ตอนที่ 11 : บทที่ 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 243
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    16 ต.ค. 61

นับจากคืนนั้นพิมพ์พิสุทธิ์ก็ฝันร้ายติดต่อกันสองคืนซ้อน ทำให้นอนไม่ค่อยหลับเลยเกิดอาการอ่อนเพลียอยู่บ่อยๆ แถมยังกินอาหารได้น้อยลงอีกด้วย ฮานะกับจารีย่าเป็นห่วงจึงพยายามคะยั้นคะยอให้ทานและสรรหาพวกผลไม้หรือขนมหวานมาเสริมให้ แต่จิตรกรสาวก็ปฏิเสธเพราะไม่นึกอยากทานจริงๆ

ชีคราซัคเดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์ในตอนเย็น พอเห็นใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวระหว่างที่นั่งทานอาหารด้วยกันก็อดทักอย่างเป็นห่วงไม่ได้

“แพรว” เขาเรียกชื่อเล่นเธออย่างสนิทสนมตามระดับความสัมพันธ์ที่คืบหน้ามากขึ้น “คุณดูหน้าซีดๆ ไปนะ ไม่สบายหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ” พิมพ์พิสุทธิ์ตอบแล้วยิ้มสดใสให้เขา แต่สีหน้าของเธอไม่ได้ดูแจ่มใสตามเลยสักนิดเดียว ฮานะซึ่งคอยยืนรับใช้อยู่ไม่ไกลจึงรีบเข้ามารายงานให้เจ้านายหนุ่มทราบทันที

“ช่วงหลายวันมานี้คุณแพรวทานอาหารได้น้อยมากเลยค่ะท่านชีค”

“อ้าว ทำไมล่ะ คุณเบื่ออาหารที่นี่เหรอ” เขาถามอย่างกังวลใจ เพราะหากเป็นเช่นนั้นเขาจะสั่งให้แม่ครัวทำอาหารของประเทศอื่นๆ บ้าง อย่างเช่นอาหารไทยซึ่งคงทำให้เธออยากทานมากขึ้นแน่ๆ

“เปล่าค่ะเปล่า” จิตรกรสาวรีบปฏิเสธ “ฉันไม่ได้เบื่ออาหารหรอกค่ะ แค่ทานไม่ค่อยลงเท่านั้นเอง”

“เอ...ผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วันคุณถึงกับทานข้าวไม่ลงเลยเหรอ” ชีคหนุ่มสัพยอกเล่นเสียงกลั้วหัวเราะเพราะอยากให้เธอมีชีวิตชีวามากกว่านี้ ซึ่งก็ได้ผลเพราะหญิงสาวหัวเราะออกมาด้วยสีหน้าที่สดใสขึ้นพลางตอบด้วยรอยยิ้มขัดเขินนิดๆ เนื่องจากยอมรับเลยว่าชายหนุ่มเองก็เป็นอีกสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอกินข้าวไม่ค่อยลงเพราะ...คิดถึงเขา ทว่าเรื่องอะไรจะยอมรับให้เขารู้กันล่ะ เธอจึงเลือกที่จะตอบปฏิเสธ

“ไม่ใช่เสียหน่อย”

หนุ่มสาวมองหน้ากันยิ้มๆ ก่อนชายหนุ่มจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับเอื้อมมือออกไปแตะหลังมือบางเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

“คุณมีเรื่องอะไรกังวลใจหรือเปล่า บอกผมได้นะ ถ้าผมช่วยได้ผมยินดีช่วยคุณเต็มที่”

หญิงสาวยิ้มให้อย่างขอบคุณสำหรับความเอื้ออาทรที่เขามอบให้ แล้วตัดสินใจเล่าความฝันอันน่ากลัวให้เขาฟังอีกครั้ง ซึ่งชีคราซัคก็ให้คำแนะนำว่าเธอคงเก็บเอาความฝันนี้มาคิดมากจนเกินไปเลยฝังใจทำให้ฝันถึงบ่อยๆ มากกว่า แต่พิมพ์พิสุทธิ์ไม่คิดเช่นนั้น เธอคิดว่ามันต้องมีสาเหตุแน่ๆ แต่เป็นสาเหตุอะไรนั้นเธอก็ยังหาคำตอบไม่ได้อยู่ดี

จิตรกรสาวถอนใจยาวแล้วเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเพราะพูดไปเขาก็ไม่เชื่ออยู่ดี หญิงสาวชวนชายหนุ่มทานอาหารต่อและหาเรื่องอื่นคุยแทน ซึ่งชีคราซัคก็ไม่ทักท้วงอะไรเนื่องจากไม่อยากให้เธอหมกมุ่นแต่เรื่องนี้เหมือนกัน เขาตักอาหารใส่จานให้เธอและคอยเอาอกเอาใจต่างๆ นานา มื้อนี้พิมพ์พิสุทธิ์จึงทานข้าวได้มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา

 

ตกดึกขณะที่หญิงสาวเตรียมตัวกำลังจะเข้านอนนั้น จู่ๆ ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาและเกิดหน้ามืดไปชั่วขณะจนเกือบล้ม ดีทว่าเท้าแขนกับโต๊ะเขียนหนังสือไว้ได้ทัน

“นี่เราเป็นอะไรไปเนี่ย” พิมพ์พิสุทธิ์พึมพำอย่างไม่เข้าใจว่าตนเองเป็นอะไรไป ร่างบางพยายามฝืนเดินไปที่เตียง มือขวายกขึ้นทาบตรงตำแหน่งหัวใจไว้เพราะเธอรู้สึกใจหวิวๆ และปวดหนึบๆ เหมือนมีอะไรมาบีบที่หัวใจไม่มีผิด หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อข่มกลั้นความเจ็บปวดในอกเอาไว้ ก่อนจะยกมือทั้งสองขึ้นลูบเนื้อลูบตัวตนเองเมื่อรู้สึกรุ่มร้อนอย่างไรชอบกล มันเหมือนมีกองไฟอยู่ล้อมรอบตัวเธอไม่มีผิด

พิมพ์พิสุทธิ์หอบหายใจแรง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นเต็มใบหน้า แล้วหญิงสาวก็ต้องสะดุ้งสุดตัวและยกมือขึ้นอุดหูของตนเองไว้เมื่อจู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะแหลมดังก้องไปทั่ว เธอมองไปรอบๆ บริเวณห้องด้วยใบหน้าเลิ่กลั่กเพื่อหาที่มาของเสียงแต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เลย

โอ๊ย! ใครหัวเราะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ หยุด! จิตรกรสาวโวยลั่นด้วยสีหน้าเหยเกเพราะปวดหูปวดหัวไปหมดแล้ว ร่างบางทรุดตัวลงนั่งแล้วก้มคุดคู้ด้วยความทรมาน สติสัมปชัญญะของเธอเริ่มเลอะเลือน นัยน์ตาคู่งามพร่ามัวและมีแววเลื่อนลอย พิมพ์พิสุทธิ์รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ใช่ตัวเองอยู่ในขณะนี้ เพราะรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนอยู่ในตัวของเธอด้วยซึ่งตอนนี้กำลังมีอิทธิพลต่อร่างกายและจิตใจของเธอเป็นอย่างมาก

ร่างบางนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้นพักหนึ่งก่อนจะหยุดแน่นิ่งไป จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วยืนขึ้นเหมือนคนไร้วิญญาณไม่มีผิด หญิงสาวเดินออกจากห้องไปอย่างเชื่องช้า ใบหน้านวลนั้นสงบนิ่ง ดวงตากลมโตก็ดูเลื่อนลอยไร้จุดหมาย เธอเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องนอนของชีคราซัค เธอเคาะประตูและรอเพียงอึดใจใหญ่บานประตูห้องก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของเจ้าของห้อง

“แพรว...” ชายหนุ่มเรียกคนตรงหน้าอย่างแปลกใจที่ดึกดื่นขนาดนี้แล้วเธอยังไม่หลับไม่นอนอีก แถมยังมาเคาะประตูห้องเขาอีกด้วย “คุณมีธุระอะไรเหรอถึงได้มาหาผมที่ห้องดึกดื่นขนาดนี้” เขาถามเสียงอ่อนโยนแล้วก็ต้องรีบก้าวถอยหลังหนีเมื่อจิตรกรสาวไม่ตอบ มิหนำซ้ำยังเดินเข้ามาในห้องเขาด้วย

ชีคราซัคขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยกับกิริยาแปลกๆ ของเธอ เขายืนมองตามร่างบางซึ่งบัดนี้เดินไปหยุดยืนอยู่กลางห้องและกำลังยืนหันหลังให้เขาเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำอย่างสงสัย ชีคหนุ่มเดินตามไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับพิมพ์พิสุทธิ์ โดยปล่อยประตูห้องให้ปิดเองเพราะที่ประตูมีที่ยึดประตูให้ดึงปิดเองเวลาปล่อยเอาไว้

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าแพรว” เขาถามอย่างกังวลใจเพราะเธอนิ่งเงียบจนผิดปกติ แถมเขายังรู้สึกเย็นยะเยือกแบบแปลกๆ อีกด้วยเวลาอยู่ใกล้เธอ

พิมพ์พิสุทธิ์ไม่ตอบนอกจากยิ้มหวานหยดให้ ดวงตาเลื่อนลอยบัดนี้พราวระยับดูเชิญชวนอย่างเห็นได้ชัด ส่วนมือบางก็แตะที่แผ่นอกแกร่งของชีคราซัคไว้แล้วลูบไล้ฝ่ามือไปมาด้วยกิริยายั่วยวนอย่างเปิดเผย ทำเอาชายหนุ่มนิ่งงันไปอย่างคาดไม่ถึง และก็ยิ่งตกตะลึงมากขึ้นเมื่อหญิงสาวตวัดวงแขนคล้องคอเขาไว้แล้วบังคับให้เขาโน้มใบหน้าลงหาเธอ จนกระทั่งริมฝีปากทั้งสองสัมผัสกันทำเอาชีคหนุ่มยืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะเลยทีเดียว

จุมพิตอ่อนหวานที่พิมพ์พิสุทธิ์มอบให้ทำเอาหัวใจแกร่งของชีคราซัคอ่อนยวบ แม้จะรู้สึกมึนงงกับการกระทำของเธอแต่รสหวานที่ได้รับก็ทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกนอกจากจูบตอบไปตามที่ใจปรารถนา ชีคหนุ่มถวิลหาจุมพิตระหว่างเขากับเธอมานานแล้ว เมื่อเกิดความชอบต่อกันชายหนุ่มทั้งแท่งอย่างเขาก็ย่อมมีความต้องการที่อยากจะสัมผัสความหวานละมุนแบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเขาต้องหักห้ามใจไว้เนื่องจากรู้ดีว่าจิตรกรสาวไม่มีทางเล่นด้วยแน่ เธอไม่ใช่คนที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ชายใดได้ล่วงเกินได้ง่ายๆ อย่างเด็ดขาด ทว่าทำไมตอนนี้ถึง...

ชีคราซัคสงสัยเป็นอย่างมาก และความรู้สึกนี้รบกวนจิตใจอย่างหนักจนทำลายมนต์จูบหวานๆ ที่เธอมอบให้เสียหมดสิ้น ชายหนุ่มต้องการรู้คำตอบจึงถอนริมฝีปากออกอย่างตัดใจ

“เดี๋ยวก่อนแพรว คุณเป็นอะไรไป ทำไมคุณถึง...” ชีคหนุ่มหยุดพูดเมื่อถูกหญิงสาวรุกหนัก เขาพยายามเบี่ยงหน้าหนีแต่เธอก็หันไปเล่นงานที่หน้าอกของเขาแทน ชายหนุ่มขนลุกซู่ไปทั้งตัวเมื่อฝ่ามือบางสอดเข้าไปใต้สาบเสื้อคลุมอาบน้ำของเขา ซึ่งตอนที่เธอมาเคาะประตูห้องนั้นเขากำลังใส่เสื้อคลุมเตรียมอาบน้ำอยู่พอดี “แพรว...หยุดก่อนสิ หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เมื่อทนไม่ไหวชีคราซัคก็ตะคอกใส่ด้วยความโมโหพลางเขย่าร่างบางจนเธอหัวสั่นคลอน

ชีคราซัค! พิมพ์พิสุทธิ์ร้องลั่นอยู่ในใจด้วยความตกใจระคนมึนงงที่เห็นเขาอยู่ตรงหน้าแถมยังอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยอีกด้วย

“คุณเป็นอะไรไป ทำไมคุณถึงทำอย่างนี้” เขาถามเสียงขุ่นด้วยความไม่พอใจและเริ่มผิดหวังในตัวเธอขึ้นมา เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาจะมองเธอผิดไป

ทำอะไร...ฉันทำอะไรอย่างนั้นเหรอ หญิงสาวร้องถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะตกตะลึงกับการกระทำของตัวเองที่จู่ๆ ก็ผวาเข้าไปกอดรัดร่างสูงไว้ ไม่นะ ฉันไม่ได้ทำแบบนี้ ออกมานะ ถอยออกมาสิ พิมพ์พิสุทธิ์ร้องสั่งตัวเองแต่ก็ไม่เป็นผล ร่างกายเธอยังคงปล้ำกอดชีคหนุ่มเหมือนเดิมจนเธอรู้สึกอับอายยิ่งนัก

“ปล่อยผมนะแพรว คุณเป็นบ้าอะไรขึ้นมาฮึ ทำไมถึงมาทำแบบนี้”

ฉันไม่ได้บ้านะคุณราซัค แต่ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไรไป ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วยคุณราซัค ฮือๆๆ หญิงสาวร่ำร้องออกมาแต่ทุกอย่างที่เธอพูดไม่ได้ออกมาจากริมฝีปากของตัวเองเลย เธอจึงรับรู้ได้ว่ามีเพียงจิตของเธอเท่านั้นที่ยังไม่ถูกครอบงำ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะพิมพ์พิสุทธิ์! ออกไปจากห้องผมซะก่อนที่ผมจะโมโหไปมากกว่านี้” ชีคราซัคตวาดไล่เสียงดังลั่นพร้อมกับผลักร่างระหงออกห่างอย่างแรงเป็นเหตุให้หญิงสาวล้มลงไปนั่งกองที่พื้น ชีคหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะมองเมินไปทางอื่นเมื่อเห็นชายกระโปรงชุดนอนของเธอเลิกขึ้นสูงจนเห็นขาอ่อนด้านใน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกสติและกำลังใจให้ตนเอง ก่อนจะหันกลับไปมองพิมพ์พิสุทธิ์อีกครั้งด้วยสายตาผิดหวังเสียใจที่เขามองเธอผิดพลาดไป

“ผมไม่นึกเลยนะว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้ ผมผิดเองที่มองคุณผิดไปเพราะคิดว่าคุณจะไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่จ้องแต่จะจับผม คุณเก่งมากนะแพรว คุณเล่นละครตบตาผมได้เนียนมากจนผมหลงคิดไปว่าคุณเป็นผู้หญิงที่ดีไม่บูชาวัตถุหรือเงินทองของผม คุณทำให้ผมเชื่อใจและ...” เขาหยุดพูดคำสุดท้ายไว้อย่างช้ำใจระคนแค้นเคือง “ออกไปซะ ออกไปก่อนที่ผมจะหักคอผู้หญิงร้อยเล่ห์เจ้ามารยาอย่างคุณ” เขาตวาดไล่อีกครั้งพร้อมกับชี้นิ้วไปที่บานประตู

ไม่นะคุณราซัค คุณเข้าใจผิด ฉันไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบนั้นนะ พิมพ์พิสุทธิ์คร่ำครวญอยู่ในใจด้วยความเสียใจ แต่ปากของเธอกลับเอ่ยคำที่ตรงกันข้ามแทน

“คุณชอบฉันมากไม่ใช่เหรอคะ ฉันมาหาคุณแล้วไง ฉันมาเพื่อให้ความสุขกับคุณนะคะ”

“แต่ผมไม่ต้องการ”

“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณไม่ต้องการผู้หญิงคนนี้” เธอพูดพร้อมกับหัวเราะก้องออกมาอย่างเย้ยหยัน ชีคหนุ่มฟังแล้วก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเพราะมันเท่ากับเป็นการดูถูกเขาชัดๆ

“ออกไป!

“ไม่ ฉันจะทำให้คุณต้องการผู้หญิงคนนี้เอง” พิมพ์พิสุทธิ์บอกด้วยแววตาแข็งกร้าวจนดูน่าสงสัยรวมทั้งคำพูดของเธอด้วย แต่ตอนนี้ชีคราซัคโกรธจัดจึงไม่ได้เอะใจอะไรทั้งนั้น แล้วชายหนุ่มก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นหญิงสาวถลกกระโปรงชุดนอนของตนเองขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพียงพริบตาเดียวเธอก็ถอดมันออกไปจากร่างกายจนเผยให้เห็นเรือนร่างขาวนวลที่เหลือเพียงแค่ชุดชั้นในสีหวานปิดบังเอาไว้เท่านั้น ซึ่งชีคหนุ่มอดยอมรับไม่ได้ว่าร่างเกือบเปลือยตรงหน้าเขาช่างงดงามสมส่วนและเย้ายวนตัณหาเขามากขนาดไหน

ไม่นะ อย่ามองนะ หยุดเสียที อย่าทำแบบนี้ฉันขอร้อง ใครก็ตามที่กำลังบังคับร่างกายฉันอยู่ได้โปรดหยุดเถอะ ฉันขอร้อง จิตรกรสาวร้องไห้คร่ำครวญด้วยความอับอายเพราะตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยยืนเปลือยกายต่อหน้าใครมาก่อนเลย

“ใส่เสื้อผ้าซะ ผมไม่มีอารมณ์ด้วยหรอก” ชีคราซัคข่มกลั้นความต้องการเอาไว้สุดฤทธิ์แล้วออกปากไล่อย่างไม่ไว้หน้า ชายหนุ่มกำมือแน่นและกัดฟันกรอด พยายามนับเลขอยู่ในใจพร้อมกับเบือนหน้าหนีร่างงามอันเย้ายวน แต่คำตอบที่เขาได้รับจากเธอคือเสียงหัวเราะแทน

“ฮ่าๆ คุณอย่ามาโกหกหน่อยเลย ฉันรู้ว่าคุณต้องการเธอ เอาสิคะ เธอเต็มใจเป็นของคุณแล้วนะ หันหน้ากลับมาซิที่รัก” เธอเรียกเขาพลางสาวเท้าเข้าหาอย่างมั่นใจจนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ใกล้ชิดกับร่างสูง ที่ตอนนี้กำลังเกร็งตัวเมื่อถูกหญิงสาวจับมือเอาไว้ “กำมือแน่นขนาดนี้ยังจะโกหกอีก คุณต้องการเธอก็ร่วมรักกับเธอสิ อย่าฝืนความต้องการไว้อีกเลย จับสิว่ามันนุ่มและน่าสัมผัสมากแค่ไหน” เธอพูดพร้อมกับยกฝ่ามือหนาขึ้นมาสัมผัสที่เนินอกของตัวเองไปด้วย

ชีคราซัคชักมือกลับทันทีราวกับถูกของร้อน แล้วถอยห่างออกมาหลายก้าวด้วยกิริยาที่แสดงให้รู้ว่ารังเกียจ แต่พิมพ์พิสุทธิ์ก็ก้าวตามทันทีเหมือนกันและเอื้อมแขนไปกอดรัดเอวหนาเอาไว้แน่น จากนั้นก็ปล้ำจูบเขาไปทั่วแผ่นอกกว้างซึ่งสร้างความสยิวให้แก่ชายหนุ่มไม่น้อยเลยทีเดียว ชีคหนุ่มข่มใจเอาไว้และยืนเฉยให้เธอทำตามใจเพื่อทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวไปกับเธอสักนิดเดียว

ทว่าตบะของเขาก็เกือบแตกเมื่อเธอแตะปลายลิ้นร้อนๆ เปียกชื้นของเธอลงบนยอดอกของเขา แล้วดูดเม้มอย่างชำนาญจนเขาเผลอร้องครางออกมา พิมพ์พิสุทธิ์จูบไล้ขึ้นสูงเรื่อยๆ จนใบหน้าหยุดซุกไซ้ตรงลำคอหนา พร้อมกันนั้นก็ลูบไล้ฝ่ามือลงต่ำจนไปถึงจุดกึ่งกลางของร่างกายเขา ซึ่งวินาทีนี้เองที่ทำให้ชีคราซัคตัดสินใจไม่อดทนต่อไป เขาจับไหล่มนทั้งสองข้างไว้แน่นแล้วผลักออกแรงๆ จนเธอล้มลงไปอีกครั้ง

“ออกไป! ไม่อย่างนั้นผมจะเรียกทหารให้เข้ามาลากตัวคุณออกไปแทน”

“คุณราซัค...” หญิงสาวอุทานออกมาด้วยความเจ็บที่สะโพก เสียงที่เปล่งออกมาได้ตามที่คิดและมือไม้ขยับเองได้ตามที่สมองสั่งการบ่งบอกให้พิมพ์พิสุทธิ์รับรู้ว่าบัดนี้ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองแล้ว “ฉันกลับมาแล้ว ฉันควบคุมร่างกายตัวเองได้แล้ว” จิตรกรสาวร้องลั่นด้วยความดีใจพลางลุกขึ้นยืนมองมือไม้ของตนเองราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งพฤติกรรมของเธอทำให้ชีคราซัคโมโหมากยิ่งขึ้น เพราะคิดว่าเธอจะเล่นละครตบตาอะไรเขาอีก

“อย่ามาเล่นละครบ้าบออะไรอีก ออกไปซะทีก่อนที่ผมจะจับตัวคุณโยนออกไปเอง”

“ว้าย!” หญิงสาวอุทานเสียงหลงเมื่อรู้ตัวว่าตอนนี้กำลังยืนเปลือยอยู่ต่อหน้าเขา เธอรีบวิ่งไปหยิบชุดนอนมาสวมใส่ไว้ตามเดิมด้วยใบหน้าแดงก่ำอย่างอับอาย แต่ถึงจะรู้สึกอายแทบอยากแทรกแผ่นดินหนีสักเท่าไรทว่าเธอก็จำต้องอยู่เผชิญหน้ากับชีคหนุ่มก่อน เพราะอยากอธิบายความจริงให้เขาได้เข้าใจ “เอ่อ...คุณราซัคคะ ฉัน...” แต่ก็พูดได้เพียงเท่านี้เนื่องจากถูกเขาออกปากไล่สวนกลับทันควัน

“ผมบอกให้ออกไปยังไงเล่า ไม่เข้าใจรึไงฮะ”

“ฉันเข้าใจค่ะ แต่ขอให้ฉันได้อธิบายความจริงก่อนนะคะ”

“ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เพราะต่อไปนี้ผมจะไม่เชื่อคำพูดลวงโลกของคุณอีกแล้ว”

“โธ่...ได้โปรดฟังฉันเล่าความจริงสักนิดก่อนเถอะค่ะ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดฉันไม่รู้เรื่องเลยนะคะ ฉันบังคับตัวเองไม่ได้จริงๆ ฉัน...”

“คุณนี่มันหน้าด้านหน้าทนจริงๆ นะ อยากให้ผมเอาคุณให้ได้เลยใช่ไหมฮะ”

คำพูดของเขาเหมือนตบหน้าเธอชัดๆ แต่แม้จะโกรธมากแค่ไหนทว่าเธอก็ปล่อยให้เขาเข้าใจผิดไม่ได้

“ไม่ค่ะ แต่ฉันแค่อยากอธิบายว่าฉันไม่ได้เป็นคนทำ ฉันไม่เคยคิดที่จะเข้ามายั่วคุณแบบนี้เลย แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ ฉันถูกอะไรบางอย่างบังคับให้ทำทั้งที่ฉันไม่ได้อยากทำเลย”

“ฮ่าๆ” ชายหนุ่มหัวเราะเยาะลั่นห้องเมื่อฟังคำแก้ตัวไม่ได้เรื่องของเธอ “คุณนี่มันเขียนบทเก่งดีนะ แต่ขอโทษเถอะบทนี้มันไม่ได้เรื่องเลยสักนิด ผมไม่หลงกลคุณอีกแล้ว ออกไปซะ” ชีคหนุ่มออกปากไล่พลางเดินเข้ามาจับต้นแขนเธอไว้แน่น แล้วลากให้เดินไปที่ประตูห้องด้วยกัน

“ไม่นะคะ ฉันพูดจริงๆ นะ ฉันไม่ได้โกหก คุณต้องเชื่อฉันนะคะ ฉันถูกอำนาจอะไรก็ไม่รู้ทำให้ฉันไม่เป็นตัวของตัวเองจนทำเรื่องน่าอายแบบนี้ลงไป”

“อำนาจตัณหาราคะของคุณยังไงล่ะ” เขาตอกกลับอย่างเยาะหยัน “คุณคงคิดว่าปั่นหัวผมให้ลุ่มหลงคุณได้แล้วสินะ ถึงได้เผยธาตุแท้ของคุณออกมาให้ผมเห็น ผิดคาดใช่ไหมล่ะที่ผมไม่เล่นด้วยถึงได้แต่งบทละครปัญญาอ่อนแบบนี้มาหลอกผมอีก” ชายหนุ่มเปิดประตูห้องออกแล้วดึงร่างบางให้มายืนที่ปากประตู เขามองหน้านวลด้วยความผิดหวังแล้วกัดฟันบอกเสียงกร้าว “ผมไม่ได้โง่นะ เข้าใจใหม่ไว้ด้วย” กล่าวจบชีคหนุ่มก็ผลักร่างบางให้พ้นจากปากประตู จากนั้นก็ปิดประตูใส่หน้าทันที

“คุณราซัค...” พิมพ์พิสุทธิ์ร้องเรียกเสียงสั่นเครือด้วยความเสียใจ “ทำไมคุณถึงไม่เชื่อฉัน ฉันไม่ได้เป็นผู้หญิงแบบนั้นนะ” หญิงสาวร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ก่อนจะเดินกลับห้องนอนของตนเองไปด้วยหัวใจที่บอบช้ำและหวาดกลัว เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ทำไมเธอถึงได้ควบคุมตัวเองไม่ได้ แถมยังรู้สึกเหมือนมีใครอีกคนอยู่ในร่างคอยบงการสั่งให้ร่างกายของเธอทำเรื่องน่าอับอายแบบนั้น

พิมพ์พิสุทธิ์ร้องไห้นั่งกอดเข่าอิงหลังกับผนังห้องอย่างหาคำอธิบายให้ตนเองไม่ได้ พลางส่ายหน้าไปรอบห้องด้วยความหวั่นเกรงเพราะกลัวจะโดนครอบงำให้ทำอะไรไม่ดีอีก หญิงสาวนั่งถ่างตาอยู่เช่นนั้นจนรุ่งสางถึงได้เผลอหลับไปเนื่องจากทนความง่วงไม่ไหว

 

เช้าวันรุ่งขึ้นพิมพ์พิสุทธิ์ไม่กล้าสู้หน้าชีคราซัคจึงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง และปฏิเสธที่จะส่งไปทานข้าวเมื่อฮานะขึ้นมาตาม แต่ก็ขอให้อีกฝ่ายนำนมอุ่นๆ หนึ่งแก้วกับขนมปังปิ้งสองแผ่นขึ้นมาให้บนห้องแทน หญิงสาวยืนอิงร่างกับหน้าต่างกระจกใส สายตาเหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกว้าง ในหัวยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ไม่เลิก แต่แม้จะเพียรคิดสักเท่าไรก็ไม่สามารถหาคำตอบมาอธิบายถึงอาการที่เธอเป็นได้เลย

จิตรกรสาวยังเก็บตัวอยู่ในห้องเหมือนเดิมจนกระทั่งบ่ายจารีย่าก็มาตามให้ไปพบชีคหนุ่มที่ห้องทำงาน พิมพ์พิสุทธิ์ไม่อยากไปเพราะยังไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาในตอนนี้ เธอยังอับอายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอยู่และไม่อยากฟังคำพูดจาดูถูกของเขาด้วย ทว่าสุดท้ายหญิงสาวก็ต้องไปพบเขาเนื่องจากเธอไม่ใช่คนชอบหนีปัญหา

“เชิญครับ” อาเจฟที่เปิดประตูออกมาจากห้องทำงานพอดีเอ่ยเชื้อเชิญให้เธอเข้าไปด้านใน พิมพ์พิสุทธิ์ยิ้มให้เขานิดๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้แก่ตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปด้านในของห้อง ซึ่งชีคราซัคกำลังนั่งคอยเธออยู่ที่โต๊ะทำงานนานแล้ว

ทันทีที่เธอก้าวเข้าไปประตูห้องก็ถูกปิดลงด้วยฝีมือของอาเจฟ ซึ่งพอสิ้นเสียงปิดเท่านั้นหญิงสาวก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ในที่แคบจนหายใจไม่ทั่วท้องทั้งที่ห้องก็กว้างขวาง ยิ่งได้สบกับดวงตาคมกริบที่เย็นชาของชีคราซัคด้วยแล้ว เธอก็แทบอยากจะหันหลังวิ่งออกไปจากห้องเลยทีเดียว จิตรกรสาวยืนก้มหน้านิ่งด้วยความอึดอัดใจเมื่อชายหนุ่มไม่พูดอะไรออกมาสักคำ จนเวลาผ่านไปหลายนาทีเธอก็เป็นฝ่ายที่ทนไม่ไหวต้องเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน

“คุณราซัคคะ...ฉันอยากอธิบายเรื่อง...”

“ไม่ต้องพูดอะไรถึงเรื่องนี้อีก เพราะผมไม่อยากฟัง” เขายกมือขึ้นห้ามและจ้องดวงหน้านวลใสเขม็ง แววตานั้นเต็มไปด้วยความเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยความผิดหวังเสียใจ

“แต่คุณต้องฟังนะคะ” เธอเดินเข้าหาจนไปหยุดยืนชิดโต๊ะทำงานของเขา “คุณต้องให้โอกาสฉันอธิบายความจริงบ้างสิ”

“ยังต้องอธิบายความจริงอะไรอีกในเมื่อการกระทำของคุณมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว” เขาตอบกลับเสียงเยาะทำเอาเธอรู้สึกหน้าชาไปทันที พิมพ์พิสุทธิ์กำมือแน่น ใบหน้านวลเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธระคนผิดหวัง ดวงตากลมโตมีหยาดน้ำใสเอ่อคลอซึ่งเธอพยายามกลั้นมันไว้ไม่ให้ไหลออกมาประจานความอ่อนแอของตัวเอง

“ฉันรู้...แต่สิ่งที่ฉันทำลงไปมันไม่ใช่ตัวฉันจริงๆ นะคะ มัน...”

“พอเถอะ ผมไม่อยากฟังคุณแต่งเรื่องโกหกอะไรอีกแล้ว ที่ผมเรียกคุณมาพบก็เพื่อจะบอกคุณว่า...” ชีคราซัคลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าด้วยสายตาเอาจริง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยสุ้มเสียงที่เข้มขึ้นกว่าเดิม “หากคุณทำอะไรบ้าๆ แบบเมื่อคืนนี้อีกละก็ผมจะไล่คุณออกทันที”

หญิงสาวนิ่งอึ้งไป แล้วหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลรินออกมาด้วยความชอกช้ำเสียใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธที่เขาไม่เชื่อใจในตัวเธอ และด้วยความโมโหนี้เองทำให้เธอพลั้งปากพูดออกไป

“ไม่ต้องรอให้ถึงคราวหน้าหรอกค่ะ เพราะฉันยินดีลาออกตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป” กล่าวจบพิมพ์พิสุทธิ์ก็สะบัดหน้าวิ่งหนีออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ชีคหนุ่มยืนนิ่งงันด้วยความสับสนในใจเพียงลำพัง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

3 ความคิดเห็น