ตอนที่ 12 : บทที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 292
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    16 ต.ค. 61

พอออกมาจากห้องทำงานได้หญิงสาวก็วิ่งขึ้นชั้นบนตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง เธอเข้าไปเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าลวกๆ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ด้วย ก่อนจะหยุดชะงักไปชั่วครู่เมื่อคว้าผ้าคลุมไหล่ผืนบางลายสวยขึ้นมาด้วย พอเห็นมันก็นึกถึงเจ้าของทันทีพิมพ์พิสุทธิ์จึงตัดสินใจวางไว้ที่เดิมโดยไม่คิดจะนำติดตัวกลับไปด้วยให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่งเธอเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้ผู้ที่ซื้อให้

เมื่อเก็บของเสร็จหญิงสาวก็หิ้วกระเป๋าเดินออกจากห้องไป เธอลงไปชั้นล่างก็เจอฮานะกับจารีย่าเข้าพอดี ซึ่งพอนางกำนัลทั้งสองเห็นเธอหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าติดมือลงมาด้วยก็ถามด้วยความสงสัยทันที

“คุณแพรวจะไปไหนเหรอคะ” ฮานะถาม

“ฉันจะกลับเมืองไทยแล้ว ขอบคุณพวกคุณสองคนมากนะที่คอยดูแลฉันมาตลอด” จิตรกรสาววางกระเป๋าลงแล้วเอื้อมมือไปจับมือนางกำนัลทั้งสองไว้ด้วยความซาบซึ้งใจที่อีกฝ่ายดูแลเธอดีมาโดยตลอด เธอยิ้มให้แล้วกล่าวคำลาก่อนจะหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นมาเตรียมจะจากไป แต่จารีย่าเอ่ยทักท้วงเอาไว้

“เดี๋ยวก่อนค่ะคุณแพรว ท่านชีครู้เรื่องที่คุณจะไปแล้วหรือยังคะ” นางกำนัลสาวค่อนข้างแปลกใจมากเพราะไม่คิดว่าท่านชีคของเธอจะปล่อยให้พิมพ์พิสุทธิ์กลับเมืองไทยไปง่ายๆ หากไม่หูหนวกหรือว่าตาบอดละก็ใครๆ ก็ต้องมองออกว่าชีคราซัคพึงพอใจในตัวลูกจ้างสาวไทยคนนี้มากแค่ไหน แล้วอยู่ดีๆ จะปล่อยไปได้อย่างไรกัน เธอไม่เชื่อหรอก

“ฉันบอกเขาแล้ว ฉันไปล่ะนะ ลาก่อนทั้งสองคน” พิมพ์พิสุทธิ์บอกเสียงห้วนแล้วเดินลิ่วๆ จากไป ฮานะกับจารีย่ามองหน้ากันเลิ่กลั่กอย่างไม่รู้จะทำเช่นไรดี ก่อนฝ่ายแรกจะเอ่ยละล่ำละลักออกมา

“ฉันจะไปบอกท่านชีคก่อน ส่วนเธอก็ตามไปรั้งคุณแพรวเอาไว้นะ”

“ได้ๆ”

ทั้งสองแบ่งหน้าที่กันแต่ก่อนที่จะได้แยกย้ายกันไป ชีคราซัคก็เดินหน้าเครียดออกมาจากห้องทำงานพอดี ฮานะเห็นเข้าก็รีบปราดเข้าไปรายงานอย่างรวดเร็ว

“ท่านชีคคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ คุณแพรวเธอหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าลงมาแล้วบอกจะกลับประเทศไทยค่ะ”

“อะไรนะ! บ้าชะมัด” ชีคหนุ่มสบถออกมาอย่างหัวเสียแล้วเดินลิ่วๆ ไปที่หน้าคฤหาสน์ทันที นางกำนัลสาวมองหน้ากันก่อนจะรีบเดินตามออกไปบ้าง

ด้านพิมพ์พิสุทธิ์พอหิ้วกระเป๋าออกมายืนที่หน้าคฤหาสน์แล้ว ก็อดเขกหัวตัวเองไม่ได้ที่ลืมบอกให้ฮานะหรือจารีย่าหาคนขับรถไปส่งเธอที่สนามบินให้ เพราะหากไม่มีใครไปส่งเธอก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้ หญิงสาวถอนใจเฮือกใหญ่ หมุนตัวหันหลังเตรียมจะเดินกลับเข้าไปหานางกำนัลทั้งสอง แต่ก็ต้องยืนนิ่งขึงอยู่กับที่เมื่อเห็นชีคราซัคเดินอาดๆ ตรงมาหาเธอด้วยใบหน้าถมึงทึง

“ใครอนุญาตให้คุณกลับเมืองไทย” เขากระชากเสียงถามด้วยความไม่พอใจ จริงอยู่ว่าเขารังเกียจและผิดหวังในพฤติกรรมของเธอแต่ก็ไม่เคยคิดจะให้เธอไปไหน

“ก็คุณไง” เธอตอบสวนกลับทันทีเสียงแข็งอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้อีก

“ผมยังไม่ได้ไล่คุณสักคำเลยนะ เอากระเป๋าไปเก็บเดี๋ยวนี้”

“ไม่ ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว”

“ไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่เพราะคุณยังทำงานให้ผมไม่เสร็จ คุณจะมาทิ้งงานกลางคันแบบนี้ไม่ได้”

“คุณก็จ้างคนอื่นแทนสิ” นี่เป็นครั้งแรกที่จิตรกรสาวยอมกลายเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบต่องานที่ทำ เพราะไม่อาจทนอยู่ให้เขาดูถูกเหยียดหยามได้อีกต่อไป ชีคราซัคตาลุกวาวด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อได้ฟังคำตอบ และก่อนที่พิมพ์พิสุทธิ์จะทันรู้ตัวชายหนุ่มก็เดินเข้ามาประชิดร่างพร้อมกับบีบต้นแขนเธอไว้แน่น จนเธอหน้าเบ้ด้วยความเจ็บจึงพยายามสะบัดแขนหนีแต่ก็ไม่พ้น

“ปล่อยนะ ฉันเจ็บ”

“คุณจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เพราะในสัญญาระบุไว้ว่าหากคุณทิ้งงานกลางคันละก็ คุณจะต้องโดนปรับเงินเป็นสิบเท่ากับเงินที่ผมจะจ่ายให้คุณ และก็อีกอย่างนะ...” เขาปล่อยต้นแขนเธอแล้วเลื่อนมาจับข้อมือไว้แทน จากนั้นก็ชูขึ้นให้เธอได้เห็นสิ่งที่สวมอยู่พร้อมกับพูดอย่างเยาะหยันว่า “คุณยังสวมกำไลของผมอยู่ เพราะฉะนั้นหากยังถอดคืนไม่ได้คุณก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะแจ้งความว่าคุณขโมยของผมทันที”

“คน...ใจร้าย” เธอกัดฟันต่อว่าอย่างเจ็บใจ และรู้ซึ้งถึงการอยู่ใกล้คนมีอำนาจแล้วว่าเป็นอย่างไร ภาพชีคหนุ่มที่ดูสุภาพอ่อนโยนในใจเธอนั้นบัดนี้ถูกลบหายไปเมื่อมีภาพของท่านชีคผู้ใจร้าย ปากร้าย ไม่ฟังเหตุผลและชอบดูถูกเหยียดหยามเข้ามาแทน ทำให้เธอรู้สึกเสียดายความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้เขาเหลือเกิน

“แต่ผมก็ยังแพ้ผู้หญิงเจ้ามารยาอย่างคุณอยู่ดี” ชายหนุ่มกระซิบบอกพลางปล่อยข้อมือบางออกราวกับรังเกียจเสียเต็มประดา สายตาคมกริบมองไปที่กระเป๋าใบเล็กที่คล้องอยู่บนบ่าของหญิงสาวอยู่ครู่ ก่อนจะเอื้อมมือออกไปกระตุกมันออกจากบ่าของเธอ พิมพ์พิสุทธิ์ไม่ทันได้ระวังตัวจึงยื้อแย่งเอาไว้ไม่ทัน เธอมองหน้าคนเอาไปอย่างเอาเรื่องพร้อมกับตวาดใส่อย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป

“เอาคืนมานะ! คุณไม่มีสิทธิ์ค้นกระเป๋าของฉันนะ” เธอต่อว่าเมื่อเห็นเขาเปิดกระเป๋าออกแล้วค้นหาอะไรบางอย่างในนั้น พอคิดว่าเขาอาจตรวจดูว่าเธอขโมยของอะไรในห้องสมบัติไปอีกหรือเปล่าหญิงสาวก็ยิ่งเดือดดาลหนักมากขึ้นเข้าไปอีก จึงก้าวเข้าหาหมายจะแย่งคืน “เอามานะ มันจะดูถูกกันเกินไปแล้วนะ ฉันไม่ได้ขโมยอะไรของคุณทั้งนั้น”

ชีคราซัคไม่ตอบนอกจากเบี่ยงกระเป๋าหนีให้พ้นมือบาง เธอกับเขาจึงยื้อแย่งกระเป๋ากันต่อหน้านางกำนัลและทหารที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณแถวนั้น จนชีคหนุ่มได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็ปล่อยให้เธอคว้ากระเป๋าคืนกลับไปง่ายๆ พิมพ์พิสุทธิ์หายใจหอบแรงด้วยความเหนื่อยพลางจ้องคนตัวใหญ่ตาขวาง และนึกค่อนขอดเขาอยู่ในใจว่าหากเขาพูดว่าต้องการพาสปอร์ตดีๆ ละก็เธอก็ยินดีเอาให้โดยไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยกันแบบนี้ แต่ก็เป็นเพียงแค่ความคิดเท่านั้นเพราะในความเป็นจริงแล้วเธอไม่มีทางยอมให้ง่ายๆ หรอก

“เอาคืนมานะ” เธอเอื้อมมือไปคว้าแต่เขาชูหนีขึ้นสูง

“ไม่คืน ผมจะยึดพาสปอร์ตของคุณไว้เป็นหลักประกันว่าคุณจะไม่หนีไปไหน”

“ทำเกินไปแล้วนะ”

“แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ คุณจะเบี้ยวงานผมแถมยังไม่ยอมคืนกำไลให้ผมอีก ผมไม่ลงโทษคุณสถานหนักก็ดีเท่าไรแล้ว” เขาตอบกลับเสียงกร้าว พิมพ์พิสุทธิ์จ้องตอบด้วยดวงตาแดงช้ำแล้วพยายามถอดกำไลที่ข้อมือออก แต่ถอดยังไงก็ไม่ออกอยู่ดีจนต้องล้มเลิกไป

“โธ่โว้ย! ทำไมไม่ออกวะ” หญิงสาวสบถออกมาเป็นภาษาไทยอย่างโมโหสุดขีด ทั้งเจ็บใจเขาและเจ็บใจตัวเองสารพัดจนอยากอาละวาดให้พังกันไปข้างหนึ่ง แต่จิตสำนึกส่วนหนึ่งก็เตือนไว้ว่าทำไปแล้วได้อะไร นอกจากความสะใจส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้อะไรเลยแถมยังถูกมองไม่ดีอีกด้วย ในเมื่อทำอะไรไม่ได้เธอจึงเลือกระบายอารมณ์ด้วยการร้องไห้แทน ซึ่งน้อยครั้งนักที่ผู้หญิงแกร่งอย่างเธอจะร้องออกมา แต่ตอนนี้เธอทนรับสภาพกดดันไม่ไหวแล้ว หากไม่ได้ร้องไห้เธอคงได้ทำอะไรบ้าๆ ลงไปแน่

หัวใจของชีคราซัคอ่อนยวบลงทันทีเมื่อเห็นน้ำตาของคนร่างบาง แต่ชายหนุ่มก็เตือนตัวเองว่าอย่าไปหลงเชื่อผู้หญิงเจ้ามารยาคนนี้เด็ดขาด เธอก็แค่ร้องไห้เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากเขาเท่านั้น มันเป็นแผนการของเธอ ชีคหนุ่มพร่ำเตือนตัวเองในใจจนจิตใจที่อ่อนไหวเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“ถอดกำไลได้เมื่อไรและทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เชิญไปได้เลย ผมจะไม่ห้ามคุณไว้อีก” กล่าวจบชายหนุ่มก็เดินกลับเข้าไปภายในคฤหาสน์ทันทีโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย

พิมพ์พิสุทธิ์ทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นตรงนั้น แล้วร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายสายตาใคร เพราะเจ็บจนเกินจะทนไหวอีกแล้ว ฮานะกับจารีย่ามองด้วยความสงสารระคนเห็นใจแม้จะยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างเจ้านายของเธอกับจิตรกรสาวผู้นี้ก็ตาม ทั้งสองเดินเข้าไปหาแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พลางพูดปลอบโยนจนพิมพ์พิสุทธิ์คลายสะอื้นก็ช่วยกันพาหญิงสาวขึ้นห้องไป

 

ชีคราซัคเดินออกไปที่ชายหาดด้วยใบหน้าถมึงทึง โดยมีอาเจฟเดินตามออกไปด้วยเงียบๆ ตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด องครักษ์หนุ่มไม่พูดหรือถามอะไรออกมาสักคำเดียวแม้จะสงสัยเหมือนคนอื่นๆ ว่าชีคหนุ่มกับพิมพ์พิสุทธิ์มีเรื่องโกรธเคืองอะไรกัน ซึ่งคงต้องเป็นเรื่องที่ร้ายแรงพอสมควรท่านชีคของเขาถึงได้มีอาการเช่นนี้ ทว่าถึงจะอยากรู้มากแค่ไหนก็ไม่คิดถามเนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย หากท่านชีคต้องการเปิดเผยให้เขารับรู้ด้วยก็คงจะเล่าเองเหมือนที่ผ่านๆ มา

“บ้าเอ๊ย!” ชีคราซัคตบมือลงบนต้นไม้เปรี้ยงใหญ่ตามแรงอารมณ์ที่ปะทุอยู่ในอก ตอนนี้ในใจเขาสับสนไปหมดแล้วว่าควรจัดการกับเรื่องของพิมพ์พิสุทธิ์อย่างไรดี ตอนแรกที่เธอบอกว่าขอลาออกเลยในห้องทำงานนั้นเขาก็คิดว่าจะปล่อยเธอกลับไปโดยไม่คิดฟ้องร้องใดๆ ตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ เพราะไม่อยากเกี่ยวข้องใดๆ กับเธออีก ทว่าพอหญิงสาวจะไปจริงๆ เขาก็เกิดไม่อยากให้เธอไปขึ้นมาจนต้องหาวิธีรั้งตัวเธอเอาไว้จนได้ แล้วก็ต้องมาเจ็บใจตัวเองที่ใจไม่แข็งพออยู่แบบนี้

ชีคหนุ่มถอนใจแรงด้วยความกลัดกลุ้มใจ ก่อนจะออกเดินตามชายหาดไปเรื่อยๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ของตนเอง โดยมีอาเจฟติดตามไปห่างๆ เหมือนเดิม

 

สถานการณ์ภายในคฤหาสน์ซารีมะห์ตึงเครียดและชวนอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ จนทุกคนสัมผัสได้ ชีคราซัคกับพิมพ์พิสุทธิ์ยังคงมึนตึงใส่กันและถึงขนาดไม่ยอมร่วมโต๊ะอาหารกันอีกเลย ชีคหนุ่มยังจมอยู่กับความผิดหวังที่มองเธอผิดไปจนหลงมอบความรู้สึกดีๆ ให้อย่างที่ไม่เคยให้หญิงใดมาก่อน ดังนั้นเมื่อถึงคราวต้องเจ็บก็ต้องเจ็บมากเป็นธรรมดา ส่วนหญิงสาวนั้นก็เกิดทิฐิและอคติขึ้นในใจที่เขาไม่ยอมเชื่อใจเธอ แถมยังกล่าวหาและต่อว่าเธอเสียๆ หายๆ อีกซึ่งเธอรับไม่ได้กับการกระทำเช่นนี้ จึงเตือนตัวเองไม่ให้เปิดใจให้เขาอีกต่อไป นับจากนี้ไปเธอกับเขาจะกลายเป็นแค่เส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบกันได้อีกแล้ว

จิตรกรสาวตวัดปลายดินสออย่างคล่องแคล่ว ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ผลงานออกมาดีที่สุดและเร็วที่สุดเนื่องจากเธออยากกลับเมืองไทยแย่แล้ว ส่วนกำไลทองที่ข้อมือเธอก็พยายามดึงออกทุกวันแต่ก็น่าแปลกที่ทำอย่างไรก็ไม่หลุดออกมาเลย ทว่ายังไงเธอก็ไม่ละความพยายามหรอก เพราะไม่คิดที่จะถูกจองจำอยู่ที่นี่ตลอดไปเด็ดขาด

พิมพ์พิสุทธิ์ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่แต่ในห้องสมบัติ ทานอาหารก็ทานอยู่ในห้องนี้โดยไม่คิดที่จะออกไปเดินเล่นที่ชายหาดหรือเล่นน้ำทะเลสักนิดเดียว ดังนั้นสามวันที่ผ่านมาทุกคนจึงไม่เคยเห็นหน้าหญิงสาวเลยยกเว้นฮานะกับจารีย่าที่คอยเข้ามาดูแล ส่วนชีคหนุ่มถึงแม้จะเก็บตัวอยู่ในห้องทำงานเป็นหลักเหมือนกันแต่ก็ยังออกไปวิ่งออกกำลังกายที่ชายหาดทุกเช้าเหมือนเดิม ทว่าสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือใบหน้าที่ไม่สดใสเอาเสียเลย และเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา

พิมพ์พิสุทธิ์ก้าวถอยหลังไปสองก้าวเพื่อเพ่งมองรูปภาพที่วาดเสร็จแล้วอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อไม่พบสิ่งบกพร่องใดๆ ในความคิดของเธอ หญิงสาวก็เดินเข้ามาหยิบไปวางรวมไว้อยู่ที่มุมด้านหนึ่งของห้อง ร่วมกับผลงานชิ้นอื่นๆ ที่ทำเสร็จแล้วไปสามชิ้นซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจจากผู้ว่าจ้างเลยสักภาพ จิตรกรสาวลังเลใจว่าควรส่งภาพเหล่านี้ให้ชีคราซัคดูหรือไม่เนื่องจากยังจำคำสั่งของเขาได้ เธอยืนกอดอกมองภาพอย่างชั่งใจอยู่พักหนึ่งแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะส่งภาพพวกนี้ไปให้เขาตรวจเหมือนเดิม แต่จะเป็นการส่งผ่านไปทางฮานะกับจารีย่าแทนเท่านั้น เพราะเธอไม่อยากพบหน้าหรือแม้แต่เสวนากับเขาให้โดนดูถูกกลับมาอีก

ดวงหน้านวลใสเศร้าหมองลงเมื่อคิดถึงชายหนุ่มขึ้นมา หัวใจดวงน้อยนั้นยังรู้สึกเจ็บปวดผิดหวังไม่หาย ความรักนี่ช่างมีอานุภาพร้ายแรงยิ่งนัก มันทำให้เรามีความสุขสุดๆ ได้ก็ทำให้เราทุกข์แบบสุดๆ ได้เช่นกัน พิมพ์พิสุทธิ์คิดในใจก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยและยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจช้าๆ พลางเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเหมือนคนหมดแรง เมื่อยอมรับกับใจตัวเองว่า...เธอรักเขา...เป็นรักครั้งแรกเสียด้วยสิ

หญิงสาวอดน้ำตาซึมไม่ได้ก่อนจะรีบปาดมันทิ้งแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกกำลังใจและความเข้มแข็งให้ตัวเอง ไม่...เธอจะมาทำตัวเหมือนคนอ่อนแอแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ผิดหวังในความรักแล้วยังไงกันล่ะ ก็ไม่ถึงกับตายนี่นา ก็แค่...เจ็บที่หัวใจเท่านั้น แค่เป็นทุกข์และเสียใจแค่นั้นเอง อีกไม่นานความรู้สึกเหล่านี้ก็จะหายไป ความรักของเธอมันเกิดขึ้นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง เวลาจะช่วยเยียวยารักษาแผลใจให้เธอได้ซึ่งก็คงอีกไม่นานนักหรอก เพราะมันยังไม่ได้ฝังรากลึกขนาดนั้น หึ...แค่เอานิ้วดีดก็หลุดออกจากหัวใจของเธอแล้ว

จิตรกรสาวพยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็งและไม่แคร์อะไร แต่ทำไมยิ่งคิดน้ำตาของเธอกลับยิ่งไหลรินออกมาจนปาดเช็ดแทบไม่ทัน

“บ้าจริง ร้องไห้ทำไมเนี่ย แค่อกหักมันไม่ถึงกับตายหรอกเว้ย” พิมพ์พิสุทธิ์ตะโกนออกมาเป็นภาษาไทยพลางกระทืบเท้ารัวๆ อย่างขัดใจกับความอ่อนแอของตนเอง เธอเกลียดตัวเองนัก ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับตัวเธอถาโถมเข้ามาเธอก็แข็งแกร่งได้เสมอ ไม่เคยเผยความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่ทำไมพอเป็นเรื่องของความรักที่ไม่ว่าจะเกี่ยวกับคนในครอบครัวหรือแม้กระทั่ง...ผู้ชายที่เธอรัก ทำไมเธอถึงได้อ่อนแอนัก จิตใจของเธออ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ง่ายดายเสียเหลือเกินจนน่าหงุดหงิด

ขณะที่หญิงสาวกำลังคร่ำครวญอยู่นั้น จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาเสียเฉยๆ จนต้องยกมือขึ้นกอดอกตัวเองไว้ แต่แล้วเพียงไม่กี่วินาทีก็ต้องคลายแขนออกแล้วเปลี่ยนเป็นมาจับคอเสื้อเชิ้ตของตนเองกระพือไปมาแทนเมื่อรู้สึกร้อนขึ้นมากะทันหัน

“โอ๊ย...ทำไมจู่ๆ มันร้อนแบบนี้ล่ะเนี่ย หรือว่าแอร์จะเสียกัน” จิตรกรสาวบ่นอุบพลางลุกขึ้นเดินไปดูยังจุดที่มีลมแอร์ออก ซึ่งก็น่าแปลกมากที่เธอยื่นมือขึ้นไปด้านบนแล้วสามารถสัมผัสกับความเย็นของเครื่องปรับอากาศได้ แต่ว่าทำไมเธอถึงรู้สึกร้อนกันล่ะ พิมพ์พิสุทธิ์นึกสงสัยพร้อมกับเริ่มปาดเม็ดเหงื่อบนหน้าผากไปด้วย ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อด้านหน้าออกไปอีกสองเม็ดเพื่อคลายความร้อนทว่าก็ไร้ผล “โอ๊ย...ทนไม่ไหวแล้วนะ ออกไปข้างนอกดีกว่า อุ๊ย! ว้าย! ร้อนๆๆ ไม่ไหวแล้ว ทำไมมันร้อนเหมือนถูกไฟลวกแบบนี้ล่ะ

พิมพ์พิสุทธิ์เต้นเร่าๆ ด้วยความปวดแสบปวดร้อนตามร่างกาย ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เกิดอาการเช่นนี้ขึ้นมาได้ เธอรู้สึกเหมือนเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เป็นของร้อน เหมือนมันกำลังลวกผิวของเธอจนเจ็บแสบไปหมด จนหญิงสาวต้องทรุดตัวลงนั่งด้วยกายอันสั่นเทาพลางรีบแกะกระดุมเสื้อออกเพื่อจะถอดทิ้ง เพราะมีความรู้สึกเหมือนผ้าจะร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แถมตัวเธอยังรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกอะไรรัดเอาไว้ด้วย

ขณะที่จิตรกรสาวกำลังแกะกระดุมมือไม้สั่นอยู่นั้น ชีคราซัคก็เปิดประตูเข้ามาพอดีเนื่องจากทนเสียงเรียกร้องของหัวใจไม่ไหว เขาอยากเห็นหน้าเธอจึงคิดจะใช้ข้ออ้างการตรวจงานมาอ้างเพื่อไม่ให้เสียหน้า ทว่าพอเข้ามาแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นพิมพ์พิสุทธิ์นั่งหันหลังให้อยู่บนพื้น ร่างบางนั้นสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด ศีรษะก็ส่ายไปมาแรงๆ จนน่าปวดหัวแทน มิหนำซ้ำยังมีเสียงครางเหมือนกำลังเจ็บปวดให้ได้ยินอีกด้วย ชีคหนุ่มจึงรีบรุดเข้าไปดูอาการเธอด้วยความเป็นห่วงทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

3 ความคิดเห็น