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้บ้าหรือมีอาการทางจิตอย่างแน่นอน เนื่องจากเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันบ่งชี้ไปทางเรื่องเหนือธรรมชาติมากกว่า หญิงสาวนอนครุ่นคิดถึงเรื่องนี้เกือบชั่วโมงก็ตัดสินใจที่จะตามหาความจริงเกี่ยวกับประวัติของกำไลวงนี้ ว่ามันเกี่ยวข้องกับผู้หญิงผมทองแสนสวยที่เธอฝันเห็นบ่อยๆ ด้วยหรือไม่

จิตรกรสาวลุกขึ้นนั่งแล้วดันตัวลุกขึ้นยืน แต่พอยืนแล้วก็ต้องทรุดตัวลงนั่งใหม่อีกครั้งเมื่อจู่ๆ ก็เกิดหน้ามืดขึ้นมากะทันหัน พิมพ์พิสุทธิ์หอบหายใจแรงพลางยกมือขึ้นกุมขมับเมื่อรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมา เธอรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีแรงขึ้นมาดื้อๆ ซึ่งน่าแปลกมากเพราะเธอไม่ใช่คนสุขภาพอ่อนแอเลย และตั้งแต่เกิดมาเธอก็ป่วยนับครั้งได้ เธอเป็นอะไรไป ทำไมรู้สึกใจสั่นๆ แขนขาอ่อนแรงแบบนี้

พิมพ์พิสุทธิ์ฝืนยืนไม่ไหวก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้งแล้วหลับตานิ่ง เธอตั้งใจที่จะแค่นอนพักให้อาการดีขึ้นเท่านั้น ทว่าเอาเข้าจริงกับเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

3 ความคิดเห็น